อินเดีย

ปากีสถานเร่งอพยพคน หลังอินเดียปล่อยน้ำจากเขื่อน

สถานการณ์ฉุกเฉิน! ทางการปากีสถานเร่งอพยพคนจำนวนมากออกจากพื้นที่เสี่ยงภัย หลังอินเดียปล่อยน้ำจากเขื่อน ทำให้คาดการณ์ว่าจะเกิดน้ำท่วมฉับพลันข้ามพรมแดน โดยเฉพาะในพื้นที่ลุ่มต่ำของปากีสถาน เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นจากฝนตกหนักอย่างต่อเนื่องในเมืองชัมมู แคว้นแคชเมียร์ภายใต้การปกครองของอินเดีย ทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำหลายสายเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

ปากีสถานเร่งอพยพคน หลังอินเดียปล่อยน้ำจากเขื่อน

เจ้าหน้าที่อินเดียได้แจ้งเตือนถึงสถานการณ์ดังกล่าว และจำเป็นต้องปล่อยน้ำออกจากเขื่อนเพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับโครงสร้างพื้นฐานของตนเอง อย่างไรก็ตาม การปล่อยน้ำครั้งนี้ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อประชาชนในปากีสถาน ทำให้ทางการต้องดำเนินมาตรการปากีสถานเร่งอพยพคนเป็นการด่วน เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

การแจ้งเตือนจากอินเดียครั้งนี้ ถือเป็นการติดต่อทางการทูตอย่างเปิดเผยครั้งแรกในรอบหลายเดือน ท่ามกลางความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดระหว่างสองประเทศมหาอำนาจนิวเคลียร์ แม้ว่าการแจ้งเตือนจะไม่ได้ผ่านกลไกถาวรตามสนธิสัญญาน้ำสินธุ ค.ศ.1960 แต่แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการประสานงานเพื่อป้องกันภัยพิบัติร่วมกัน

ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์ ปากีสถานเร่งอพยพคน

  • ประชาชนหลายหมื่นคนต้องอพยพออกจากบ้านเรือน
  • พื้นที่เกษตรกรรมได้รับความเสียหายอย่างหนัก
  • โครงสร้างพื้นฐาน เช่น ถนน สะพาน อาจถูกทำลาย
  • ความเสี่ยงต่อการเกิดโรคระบาดจากน้ำท่วมขัง

สถานการณ์เช่นนี้ ตอกย้ำถึงความเปราะบางของภูมิภาคต่อภัยพิบัติทางธรรมชาติ และความจำเป็นในการเตรียมพร้อมรับมือกับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ นักวิทยาศาสตร์และนักพยากรณ์อากาศชี้ว่า ภาวะโลกร้อนเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดฝนตกหนักและความแปรปรวนทางอากาศที่รุนแรงมากขึ้น

การรับมือกับสถานการณ์น้ำท่วมข้ามพรมแดน จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศ การแลกเปลี่ยนข้อมูล และการวางแผนป้องกันภัยพิบัติร่วมกัน อินเดียและปากีสถานควรใช้โอกาสนี้ในการฟื้นฟูความสัมพันธ์ และสร้างกลไกความร่วมมือที่มีประสิทธิภาพ เพื่อลดความเสี่ยงและความเสียหายจากภัยพิบัติในอนาคต

ปากีสถานเร่งอพยพคนไม่ใช่แค่การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า แต่ยังเป็นการลงทุนเพื่ออนาคตที่ยั่งยืนของภูมิภาค การสร้างระบบเตือนภัยล่วงหน้า การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ทนทานต่อสภาพอากาศ และการให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับวิธีการรับมือกับภัยพิบัติ ล้วนเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยลดผลกระทบจากเหตุการณ์เช่นนี้ได้ในระยะยาว

ในขณะที่ปากีสถานกำลังเผชิญกับความท้าทายในการอพยพประชาชนและบรรเทาความเดือดร้อนจากน้ำท่วม การสนับสนุนและความช่วยเหลือจากนานาชาติจะเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง การให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม การสนับสนุนทางการเงิน และการแบ่งปันความรู้และเทคโนโลยี จะช่วยให้ปากีสถานสามารถฟื้นตัวจากภัยพิบัติครั้งนี้ได้อย่างรวดเร็วและยั่งยืน

ที่มา – ปากีสถานเร่งอพยพคน หลังอินเดียปล่อยน้ำจากเขื่อน คาดทะลักท่วมข้ามพรมแดน

อินเดียอ่วม! ภาษีทรัมป์ 50% เริ่มแล้ว

ผู้ส่งออกอินเดียรับสภาพ ภาษีทรัมป์อัตรา 50% เริ่มบังคับใช้วันพุธนี้ โดยไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องเผชิญกับผลกระทบที่จะตามมา

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า รัฐบาลสหรัฐฯ ยืนยันว่า ภาษีศุลกากรอัตรา 50% สำหรับอินเดียที่โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศเอาไว้ก่อนหน้านี้ จะเริ่มมีผลบังคับใช้ในวันพุธที่ 27 ส.ค. 2568 ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างหนักต่อผู้ส่งออกของอินเดีย และทำให้ความตึงเครียดทางการค้าระหว่างทั้งสองประเทศเพิ่มขึ้นอีก

สหรัฐฯ เริ่มเก็บภาษีสินค้าอินเดียที่นำเข้าสู่สหรัฐฯ ในอัตรา 25% ในวันที่ 7 ส.ค. ก่อนที่โดนัลด์ ทรัมป์ จะประกาศเก็บภาษีเพิ่มอีก 25% โดยให้บังคับใช้ในวันที่ 27 ส.ค. เพื่อตอบโต้ที่อินเดียยังคงซื้อน้ำมันดิบจากรัสเซีย ในขณะที่ชาติตะวันตกพยายามโดดเดี่ยวรัสเซียเพื่อช่วยเหลือยูเครน

“รัฐบาลไม่มีความหวังสำหรับการบรรเทาหรือการชะลอในทันทีเลย” เจ้าหน้าที่กระทรวงพาณิชย์ของอินเดียระบุ โดยทางกระทรวงได้ให้คำมั่นกับผู้ส่งออกว่าจะมีการให้ความช่วยเหลือทางการเงิน และสิ่งจูงใจต่างๆ เพื่อกระจายสินค้าไปยังตลาดอื่นๆ รวมถึงจีน, ลาตินอเมริกา และตะวันออกกลาง

ในวันอังคาร ค่าเงินรูปีของอินเดียลดลงสู่จุดต่ำสุดในรอบ 3 สัปดาห์ ที่ 87.68 รูปีต่อดอลลาร์ ขณะที่ดัชนีตลาดหุ้นหลักปิดลดลง 1% ซึ่งเป็นการลดลงภายในวันเดียวที่มากที่สุดในรอบ 3 เดือน

ภาษีใหม่ของสหรัฐฯ จะเริ่มบังคับใช้ในเวลา 0.01 น. วันพุธตามเวลาสหรัฐ หรือ 9.31 น. วันพุธตามเวลาอินเดีย ยกเว้นสินค้าที่กำลังอยู่ระหว่างการขนส่ง, ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม และสินค้าภายใต้โครงการแลกเปลี่ยนทางการค้า

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาอินเดียพยายามคุยกับสหรัฐฯ ถึง 5 ครั้งแต่ล้มเหลว ในตอนแรก เจ้าหน้าที่อินเดียตั้งใจจะจำกัดอัตราภาษีไม่ให้เกิน 15% แต่ตอนนี้ทั้งสองฝ่ายกลับโทษกันเรื่องการตัดสินใจทางการเมืองที่ผิดพลาด ซึ่งทำให้การเจรจาต้องหยุดชะงัก แม้ว่าอินเดียกับสหรัฐฯ จะค้าขายกันเป็นมูลค่ากว่า 1.9 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ

กลุ่มผู้ส่งออกอินเดียประเมินว่า อัตราภาษีที่เพิ่มขึ้นจะกระทบสินค้าอินเดียที่ส่งออกไปสหรัฐฯ เกือบ 55% คิดเป็นมูลค่าประมาณ 8.7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่คู่แข่งอย่างบังกลาเทศ, จีน และเวียดนาม อาจได้ประโยชน์

“ลูกค้าในสหรัฐฯ เริ่มหยุดการสั่งซื้อลอตใหม่แล้ว” นายปัญกาจ ชาดา (Pankaj Chadha) ประธานสภาสนับสนุนวิศวกรรมการส่งออกของอินเดีย เตือนว่า การส่งออกอาจลดลงกว่า 20-30% เริ่มตั้งแต่เดือนกันยายน

ด้านอุตสาหกรรมเพชรของอินเดีย ซึ่งส่งออกอัญมณีกว่า 1 ใน 3 จากที่ขายทั้งหมดไปยังสหรัฐฯ กำลังมียอดส่งออกต่ำสุดในรอบ 20 ปี เนื่องจากความต้องการจากประเทศจีนที่อ่อนแอลง

อย่างไรก็ตาม กระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ กับกระทรวงต่างประเทศของอินเดียระบุว่า เจ้าหน้าที่ระดับสูงของทั้ง 2 ฝ่ายจัดการประชุมผ่านวิดีโอเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา โดยเน้นย้ำเรื่องความกระตือรือร้นที่จะสานต่อความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

ทั้งสองฝ่ายหารือกันทั้งเรื่องความร่วมมือทางทหาร, การค้าและการลงทุน, ความมั่นคงทางพลังงาน แร่ธาตุหายากและการต่อต้านการก่อการร้าย พวกเขายังยืนยันความตั้งใจที่จะจัดตั้งกลุ่ม “QUAD” รวมถึงออสเตรเลียกับญี่ปุ่นด้วย โดยคาดว่าจะมีการประชุมระดับผู้นำของกลุ่ม QUAD ภายในช่วงปลายปีนี้

นายกรัฐมนตรี นเรนทรา โมดี แห่งอินเดีย ประกาศไว้ก่อนหน้านี้ว่า จะไม่ยอมประนีประนอมเรื่องผลประโยชน์ของเกษตรกร ถึงแม้จะต้องแลกด้วยราคาที่สูงมากก็ตาม

ผู้ส่งออกอินเดียรับสภาพ ภาษีทรัมป์อัตรา 50% เริ่มบังคับใช้วันพุธนี้

ผลกระทบจาก ภาษีทรัมป์อัตรา 50% เริ่มบังคับใช้วันพุธนี้

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ แสดงให้เห็นถึงความผันผวนและความไม่แน่นอนในโลกการค้าระหว่างประเทศ ผู้ประกอบการอินเดียจำเป็นต้องปรับตัวและหาตลาดใหม่ๆ เพื่อลดผลกระทบจาก ภาษีทรัมป์อัตรา 50% เริ่มบังคับใช้วันพุธนี้

การที่สหรัฐฯ บังคับใช้มาตรการนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความขัดแย้งทางเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศที่ซับซ้อน ผู้ส่งออกอินเดียต้องเผชิญกับความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ในการรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก

การเจรจาทางการค้าระหว่างอินเดียและสหรัฐฯ ยังคงเป็นสิ่งสำคัญในการแก้ไขข้อพิพาทและสร้างความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนในระยะยาว อย่างไรก็ตาม ในขณะที่การเจรจาดำเนินไป ผู้ส่งออกอินเดียจะต้องเตรียมพร้อมรับมือกับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้น

แม้ว่าสถานการณ์จะดูท้าทาย แต่ก็เป็นโอกาสสำหรับผู้ส่งออกอินเดียในการปรับปรุงประสิทธิภาพในการผลิต, ค้นหาตลาดใหม่ๆ และสร้างความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งกับพันธมิตรทางการค้าอื่น ๆ การปรับตัวและความยืดหยุ่นจะเป็นกุญแจสำคัญในการเอาตัวรอดและเติบโตในสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไป

โดยสรุป ผู้ส่งออกอินเดียรับสภาพ ภาษีทรัมป์อัตรา 50% เริ่มบังคับใช้วันพุธนี้ และต้องเตรียมตัวรับมือกับความท้าทายต่างๆ พร้อมทั้งมองหาโอกาสใหม่ๆ เพื่อความอยู่รอดและเติบโตในอนาคต

ที่มา – ผู้ส่งออกอินเดียรับสภาพ ภาษีทรัมป์อัตรา 50% เริ่มบังคับใช้วันพุธนี้

ศาลฎีกาอินเดียสั่งปล่อยสุนัขจรจัดในนิวเดลี: รู้จักสิทธิ!

ศาลฎีกาอินเดียแก้ไขคำสั่งเดิมที่ให้เจ้าหน้าที่ในกรุงนิวเดลีและพื้นที่โดยรอบ นำสุนัขจรจัดทั้งหมดไปกักตัวไว้ที่ศูนย์พักพิงสัตว์ หลังคำสั่งดังกล่าวได้ก่อให้เกิดการประท้วงจากกลุ่มสิทธิสัตว์

คณะผู้พิพากษา 3 คนได้ระบุว่า สุนัขจรจัดควรได้รับการปล่อยกลับสู่พื้นที่เดิมหลังผ่านการฉีดวัคซีนและทำหมันแล้ว แต่สุนัขที่มีพฤติกรรมดุร้ายหรือเป็นโรคพิษสุนัขบ้าจะต้องถูกกักตัวไว้ในศูนย์พักพิง นอกจากนี้ ศาลยังสั่งห้ามให้อาหารสุนัขจรจัดในที่สาธารณะ และให้จัดตั้งพื้นที่เฉพาะสำหรับจุดประสงค์ดังกล่าว

เมื่อวันที่ 11 สิงหาคมที่ผ่านมา ศาลฎีกาที่มีองค์คณะผู้พิพากษา 2 คน ได้แสดงความกังวลต่อปัญหา “การถูกสุนัขกัดจนนำไปสู่โรคพิษสุนัขบ้า” ที่เพิ่มขึ้นในกรุงนิวเดลีและพื้นที่ใกล้เคียง โดยข้อมูลจากหน่วยงานเทศบาลระบุว่า ประชากรสุนัขจรจัดในกรุงนิวเดลีมีประมาณ 1 ล้านตัว และเพิ่มขึ้นในพื้นที่ชานเมืองอย่างนอยดา กาซิอาบัด และคุรุคราม

รายงานจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า อินเดียมีประชากรสุนัขจรจัดหลายล้านตัว และมีผู้เสียชีวิตจากโรคพิษสุนัขบ้ารวมกันมากถึง 36% ของผู้เสียชีวิตจากโรคนี้ทั่วโลก

เพื่อแก้ไขปัญหาสุนัขจรจัด เมื่อวันที่ 11 สิงหาคมที่ผ่านมา ศาลสูงสุดจึงได้สั่งให้เจ้าหน้าที่ในกรุงนิวเดลีและพื้นที่โดยรอบนำสุนัขจรจัดทั้งหมดไปไว้ในศูนย์พักพิง และสั่งให้สร้างศูนย์พักพิงเพิ่มเติมภายใน 8 สัปดาห์ ซึ่งคำสั่งนี้ขัดแย้งกับกฎระเบียบเดิมที่ระบุว่าสุนัขจรจัดที่ทำหมันแล้วควรถูกปล่อยกลับสู่พื้นที่เดิม ทำให้เกิดการประท้วงและการยื่นคำร้องทางกฎหมายจากกลุ่มสิทธิสัตว์หลายกลุ่ม

กลุ่มสิทธิสัตว์ต่างเรียกร้องให้ใช้วิธีที่เมตตามากกว่า เช่น การฉีดวัคซีนและการทำหมัน พร้อมทั้งเตือนว่าการกักตัวสุนัขจรจัดทั้งหมดจะนำไปสู่ปัญหาความแออัดและการกำจัดสุนัขส่วนเกิน

จากกระแสต่อต้านที่เกิดขึ้น ศาลสูงสุดจึงได้ตั้งคณะผู้พิพากษา 3 คนเพื่อพิจารณาเรื่องนี้อีกครั้ง และในคำตัดสินล่าสุด ศาลได้ระงับคำสั่งเดิม โดยระบุว่าสุนัขที่ไม่มีพฤติกรรมดุร้ายและไม่เป็นโรคสามารถถูกปล่อยกลับสู่ที่เดิมหลังได้รับการฉีดวัคซีนและทำหมันแล้ว

นอกจากนี้ ศาลยังระบุว่าผู้ที่รักสัตว์สามารถยื่นเรื่องขอรับสุนัขจรจัดไปเลี้ยงกับหน่วยงานเทศบาลได้ แต่ห้ามนำสุนัขกลับไปปล่อยข้างถนนอีก พร้อมทั้งเตือนว่าจะมีการดำเนินการทางกฎหมายกับผู้ที่ให้อาหารสุนัขจรจัดในที่สาธารณะ และห้ามกลุ่มสิทธิสัตว์เข้ามายุ่งเกี่ยวกับคำสั่งของศาล

ศาลสูงสุดยังกล่าวด้วยว่าจะมีการจัดทำนโยบายระดับชาติเกี่ยวกับสุนัขจรจัด หลังจากได้พิจารณาคดีในลักษณะเดียวกันที่อยู่ระหว่างการพิจารณาในรัฐอื่น ๆ ทั่วประเทศ

ศาลฎีกาอินเดียสั่งปล่อยสุนัขจรจัดในนิวเดลี หลังถูกทำหมัน-ฉีดวัคซีนแล้ว

ทำไมศาลฎีกาอินเดียจึงสั่งปล่อยสุนัขจรจัดในนิวเดลี?

การตัดสินใจของศาลฎีกาอินเดียที่สั่งปล่อยสุนัขจรจัดในนิวเดลี หลังถูกทำหมันและฉีดวัคซีนแล้ว เป็นผลมาจากการพิจารณาถึงสิทธิของสัตว์และความเหมาะสมของการจัดการปัญหาสุนัขจรจัด โดยคำนึงถึงความเป็นอยู่ที่ดีของทั้งสุนัขและประชาชน

ประเด็นหลักที่ศาลให้ความสำคัญคือ การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนและมีมนุษยธรรม แทนที่จะใช้วิธีการกักกันที่ไม่เพียงแต่ไม่เป็นผลดีต่อสุนัข แต่ยังอาจก่อให้เกิดปัญหาอื่นๆ ตามมาได้ ดังนั้น การทำหมันและฉีดวัคซีนจึงเป็นวิธีการที่ศาลมองว่าเหมาะสมที่สุดในการควบคุมจำนวนประชากรสุนัขจรจัดและป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า

การตัดสินใจนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงความตระหนักถึงความสำคัญของสิทธิสัตว์และความรับผิดชอบของสังคมในการดูแลสัตว์ที่ด้อยโอกาส การปล่อยสุนัขจรจัดกลับคืนสู่ถิ่นที่อยู่เดิมหลังจากได้รับการดูแลที่เหมาะสม ยังเป็นการส่งเสริมความเข้าใจและการอยู่ร่วมกันอย่างสันติระหว่างคนและสัตว์

นอกจากนี้ ศาลยังได้กำหนดมาตรการเพิ่มเติม เช่น การจัดพื้นที่ให้อาหารสุนัขจรจัดโดยเฉพาะ เพื่อลดปัญหาความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นจากการให้อาหารในที่สาธารณะ และยังเปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจสามารถรับสุนัขไปเลี้ยงได้ ซึ่งเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการช่วยเหลือสุนัขจรจัดให้มีบ้านและได้รับการดูแลที่ดี

การตัดสินใจของศาลฎีกาอินเดียครั้งนี้ เป็นตัวอย่างที่น่าสนใจสำหรับการจัดการปัญหาสุนัขจรจัดในประเทศอื่นๆ โดยเน้นที่การแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน มีมนุษยธรรม และคำนึงถึงสิทธิของสัตว์

สุดท้ายนี้ การแก้ไขปัญหาสุนัขจรจัดไม่ใช่แค่หน้าที่ของหน่วยงานภาครัฐเท่านั้น แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทุกคนในสังคม การให้ความช่วยเหลือ ดูแล และให้โอกาสแก่สุนัขจรจัด เป็นการสร้างสังคมที่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และมีเมตตา

ที่มา – ศาลฎีกาอินเดียสั่งปล่อยสุนัขจรจัดในนิวเดลี หลังถูกทำหมัน-ฉีดวัคซีนแล้ว

สลด! น้ำท่วมฉับพลันแคชเมียร์ ดับ 46 ศพ

เหตุการณ์น่าสลดใจเกิดขึ้น เมื่อน้ำท่วมฉับพลันได้ถล่มหมู่บ้านแห่งหนึ่งในแคชเมียร์ ซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของอินเดีย ในช่วงที่มีการเดินทางแสวงบุญของชาวฮินดู ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 46 ศพ ความสูญเสียครั้งใหญ่นี้สร้างความโศกเศร้าให้กับผู้คนในพื้นที่และทั่วโลก

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2568 ได้เกิดน้ำท่วมฉับพลันขึ้นที่หมู่บ้านโชสิติ ในเขตคิสต์วาร์ ซึ่งเป็นเส้นทางแสวงบุญไปยังวิหารชื่อดังบนเทือกเขาหิมาลัย เหตุการณ์นี้ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วถึง 46 ราย ผู้แสวงบุญจำนวนมากได้รับการอพยพไปยังที่ปลอดภัย แต่ยังมีผู้สูญหายอีกอย่างน้อย 50 คนที่ยังไม่ทราบชะตากรรม

รายงานข่าวระบุว่า ความรุนแรงของน้ำท่วมฉับพลันได้พัดพารถยนต์และโรงครัวสำหรับผู้แสวงบุญไปกับกระแสน้ำ ทีมกู้ภัยกำลังเร่งค้นหาผู้รอดชีวิตที่อาจติดอยู่ภายในบ้านเรือนที่ได้รับความเสียหาย ท่ามกลางความโศกเศร้าของผู้คนที่ยืนร้องไห้ระงมบนท้องถนน บางคนอยู่ในสภาพที่ถูกโคลนท่วมตัว

เหตุการณ์น้ำท่วมฉับพลันครั้งนี้มีสาเหตุมาจากปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “เมฆระเบิด” ซึ่งเป็นการที่ฝนตกหนักอย่างมากจนทำให้เกิดกระแสน้ำหลาก นายจิเทนดรา สิงห์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากแคว้นจัมมูและแคชเมียร์ กล่าวว่า นี่คือภัยพิบัติครั้งใหญ่ และทีมกู้ภัยกำลังเผชิญกับความยากลำบากในการเดินทางไปยังพื้นที่ประสบภัย เนื่องจากถนนถูกตัดขาด และสภาพอากาศไม่เอื้ออำนวยต่อการใช้เฮลิคอปเตอร์

นายสิงห์คาดการณ์ว่า ภัยพิบัติครั้งนี้อาจทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมากยิ่งขึ้น ชาวบ้านในหมู่บ้านอาโธลี ซึ่งอยู่ใกล้เคียงกัน ให้ข้อมูลกับสำนักข่าวเอพีว่า มีร่างผู้เสียชีวิต 15 ศพ ถูกนำไปยังโรงพยาบาลท้องถิ่นของหมู่บ้าน แต่ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าเป็นผู้เสียชีวิตจากที่ใด

นายโอมาร์ อับดุลเลาะห์ มุขมนตรีแห่งแคว้นจัมมูและแคชเมียร์ ได้กล่าวถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นว่าเป็นโศกนาฏกรรม และประกาศยกเลิกแผนการจัดกิจกรรมทางวัฒนธรรมบางส่วนในวันศุกร์ ซึ่งตรงกับวันชาติของอินเดีย เพื่อเป็นการแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ภาคเหนือของอินเดียต้องเผชิญกับฝนตกหนักอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันในหลายพื้นที่ ก่อนหน้านี้ เมื่อสัปดาห์ก่อน น้ำท่วมฉับพลันได้ไหลท่วมหมู่บ้านดาราลี ในรัฐอุตตราขัณฑ์ ไปกว่าครึ่งหมู่บ้าน และจนถึงขณะนี้ยังมีผู้สูญหายอีก 66 คน โดยพบร่างผู้เสียชีวิตเพียงรายเดียวเท่านั้น

สลด! น้ำท่วมฉับพลันถล่มแคชเมียร์ ดับ 46 ศพ

เหตุการณ์น้ำท่วมฉับพลันที่เกิดขึ้นในแคชเมียร์ครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความรุนแรงของภัยพิบัติทางธรรมชาติที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ การเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินจึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง

ผลกระทบจากน้ำท่วมฉับพลันในแคชเมียร์

น้ำท่วมฉับพลันไม่เพียงแต่คร่าชีวิตผู้คน แต่ยังสร้างความเสียหายอย่างมากต่อทรัพย์สินและโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ การฟื้นฟูและเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนทั่วไป

นอกจากนี้ เหตุการณ์น้ำท่วมฉับพลันยังส่งผลกระทบต่อจิตใจของผู้ที่รอดชีวิตและครอบครัวของผู้เสียชีวิต การให้ความช่วยเหลือด้านจิตใจและการเยียวยาบาดแผลทางใจจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุข

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติรุนแรงขึ้น การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการปรับตัวเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจึงเป็นสิ่งที่ต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน เพื่อลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติทางธรรมชาติในอนาคต

เหตุการณ์น้ำท่วมฉับพลันในแคชเมียร์เป็นอุทาหรณ์ที่สำคัญที่เตือนให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการเตรียมพร้อมรับมือกับภัยพิบัติทางธรรมชาติ และการร่วมมือกันเพื่อสร้างสังคมที่ปลอดภัยและยั่งยืน

ที่มา – สลด น้ำท่วมฉับพลันถล่มหมู่บ้านในแคชเมียร์ อินเดีย ดับแล้ว 46 ศพ

Scroll to top