อิลฮาน โอมาร์

ทรัมป์ขู่ส่งเจ้าหน้าที่ ICE เข้าคุมสนามบิน หากตกลงงบประมาณไม่ได้

ทรัมป์ขู่ส่งเจ้าหน้าที่ ICE เข้าคุมสนามบิน หากตกลงงบประมาณไม่ได้ สร้างความฮือฮาในวงการการเมืองสหรัฐฯ เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social ขู่ว่าจะเคลื่อนย้ายเจ้าหน้าที่จากกองบังคับการตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากร (ICE) ไปประจำการที่สนามบินทั่วประเทศ เพื่อจับกุมผู้อพยพผิดกฎหมาย หากพรรคเดโมแครตไม่ยอมเจรจาบรรลุข้อตกลงงบประมาณให้กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (DHS)

ทรัมป์ขู่ส่งเจ้าหน้าที่ ICE เข้าคุมสนามบิน หากตกลงงบประมาณไม่ได้

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 21 มี.ค. 2569 ท่ามกลางวิกฤตชัตดาวน์บางส่วนของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ยืดเยื้อมาตั้งแต่กลางเดือนกุมภาพันธ์ หลังสภาคองเกรสไม่สามารถอนุมัติงบประมาณให้ DHS ได้ ส่งผลให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยสนามบิน (TSA) ต้องทำงานโดยไม่ได้รับเงินเดือนมานานกว่า 1 เดือน ทรัมป์ระบุในโพสต์ว่า “ผมจะเคลื่อนกำลังเจ้าหน้าที่ ICE ผู้น่าอัศจรรย์และรักชาติของเราไปยังสนามบินต่าง ๆ ซึ่งพวกเขาจะทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยในแบบที่ไม่มีใครเคยเห็นมาก่อน” โดยเน้นจับกุมผู้อพยพผิดกฎหมาย โดยเฉพาะกลุ่มจากโซมาเลียที่เชื่อมโยงกับนักการเมืองเดโมแครตอย่างอิลฮาน โอมาร์

ผลกระทบจากวิกฤตงบประมาณต่อสนามบินสหรัฐฯ

สถานการณ์วิกฤตงบประมาณทำให้สนามบินทั่วสหรัฐฯ ประสบปัญหาใหญ่ พนักงาน TSA กว่า 300 คนลาออก ขณะที่อัตราการขาดงานพุ่งสูงขึ้นกว่า 2 เท่า ส่งผลให้ผู้โดยสารต้องเข้าคิวยาวเหยียด สหภาพแรงงาน AFGE รายงานว่าเจ้าหน้าที่หลายคนต้องทำงานเสริมเพื่อหาเลี้ยงชีพ บางสนามบินถึงขั้นรับบริจาคบัตรของขวัญและถุงยังชีพ จอนนี่ โจนส์ จากสหภาพประจำดัลลัส กล่าวกับ USA Today ว่า “พนักงานจำนวนมากเงินในบัญชีติดลบ ไม่มีเงินจ่ายค่าเลี้ยงลูกหรือซื้ออาหาร”

  • คิวยาวนานหลายชั่วโมงที่จุดตรวจความปลอดภัย
  • พนักงาน TSA ลาออกกว่า 300 ราย
  • อัตราการขาดงานเพิ่มขึ้น 2 เท่า
  • สนามบินบางแห่งรับบริจาคช่วยเหลือพนักงาน
  • ผู้โดยสารเดือดร้อนหนักจากความล่าช้า

ร่างกฎหมายงบประมาณที่เสนอเมื่อวันศุกร์ก่อนหน้าไม่ผ่านวุฒิสภา รัฐบาลทรัมป์โทษเดโมแครตที่ยืนกรานปฏิเสธงบประมาณ เว้นแต่จะปฏิรูป ICE ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการกวาดล้างผู้อพยพของทรัมป์ โดย ICE จับกุมผู้ต้องสงสัยนับพันตั้งแต่ทรัมป์กลับสู่อำนาจในเดือนมกราคม 2568

บทบาทของ ICE และข้อถกเถียงทางการเมือง

ICE ดำเนินงานภายใต้ DHS แต่ได้รับงบประมาณแยกต่างหาก จึงไม่ได้รับผลกระทบจากชัตดาวน์มากนัก อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ ICE ไม่ได้ฝึกฝนเฉพาะทางสำหรับงานรักษาความปลอดภัยสนามบิน ทรัมป์ขู่จะเริ่มปฏิบัติการนี้ตั้งแต่วันจันทร์ หากเดโมแครตไม่ยอมถอย พรรคเดโมแครตโต้กลับด้วยการเรียกร้องปฏิรูป ICE หลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่สังหารผู้ประท้วง 2 รายในมินนีแอโปลิสเมื่อเดือนมกราคม โดยเสนอห้ามสวมหน้ากากปิดหน้า สร้างบัตรแสดงตนชัดเจน และเข้มงวดหมายศาลมากขึ้น แต่ข้อเสนอยังไม่ได้รับการตอบสนอง

ทรัมป์ขู่ส่งเจ้าหน้าที่ ICE เข้าคุมสนามบิน หากตกลงงบประมาณไม่ได้ ถือเป็นกลยุทธ์กดดันที่เข้มข้น แสดงถึงความขัดแย้งระหว่างนโยบายตรวจคนเข้าเมืองเข้มงวดของรีพับลิกัน กับความกังวลด้านสิทธิมนุษยชนของเดโมแครต สถานการณ์นี้อาจนำไปสู่ความวุ่นวายเพิ่มเติมในระบบขนส่งทางอากาศ ซึ่งกระทบประชาชนนับล้าน

ในมุมมองของผู้เขียน สถานการณ์นี้สะท้อนปัญหาการเมืองที่ยึดติดอุดมการณ์ จนลืมประชาชนที่เดือดร้อนจริงๆ การชัตดาวน์ไม่ใช่ครั้งแรกของสหรัฐฯ และอาจเกิดซ้ำหากไม่มีการประนีประนอม คุณคิดว่าทรัมป์ควรทำแบบนี้จริงหรือ? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมเพื่อไม่พลาดอัปเดตสำคัญ

ที่มา – ทรัมป์ขู่ส่งเจ้าหน้าที่ ICE เข้าคุมสนามบิน หากตกลงงบประมาณไม่ได้

ทรัมป์หั่นงบฯ บริการสังคม อ้างทุจริตจริงหรือ?

ทรัมป์หั่นงบฯ บริการสังคมกว่า 1 หมื่นล้านดอลลาร์ใน 5 รัฐเดโมแครต อ้างเหตุผลเรื่องการทุจริต เงินจำนวนมหาศาลนี้ถูกระงับการจ่ายเนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับการใช้เงินที่ไม่ถูกต้อง

ทรัมป์หั่นงบฯ บริการสังคม 5 รัฐเดโมแครต 1 หมื่นล้านดอลลาร์ อ้างทุจริต

รัฐบาลของอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ตัดสินใจระงับงบประมาณจำนวนมากที่ตั้งใจไว้สำหรับโครงการบริการสังคมใน 5 รัฐที่บริหารงานโดยพรรคเดโมแครต การตัดสินใจครั้งนี้เกิดขึ้นจากความกังวลเกี่ยวกับการใช้เงินอย่างไม่โปร่งใสและการทุจริตที่อาจเกิดขึ้น

เจ้าหน้าที่จากรัฐบาลสหรัฐฯ ได้เปิดเผยข้อมูลกับสำนักข่าวชื่อดังอย่าง นิวยอร์ก โพสต์ ว่าคณะทำงานของทรัมป์กำลังดำเนินการตัดลดงบประมาณสนับสนุนด้านบริการสังคมและการดูแลเด็ก ซึ่งมีมูลค่ารวมกว่า 1 หมื่นล้านดอลลาร์ งบประมาณส่วนนี้เดิมทีถูกจัดสรรไว้ให้กับ 5 รัฐที่อยู่ภายใต้การบริหารของพรรคเดโมแครต โดยมีข้อกังวลว่าสวัสดิการเหล่านี้อาจถูกนำไปใช้อย่างไม่ถูกต้อง โดยเฉพาะการส่งต่อไปยังผู้ที่ไม่ได้ถือสัญชาติอเมริกัน

กระทรวงสาธารณสุขและบริการสังคม (HHS) จะเป็นหน่วยงานหลักในการอายัดงบประมาณดังกล่าว ซึ่งมาจากภาษีของประชาชน เงินเหล่านี้อยู่ในกองทุนพัฒนาการดูแลเด็ก (CCDF), โครงการช่วยเหลือชั่วคราวสำหรับครอบครัวที่ขัดสน (TANF) และโครงการเงินอุดหนุนบริการสังคม (Social Services Block Grant)

งบประมาณจากโครงการ TANF อย่างน้อย 7.35 พันล้านดอลลาร์ จะถูกระงับไม่ให้ส่งไปยังรัฐแคลิฟอร์เนีย, โคโลราโด, อิลลินอยส์, มินนิโซตา และนิวยอร์ก นอกจากนี้ ยังมีการตัดลดงบประมาณจากกองทุน CCDF จำนวนเกือบ 2.4 พันล้านดอลลาร์ และอีก 869 ล้านดอลลาร์จากโครงการเงินอุดหนุนบริการสังคม ซึ่งจะไม่ถูกส่งไปยังรัฐทั้ง 5 เช่นกัน

การสั่งระงับการจ่ายงบประมาณครั้งนี้จะมีการประกาศอย่างเป็นทางการผ่านจดหมายที่ส่งถึงแต่ละรัฐในวันจันทร์ โดยอ้างถึงความกังวลว่าสวัสดิการเหล่านี้อาจถูกนำไปใช้อย่างไม่โปร่งใส โดยเฉพาะการส่งต่อไปยังผู้ที่ไม่ได้ถือสัญชาติอเมริกัน

ทำไมถึงมีการ ทรัมป์หั่นงบฯ บริการสังคม

ความเคลื่อนไหวล่าสุดของรัฐบาลทรัมป์ เกิดขึ้นหลังจากที่สำนักงานตรวจสอบของกระทรวงสาธารณสุขและบริการสังคม (HHS) ได้ตรวจพบเมื่อกว่า 6 ปีก่อนว่า นครนิวยอร์กได้เรียกเก็บเงินสำหรับเงินอุดหนุนการดูแลเด็กจากรัฐบาลกลางอย่างไม่ถูกต้อง เป็นจำนวนเงินกว่า 24.7 ล้านดอลลาร์

นิวยอร์ก โพสต์ รายงานก่อนหน้านี้ว่า เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา HHS เคยส่งจดหมายถึงผู้ว่าการรัฐมินนิโซตา ทิม วอลซ์ และนายกเทศมนตรีเมืองมินนิแอโพลิส เจคอบ เฟรย์ เพื่อสอบถามว่าเงินภาษีจำนวนหลายพันล้านดอลลาร์ ได้ช่วยส่งเสริมการย้ายถิ่นฐานที่ผิดกฎหมาย และไหลบ่าเข้ามาเป็นจำนวนมากของผู้อพยพอย่างผิดกฎหมายหรือไม่

การสอบถามเหล่านั้นเกิดขึ้นจากการสืบสวนโดยกระทรวงการคลัง และคณะกรรมาธิการกำกับดูแลของสภาผู้แทนราษฎร เพื่อตรวจสอบกรณีอื้อฉาวเรื่องการทุจริตที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งเกี่ยวข้องกับองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรหลายแห่ง ที่มีความเชื่อมโยงกับชุมชนชาวโซมาลีในพื้นที่เมืองมินนีแอโพลิส และ เซนต์พอล หรือที่เรียกกันว่า “ทวินซิตี้” (Twin Cities)

จากข้อมูลของศูนย์วิจัยพิว (Pew Research Center) ระบุว่า ณ ปี 2566 มีผู้อพยพผิดกฎหมายประมาณ 130,000 คนอาศัยอยู่ในมินนิโซตา ซึ่งเพิ่มขึ้นประมาณ 40,000 คนจากปี 2019 และคิดเป็นประมาณ 2% ของประชากรในรัฐ ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในพื้นที่มินนิแอโพลิส-เซนต์พอล

อัยการรัฐบาลกลางได้ดำเนินคดีและลงโทษผู้กระทำผิดไปแล้วหลายสิบราย ที่เกี่ยวข้องกับเงินจำนวน 250 ล้านดอลลาร์ ที่ถูกขโมยไปโดยหนึ่งในองค์กรที่เชื่อมโยงกับชาวโซมาลีที่ชื่อ “Feeding Our Future” ซึ่งได้นำเงินที่ได้มาโดยมิชอบไปซื้อรถยนต์หรู และถือครองอสังหาริมทรัพย์

ขณะที่โจ ทอมป์สัน ผู้ช่วยอัยการสหรัฐฯ ประจำรัฐมินนิโซตา กล่าวหาในเวลาต่อมาว่า “ความรุนแรงของเรื่องนี้ไม่ถือว่าเกินจริงเลย และอ้างว่ากลุ่มมิจฉาชีพได้ยักยอกเงินไปมากถึง 9 พันล้านดอลลาร์แล้ว”

“สิ่งที่เราเห็นในมินนิโซตาไม่ใช่แค่กลุ่มคนไม่ดีไม่กี่คนที่ก่ออาชญากรรม แต่มันคือการทุจริตในระดับอุตสาหกรรมที่น่าตกใจมาก” ทอมป์สันบอกกับผู้สื่อข่าวในการแถลงข่าวเมื่อวันที่ 18 ธ.ค.

นิก เชอร์ลีย์ ยูทูบเบอร์ชื่อดัง ได้เพิ่มแรงกดดันด้วยการลงพื้นที่ตรวจสอบศูนย์ดูแลเด็กประมาณ 10 แห่งในรัฐ ซึ่งได้รับเงินภาษีไปถึง 111 ล้านดอลลาร์ และรายงานของหนังสือพิมพ์ มินนิโซตา สตาร์ ทริบูน ในเวลาต่อมายืนยันว่า มีศูนย์เพียงไม่ถึงครึ่งจากจำนวนดังกล่าว ที่ดูเหมือนจะเปิดทำการจริง

วอลซ์ยอมรับถึงความกังวลเรื่องการทุจริตในการแถลงข่าวเมื่อวันจันทร์ ซึ่งเขาประกาศยุติการลงสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าการรัฐเป็นสมัยที่สามอีกด้วย

“เราไม่สามารถดำเนินโครงการและบริการต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากเราไม่สามารถสร้างความไว้วางใจจากสาธารณชนได้” นายวอลซ์กล่าว ก่อนจะตอบโต้ประธานาธิบดีทรัมป์ว่า “เราจะชนะการต่อสู้กับพวกมิจฉาชีพ แต่เกมการเมืองที่เรากำลังเห็นจากฝั่งรีพับลิกันมีแต่จะทำให้การต่อสู้นั้นยากขึ้น”

ทางด้านทรัมป์ได้โต้กลับผ่านโพสต์บน Truth Social เมื่อวันจันทร์ว่า: “ผู้ว่าการรัฐที่ฉ้อฉลของมินนิโซตาอาจจะต้องออกจากตำแหน่งก่อนครบวาระ แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม เขาจะไม่ได้ลงสมัครอีกครั้งเพราะเขาถูกจับได้แบบ ‘คาหนังคาเขา’ พร้อมกับ อิลฮาน โอมาร์ และเพื่อนชาวโซมาลีคนอื่น ๆ ของเขา ว่าขโมยเงินภาษีหลายหมื่นล้านดอลลาร์”

“ผมมั่นใจว่าความจริงจะปรากฏ และมันจะเผยให้เห็นกลุ่ม ‘คนสอพลอ’ ที่ไร้ศีลธรรมและร่ำรวยอย่างยิ่ง” ประธานาธิบดีระบุทิ้งท้าย

ขณะที่นาง เคิร์สเตน จิลลิแบรนด์ สว.จากรัฐนิวยอร์กสังกัดพรรคเดโมแครต ออกมาตำหนิการดึงงบประมาณกลับคืนในครั้งนี้อย่างรุนแรงว่า “การใช้อำนาจของรัฐบาลเพื่อทำร้ายชาวอเมริกันที่ขัดสนที่สุดนั้นเป็นเรื่องที่ผิดศีลธรรมและไม่สามารถยอมรับได้”

“เรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับการทุจริต แต่เป็นเรื่องของการแก้แค้นทางการเมืองที่ลงโทษเด็กยากจนที่ต้องการความช่วยเหลือ ฉันขอเรียกร้องให้ประธานาธิบดีทรัมป์ยกเลิกการอายัดงบประมาณนี้ และหยุดการโจมตีเด็ก ๆ ของเราอย่างหน้าไม่อายเช่นนี้” นางจิลลิแบรนด์ระบุในแถลงการณ์

แม้ว่าการ ทรัมป์หั่นงบฯ บริการสังคม จะมีเหตุผลเบื้องหลัง แต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประชาชนที่ต้องการความช่วยเหลือก็เป็นสิ่งที่ต้องพิจารณา

ที่มา – ทรัมป์หั่นงบฯ บริการสังคม 5 รัฐเดโมแครต 1 หมื่นล้านดอลลาร์ อ้างทุจริต

Scroll to top