อิทธิพร บุญประคอง

“แสวง” ฉลุยจ่อนั่งเลขากกต.ยาวจนครบวาระ หลัง กกต. มีมติ 5 ต่อ 2 ตีตกผลการประเมินจากกกต.ชุดเก่า

เรียกได้ว่ากลายเป็นประเด็นร้อนที่หลายคนจับตามอง สำหรับเก้าอี้เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง โดยล่าสุดมีข่าวว่า “แสวง” ฉลุยจ่อนั่งเลขากกต.ยาวจนครบวาระ หลัง กกต. มีมติ 5 ต่อ 2 ตีตกผลการประเมินจากกกต.ชุดเก่า ซึ่งถือเป็นการปิดดีลปัญหาที่ค้างคามาอย่างยาวนานเกี่ยวกับการประเมินผลการปฏิบัติงานที่ไม่ผ่านเกณฑ์ของชุดก่อนหน้า

“แสวง” ฉลุยจ่อนั่งเลขากกต.ยาวจนครบวาระ หลัง กกต. มีมติ 5 ต่อ 2 ตีตกผลการประเมินจากกกต.ชุดเก่า

เหตุการณ์เริ่มต้นจากการที่ กกต. ชุดเดิมที่มี นายอิทธิพร บุญประคอง เป็นประธาน ได้มีการประเมินผลงานของนายแสวง บุญมี ในปี 2568 ไว้ต่ำกว่าร้อยละ 60 ซึ่งตามสัญญาจ้างถือเป็นเงื่อนไขที่อาจทำให้ต้องพ้นจากตำแหน่ง อย่างไรก็ตาม ได้เกิดข้อถกเถียงว่าการประเมินดังกล่าวมีผลสมบูรณ์หรือไม่ เนื่องจากเกิดขึ้นในช่วงรอยต่อของการเปลี่ยนชุดกรรมการ กกต. ชุดปัจจุบันจึงได้ดำเนินการหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและที่ปรึกษากฎหมายจนได้ข้อสรุปที่แน่ชัด

บทสรุปการตัดสินที่ส่งให้ “แสวง” ฉลุยจ่อนั่งเลขากกต.ยาวจนครบวาระ หลัง กกต. มีมติ 5 ต่อ 2 ตีตกผลการประเมินจากกกต.ชุดเก่า

จากการประชุมเมื่อวันที่ 15 ก.ค. ที่ผ่านมา กกต. มีมติเสียงข้างมาก 5 ต่อ 2 ให้ยกเลิกผลการประเมินชุดเก่าและให้เป็นอำนาจหน้าที่ของ กกต. ชุดปัจจุบันในการประเมินเอง ซึ่งการตัดสินใจครั้งนี้มีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้:

  • สำนักงานกฤษฎีกาได้แจ้งว่าไม่มีอำนาจตีความสัญญาจ้าง โดยเรื่องนี้เป็นอำนาจจัดการภายในของ กกต. โดยตรง
  • คณะที่ปรึกษา กกต. นำโดย นายศุภชัย สมเจริญ เห็นว่าผู้ที่มีอำนาจประเมินควรเป็น กกต. ชุดปัจจุบันที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่
  • มติดังกล่าวจะทำให้นายแสวง ปฏิบัติหน้าที่ได้ต่อเนื่องจนครบวาระ 5 ปี ในวันที่ 31 มี.ค. 2570

หลายคนมองว่าการที่ กกต. เปลี่ยนท่าทีมาลงมติสนับสนุนในครั้งนี้ เป็นการปรับจูนการทำงานภายในให้มีความสอดคล้องและเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันมากขึ้น เพื่อสร้างเสถียรภาพให้กับองค์กรในช่วงที่ต้องเตรียมการเลือกตั้งครั้งสำคัญในอนาคต

ในมุมมองส่วนตัว การตัดสินใจครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความพยายามของ กกต. ชุดปัจจุบันในการรักษาความต่อเนื่องของงานบริหาร เชื่อว่านายแสวงจะสามารถบริหารจัดการสำนักงาน กกต. ให้เป็นไปอย่างราบรื่นตามวาระที่เหลืออยู่อย่างแน่นอน

ที่มา – “แสวง” ฉลุยจ่อนั่งเลขากกต.ยาวจนครบวาระ หลัง กกต. มีมติ 5 ต่อ 2 ตีตกผลการประเมินจากกกต.ชุดเก่า

ศาลอาญาคดีทุจริตฯ ยกฟ้อง คดีฮั้ว สว. ชี้ผู้ร้องไม่มีอำนาจ

วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนในวงการการเมืองไทยกันครับ ศาลอาญาคดีทุจริตฯ ยกฟ้อง คดีฮั้ว สว. ชี้ผู้ร้องไม่มีอำนาจ ซึ่งเป็นข่าวที่หลายคนให้ความสนใจ เพราะเกี่ยวข้องกับการตรวจสอบการทุจริตในระดับสูง กรณีนี้เกิดขึ้นเมื่อ สว.สำรองคนหนึ่งยื่นฟ้อง กกต. และเลขาธิการ กกต. รวม 8 คน ในข้อหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ จากการสอบสวนคดีฮั้ว สว. ที่ล่าช้าและไม่คืบหน้า

ศาลอาญาคดีทุจริตฯ ยกฟ้อง คดีฮั้ว สว. ชี้ผู้ร้องไม่มีอำนาจ

ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2569 เวลา 09.00 น. ศาลมีคำสั่งยกฟ้องชั้นตรวจฟ้องในคดีดังกล่าว โจทก์คือ นายอัครวัฒน์ พงศ์ธนาชลิตกุล สว.สำรอง ที่ยื่นฟ้องนายอิทธิพร บุญประคอง ประธาน กกต. พร้อมคณะกรรมการการเลือกตั้ง 7 คน และนายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. เป็นจำเลยทั้งหมด 8 คน

ศาลชี้แจงเหตุผลหลักว่าผู้ร้องหรือโจทก์ไม่มีอำนาจในการฟ้องร้องคดีนี้ โดยอำนาจดังกล่าวต้องเป็นของอัยการสูงสุดเท่านั้น เนื่องจากคดีเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงาน ซึ่งอยู่ในขอบเขตของกฎหมายอาญาคดีทุจริต

พื้นหลังคดีฮั้ว สว. และการสอบสวนที่ล่าช้า

คดีนี้มีรากฐานมาจากกรณีฮั้วประมูลหรือการทุจริตในการเลือกตั้ง สว. ซึ่งอนุกรรมการวินิจฉัยชุดที่ 36 ของ กกต. รับผิดชอบในการสอบสวน แต่ถูกกล่าวหาว่าดำเนินการล่าช้า ไม่มีความคืบหน้า สน.ทุ่งสองห้อง ได้ส่งสำนวนคดีไปยัง ปปช. แล้ว แต่กระบวนการยังไม่เดินหน้า

หลังฟังคำพิพากษา นายอัครวัฒน์ กล่าวว่าศาลยกฟ้องเพราะเหตุผลเรื่องอำนาจฟ้อง แต่เขาจะเดินหน้าตรวจสอบต่อไป อาจยื่นต่อศาลฎีกาหรือใช้วิธีอื่น โดยยังไม่เปิดเผยรายละเอียด จะปรึกษาทีมกฎหมายก่อนว่าจะอุทธรณ์หรือไม่

ผลกระทบและบทเรียนจากกรณีนี้

กรณี ศาลอาญาคดีทุจริตฯ ยกฟ้อง คดีฮั้ว สว. สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของอำนาจฟ้องร้องในคดีทุจริต หากบุคคลทั่วไปหรือแม้แต่ สว. ลุกขึ้นฟ้องเองโดยไม่มีอำนาจที่ถูกต้อง คดีอาจถูกยกฟ้องตั้งแต่ชั้นแรก สิ่งนี้ช่วยรักษาความเป็นกลางของกระบวนการยุติธรรม แต่ก็อาจทำให้ประชาชนรู้สึกว่าการตรวจสอบผู้มีอำนาจยากลำบาก

  • เหตุผลหลักที่ศาลยกฟ้อง: ผู้ร้องไม่มีอำนาจฟ้อง ต้องเป็นอัยการสูงสุด
  • สถานะคดี: สำนวนส่ง ปปช. แล้ว แต่ กกต. ถูกกล่าวหาล่าช้า
  • ขั้นตอนต่อไป: โจทก์อาจยื่นศาลฎีกาหรือช่องทางอื่น
  • บทบาท กกต.: รับผิดชอบสอบสวนอนุชุด 36

ในมุมมองของผู้เขียน คดีนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าการต่อสู้กับทุจริตต้องผ่านช่องทางที่ถูกต้องตามกฎหมายเท่านั้น หากไม่เช่นนั้นอาจเสียเวลาและโอกาส นอกจากนี้ยังชี้ให้เห็นช่องโหว่ในระบบตรวจสอบ กกต. ที่ควรเร่งปฏิรูประบบให้โปร่งใสยิ่งขึ้น

สำหรับประชาชนที่สนใจติดตามคดีการเมืองและทุจริต แนะนำให้ศึกษากฎหมายอาญาคดีทุจริตให้ละเอียด เพื่อเข้าใจสิทธิและขอบเขตของตัวเอง หากคุณมีประสบการณ์หรือความเห็นเกี่ยวกับคดีนี้ สามารถแสดงความคิดเห็นในช่องคอมเมนต์ด้านล่างได้เลยครับ เราจะอัปเดตความคืบหน้าต่อไป!

กรณีนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของหลักนิติธรรมในการต่อสู้ทุจริต คุณคิดอย่างไรกับคำตัดสินของศาล ลองแชร์มุมมองกันนะ

ที่มา – ศาลอาญาคดีทุจริตฯ ยกฟ้อง คดีฮั้ว สว. ชี้ผู้ร้องไม่มีอำนาจ

สว.สำรอง ยื่นศาลปกครองกลาง ห้ามกกต.ใช้สำนวนคดีฮั้ว

สว.สำรอง ยื่นศาลปกครองกลาง เพื่อขอให้สั่งหยุดชะงักการทำงานของ กกต. ในคดีฮั้วเลือกตั้ง สว. ที่กำลังเป็นประเด็นร้อนในวงการการเมืองไทย วันนี้เรามาเจาะลึกกันว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้าง และทำไมถึงต้องไปถึงขั้นยื่นศาลปกครองกลางและศาลปกครองสูงสุดด้วย

สว.สำรอง ยื่นศาลปกครองกลาง สั่งระงับห้าม กกต. นำสำนวนปล่อยผี

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 16 มีนาคม 2569 ที่สำนักงาน กกต. คณะ สว.สำรอง นำโดย นายอัครวัฒน์ พงศ์ธนาชลิตกุล ได้แถลงข่าวหลังจากยื่นคำร้องต่อศาลปกครองกลางและศาลปกครองสูงสุด ขอให้มีคำสั่งทางปกครองสั่งห้าม กกต. นำผลการวินิจฉัยจากคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชุดที่ 36 มาพิจารณาต่อ โดยชุดนี้มีมติ 5 ต่อ 2 ยกคำร้องคดีฮั้ว สว. เนื่องจากเห็นว่าไม่มีพยานหลักฐานเพียงพอต่อผู้ถูกกล่าวหา 138 สว. คณะกรรมการบริหารพรรคการเมือง และเครือข่ายอีก 91 คน รวม 229 ราย

ประเด็นสำคัญคือ การตั้งคณะอนุวินิจฉัยชุดที่ 36 โดยนายอิทธิพร บุญประคอง อดีตประธาน กกต. ถือว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย และเกินกรอบเวลาที่ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ว. กำหนดไว้ว่า กกต. ต้องพิจารณาคำร้องทุจริตภายใน 1 ปี นี่คือเหตุผลหลักที่ทำให้ สว.สำรอง ยื่นศาลปกครองกลาง เพื่อขอไต่สวนฉุกเฉินและคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว

เหตุผลที่ สว.สำรอง ยื่นศาลปกครองกลาง

ก่อนหน้านี้ คณะกรรมการสืบสวนไต่สวนชุดที่ 26 ได้ลงพื้นที่เก็บหลักฐานคดีฮั้ว สว. จนได้พยานหลักฐานแน่นหนา สนับสนุนให้ดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องทั้ง 229 คน แต่ชุดอนุวินิจฉัย 36 กลับพลิกมติ ไม่ยอมรับหลักฐานเหล่านั้น โดยอ้างว่าไม่มีมูล นายอัครวัฒน์ตั้งคำถามว่า ชุด 36 หาข้อมูลมาจากไหนมาหักล้างหลักฐานชุด 26 ได้

  • การตั้งชุดอนุวินิจฉัยไม่ถูกต้อง: ไม่เป็นไปตามกฎหมาย
  • เกินกำหนดเวลา: กกต. ต้องเคลียร์คดีภายใน 1 ปี
  • หลักฐานชุด 26 ชัดเจน: แต่ถูกยกเลิกโดยมติเสียงข้างมาก
  • ป้องกันความไม่เป็นธรรม: ห้าม กกต. ใช้สำนวนปล่อยผีนี้

คดีฮั้ว สว. เกิดจากการเลือกตั้ง สว. เมื่อปี 2567 ที่ถูกกล่าวหาว่ามีการรวมตัวฮั้วกันเพื่อชิงตำแหน่ง สว. 200 คน สร้างความฮือฮาและถูกร้องเรียนจำนวนมาก สว.สำรองกลุ่มนี้คือผู้ที่ไม่ได้เป็น สว. แต่ถูกกล่าวหาว่ามีส่วน ทำให้ต้องต่อสู้เพื่อปกป้องสิทธิ์

ผลกระทบหากศาลรับคำร้อง

หากศาลปกครองกลางรับคำร้องและสั่งคุ้มครอง จะทำให้ กกต. หยุดนำสำนวนชุด 36 ไปใช้ ซึ่งอาจนำไปสู่การสอบสวนใหม่ตามหลักฐานชุด 26 ที่แข็งแกร่งกว่า นี่จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการตรวจสอบความโปร่งใสการเลือกตั้ง สว. ที่หลายฝ่ายจับตา

นอกจากนี้ ยังสะท้อนปัญหาในระบบยุติธรรมการเลือกตั้งของไทย ที่บางครั้งถูกครอบงำด้วยดุลกำลังหรือเส้นสาย การที่ สว.สำรอง ยื่นศาลปกครองกลาง แสดงถึงความมุ่งมั่นในการยืนหยัดต่อสู้เพื่อความยุติธรรม

ติดตามพัฒนาการคดีนี้ต่อไป เพราะอาจส่งผลต่อการเมืองชั้นในของประเทศ คุณคิดเห็นอย่างไรกับกรณีนี้ ลองแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความเพื่อให้เพื่อนๆ ได้อ่านด้วยนะ

ที่มา – สว.สำรอง ยื่นศาลปกครองกลาง สั่งระงับห้าม กกต. นำสำนวนปล่อยผีคดีฮั้ว สว. มาพิจารณา

วุฒิสภาเร่ง กกต. เลือก ประธาน กกต. คนใหม่

“เลขาธิการวุฒิสภา” ทำหนังสือถึง เลขาธิการ กกต. ให้ประชุมเพื่อคัดเลือกประธาน กกต. คนใหม่ หลัง 2 บุคคลที่ได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาให้เป็นคณะกรรมการการเลือกตั้งได้ดำเนินการตามขั้นตอนครบถ้วนแล้ว

วันที่ 7 พ.ย. 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางปิยฉัตร สุพานิชไตรภพ เลขาธิการวุฒิสภาได้ส่งหนังสือถึงเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง เรื่องการเลือกประธาน กกต. คนใหม่ โดยให้เหตุผลว่า วุฒิสภาได้พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลให้ดำรงตำแหน่งกรรมการการเลือกตั้ง จำนวน 2 คนเป็นที่เรียบร้อย ได้แก่

1. นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ แทน นายอิทธิพร บุญประคอง ประธานกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งพ้นจากตำแหน่งเนื่องจากครบวาระ และ 2. นายณรงค์ รัศมี แทน ศาสตราจารย์สนิท หิรัญบัพพาสมัย กรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งพ้นจากตำแหน่งเนื่องจากครบวาระ

โดยสำนักเลขาธิการวุฒิสภาได้มีหนังสือแจ้งให้บุคคลผู้ได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาให้ดำรงตำแหน่งกรรมการการเลือกตั้งดังกล่าว ได้ดำเนินการลาออกจากตำแหน่งต่าง ๆ หรือแสดงหลักฐานการรับรองว่าไม่ดำรงตำแหน่งหรือประกอบวิชาชีพตามที่กฎหมายกำหนด ภายใน 3 วัน นับแต่วันถัดจากวันที่มีประกาศวุฒิสภา เรื่อง กำหนดเวลาให้บุคคลผู้ได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาให้ดำรงตำแหน่งกรรมการการเลือกตั้ง ลาออกจากตำแหน่งหรือเลิกประกอบวิชาชีพ

ในการนี้ สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ขอเรียนให้ทราบว่า บัดนี้ บุคคลผู้ได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาให้ดำรงตำแหน่งกรรมการการเลือกตั้งดังกล่าวข้างต้นได้แสดงหลักฐานต่อประธานวุฒิสภาว่าได้ลาออกจากตำแหน่งหรือเลิกประกอบวิชาชีพ ภายในระยะเวลาที่ประธานวุฒิสภากำหนดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ดังนั้น จึงขอให้สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ได้พิจารณาดำเนินการจัดให้บุคคลผู้ได้รับความเห็นชอบให้ดำรงตำแหน่งกรรมการการเลือกตั้ง ตามมาตรา 13 ประกอบมาตรา 12 วรรคเจ็ด แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญฉบับเดียวกัน จำนวน ๒ คนดังกล่าวข้างต้น กล่าวคือ นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ และ นายณรงค์ รัศมี ประชุมร่วมกับกรรมการการเลือกตั้งซึ่งยังไม่พ้นจากตำแหน่ง เพื่อเลือกกันเองให้คนหนึ่งเป็นประธานกรรมการการเลือกตั้ง แล้วแจ้งผลให้ประธานวุฒิสภาทราบ ทั้งนี้ เพื่อให้เป็นไปตามมาตรา 12 วรรคเก้า แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2560 ต่อไป

วุฒิสภา บี้ กกต. ให้ประชุมเลือก ประธาน กกต. คนใหม่

การดำเนินการดังกล่าวของวุฒิสภา แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการเร่งรัดกระบวนการสรรหาและแต่งตั้ง ประธาน กกต. คนใหม่ เพื่อให้การดำเนินงานของคณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นไปอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่ใกล้จะมีการเลือกตั้งเกิดขึ้น

ความสำคัญของการมี ประธาน กกต.

การมีประธาน กกต. ที่มีความสามารถและเป็นกลาง จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในการจัดการเลือกตั้งที่เป็นธรรมและโปร่งใส ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของระบอบประชาธิปไตย การที่วุฒิสภาเร่งรัดให้ กกต. ดำเนินการเลือกประธานคนใหม่ จึงเป็นสัญญาณที่ดีต่อการเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งที่จะมาถึง

กระบวนการคัดเลือกและแต่งตั้งประธาน กกต. คนใหม่ เป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการด้วยความรอบคอบและโปร่งใส เพื่อให้ได้บุคคลที่เหมาะสมที่สุดมาดำรงตำแหน่งสำคัญนี้ การเร่งรัดกระบวนการจึงต้องควบคู่ไปกับการรักษามาตรฐานและความถูกต้องตามกฎหมาย

การที่วุฒิสภาให้ความสำคัญกับการดำเนินการตามกฎหมายและระยะเวลาที่กำหนด แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบต่อการทำหน้าที่ในการตรวจสอบและควบคุมการทำงานขององค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ การดำเนินการอย่างรวดเร็วและถูกต้องจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นเป็นไปอย่างราบรื่นและเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย

ดังนั้น การติดตามข่าวสารและความคืบหน้าเกี่ยวกับการเลือก ประธาน กกต. คนใหม่ จึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับประชาชนทุกคน เพื่อให้เข้าใจถึงกระบวนการและมีส่วนร่วมในการตรวจสอบการทำงานขององค์กรที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การเลือกตั้งในอนาคตเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรมอย่างแท้จริง

การมีประธาน กกต. คนใหม่ ที่พร้อมปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่ จะเป็นการส่งเสริมและรักษาไว้ซึ่งหลักการประชาธิปไตยของประเทศ

ที่มา – วุฒิสภา บี้ กกต. ให้ประชุมเลือก ประธาน คนใหม่ หลังเห็นชอบบุคคลแทนตำแหน่งที่ครบวาระเสร็จสิ้นแล้ว

คดีฮั้ว สว. อยู่ในชั้นอนุฯ วินิจฉัย มีเวลา 90 วัน

ในวงการการเมืองไทย คดีฮั้ว สว. อยู่ในชั้นอนุฯ วินิจฉัย มีเวลา 90 วัน ก่อนทำความเห็นเสนอ กกต. ชี้ขาด ได้กลายเป็นประเด็นที่ทุกคนจับตามองอย่างใกล้ชิด เนื่องจากเกี่ยวข้องกับกระบวนการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ที่ถูกตั้งข้อสงสัยเรื่องการฮั้วประมูลและทุจริต คดีนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของบุคคล แต่สะท้อนถึงความโปร่งใสในระบบการเมืองของประเทศ ทำให้ประชาชนจำนวนมากเรียกร้องให้มีการตรวจสอบอย่างรอบคอบและเป็นธรรม

คดีฮั้ว สว. อยู่ในชั้นอนุฯ วินิจฉัย มีเวลา 90 วัน

นายอิทธิพร บุญประคอง ประธานกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้เปิดเผยข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับคดีฮั้ว สว. อยู่ในชั้นอนุฯ วินิจฉัย มีเวลา 90 วัน ในการพิจารณาสำนวนคดีอย่างละเอียด โดยวันที่ 29 กันยายน 2568 สำนวนคดีนี้ได้เข้าสู่ชั้นการพิจารณาของคณะอนุกรรมการวินิจฉัย ตั้งแต่วันที่ 17 กันยายน 2568 แล้ว ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ 3 ในกระบวนการทั้งหมดของ กกต. ประธาน กกต. ย้ำว่าการดำเนินการต้องรอบคอบ เพื่อให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคดีนี้มีผู้ถูกร้องถึง 100 คน และเอกสารหลักฐานหนาแน่นหลายพันหน้า

“การให้ความยุติธรรมต้องอาศัยการศึกษาหลักฐานอย่างละเอียด ไม่ใช่การตัดสินด้วยความรู้สึก ซึ่งอาจนำไปสู่ความไม่เป็นธรรม” นายอิทธิพร กล่าว โดยเน้นย้ำว่ากรอบเวลา 90 วันนี้เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องก่อนสรุปความเห็นเสนอต่อ กกต. เพื่อชี้ขาดในขั้นตอนสุดท้าย

รายละเอียดกระบวนการตรวจสอบคดีฮั้ว สว.

คดีฮั้ว สว. เกิดจากข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการสมรู้ร่วมคิดในการเลือกตั้ง สว. เมื่อปี 2567 ซึ่งถูกมองว่าเป็นการทุจริตที่อาจส่งผลกระทบต่อความสมบูรณ์ของสภาสูง กระบวนการสืบสวนของ กกต. แบ่งออกเป็น 4 ชั้นหลัก ดังนี้:

  • ชั้นที่ 1: การสืบสวนโดยคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวน ชุดที่ 26 ใช้เวลา 4 เดือนในการรวบรวมพยานหลักฐานและสอบปากคำ
  • ชั้นที่ 2: การพิจารณาของเลขาธิการ กกต. ทำความเห็น เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2568 ใช้เวลา 60 วัน
  • ชั้นที่ 3: คณะอนุกรรมการวินิจฉัย พิจารณาสำนวนคดี 90 วัน เพื่อสรุปความเห็น
  • ชั้นที่ 4: ที่ประชุม กกต. ชี้ขาดว่าจะส่งฟ้องหรือไม่ ใช้เวลา 90 วัน แต่ในทางปฏิบัติมักใช้ไม่เกิน 15 วัน

จากข้อมูลดังกล่าว จะเห็นได้ว่าคดีฮั้ว สว. อยู่ในชั้นอนุฯ วินิจฉัย มีเวลา 90 วัน ที่กำลังดำเนินไปอย่างเข้มข้น โดย กกต. มุ่งมั่นที่จะรักษาความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรม หากผลการวินิจฉัยออกมา จะเป็นตัวกำหนดทิศทางของคดีนี้ต่อไป ไม่ว่าจะเป็นการส่งฟ้องศาลหรือการคลี่คลายข้อกล่าวหา

นอกจากนี้ คดีนี้ยังเชื่อมโยงกับประเด็นกว้างขึ้นในสังคมไทย เช่น การป้องกันทุจริตในการเลือกตั้ง และบทบาทของ สว. ในการกำหนดนโยบายรัฐ ประชาชนหลายฝ่ายแสดงความกังวลว่าหากไม่มีการตรวจสอบที่เข้มงวด อาจนำไปสู่การสูญเสียความเชื่อมั่นในสถาบันการเมือง การที่ กกต. กำหนดกรอบเวลาและขั้นตอนชัดเจน จึงเป็นสัญญาณที่ดีว่าประเทศกำลังก้าวไปสู่ความโปร่งใสมากขึ้น

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การดำเนินคดีฮั้ว สว. อยู่ในชั้นอนุฯ วินิจฉัย มีเวลา 90 วัน นี้ แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบของหน่วยงานรัฐในการจัดการกับข้อกล่าวหาอย่างเป็นระบบ หากผลลัพธ์ออกมาอย่างยุติธรรม จะช่วยเสริมสร้างความศรัทธาให้กับประชาชนได้ไม่น้อย ในขณะเดียวกัน ก็เป็นบทเรียนสำหรับนักการเมืองทุกรุ่นในการหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่อาจนำไปสู่การถูกตรวจสอบ

สุดท้ายนี้ ความเห็นส่วนตัวของผู้เขียนคือ กระบวนการนี้ไม่เพียงแต่จะแก้ปัญหาคดีเฉพาะหน้า แต่ยังเป็นก้าวสำคัญในการปฏิรูประบบเลือกตั้งของไทย หากคุณสนใจติดตามความคืบหน้าของคดีฮั้ว สว. อยู่ในชั้นอนุฯ วินิจฉัย มีเวลา 90 วัน หรือประเด็นการเมืองอื่นๆ สามารถสมัครรับข่าวสารจากบล็อกของเราเพื่อไม่พลาดข้อมูลล่าสุด

ที่มา – คดีฮั้ว สว. อยู่ในชั้นอนุฯ วินิจฉัย มีเวลา 90 วัน ก่อนทำความเห็นเสนอ กกต. ชี้ขาด

Scroll to top