อิสราเอล

อิหร่านอ้าง “วัตถุโจมตีของศัตรู” ตกใกล้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์

อิหร่านอ้าง “วัตถุโจมตีของศัตรู” ตกใกล้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ สร้างความตึงเครียดในตะวันออกกลางอีกครั้ง ทางการอิหร่านรายงานว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันอังคารที่ 17 มี.ค. 2569 แต่โชคดีที่ไม่มีผู้บาดเจ็บหรือความเสียหายใดๆ เกิดขึ้น

อิหร่านอ้าง “วัตถุโจมตีของศัตรู” ตกใกล้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์

องค์การพลังงานปรมาณูของอิหร่านออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 18 มี.ค. 2569 ระบุว่า มี “วัตถุโจมตีของศัตรู” ซึ่งไม่เปิดเผยว่ามาจากประเทศใด ตกลงในพื้นที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์บูเชอร์ (Bushehr) ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันตกของอิหร่าน ใกล้ชายฝั่งอ่าวเปอร์เซีย เหตุการณ์เกิดขึ้นราวเวลา 19.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น

ศูนย์ความปลอดภัยทางนิวเคลียร์ของอิหร่านยืนยันแล้วว่า ไม่มีผลกระทบต่อชีวิตมนุษย์ ทรัพย์สิน หรือระบบเทคนิคใดๆ ตัวอาคารปฏิบัติการของโรงไฟฟ้ายังคงอยู่ในสภาพสมบูรณ์ ไม่มีส่วนใดเสียหาย

รายละเอียดเหตุการณ์ “อิหร่านอ้าง “วัตถุโจมตีของศัตรู” ตกใกล้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์”

โรงไฟฟ้านิวเคลียร์บูเชอร์เป็นโรงงานผลิตไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งแรกของอิหร่าน สร้างขึ้นโดยความช่วยเหลือจากรัสเซีย และเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ตั้งแต่ปี 2554 โรงงานแห่งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อโครงสร้างพื้นฐานพลังงานของอิหร่าน โดยผลิตไฟฟ้าได้ถึง 1,000 เมกะวัตต์

  • วัตถุโจมตีตกลงในบริเวณพื้นที่โรงไฟฟ้า
  • ไม่มีผู้เสียชีวิตหรือบาดเจ็บ
  • ไม่มีความเสียหายต่อโครงสร้างหลัก
  • ศูนย์ความปลอดภัยนิวเคลียร์ตรวจสอบแล้ว

แถลงการณ์จากองค์การพลังงานปรมาณูเน้นย้ำว่า การโจมตีดังกล่าวถือเป็นการละเมิดอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองสิ่งอำนวยความสะดวกนิวเคลียร์จากภัยคุกคามทางทหาร ซึ่งอาจก่อให้เกิดผลกระทบร้ายแรงต่อภูมิภาค โดยเฉพาะประเทศรอบอ่าวเปอร์เซียที่อาจได้รับผลจากรังสีหรือมลพิษ

บริบทความขัดแย้งและผู้ต้องสงสัย

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดที่รุนแรงระหว่างอิหร่านกับสหรัฐอเมริกาและอิสราเอล ซึ่งทั้งสองประเทศถูกกล่าวหาว่ามีส่วนในการโจมตีอิหร่านมาอย่างต่อเนื่อง เช่น การโจมตีทางไซเบอร์หรือการลอบสังหารนักวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์ จนถึงขณะนี้ ทั้งสหรัฐฯ และอิสราเอลยังไม่แสดงท่าทีตอบโต้ต่อข้อกล่าวหานี้

อิหร่านมักใช้คำว่า “ศัตรู” เพื่ออ้างถึงอิสราเอลและสหรัฐฯ โดยไม่ระบุชื่อชัดเจน เพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าตรงๆ แต่เหตุการณ์ใกล้โรงนิวเคลียร์ครั้งนี้ถือเป็นจุด敏感ที่อาจจุดชนวนสงครามใหญ่ได้

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากเหตุการณ์นี้

หากพิสูจน์ได้ว่ามีการโจมตีจริง อาจนำไปสู่การตอบโต้จากอิหร่าน เช่น การเพิ่มการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมหรือการสนับสนุนกลุ่มตัวแทนในภูมิภาค นอกจากนี้ ยังกระทบต่อการเจรจานิวเคลียร์ JCPOA ที่หยุดชะงักไปแล้ว

ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงระหว่างประเทศมองว่า เหตุการณ์ “อิหร่านอ้าง “วัตถุโจมตีของศัตรู” ตกใกล้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์” นี้เป็นสัญญาณเตือนถึงความเสี่ยงนิวเคลียร์ในตะวันออกกลาง ซึ่งอาจลุกลามไปถึงน้ำมันราคาพุ่งและเสถียรภาพโลก

ในมุมมองของเรา เหตุการณ์นี้ชี้ให้เห็นถึงความเปราะบางของโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ การป้องกันสิ่งอำนวยความสะดวกนิวเคลียร์ต้องได้รับความสำคัญสูงสุด เพื่อหลีกเลี่ยงภัยพิบัติที่แก้ไขไม่ได้

ติดตามข่าวสารต่างประเทศล่าสุดได้ที่เว็บไซต์ของเรา เพื่อไม่พลาดอัปเดตสำคัญ!

ที่มา – อิหร่านอ้าง “วัตถุโจมตีของศัตรู” ตกใกล้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์

อิหร่านยืนยัน “อาลี ลารีจานี” หัวหน้าฝ่ายความมั่นคง เสียชีวิตแล้ว

อิหร่านยืนยัน “อาลี ลารีจานี” หัวหน้าฝ่ายความมั่นคง เสียชีวิตแล้ว จากการโจมตีของอิสราเอลที่เกิดขึ้นเมื่อคืนวันจันทร์ที่ผ่านมา ข่าวนี้สร้างความตกตะลึงให้กับโลกการเมืองระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในตะวันออกกลางที่สถานการณ์ตึงเครียดอยู่แล้ว

อิหร่านยืนยัน “อาลี ลารีจานี” หัวหน้าฝ่ายความมั่นคง เสียชีวิตแล้ว

ทางการอิหร่านออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการในช่วงเช้าวันพุธที่ 18 มีนาคม 2569 ตามเวลาท้องถิ่น ยืนยันการเสียชีวิตของนายอาลี ลารีจานี ซึ่งดำรงตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุดของอิหร่าน เขาถูกสังหารพร้อมกับลูกชายและเจ้าหน้าที่ความมั่นคงอีกหลายรายในการโจมตีดังกล่าว แถลงการณ์ระบุว่านายลารีจานีอุทิศตนรับใช้ชาติมาทั้งชีวิต จนถึงวินาทีสุดท้าย

ก่อนหน้านี้ รัฐมนตรีกลาโหมอิสราเอล นายอิสราเอล คัตซ์ ได้ประกาศว่านายลารีจานีถูก “กำจัด” (Eliminated) เรียบร้อยแล้ว สร้างความโกรธแค้นให้กับฝั่งอิหร่านทันที สภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุดของอิหร่านยกย่องเส้นทางชีวิตทางการเมืองของเขา โดยบอกว่าเขาเป็นบุคคลสำคัญที่ทำงานเพื่อความก้าวหน้าของชาติ และเรียกร้องให้ประชาชนรวมพลังกันรับมือภัยคุกคามจากภายนอก

รายละเอียดการโจมตีและผู้เสียชีวิต

การโจมตีครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งที่รุนแรงระหว่างอิหร่านและอิสราเอล ซึ่งมีรากฐานมาจากประเด็นนิวเคลียร์และการสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธในภูมิภาค นอกจากนายลารีจานีแล้ว ยังมีบุตรชายของเขาและเจ้าหน้าที่ระดับสูงอีกหลายคนเสียชีวิตด้วย สำนักข่าว Mehr ของอิหร่านรายงานว่าพิธีศพของนายลารีจานีและนายโฆลามเรซา สุไลมานี ผู้บัญชาการกองกำลังบาซิจที่เสียชีวิตก่อนหน้านี้ จะจัดขึ้นในวันเดียวกัน

  • นายอาลี ลารีจานี: เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุด
  • บุตรชายของนายลารีจานี
  • เจ้าหน้าที่ความมั่นคงอีกหลายราย
  • นายโฆลามเรซา สุไลมานี: ผู้บัญชาการกองกำลังบาซิจ (เสียชีวิตจากโจมตีอื่น)

ประธานาธิบดีมาซูด เปเซชเคียน แสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้ง โดยกล่าวว่า “ผมไม่เคยเห็นสิ่งใดจากเขานอกจากความเมตตา ความรอบรู้ การเป็นมิตรที่ดี และการมองการณ์ไกล ความสูญเสียครั้งนี้ยากเกินจะทดแทน”

ประวัติและบทบาทของอาลี ลารีจานี

นายอาลี ลารีจานี เป็นนักการเมืองและนักกฎหมายชั้นนำของอิหร่าน เคยดำรงตำแหน่งประธานรัฐสภาและมีบทบาทสำคัญในสภาปฏิรูปและนโยบายความมั่นคง ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เขาก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญที่สุด กำกับดูแลกลยุทธ์ความมั่นคงของชาติท่ามกลางแรงกดดันจากสหรัฐฯ และอิสราเอล การเสียชีวิตของเขาอาจส่งผลกระทบรุนแรงต่อโครงสร้างการนำของอิหร่าน

ความขัดแย้งอิหร่าน-อิสราเอลยืดเยื้อมานานหลายทศวรรษ โดยอิสราเอลมองว่าอิหร่านเป็นภัยคุกคามหลักจากการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์และการสนับสนุนฮิซบุลเลาะห์และฮามาส ล่าสุด อิหร่านกล่าวหาว่าอเมริกาและไซออนิสต์อยู่เบื้องหลังการโจมตีหลายครั้ง รวมถึงการสังหารนายสุไลมานี

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากอิหร่านเพิ่งยืนยันการเสียชีวิตของนายโฆลามเรซา สุไลมานี จากโจมตีที่ถูกกล่าวหาว่ามาจากผู้ก่อการร้ายอเมริกา-ไซออนิสต์ สถานการณ์ในภูมิภาคยิ่งตึงเครียด เมื่อผู้นำสำคัญถูกกำจัดติดต่อกัน

นักวิเคราะห์การเมืองมองว่าการสูญเสียนายลารีจานีอาจนำไปสู่การตอบโต้ที่รุนแรงจากอิหร่าน เช่น การโจมตีฐานทัพอิสราเอลหรือการเพิ่มการสนับสนุนกลุ่มพันธมิตร อย่างไรก็ตาม สภาฯ เรียกร้องความสามัคคีเพื่อรับมือวิกฤต

ติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมได้ที่ ไทยรัฐ ข่าวต่างประเทศ เพื่ออัปเดตสถานการณ์ล่าสุด

การเสียชีวิตของอาลี ลารีจานีไม่เพียงเป็นความสูญเสียส่วนบุคคล แต่ยังเป็นจุดเปลี่ยนที่อาจจุดชนวนสงครามใหญ่ในตะวันออกกลาง ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะผลกระทบจะแผ่ขยายไปทั่วโลก

ที่มา – อิหร่านยืนยัน “อาลี ลารีจานี” หัวหน้าฝ่ายความมั่นคง เสียชีวิตแล้ว

อิหร่านยอมรับ ผบ.กองกำลัง “บาซิจ” ถูกอิสราเอลสังหารแล้ว

อิหร่านยอมรับ ผบ.กองกำลัง “บาซิจ” ถูกอิสราเอลสังหารแล้ว เป็นข่าวใหญ่ที่สะเทือนวงการระหว่างประเทศ ท่ามกลางความตึงเครียดที่กำลังคุกรุ่นระหว่างอิหร่านและอิสราเอล สถานการณ์นี้ไม่เพียงแต่ยืนยันการสูญเสียผู้นำสำคัญของอิหร่านเท่านั้น แต่ยังจุดประกายความกังวลเรื่องสงครามที่อาจลุกลามไปทั่วตะวันออกกลาง

อิหร่านยอมรับ ผบ.กองกำลัง “บาซิจ” ถูกอิสราเอลสังหารแล้ว

เมื่อวันอังคารที่ 17 มีนาคม 2569 กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ของอิหร่าน ได้ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการ ยอมรับว่านายโฆลามเรซา สุไลมานี ผู้บัญชาการกองกำลังกึ่งทหารบาซิจ (Basij) ได้เสียชีวิตจากการโจมตีของอิสราเอล IRGC ประณามการกระทำนี้ว่าเป็น “การลอบสังหารอย่างขี้ขลาด” และย้ำว่ามันตอกย้ำถึงความสำคัญของบาซิจในการต่อสู้กับศัตรูอย่างสหรัฐอเมริกาและอิสราเอล

ก่อนหน้านี้ กองทัพอากาศอิสราเอล (IDF) ได้เปิดเผยว่าพวกเขาระดมเครื่องบินโจมตีเป้าหมายของบาซิจมากกว่า 10 แห่งทั่วกรุงเตหะรานในวันจันทร์ที่ผ่านมา การโจมตีนี้ส่งผลให้นายสุไลมานีเสียชีวิต และสร้างความเสียหายอย่างหนักต่อโครงสร้างพื้นฐานของกลุ่มนี้

บาซิจคืออะไร และบทบาทสำคัญในอิหร่าน

บาซิจ หรือ Basij เป็นกองกำลังอาสาสมัครกึ่งทหารที่อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของ IRGC มีสมาชิกประมาณ 1 ล้านคน พวกเขามักถูกใช้ในการปราบปรามผู้เห็นต่างภายในประเทศ เช่น การประท้วงต่อต้านรัฐบาลครั้งใหญ่ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตนับพันคน นอกจากนี้ บาซิจยังมีบทบาทในสงครามและการสนับสนุนกลุ่มพันธมิตรอย่างฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน

  • บทบาทหลัก: ปราบปรามการประท้วงภายใน
  • ขนาด: สมาชิกกว่า 1 ล้านคน
  • การควบคุม: ภายใต้ IRGC
  • การใช้งาน: สนับสนุนสงครามตัวแทนกับอิสราเอลและสหรัฐฯ

การสูญเสียนายสุไลมานี ซึ่งเป็นผู้นำที่ทรงอิทธิพล ทำให้อิหร่านต้องปรับโครงสร้างการบังคับบัญชาใหม่ สิ่งนี้อาจส่งผลกระทบต่อขวัญกำลังใจของสมาชิกบาซิจและเพิ่มความเข้มข้นในการตอบโต้

ผลกระทบจากการโจมตีของอิสราเอล

อิสราเอลให้เหตุผลว่าการโจมตีนี้เป็นการป้องกันตัวเองจากภัยคุกคามที่บาซิจก่อขึ้น โดยเฉพาะการสนับสนุนอาวุธให้กลุ่มติดอาวุธในภูมิภาค อย่างไรก็ตาม อิหร่านได้สัญญาว่าจะตอบโต้อย่างรุนแรง ซึ่งอาจนำไปสู่การยิงขีปนาวุธหรือการโจมตีทางไซเบอร์ สถานการณ์นี้ทำให้ราคาน้ำมันโลกผันผวน และนานาชาติอย่างสหรัฐฯ จีน และรัสเซีย ต่างจับตาอย่างใกล้ชิด

นับตั้งแต่ความขัดแย้งระหว่างอิหร่านและอิสราเอลรุนแรงขึ้นในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา มีการโจมตีตอบโต้กันหลายครั้ง รวมถึงการสังหารผู้นำสำคัญของทั้งสองฝ่าย การยอมรับของอิหร่านในครั้งนี้อาจเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้สงครามเย็นกลายเป็นสงครามร้อนเต็มรูปแบบ

จากมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การสูญเสียผู้นำบาซิจจะทำให้ IRGC ต้องเร่งฝึกอบรมกำลังใหม่ และอาจเปิดโอกาสให้กลุ่มหัวรุนแรงอื่นๆ เข้ามามีบทบาทมากขึ้น สิ่งนี้ไม่เพียงกระทบอิหร่าน แต่ยังส่งผลต่อความมั่นคงในตะวันออกกลางทั้งหมด

ติดตามสถานการณ์ข่าวต่างประเทศแบบเรียลไทม์ เพื่อไม่ให้พลาดอัปเดตล่าสุด คุณคิดว่าอิหร่านจะตอบโต้อย่างไร? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลย!

ที่มา – อิหร่านยอมรับ ผบ.กองกำลัง “บาซิจ” ถูกอิสราเอลสังหารแล้ว

เซเลนสกีเผย ผู้เชี่ยวชาญยูเครน 200 คน กำลังช่วยรับมือโดรนอิหร่าน

เซเลนสกีเผย ผู้เชี่ยวชาญยูเครน 200 คน กำลังช่วยรับมือโดรนอิหร่าน ในภูมิภาคตะวันออกกลาง นับเป็นข่าวสำคัญที่สะท้อนถึงประสบการณ์การรบของยูเครนที่กำลังถูกนำไปประยุกต์ใช้ในเวทีโลก ประธานาธิบดีโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประกาศในที่ประชุมรัฐสภาอังกฤษ เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2569 ระหว่างเยือนสหราชอาณาจักร โดยระบุว่าผู้เชี่ยวชาญด้านการป้องกันทางอากาศชาวยูเครนกว่า 200 คน ได้ถูกส่งไปยังตะวันออกกลางเพื่อช่วยเหลือชาติพันธมิตรในการสกัดกั้นโดรนรบราคาถูกจากอิหร่าน

เซเลนสกีเผย ผู้เชี่ยวชาญยูเครน 200 คน กำลังช่วยรับมือโดรนอิหร่าน

การเปิดเผยครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะการโจมตีด้วยโดรนของอิหร่านที่สร้างความเสียหายอย่างหนัก เซเลนสกีชี้ให้เห็นว่า โดรนโจมตีราคาประมาณ 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.6 ล้านบาท) ต่อลำ แต่การสกัดกั้นด้วยขีปนาวุธจากสหรัฐฯ และพันธมิตรกลับต้องใช้เงินถึง 4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 129 ล้านบาท) ซึ่งเป็นความไม่สมดุลที่ชัดเจนในสงครามสมัยใหม่ ยูเครนเองก็เผชิญปัญหาคล้ายกัน จากการโจมตีด้วยโดรนชาเฮด (Shahed) ที่รัสเซียผลิตโดยเทคโนโลยีอิหร่านอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปี

โดรนอิหร่านเปลี่ยนโฉมหน้าสงครามอย่างไร

โดรนเหล่านี้ไม่เพียงราคาถูก แต่ยังใช้งานง่ายและมีประสิทธิภาพสูง ทำให้การรบเปลี่ยนไปจากแบบดั้งเดิม เซเลนสกียกตัวอย่างว่ายูเครนต้องปรับตัวอย่างรวดเร็ว เนื่องจากขาดแคลนระบบป้องกันทางอากาศมาตรฐานจากตะวันตก จึงพัฒนาระบบหลายชั้นขึ้นมาเอง

  • เครื่องมือสงครามอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Warfare) เพื่อรบกวนสัญญาณโดรน
  • เฮลิคอปเตอร์และเครื่องบินขนส่งดัดแปลงสำหรับไล่ล่าโดรนกลางอากาศ
  • กองกำลังภาคพื้นดินใช้ปืนกลหนักและขีปนาวุธพื้นสู่อากาศ

ผลลัพธ์คือ ยูเครนสามารถผลิตโดรนสกัดกั้นได้ถึง 2,000 ลำต่อวัน และเซเลนสกีเสนอแบ่งปันครึ่งหนึ่งให้พันธมิตร ซึ่งรวมถึงการส่งผู้เชี่ยวชาญ 200 คนไปช่วยตะวันออกกลาง นี่คือการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ที่ช่วยลดความสูญเสียและเพิ่มประสิทธิภาพการป้องกัน

บทเรียนจากยูเครนสู่ตะวันออกกลาง

ประสบการณ์ของยูเครนที่ต่อสู้กับโดรนรัสเซียมานานกว่า 2 ปี ทำให้พวกเขากลายเป็นผู้เชี่ยวชาญชั้นนำ เซเลนสกีเผย ผู้เชี่ยวชาญยูเครน 200 คน กำลังช่วยรับมือโดรนอิหร่าน โดยถ่ายทอดเทคนิคที่ประหยัดต้นทุนและมีประสิทธิภาพ สิ่งนี้ไม่เพียงช่วยชาติในตะวันออกกลาง แต่ยังเสริมสร้างพันธมิตรตะวันตกในการรับมือภัยคุกคามโดรนที่กำลังแพร่กระจายไปทั่วโลก

ในยุคที่โดรนกลายเป็นอาวุธหลัก การแบ่งปันความรู้เช่นนี้มีความสำคัญยิ่ง นอกจากนี้ ยูเครนยังวางแผนขยายการผลิตและส่งออกเทคโนโลยีป้องกัน ซึ่งอาจเปลี่ยนสมดุลอำนาจในหลายสมรภูมิ

สุดท้ายแล้ว การที่เซเลนสกีเผย ผู้เชี่ยวชาญยูเครน 200 คน กำลังช่วยรับมือโดรนอิหร่าน แสดงให้เห็นถึงความเป็นผู้นำของยูเครนในสงครามโดรนสมัยใหม่ หากคุณสนใจข่าวต่างประเทศและเทคโนโลยีสงคราม ลองติดตามและแชร์บทความนี้เพื่อสร้างความตระหนักรู้เพิ่มเติม หรือแสดงความคิดเห็นด้านล่างว่าคุณคิดอย่างไรกับการใช้โดรนในสงครามปัจจุบัน

ที่มา – เซเลนสกีเผย ผู้เชี่ยวชาญยูเครน 200 คน กำลังช่วยรับมือโดรนอิหร่าน

ฝรั่งเศสเผย จะร่วมคุ้มกันช่องแคบฮอร์มุซ หลังสถานการณ์สงบกว่านี้

ฝรั่งเศสเผย จะร่วมคุ้มกันช่องแคบฮอร์มุซ หลังสถานการณ์สงบกว่านี้ เป็นข่าวสำคัญที่กำลังได้รับความสนใจจากทั่วโลก โดยเฉพาะในบริบทของความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ได้ประกาศท่าทีของฝรั่งเศสอย่างชัดเจนในการประชุมคณะรัฐมนตรีด้านการป้องกันประเทศและความมั่นคงแห่งชาติ เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2569

ฝรั่งเศสเผย จะร่วมคุ้มกันช่องแคบฮอร์มุซ หลังสถานการณ์สงบกว่านี้

ในที่ประชุมดังกล่าว มาครงย้ำว่าฝรั่งเศสพร้อมเข้าร่วมภารกิจคุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ แต่จะทำเมื่อสถานการณ์ “สงบลง” กว่าปัจจุบันเท่านั้น เขาเน้นชัดว่าฝรั่งเศสจะไม่เข้าร่วมการโจมตีหรือปฏิบัติการปลดปล่อยช่องแคบเด็ดขาด “ฝรั่งเศสจะไม่มีวันเข้าร่วมในปฏิบัติการเพื่อเปิดหรือปลดปล่อยช่องแคบฮอร์มุซภายใต้บริบทปัจจุบันเป็นอันขาด” มาครงกล่าว

อย่างไรก็ตาม เมื่อการทิ้งระเบิดหลักๆ ยุติลง ฝรั่งเศสจะร่วมกับประเทศพันธมิตรในการรับผิดชอบคุ้มกันเรือ โดยต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย รวมถึงบริษัทขนส่งทางเรือและประกันภัย ฝรั่งเศสได้เริ่มหารือกับอินเดีย พันธมิตรยุโรป และชาติในภูมิภาคแล้ว โดยภารกิจนี้จะแยกจากปฏิบัติการสงครามอย่างสิ้นเชิง

ช่องแคบฮอร์มุซมีความสำคัญอย่างไร

ช่องแคบฮอร์มุซเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยผ่านน้ำมันกว่า 20% ของการค้าทั่วโลก หากเกิดความขัดแย้ง ส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันและเศรษฐกิจโลกอย่างรุนแรง สถานการณ์ปัจจุบันที่ตึงเครียดจากความขัดแย้งอิหร่าน-ตะวันออกกลาง ทำให้เรือบรรทุกน้ำมันเสี่ยงถูกโจมตี

ท่าทีของฝรั่งเศสในภูมิภาคนี้

มาครงย้ำหน้าที่ของฝรั่งเศสคือปกป้องพลเมืองและผลประโยชน์ เป็นพันธมิตรที่น่าเชื่อถือ และลดความตึงเครียดเพื่อสร้างเสถียรภาพ การตัดสินใจนี้แสดงถึงแนวทางที่สมดุล ไม่ยั่วยุแต่พร้อมรับผิดชอบ

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและไทย

หากฝรั่งเศสเข้าร่วมคุ้มกันช่องแคบฮอร์มุซ จะช่วยฟื้นฟูการขนส่งน้ำมัน ลดความเสี่ยงราคาน้ำมันพุ่ง สำหรับไทยที่นำเข้าน้ำมันส่วนใหญ่จากตะวันออกกลาง จะได้รับประโยชน์โดยตรง ลดภาระค่าครองชีพ

  • ลดความเสี่ยงเรือถูกโจมตี
  • รักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันโลก
  • เสริมสร้างความมั่นใจให้บริษัทขนส่ง
  • เปิดโอกาสเจรจาสันติภาพในภูมิภาค

นอกจากนี้ ฝรั่งเศสยังเน้นการดำเนินการครอบคลุมทั้งการเมือง เทคนิค และปฏิบัติการ เพื่อให้ภารกิจประสบความสำเร็จ

การประกาศของมาครงสะท้อนยุทธศาสตร์ของยุโรปที่ต้องการหลีกเลี่ยงสงครามใหญ่ แต่ยังคงบทบาทผู้นำด้านความมั่นคง ในมุมมองของผู้เขียน ฝรั่งเศสเผย จะร่วมคุ้มกันช่องแคบฮอร์มุซ หลังสถานการณ์สงบกว่านี้ ถือเป็นก้าวสำคัญที่อาจนำไปสู่การคลี่คลายวิกฤต หากทุกฝ่ายร่วมมือกัน

คุณคิดอย่างไรกับท่านี้ของฝรั่งเศส? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และแชร์บทความนี้เพื่อติดตามข่าวสารล่าสุดด้านต่างประเทศ!

ที่มา – ฝรั่งเศสเผย จะร่วมคุ้มกันช่องแคบฮอร์มุซ หลังสถานการณ์สงบกว่านี้

ทรัมป์ไม่แคร์ ผอ.ต้านก่อการร้ายลาออก ชี้ “ดีแล้ว” ที่ออกไป

ทรัมป์ไม่แคร์ ผอ.ต้านก่อการร้ายลาออก ชี้ “ดีแล้ว” ที่ออกไป เป็นข่าวร้อนที่สะเทือนวงการความมั่นคงสหรัฐฯ เมื่อประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แสดงท่าทีไม่สะทกสะท้านต่อการลาออกของโจ เคนท์ ผู้อำนวยการศูนย์ต่อต้านการก่อการร้ายแห่งชาติ โดยย้ำว่าดีแล้วที่คนไม่เห็นด้วยกับนโยบายต่ออิหร่านออกไป

ทรัมป์ไม่แคร์ ผอ.ต้านก่อการร้ายลาออก ชี้ “ดีแล้ว” ที่ออกไป

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2569 ทรัมป์ออกมาพูดตรงๆ จากห้องทำงานรูปไข่ในทำเนียบขาว ว่า “เวลาที่มีใครสักคนทำงานกับเราแล้วบอกว่าพวกเขาไม่คิดว่าอิหร่านเป็นภัยคุกคาม เราก็ไม่ต้องการคนพวกนั้น” เขาเรียกเคนท์ว่าอ่อนแอเรื่องความมั่นคง และไม่ฉลาดพอ

โจ เคนท์ ซึ่งทรัมป์แต่งตั้งเอง ลาออกเพราะไม่เห็นด้วยกับสงครามอิหร่าน ในจดหมายลาออก เขาย้ำชัดว่า “อิหร่านไม่ได้เป็นภัยคุกคามด่วนต่อสหรัฐฯ และสงครามนี้เกิดจากแรงกดดันอิสราเอลกับล็อบบี้ในอเมริกา” ท่าทีของเคนท์นี้ขัดกับนโยบายทรัมป์ที่มองอิหร่านเป็นศัตรูตัวฉกาจ

โจ เคนท์ อดีตผู้อำนวยการศูนย์ต่อต้านการก่อการร้ายแห่งชาติของสหรัฐฯ
โจ เคนท์ อดีตผู้อำนวยการศูนย์ต่อต้านการก่อการร้ายแห่งชาติของสหรัฐฯ

พื้นหลังความขัดแย้งทรัมป์กับอิหร่าน

ทรัมป์ไม่เคยปิดบังจุดยืนต่ออิหร่าน ตั้งแต่ถอนตัวจากข้อตกลงนิวเคลียร์ JCPOA สหรัฐฯ ภายใต้ทรัมป์เพิ่มการคว่ำบาตร สนับสนุนอิสราเอล และมองอิหร่านเป็นผู้ก่อการร้ายตัวอันตราย การลาออกของเคนท์จึงเป็นสัญญาณของความแตกแยกภายในทีมความมั่นคง

ทรัมป์ยืนยันว่า “อิหร่านคือภัยคุกคาม ทุกประเทศรู้ดี” และเคยคิดว่าเคนท์เป็นคนดี แต่ตอนนี้ดีแล้วที่ออกไป เหตุการณ์นี้ชี้ให้เห็นว่าทรัมป์ต้องการคนที่เห็นตรงกันในเรื่องอิหร่านเท่านั้น

ผลกระทบต่อนโยบายความมั่นคงสหรัฐฯ

การลาออกของผอ.ศูนย์ต้านก่อการร้ายอาจส่งผลต่อการข่าวกรองสหรัฐฯ โดยเฉพาะในตะวันออกกลาง นักวิเคราะห์เห็นว่าทรัมป์กำลังรวบรวมทีมที่แข็งกร้าวต่ออิหร่านมากขึ้น เพื่อรับมือกับโครงการนิวเคลียร์และการสนับสนุนกลุ่มก่อการร้าย

  • ทรัมป์เรียกเคนท์ว่าอ่อนแอและขาดไหวพริบ
  • เคนท์คัดค้านสงครามอิหร่านเพราะไม่ใช่ภัยด่วน
  • ทรัมป์ย้ำอิหร่านเป็นภัยคุกคามต่อสหรัฐฯ และพันธมิตร
  • เหตุการณ์เกิดหลังจดหมายลาออกไม่กี่ชั่วโมง
  • สะท้อนนโยบาย “อเมริกาต่อนำ” ของทรัมป์

นอกจากนี้ ยังมีกระแสวิจารณ์จากฝ่ายตรงข้ามที่มองว่าทรัมป์กำลังผลักคนที่มีมุมมองสมดุลออกจากรัฐบาล สร้างความเสี่ยงต่อการตัดสินใจที่ลำเอียง

ทรัมป์ไม่แคร์ ผอ.ต้านก่อการร้ายลาออก ชี้ “ดีแล้ว” ที่ออกไป ยังคงเป็นประเด็นถกเถียงในสื่ออเมริกัน โดยเฉพาะท่ามกลางความตึงเครียดสหรัฐฯ-อิหร่านที่รุนแรงขึ้น การเคลื่อนไหวนี้แสดงให้เห็นสไตล์ผู้นำของทรัมป์ที่ตรงไปตรงมา ไม่ยอมประนีประนอมกับคนที่ขัดนโยบายหลัก

ในมุมมองของผู้เขียน เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจถึงความสำคัญของความเป็นเอกภาพในทีมความมั่นคง หากเกิดช่องว่างในข่าวกรอง อาจนำไปสู่ความผิดพลาดใหญ่ได้ คุณคิดอย่างไรกับจุดยืนของทรัมป์? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมเพื่อไม่พลาดอัปเดตสำคัญ

ที่มา – ทรัมป์ไม่แคร์ ผอ.ต้านก่อการร้ายลาออก ชี้ “ดีแล้ว” ที่ออกไป

ทรัมป์ลั่น สหรัฐฯ ไม่ต้องให้ใครช่วย จวก NATO เมินร่วมศึกอิหร่าน

ทรัมป์ลั่น สหรัฐฯ ไม่ต้องให้ใครช่วย จวก NATO เมินร่วมศึกอิหร่าน เป็นประเด็นร้อนที่กำลังถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในแวดวงการเมืองโลก ล่าสุดประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social เพื่อแสดงจุดยืนอันแข็งกร้าวต่อพันธมิตร NATO และชาติพันธมิตรในเอเชีย ที่ปฏิเสธที่จะส่งเรือรบมาช่วยคุ้มกันช่องแคบฮอร์มุซ ท่ามกลางความตึงเครียดกับอิหร่าน

ทรัมป์ลั่น สหรัฐฯ ไม่ต้องให้ใครช่วย จวก NATO เมินร่วมศึกอิหร่าน

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2569 โดยทรัมป์ระบุชัดเจนว่าสหรัฐอเมริกาไม่ต้องการความช่วยเหลือจากใครทั้งสิ้น เพราะเป็นมหาอำนาจที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก ข้อความของเขายังจวก NATO ว่าปฏิบัติการแบบถนนวันเวย์ สหรัฐฯ ต้องจ่ายเงินจำนวนมหาศาลเพื่อปกป้องพวกเขา แต่พอถึงเวลาจำเป็นกลับไม่ยอมช่วยเหลือ

ทรัมป์เน้นย้ำถึงความสำเร็จทางทหารของสหรัฐฯ ที่ทำลายกองทัพอิหร่านจนย่อยยับ ไม่ว่าจะเป็นกองทัพเรือ กองทัพอากาศ ระบบต่อสู้อากาศยาน และผู้นำระดับสูงที่หายไปหมดสิ้น ทำให้ไม่มีภัยคุกคามอีกต่อไป นอกจากนี้ เขายังพาดพิงถึงญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และเกาหลีใต้ที่ไม่เข้ามามีส่วนร่วมเช่นกัน

เนื้อหาโพสต์ของทรัมป์แบบละเอียด

  • NATO ปฏิเสธช่วยเหลือ: พันธมิตรส่วนใหญ่แจ้งว่าไม่เข้าร่วมปฏิบัติการต่ออิหร่าน แม้จะเห็นด้วยกับนโยบายป้องกันอาวุธนิวเคลียร์
  • วิจารณ์ NATO ถนนวันเวย์: สหรัฐฯ จ่ายเงินหลายแสนล้านดอลลาร์ต่อปี แต่ไม่ได้รับการตอบแทน
  • ความสำเร็จทางทหาร: กองทัพอิหร่านถูกทำลายหมดจด ไม่เหลือภัยคุกคาม
  • ไม่ต้องการความช่วยเหลือ: สหรัฐฯ แข็งแกร่งพอ ไม่ต้องพึ่งพา NATO หรือพันธมิตรเอเชีย

บริบทและผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

การโพสต์ครั้งนี้สะท้อนถึงสไตล์ของทรัมป์ที่ตรงไปตรงมาและเน้น ‘อเมริกาฟื้น伟大’ ซึ่งเคยเป็นสโลแกนหาเสียงของเขา ในอดีต ทรัมป์เคยกดดัน NATO ให้เพิ่มงบประมาณกลาโหน และครั้งนี้ก็ย้ำจุดเดิมอีกครั้ง ช่องแคบฮอร์มุซเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญสำหรับการขนส่งน้ำมันโลก หากเกิดความขัดแย้ง จะกระทบเศรษฐกิจทั่วโลกอย่างหนัก

ด้านอิหร่านถูกกล่าวหาว่าพยายามพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งสหรัฐฯ และพันธมิตรตะวันออกกลางอย่างอิสราเอลคัดค้านอย่างหนัก การที่ NATO ไม่เข้าร่วม อาจมาจากความกังวลเรื่องการยกระดับความขัดแย้ง หรือปัญหาภายในของยุโรปเอง เช่น สงครามยูเครนที่ยังค้างคา

สำหรับพันธมิตรเอเชียอย่างญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และเกาหลีใต้ พวกเขามีผลประโยชน์ในตะวันออกกลางเพราะพึ่งพาน้ำมัน แต่เลือกที่จะไม่ส่งกำลังทหาร อาจเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกดึงเข้าสู่ความขัดแย้งโดยตรง

ท่าทีของทรัมป์ครั้งนี้จะส่งผลต่อความสัมพันธ์สหรัฐฯ-นาโตอย่างไร? นักวิเคราะห์มองว่าอาจนำไปสู่การปรับโครงสร้างพันธมิตรใหม่ สหรัฐฯ อาจลดการสนับสนุนยุโรป และหันไปโฟกัสเอเชีย-แปซิฟิกมากขึ้น โดยเฉพาะจีนที่เป็นภัยคุกคามใหญ่

ในมุมมองของผู้เขียน การยืนยันอำนาจของสหรัฐฯ แบบนี้ช่วยเสริมภาพลักษณ์ผู้นำเข้มแข็ง แต่ก็เสี่ยงทำให้พันธมิตรแตกหัก หากคุณสนใจข่าวการเมืองโลก ลองติดตามอัปเดตเพิ่มเติมเพื่อไม่พลาดความเคลื่อนไหวสำคัญ

คุณคิดอย่างไรกับท่าทีของทรัมป์? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือแชร์บทความนี้เพื่อให้เพื่อนๆ ได้อ่านด้วยนะ!

ที่มา – ทรัมป์ลั่น สหรัฐฯ ไม่ต้องให้ใครช่วย จวก NATO เมินร่วมศึกอิหร่าน

อิหร่านอ้าง ยึดเครื่องรับสัญญาณ Starlink ได้หลายร้อยเครื่อง

อิหร่านอ้าง ยึดเครื่องรับสัญญาณ Starlink ได้หลายร้อยเครื่อง ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดที่รัฐบาลเตหะรานปิดกั้นการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตทั่วประเทศมานานนับสิบวัน ชาวอิหร่านจำนวนมากหันไปพึ่งพาเทคโนโลยีดาวเทียมเพื่อเชื่อมต่อโลกภายนอก

อิหร่านอ้าง ยึดเครื่องรับสัญญาณ Starlink ได้หลายร้อยเครื่อง

เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2569 กระทรวงการข่าวกรองของอิหร่านประกาศว่า เจ้าหน้าที่ความมั่นคงได้ทำการปฏิบัติการทั่วประเทศ สามารถยึดเครื่องรับสัญญาณอินเทอร์เน็ตดาวเทียม Starlink ได้หลายร้อยชุด ข้อมูลนี้มาจากสื่ออิหร่านชั้นนำอย่าง Mehr และ Tasnim ซึ่งรายงานว่าตำแหน่งของอุปกรณ์เหล่านี้ถูกระบุพิกัดอย่างแม่นยำ และกิจกรรมของผู้ใช้งานถูกเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิด

แถลงการณ์จากกระทรวงระบุชัดเจนว่า “ปฏิบัติการนี้จะดำเนินต่อไปจนกว่าจะกำจัดเครื่องรับสัญญาณทั้งหมดที่ถูกใช้ในทางที่เป็นอันตรายต่อชาติ” นอกจากนี้ยังเตือนว่าการใช้ Starlink อย่างผิดกฎหมายถือเป็นความผิดอาญา และในช่วงสถานการณ์สงคราม จะมีบทลงโทษที่รุนแรงที่สุด

สาเหตุที่อิหร่านปิดกั้นอินเทอร์เน็ตและห้าม Starlink

ปัจจุบัน อิหร่านกำลังเผชิญกับการปิดกั้นอินเทอร์เน็ตทั่วประเทศต่อเนื่องกว่า 18 วัน ตามข้อมูลจาก Netblocks หน่วยงานผู้เชี่ยวชาญด้านการติดตามการไหลของข้อมูลออนไลน์ สถานการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมืองและความมั่นคงที่รุนแรง โดยเฉพาะการเผชิญหน้ากับสหรัฐฯ อิสราเอล และนโยบายของประธานาธิบดีทรัมป์

ชาวอิหร่านซึ่งมีประชากรราว 92 ล้านคน เป็นหนึ่งในกลุ่มประชาชนที่ชาญฉลาดที่สุดในการหลบเลี่ยงการเซ็นเซอร์ออนไลน์ พวกเขาใช้ VPN และเครื่องมืออื่นๆ อย่างแพร่หลาย แต่ Starlink ของอีลอน มัสก์ กลายเป็นทางเลือกหลักเพราะให้บริการฟรีในอิหร่าน ช่วยให้เข้าถึงข้อมูลข่าวสารที่ถูกบล็อกได้โดยตรง

ตัวเลขเครื่อง Starlink ในอิหร่านและความท้าทาย

ตามการประเมินของ Freedom House กลุ่มสิทธิมนุษยชนจากสหรัฐฯ มีเครื่องรับสัญญาณ Starlink ถูกลักลอบนำเข้าอิหร่านประมาณ 50,000 เครื่อง แม้ตัวเลขอาจแตกต่างตามแหล่งข้อมูล แต่การยึดได้หลายร้อยเครื่องแสดงถึงความพยายามอย่างจริงจังของรัฐบาลในการควบคุม

  • Starlink คืออะไร: ระบบอินเทอร์เน็ตดาวเทียมของ SpaceX ที่ครอบคลุมทั่วโลก ใช้จานรับสัญญาณขนาดเล็กและราคาถูก
  • เหตุผลที่นิยมในอิหร่าน: หลบเลี่ยงการเซ็นเซอร์ รับข่าวสารจริงจากภายนอก โดยเฉพาะในช่วงวิกฤต
  • ความเสี่ยง: ผู้ใช้เสี่ยงถูกจับและลงโทษหนัก หากถูกตรวจพบ

การยึดเครื่อง Starlink ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรก รัฐบาลอิหร่านเคยสั่งห้ามและจับกุมผู้ลักลอบนำเข้า แต่ด้วยเทคโนโลยีที่พัฒนาเร็ว ชาวอิหร่านยังคงหาวิธีใหม่ๆ ในการเชื่อมต่อ เช่น การซ่อนอุปกรณ์หรือใช้เครือข่ายใต้ดิน

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ นี่คือสงครามข้อมูลที่รัฐบาลพยายามควบคุม narrative แต่ Starlink อาจกลายเป็นสัญลักษณ์ของเสรีภาพดิจิทัล คุณคิดว่าชาวอิหร่านจะยอมแพ้หรือหาวิธีต่อสู้ต่อไป? ติดตามข่าวต่างประเทศเพื่ออัปเดตสถานการณ์ล่าสุดได้ที่ ไทยรัฐ ข่าวต่างประเทศ

ที่มา – อิหร่านอ้าง ยึดเครื่องรับสัญญาณ Starlink ได้หลายร้อยเครื่อง

ขอลาออก ผอ.ศูนย์ต้านก่อการร้ายสหรัฐฯ ไม่สนับสนุนสงครามอิหร่าน

ขอลาออก ผอ.ศูนย์ต้านก่อการร้ายสหรัฐฯ ไม่สนับสนุนสงครามอิหร่าน เป็นข่าวใหญ่ที่สะเทือนวงการการเมืองและความมั่นคงของสหรัฐอเมริกาในช่วงนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่ามกลางความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่กำลังร้อนระอุ

ขอลาออก ผอ.ศูนย์ต้านก่อการร้ายสหรัฐฯ ไม่สนับสนุนสงครามอิหร่าน

เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2569 หรือตามปฏิทินสหรัฐฯ นายโจ เคนท์ ผู้อำนวยการศูนย์ต่อต้านการก่อการร้ายแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา ซึ่งได้รับการเสนอชื่อโดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ประกาศขอลาออกจากตำแหน่งผ่านโซเชียลมีเดียอย่างเป็นทางการ เหตุผลหลักคือเขาไม่สามารถสนับสนุนการทำสงครามกับอิหร่านได้ ด้วยความเชื่อมั่นว่ามันไม่ใช่ทางออกที่ถูกต้อง

ในจดหมายลาออกที่ส่งตรงถึงทรัมป์ นายเคนท์ชี้แจงอย่างชัดเจนว่า “อิหร่านไม่ได้เป็นภัยคุกคามที่รุนแรงและเร่งด่วนต่อชาติอเมริกัน” และย้ำว่าสงครามครั้งนี้ถูกจุดชนวนจากแรงกดดันของอิสราเอลและกลุ่มล็อบบี้ที่ทรงอิทธิพลในวอชิงตัน

ประวัติและเหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจขอลาออก

นายโจ เคนท์ไม่ใช่คนธรรมดา เขาเป็นทหารผ่านศึกที่เคยรบมาแล้ว 11 ครั้ง และยังเป็นสามีที่สูญเสียภรรยาในสงครามที่เกี่ยวข้องกับอิสราเอล ทำให้เขาเข้าใจดีถึงความสูญเสียที่เกิดขึ้น เขาเคยสนับสนุนนโยบายหาเสียงของทรัมป์ในปี 2559, 2563 และ 2567 ซึ่งเน้นหลีกเลี่ยงสงครามในตะวันออกกลาง แต่จนถึงมิถุนายน 2568 ทรัมป์ยังยึดมั่นว่าสงครามในภูมิภาคนี้เป็น “กับดัก” ที่พรากชีวิตชาวอเมริกัน

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์พลิกผันเมื่อสหรัฐฯ เข้าสู่สงคราม 12 วันระหว่างอิสราเอลกับอิหร่าน โดยใช้ระเบิดบังเกอร์บัสเตอร์โจมตีโรงงานนิวเคลียร์ใต้ดินของอิหร่าน 3 แห่ง ทรัมป์อ้างว่าเพื่อกำจัดภัยนิวเคลียร์ แต่เคนท์มองว่าไม่คุ้มค่า

  • อิหร่านไม่ใช่ภัยคุกคามเร่งด่วน
  • สงครามถูกกดดันจากอิสราเอลและล็อบบี้
  • สูญเสียชีวิตชาวอเมริกันโดยไม่จำเป็น
  • ขัดกับนโยบาย “อเมริกาฟื้นตัวก่อน” ของทรัมป์

ผลกระทบต่อนโยบายความมั่นคงสหรัฐฯ

การขอลาออกของเคนท์ ซึ่งได้รับการรับรองจากวุฒิสภาในเดือนกรกฎาคม 2568 สะท้อนรอยร้าวภายในรัฐบาลทรัมป์ โดยเฉพาะในหน่วยงานสำคัญอย่างศูนย์ต่อต้านก่อการร้าย มันอาจนำไปสู่การถกเถียงในสภาคองเกรสเกี่ยวกับการแทรกแซงทางทหาร และทำให้พันธมิตรอย่างอิสราเอลไม่พอใจ

นอกจากนี้ ยังเป็นเครื่องเตือนใจถึงความเสี่ยงของสงครามที่ไม่มีวันจบในตะวันออกกลาง ซึ่งเคยทำให้สหรัฐฯ เสียค่าใช้จ่ายมหาศาลและชีวิตนับหมื่นในอิรักและอัฟกานิสถาน ชาวอเมริกันจำนวนมากเริ่มตั้งคำถาม: เราจะส่งลูกหลานไปตายเพื่อผลประโยชน์ของชาติอื่นอีกหรือ?

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การตัดสินใจของเคนท์แสดงให้เห็นถึงจริยธรรมของผู้นำที่กล้าพูดกล้าทำ แม้จะเสียตำแหน่งก็ตาม มันอาจจุดประกายให้เจ้าหน้าที่อื่นๆ กล้าสวนกระแสมากขึ้น

สุดท้ายแล้ว เหตุการณ์ ขอลาออก ผอ.ศูนย์ต้านก่อการร้ายสหรัฐฯ ไม่สนับสนุนสงครามอิหร่าน นี้ชวนให้คิดถึงอนาคตของนโยบายต่างประเทศสหรัฐฯ หากคุณสนใจข่าวต่างประเทศ ลองติดตามเพิ่มเติมเพื่ออัปเดตสถานการณ์ล่าสุด และแบ่งปันความคิดเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่าง!

ที่มา – ขอลาออก ผอ.ศูนย์ต้านก่อการร้ายสหรัฐฯ ไม่สนับสนุนสงครามอิหร่าน

Scroll to top