อิสราเอล

ฮามาสปล่อยตัวประกันครบ! ทรัมป์ลั่นฝันร้ายจบ

กลุ่มฮามาสปล่อยตัวประกันที่ยังมีชีวิตอยู่ครบทั้ง 20 คนแล้ว ในขณะที่ โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวต่อรัฐสภาอิสราเอลว่า ฝันร้ายอันยาวนานได้จบลงแล้ว นับเป็นข่าวดีที่ทั่วโลกต่างรอคอย แต่สถานการณ์ความขัดแย้งยังคงต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด

ฮามาสปล่อยตัวประกันที่ยังมีชีวิตครบ 20 คน ทรัมป์ลั่นฝันร้ายจบลงแล้ว

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า กลุ่มฮามาสปล่อยตัวประกันชาวอิสราเอลที่ยังมีชีวิตอยู่ 20 คนสุดท้ายแล้วในวันจันทร์ที่ 13 ต.ค. 2568 ตามข้อตกลงหยุดยิงที่สหรัฐฯ เป็นตัวกลาง ถือเป็นก้าวสำคัญสู่การยุติสงครามที่สร้างความเสียหายอย่างหนักในฉนวนกาซามานาน 2 ปี

กองทัพอิสราเอลระบุว่า พวกเขารับตัวตัวประกันที่ได้รับการยืนยันว่ายังมีชีวิตอยู่ครบทุกคนแล้ว หลังจากทั้งหมดถูกเจ้าหน้าที่กาชาดพาตัวออกจากฉนวนกาซา ท่ามกลางเสียงโห่ร้องยินดีของผู้คนนับพันที่มารอฟังข่าวที่จัตุรัสตัวประกัน ในกรุงเทลอาวิฟ ขณะที่นักโทษชาวปาเลสไตน์ราว 2,000 คน ที่อิสราเอลจับไว้ก็ได้รับการปล่อยตัวตามสัญญา

กลุ่มฮามาสระบุว่าจะส่งมอบร่างของตัวประกันที่เสียชีวิต 4 ราย ในวันเดียวกันนี้ด้วย แต่พวกเขายอมรับว่า ไม่รู้ว่าร่างของตัวประกันที่เสียชีวิตแล้วอีก 24 รายอยู่ที่ไหน การฮามาสปล่อยตัวประกันที่ยังมีชีวิตครบ 20 คน ครั้งนี้เป็นไปตามข้อตกลงที่วางไว้

โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวสุนทรพจน์ที่รัฐสภาอิสราเอล
โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวสุนทรพจน์ที่รัฐสภาอิสราเอล

อีกด้านหนึ่ง ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ได้กล่าวสุนทรพจน์ต่อรัฐสภาอิสราเอล ก่อนที่เขาจะเดินทางไปร่วมการประชุมสุดยอดที่อียิปต์ เพื่อทำให้การหยุดยิงในกาซามั่นคงยิ่งขึ้น

“ท้องฟ้าสงบ ปืนเงียบเสียง สัญญาณเตือนภัยนิ่งสนิท และดวงอาทิตย์ได้ขึ้นเหนือดินแดนศักดิ์สิทธิ์ที่ในที่สุดก็มีสันติภาพเสียที” นายทรัมป์กล่าว หลังจากได้รับการต้อนรับด้วยเสียงปรบมือกึกก้องจากสมาชิกรัฐสภาอิสราเอล “ฝันร้ายที่เจ็บปวดและยาวนานในที่สุดก็จบลงแล้ว”

“ตอนนี้ถึงเวลาแล้วที่จะเปลี่ยนชัยชนะเหนือผู้ก่อการร้ายในสนามรบเหล่านี้ ให้กลายเป็นรางวัลสูงสุดแห่งสันติภาพและความมั่งคั่งสำหรับตะวันออกกลางทั้งหมด”

ทั้งนี้ การปล่อยตัวประกันและการปล่อยตัวนักโทษชาวปาเลสไตน์ถือเป็น จุดสำคัญ ของข้อตกลงกาซาในระยะแรก ซึ่งได้ข้อสรุปเมื่อสัปดาห์ที่แล้วที่เมืองตากอากาศชายทะเล ชาร์มเอลชีค ในอียิปต์ ซึ่งจะเป็นสถานที่จัดการประชุมสุดยอดในวันเดียวกันนี้

ผู้นำโลกกว่า 20 คน จะไปประชุมร่วมกันที่อียิปต์ เพื่อพิจารณาขั้นตอนต่อไปตามแผนการสันติภาพ 20 ข้อของนายทรัมป์ เพื่อยุติสงครามในกาซาอย่างสิ้นเชิง

แต่ยังมีอีกหลายเรื่องที่อิสราเอลกับกลุ่มฮามาสขัดแย้งกัน นายทรัมป์กล่าวว่า ฮามาสจะปฏิบัติตามข้อกำหนดภายใต้แผนการของเขา ซึ่งระบุให้มีการปลดอาวุธด้วย แต่กลุ่มฮามาสเคยยืนยันว่า เรื่องดังกล่าวจะไม่เกิดขึ้นจนกว่าปาเลสไตน์จะได้เป็นรัฐ

จุดติดขัดอื่นๆ รวมถึงเรื่องการถอดกำลังของอิสราเอลออกจากกาซา และการดำเนินการไปสู่การก่อตั้งรัฐปาเลสไตน์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ชาวอิสราเอลจำนวนมากไม่ยอมรับ

ความสำคัญของการปล่อยตัวประกัน

การฮามาสปล่อยตัวประกันที่ยังมีชีวิตครบ 20 คน ไม่ได้เป็นเพียงแค่การสิ้นสุดฝันร้ายของตัวประกันและครอบครัวเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญญาณบวกที่สำคัญต่อกระบวนการสันติภาพในภูมิภาค การปล่อยตัวประกันครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความเป็นไปได้ที่คู่ขัดแย้งจะสามารถหาจุดร่วมและบรรลุข้อตกลงร่วมกันได้ แม้ว่าจะมีอุปสรรคและความท้าทายอีกมากมายรออยู่ข้างหน้า

อย่างไรก็ตาม การปล่อยตัวประกันเป็นเพียงก้าวแรก และยังมีอีกหลายประเด็นที่ต้องแก้ไขเพื่อให้เกิดสันติภาพที่ยั่งยืนในภูมิภาค การเจรจาและประนีประนอมยังคงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้ทั้งสองฝ่ายสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ

สถานการณ์ล่าสุดที่ฮามาสปล่อยตัวประกันที่ยังมีชีวิตครบ 20 คน ทรัมป์ลั่นฝันร้ายจบลงแล้ว ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการคลี่คลายปัญหาความขัดแย้งที่ยืดเยื้อ การร่วมมือกันของผู้นำโลกและทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเป็นสิ่งสำคัญที่จะนำไปสู่สันติภาพที่แท้จริง

ที่มา – ฮามาสปล่อยตัวประกันที่ยังมีชีวิตครบ 20 คน ทรัมป์ลั่นฝันร้ายจบลงแล้ว

ฮามาสปะทะกลุ่มติดอาวุธในกาซา ดับ 27 ศพ

ฮามาสปะทะกลุ่มติดอาวุธคู่อริในเมืองกาซาซิตี้อย่างดุเดือด ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 27 ศพ และประชาชนจำนวนมากต้องอพยพหนีภัยความรุนแรง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเหตุการณ์ปะทะกันระหว่างนักรบกลุ่มฮามาสและสมาชิกกลุ่มติดอาวุธจากตระกูลดักมุช (Dughmush) ในฉนวนกาซา เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา การปะทะครั้งนี้นับว่ารุนแรงที่สุดในรอบหลายปี นับตั้งแต่สิ้นสุดปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอลในพื้นที่ดังกล่าว

พยานผู้เห็นเหตุการณ์ระบุว่า การยิงปะทะเริ่มขึ้นใกล้โรงพยาบาลจอร์แดน ทางตอนใต้ของเมืองกาซาซิตี้ โดยมือปืนที่สวมหน้ากากซึ่งเชื่อว่าเป็นสมาชิกของกลุ่มฮามาส เป็นฝ่ายเปิดฉากโจมตีก่อน

เจ้าหน้าที่ระดับสูงจากกระทรวงมหาดไทยในฉนวนกาซา ซึ่งอยู่ภายใต้การบริหารของกลุ่มฮามาส กล่าวว่า เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยได้ทำการปิดล้อมกองกำลังติดอาวุธภายในเมืองกาซาซิตี้ และเกิดการต่อสู้กันอย่างหนักหน่วงเพื่อจับกุมสมาชิกของกลุ่มติดอาวุธ ส่งผลให้เจ้าหน้าที่เสียชีวิต 8 นาย

ขณะที่เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ในกาซาเปิดเผยว่า มีสมาชิกจากตระกูลดักมุชเสียชีวิต 19 ศพ และนักรบฮามาสเสียชีวิต 8 ศพ นับตั้งแต่การปะทะเริ่มขึ้นเมื่อวันก่อนหน้า

พยานเล่าว่าเหตุการณ์ ฮามาสปะทะกลุ่มติดอาวุธคู่อริ เกิดขึ้นในย่านเทล อัล-ฮาวา (Tel al-Hawa) ของกาซาซิตี้ หลังจากกองกำลังฮามาสกว่า 300 นาย เคลื่อนกำลังเข้าโจมตีอาคารที่พักอาศัยซึ่งเชื่อว่าเป็นที่หลบซ่อนของมือปืนจากตระกูลดักมุช

ชาวบ้านในพื้นที่กล่าวว่า การปะทะกันทำให้เกิดความโกลาหล ประชาชนหลายสิบครอบครัวต้องอพยพออกจากบ้านเรือน โดยหลายคนเคยต้องพลัดถิ่นฐานมาแล้วหลายครั้งตั้งแต่สงครามในฉนวนกาซาเมื่อสองปีก่อน

ชาวเมืองกาซาซิตี้คนหนึ่งกล่าวว่า “ครั้งนี้ผู้คนไม่ได้หนีจากการโจมตีของอิสราเอล พวกเขากำลังหนีจากคนของตัวเอง” สะท้อนให้เห็นถึงความรุนแรงภายในที่เกิดขึ้น

ตระกูลดักมุชเป็นหนึ่งในตระกูลที่มีอิทธิพลในกาซาซิตี้ พวกเขามีความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดกับกลุ่มฮามาสมายาวนาน และสมาชิกติดอาวุธของตระกูลเคยปะทะกับกลุ่มฮามาสมาแล้วหลายครั้งในอดีต

กระทรวงมหาดไทยในกาซาระบุว่า ฮามาสกำลังดำเนินการเพื่อฟื้นฟูความสงบเรียบร้อย และเตือนว่า “กิจกรรมติดอาวุธใดๆ ที่อยู่นอกกรอบของการต่อต้านการรุกราน” จะถูกจัดการอย่างเด็ดขาด

ทั้งกลุ่มฮามาสและตระกูลดักมุชต่างกล่าวโทษซึ่งกันและกันว่าเป็นต้นเหตุของการปะทะในครั้งนี้ โดยฮามาสอ้างว่า มือปืนจากตระกูลดักมุชได้สังหารนักรบของพวกเขาไป 2 ศพ และทำให้ได้รับบาดเจ็บอีก 5 นาย ทำให้ฮามาสจำเป็นต้องตอบโต้

แหล่งข่าวจากตระกูลดักมุชให้ข้อมูลกับสื่อท้องถิ่นว่า กลุ่มฮามาสได้เดินทางไปยังอาคารที่เป็นอดีตโรงพยาบาลจอร์แดน ซึ่งสมาชิกของตระกูลเข้าไปหลบภัย หลังจากบ้านของพวกเขาในย่านอัล-ซาบราถูกทำลายจากการโจมตีของอิสราเอลเมื่อไม่นานมานี้ โดยมีเป้าหมายเพื่อขับไล่พวกเขาออกจากอาคาร และยึดครองพื้นที่ดังกล่าวเพื่อใช้เป็นฐานที่มั่นแห่งใหม่

ฮามาสปะทะกลุ่มติดอาวุธคู่อริในกาซาซิตี้

สถานการณ์ล่าสุด ฮามาสปะทะกลุ่มติดอาวุธ

สถานการณ์ ฮามาสปะทะกลุ่มติดอาวุธคู่อริในกาซาซิตี้ครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความเปราะบางและความซับซ้อนของสถานการณ์ภายในฉนวนกาซา การที่กลุ่มฮามาสต้องเผชิญหน้ากับกลุ่มติดอาวุธภายใน สะท้อนถึงความท้าทายในการควบคุมพื้นที่และการบังคับใช้กฎหมาย

การที่ประชาชนต้องอพยพหนีภัยจากความรุนแรงภายใน แสดงให้เห็นถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นกับชีวิตความเป็นอยู่ของชาวปาเลสไตน์ในฉนวนกาซา ซึ่งต้องเผชิญกับความยากลำบากและความไม่แน่นอนมาอย่างต่อเนื่อง

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจว่า ความขัดแย้งและความรุนแรงในตะวันออกกลางยังคงเป็นปัญหาที่ซับซ้อนและต้องการการแก้ไขอย่างยั่งยืน การสร้างสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาคจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งภายในและการสร้างความเข้าใจซึ่งกันและกัน

ที่มา – ฮามาสปะทะกลุ่มติดอาวุธคู่อริในกาซาซิตี้ ดับแล้ว 27 ศพ ชาวบ้านต้องอพยพ

สถานทูตอิสราเอลฉายหนัง รำลึกเหยื่อฮามาส 7 ต.ค. 2566

สถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย จัดฉายภาพยนตร์สารคดี We Will Dance Again เพื่อรำลึกและสดุดีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ที่กลุ่มก่อการร้ายฮามาสบุกโจมตีอิสราเอล เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2566 หรือที่รู้จักกันในชื่อเหตุการณ์ สถานทูตอิสราเอลจัดฉายภาพยนตร์สารคดีรำลึกเหยื่อเหตุการณ์ฮามาสโจมตี 7 ต.ค. 2566

เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2566 สถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย จัดฉายภาพยนตร์สารคดี We Will Dance Again ซึ่งเป็นภาพยนตร์ที่เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับเทศกาลดนตรีโนวา (Nova Music Festival) ซึ่งเดิมเป็นงานเฉลิมฉลองดนตรี สันติภาพ และเสรีภาพ แต่กลับกลายเป็นสมรภูมิแห่งความตายในการโจมตีของกลุ่มก่อการร้ายฮามาส เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2566 เหตุการณ์ สถานทูตอิสราเอลจัดฉายภาพยนตร์สารคดีรำลึกเหยื่อเหตุการณ์ฮามาสโจมตี 7 ต.ค. 2566 ได้สร้างความสะเทือนใจไปทั่วโลก

การโจมตีครั้งนี้คร่าชีวิตผู้บริสุทธิ์ไปมากกว่า 1,200 คน รวมถึงทั้งชาวอิสราเอลและชาวต่างชาติ ในจำนวนนั้นมีแรงงานชาวไทย 46 คนที่เสียชีวิต เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นการก่อการร้ายครั้งรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ของอิสราเอล และเป็นการสังหารหมู่พลเรือนครั้งเลวร้ายที่สุดเท่าที่เคยมีมา

นอกจากนี้ ยังมีผู้ถูกจับไปเป็นตัวประกันรวม 255 คน ประกอบด้วยชาย หญิง เด็ก ผู้สูงอายุ และทารก ในจำนวนนั้นมีชาวไทย 31 คนรวมอยู่ด้วย ปัจจุบันยังมีผู้ถูกคุมขังอยู่ในกาซา 48 คน รวมถึงร่างของแรงงานชาวไทยสองคนที่ถูกสังหารในเหตุการณ์วันที่ 7 ตุลาคม

ดร.อโลนา ฟิชเชอร์-คัมม์ ผู้ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทยกล่าวว่า สิ่งสำคัญที่เราต้องจดจำคือ เทศกาลดนตรีโนวา ซึ่งมีจุดมุ่งหมายเพื่อเป็นการเฉลิมฉลองมิตรภาพ สันติภาพ และเสรีภาพ ได้กลับกลายเป็นสถานที่แห่งความสยองขวัญ เป็นพื้นที่ของการสังหารหมู่ที่จุดชนวนให้เกิดสงครามในฉนวนกาซาในปัจจุบัน เทศกาลนี้เต็มไปด้วยคนหนุ่มสาวจากทั่วประเทศอิสราเอล ที่มารวมตัวกันเพื่อเต้นรำ ฉลองคุณค่าของชีวิต สันติภาพและมิตรภาพ ในสถานที่ที่ควรจะปลอดภัยและมีความสุข แต่แล้วในพริบตา ความฝันนั้นก็พังทลาย และโศกนาฏกรรมก็เริ่มต้นขึ้น

ทั้งนี้ ภาพยนตร์สารคดี We Will Dance Again เป็นภาพยนตร์สารคดีที่สร้างขึ้นในปี 2567 ถ่ายทอดคำให้การของผู้รอดชีวิตกว่า 20 คน ที่บอกเล่าเรื่องราวแห่งความกล้าหาญ มนุษยธรรม และวีรกรรม โดยมีการใช้ภาพจริงที่บันทึกจากโทรศัพท์มือถือของผู้เข้าร่วมงาน ในขณะที่วิ่งหนีหรือซ่อนตัวระหว่างการบุกโจมตี โดยภาพยนตร์เขียนบทและกำกับโดย ยาริฟ โมเซอร์.

สถานทูตอิสราเอลจัดฉายภาพยนตร์สารคดีรำลึกเหยื่อเหตุการณ์ฮามาสโจมตี 7 ต.ค. 2566

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ สถานทูตอิสราเอลจัดฉายภาพยนตร์สารคดีรำลึกเหยื่อเหตุการณ์ฮามาสโจมตี 7 ต.ค. 2566

การจัดฉายภาพยนตร์ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อรำลึกถึงผู้เสียชีวิตและตอกย้ำถึงความโหดร้ายของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น นอกจากนี้ยังเป็นการแสดงความขอบคุณต่อประเทศไทยที่ให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนอิสราเอลมาโดยตลอด

ผลกระทบจากเหตุการณ์

เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อจิตใจของผู้คนทั่วโลก และยังคงเป็นบาดแผลที่ยากจะเยียวยา การฉายภาพยนตร์สารคดีนี้เป็นหนึ่งในความพยายามที่จะสร้างความเข้าใจและความเห็นอกเห็นใจต่อผู้ที่ได้รับผลกระทบจากความรุนแรง

ความสำคัญของการรำลึกถึง

การรำลึกถึงเหตุการณ์ สถานทูตอิสราเอลจัดฉายภาพยนตร์สารคดีรำลึกเหยื่อเหตุการณ์ฮามาสโจมตี 7 ต.ค. 2566 มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้เราไม่ลืมความสูญเสียและความเจ็บปวดที่เกิดขึ้น และเพื่อเป็นบทเรียนในการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีกในอนาคต

การจัดฉายภาพยนตร์นี้เป็นสิ่งที่ควรสนับสนุน เพื่อให้ผู้คนได้รับรู้ถึงความจริงและร่วมกันสร้างสันติภาพให้เกิดขึ้นในโลกของเรา

ที่มา – สถานทูตอิสราเอลจัดฉายภาพยนตร์สารคดีรำลึกเหยื่อเหตุการณ์ฮามาสโจมตี 7 ต.ค. 2566

ทรัมป์สร้าง “ดีลกาซา” สำเร็จ ที่ไบเดนทำไม่ได้

ดีลประวัติศาสตร์เพื่อยุติสงครามกาซาเกิดขึ้น หลังโดนัลด์ ทรัมป์ประกาศข้อตกลงปล่อยตัวประกันทั้งหมด ถือเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญที่รัฐบาลโจ ไบเดน พยายามเกือบสองปีแต่ล้มเหลว นักวิเคราะห์ชี้ ปัจจัยสำคัญมาจากความสัมพันธ์แน่นแฟ้นของทรัมป์กับผู้นำอิสราเอลและประเทศอาหรับ รวมถึงแรงกดดันจากยุโรปและอาหรับที่ต้องการยุติความรุนแรง

เมื่อวันที่ 9 กันยายนที่ผ่านมา การโจมตีทางอากาศของอิสราเอลต่อทีมเจรจาของกลุ่มฮามาส ในประเทศกาตาร์ ดูเหมือนจะเป็นการยกระดับความขัดแย้งที่ยิ่งผลักดันโอกาสแห่งสันติภาพให้ห่างไกลออกไป การโจมตีดังกล่าวถือเป็นการละเมิดอธิปไตยของพันธมิตรสหรัฐฯ และเสี่ยงที่จะขยายสงครามไปทั่วภูมิภาค จนดูเหมือนว่าการเจรจาทางการทูตได้พังทลายลงแล้ว

แต่กลับกลายเป็นว่า เหตุการณ์นี้คือจุดเปลี่ยนสำคัญที่นำไปสู่ข้อตกลงการปล่อยตัวประกันที่เหลือทั้งหมด ซึ่งประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้ประกาศในที่สุด ความสำเร็จนี้เป็นเป้าหมายที่ทั้งตัวเขาและอดีตประธานาธิบดีโจ ไบเดน ต่างพยายามผลักดันมาเกือบสองปี

แม้ว่านี่จะเป็นเพียงก้าวแรกสู่สันติภาพที่ยั่งยืน และรายละเอียดเกี่ยวกับการปลดอาวุธของฮามาส การบริหารกาซา และการถอนทหารอิสราเอลอย่างสมบูรณ์ยังคงต้องเจรจาต่อ แต่หากข้อตกลงนี้เป็นผลสำเร็จ นี่อาจกลายเป็น ผลงานชิ้นโบว์แดง ที่สำคัญที่สุดของทรัมป์ในสมัยที่สอง ซึ่งเป็นสิ่งที่ทีมงานของไบเดนไม่สามารถบรรลุได้ สไตล์เฉพาะตัวของทรัมป์ และความสัมพันธ์ที่สำคัญกับอิสราเอลและโลกอาหรับ ดูเหมือนจะเป็นกุญแจสำคัญที่นำไปสู่ความก้าวหน้าครั้งนี้

ความสัมพันธ์แนบแน่นที่ไบเดนไม่เคยมี

ความสัมพันธ์อันอบอุ่นระหว่างทรัมป์กับนายกรัฐมนตรีอิสราเอล เบนจามิน เนทันยาฮู เป็นที่ประจักษ์แก่สาธารณชนมาตลอด ทรัมป์เคยย้ายสถานทูตสหรัฐฯ จากเทลอาวีฟไปเยรูซาเลม และยังสนับสนุนอิสราเอลอย่างเปิดเผยในการโจมตีอิหร่านเมื่อเดือนมิถุนายน

การสนับสนุนอย่างเปิดเผยเหล่านี้ อาจทำให้ทรัมป์มีพื้นที่ในการกดดันอิสราเอลอย่างลับๆ โดยมีรายงานว่า ผู้เจรจาของทรัมป์ได้กดดันเนทันยาฮูอย่างหนัก จนต้องยอมรับการหยุดยิงชั่วคราวเพื่อแลกกับการปล่อยตัวประกันบางส่วน และการที่ทรัมป์ได้ออกโรงกดดันนายกรัฐมนตรีอิสราเอลถึงขั้นที่ไม่เคยมีประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนใดทำมาก่อน สะท้อนให้เห็นถึงอิทธิพลที่ทรัมป์มีเหนือผู้นำอิสราเอล

ในทางตรงกันข้าม ความสัมพันธ์ของไบเดนกับรัฐบาลเนทันยาฮูมีความตึงเครียดมากกว่า ไบเดนต้องระมัดระวังทุกก้าวเดิน เนื่องจากความแตกแยกทางการเมืองภายในพรรคเดโมแครตเกี่ยวกับสงครามกาซา ในขณะที่ทรัมป์ได้รับแรงสนับสนุนที่แข็งแกร่งจากฐานเสียงพรรครีพับลิกัน ทำให้เขามีอิสระในการดำเนินงานทางการทูตมากกว่า

สายสัมพันธ์ทางธุรกิจช่วยหนุนการสนับสนุนจากชาติอาหรับ

หลังจากการโจมตีของอิสราเอลในโดฮา ซึ่งทำให้พลเมืองกาตาร์เสียชีวิต ทรัมป์ได้ยื่นคำขาดต่อเนทันยาฮูว่า สงครามต้องยุติลง การโจมตีบนแผ่นดินกาตาร์ถือเป็นเรื่องที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง และทำให้ทรัมป์มีแนวโน้มเข้าใกล้จุดยืนของชาติอาหรับในการยุติสงคราม

ความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดของทรัมป์กับรัฐกลุ่มประเทศอ่าว ซึ่งมีทั้งการดำเนินธุรกิจกับกาตาร์และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ตลอดจนการเยือนซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ และเอมิเรตส์ ในปีนี้ ได้ช่วยเปลี่ยนแนวคิดของเขา ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า การที่ทรัมป์ไม่แวะเยือนอิสราเอลแต่ไปเยือนเมืองหลวงของประเทศในคาบสมุทรอาหรับ ทำให้เขาได้รับฟังเสียงเรียกร้องซ้ำๆ ให้ยุติสงคราม

ภายในหนึ่งเดือนหลังการโจมตีในโดฮา นายกฯ เนทันยาฮูได้โทรศัพท์ขอโทษกาตาร์ด้วยตนเอง และในวันเดียวกันนั้น ผู้นำอิสราเอลได้ลงนามในแผนสันติภาพ 20 ข้อของทรัมป์ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากชาติมุสลิมสำคัญในภูมิภาค

นักวิเคราะห์ชี้ว่า หากความสัมพันธ์ของทรัมป์กับเนทันยาฮูเปิดโอกาสให้เขากดดันอิสราเอลได้ ประวัติความสัมพันธ์กับผู้นำมุสลิมก็ช่วยให้ทรัมป์ได้รับการสนับสนุนจากพวกเขา และอาจช่วยให้พวกเขาโน้มน้าวให้ฮามาสยอมรับข้อตกลงได้

อิทธิพลของยุโรปกดดันอิสราเอล

การประณามอิสราเอลจากทั่วโลกต่อการปฏิบัติการในกาซา ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการตัดสินใจของทรัมป์เช่นกัน เนื่องจากสถานการณ์ด้านมนุษยธรรมในกาซาเลวร้ายถึงขีดสุด ทำให้รัฐบาลเนทันยาฮูโดดเดี่ยวในระดับนานาชาติมากขึ้น

เมื่ออิสราเอลเข้าควบคุมเส้นทางเสบียงอาหาร และประกาศแผนโจมตีเมืองกาซาซิตี ประเทศสำคัญในยุโรป นำโดยประธานาธิบดี เอ็มมานูเอล มาครง แห่งฝรั่งเศส ได้ตัดสินใจที่จะไม่ยึดมั่นในจุดยืนสนับสนุนอิสราเอลอย่างไม่มีเงื่อนไขของวอชิงตันอีกต่อไป นำไปสู่ความแตกแยกครั้งประวัติศาสตร์ระหว่างสหรัฐฯ กับพันธมิตรยุโรป

ในที่สุด ทรัมป์ต้องเผชิญกับทางเลือกระหว่างพันธมิตรยุโรป-อาหรับ กับกลุ่มชาตินิยมและฝ่ายขวาจัดของอิสราเอล และทรัมป์ได้เลือกพันธมิตรในกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ ข้อตกลงสันติภาพของฝรั่งเศส-ซาอุดีอาระเบีย ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากทรัมป์ มีการอ้างถึงการจัดตั้ง “รัฐปาเลสไตน์” ในอนาคต ทำให้ทรัมป์บีบเนทันยาฮูอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน เพื่อให้ยุติสงคราม

แม้ว่าสไตล์การทูตที่ฉีกแนวของทรัมป์มักจะสร้างความตกตะลึง แต่สุดท้ายก็สามารถนำไปสู่ผลลัพธ์ที่เป็นที่ยอมรับได้ในที่สุด ซึ่งในสถานการณ์นี้ การดำเนินงานที่ดูไม่เป็นไปตามแบบแผนของเขา ได้พิสูจน์แล้วว่า มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการสามารถปลดล็อกทางตันที่ยืดเยื้อมานานได้สำเร็จ

ข้อตกลงนี้ทำให้อิสราเอลตกลงที่จะปล่อยตัวนักโทษชาวปาเลสไตน์กว่า 1,000 คน และถอนทหารบางส่วนออกจากกาซา ส่วนฮามาสจะปล่อยตัวประกันที่เหลือทั้งหมด ทั้งที่ยังมีชีวิตและเสียชีวิต ที่ถูกจับไปในระหว่างการโจมตีเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2023 และทำให้การสิ้นสุดของสงครามในกาซาซึ่งคร่าชีวิตชาวปาเลสไตน์ไปแล้วกว่า 67,000 คน เป็นไปได้ในที่สุด.

แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของ “ดีลกาซา” ที่ทรัมป์สร้างขึ้นนี้ ยังคงเป็นที่น่าจับตามองว่า จะสามารถนำไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืนได้จริงหรือไม่ และจะเป็นบทเรียนให้กับผู้นำคนอื่นๆ ในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่ซับซ้อนนี้ได้อย่างไร

ทรัมป์สร้าง “ดีลกาซา” สำเร็จ ความสำเร็จที่ไบเดนทำไม่ได้

ทำไมทรัมป์ถึงสร้าง “ดีลกาซา” สำเร็จ?

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ทรัมป์สามารถสร้าง “ดีลกาซา” สำเร็จ มาจากความสัมพันธ์ส่วนตัวที่แน่นแฟ้นกับผู้นำอิสราเอลและชาติอาหรับ รวมถึงแรงกดดันจากนานาชาติที่ต้องการให้ยุติสงคราม

สิ่งที่น่าสนใจคือ ความแตกต่างของวิธีการดำเนินงานระหว่างทรัมป์และไบเดน ซึ่งแสดงให้เห็นว่า สไตล์การทูตที่แตกต่างกัน อาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่แตกต่างกันได้

การเจรจาที่นำไปสู่ “ดีลกาซา” นี้แสดงให้เห็นว่า การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่ซับซ้อน จำเป็นต้องมีความเข้าใจในบริบททางวัฒนธรรม การเมือง และเศรษฐกิจของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และต้องมีความยืดหยุ่นในการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย

ที่มา – ทรัมป์สร้าง “ดีลกาซา” สำเร็จ เปิดทางสู่สันติภาพ ความสำเร็จที่ “ไบเดน” ทำไม่ได้

ครม.อิสราเอล อนุมัติแผนหยุดยิง-ปล่อยตัวประกันแล้ว

คณะรัฐมนตรีอิสราเอลอนุมัติแผนการหยุดยิงและปล่อยตัวประกันตามข้อตกลงที่อิสราเอลลงนามร่วมกับกลุ่มฮามาสแล้ว แต่ยังไม่แน่ชัดว่า การหยุดยิงจะเริ่มขึ้นทันทีหรือไม่ ข่าวนี้เป็นความคืบหน้าสำคัญในสถานการณ์ความขัดแย้งที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง

เมื่อ 9 ต.ค. 2568 สำนักงานของนายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู แห่งอิสราเอล ออกแถลงการณ์ระบุว่า รัฐบาลอิสราเอลอนุมัติแผนการครม.อิสราเอล อนุมัติแผนการหยุดยิง-ปล่อยตัวประกันในกาซาแล้ว ซึ่งพวกเขาลงนามร่วมกับกลุ่มฮามาสเมื่อวันพุธที่ผ่านมาแล้ว

“รัฐบาลเพิ่งอนุมัติกรอบการดำเนินงานสำหรับการปล่อยตัวประกันทั้งหมด ทั้งผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่และผู้ที่เสียชีวิตแล้ว” แถลงการณ์ระบุ

ทั้งนี้ ยังไม่แน่ชัดว่าการหยุดยิงจะเริ่มมีผลบังคับใช้ทันทีหลังจากรัฐบาลอนุมัติข้อตกลงหยุดยิงหรือไม่ โดยก่อนหน้านี้โฆษกสำนักนายกรัฐมนตรีได้กล่าวว่า การหยุดยิงจะเริ่มขึ้นภายใน 24 ชั่วโมงหลังจากการอนุมัติ แต่สื่อของอิสราเอลระบุว่าการหยุดยิงจะเกิดขึ้นทันที

อย่างไรก็ตาม เมื่อข้อตกลงเริ่มมีผลบังคับใช้ กองทัพอิสราเอลจะเริ่มถอนกำลังไปยังแนวรบจุดที่ยังคงควบคุมพื้นที่ของฉนวนกาซาเอาไว้ประมาณ 53% จากแผนที่ที่ทำเนียบขาวเผยแพร่เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว นี่ถือเป็นการถอนกำลังเฟสที่ 1 ของอิสราเอล จากทั้งหมด 3 เฟส

เจ้าหน้าที่อาวุโสของสหรัฐฯ ระบุว่า กองกำลังนานาชาติจำนวน 200 นาย ซึ่งรวมถึงทหารจากสหรัฐฯ, อียิปต์, กาตาร์, ตุรกี และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งเป็นตัวกลางการเจรจาหยุดยิงระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮามาสในช่วงที่ผ่านมา จะเป็นผู้กำกับดูแล, สังเกตการณ์ และ ทำให้มั่นใจว่าจะไม่มีการละเมิดหรือการรุกล้ำการหยุดยิงในฉนวนกาซา

หลังจากนั้น การนับถอยหลัง 72 ชั่วโมงจะเริ่มขึ้น ซึ่งในระหว่างนั้นกลุ่มฮามาสจะต้องปล่อยตัวประกันทั้งหมด 20 คนที่เชื่อว่ายังมีชีวิตอยู่ การส่งคืนร่างของตัวประกันผู้เสียชีวิต 28 รายจะเกิดขึ้นตามมา แม้ว่าจะยังไม่ชัดเจนว่าจะใช้เวลานานเท่าใดก็ตาม

นอกจากนั้น ตามแผนของนายทรัมป์ อิสราเอลจะส่งคืนร่างของผู้เสียชีวิตชาวกาซา 15 รายต่อการส่งคืนร่างของตัวประกันชาวอิสราเอล 1 คน

รถบรรทุกหลายร้อยคันที่บรรทุกความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมก็จะเริ่มเข้าสู่ฉนวนกาซาด้วย เพื่อช่วยเหลือชาวปาเลสไตน์นับล้านคนที่กำลังเผชิญกับภาวะอดอยาก

แผนของนายทรัมป์ระบุว่า รถบรรทุกส่งความช่วยเหลือจะเข้าสู่กาซาวันละ 600 คัน แต่แหล่งข่าวชาวปาเลสไตน์บอกกับ บีบีซี ว่า ในช่วงแรกจะมีรถบรรทุกเข้าไปขั้นต่ำ 400 คัน ก่อนจะเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป

หากแผนการสันติภาพระยะแรกนี้ประสบความสำเร็จ อิสราเอลกับกลุ่มฮามาสจะกลับมาเจรจากันอีกครั้งเรื่องรายละเอียดของแผนการระยะที่เหลือ แต่ยังมีหลายประเด็นที่ทั้งสองฝ่ายยังขัดแย้งกัน และอาจทำให้ยากที่จะบรรลุข้อตกลง

การที่ ครม.อิสราเอล อนุมัติแผนการหยุดยิง-ปล่อยตัวประกันในกาซาแล้ว ถือเป็นก้าวสำคัญ แต่ความท้าทายยังคงมีอยู่มากมายในการสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนในภูมิภาคนี้

ครม.อิสราเอล อนุมัติแผนการหยุดยิง-ปล่อยตัวประกันในกาซาแล้ว

การอนุมัติแผนในครั้งนี้มีความหมายต่อสถานการณ์ในฉนวนกาซาและต่อความสัมพันธ์ระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮามาสอย่างมาก สิ่งที่ต้องจับตามองคือการดำเนินการตามแผนและผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประชาชนทั้งสองฝ่าย

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ครม.อิสราเอล อนุมัติแผนการหยุดยิง-ปล่อยตัวประกันในกาซาแล้ว

เพื่อให้เข้าใจถึงสิ่งที่ ครม.อิสราเอล อนุมัติแผนการหยุดยิง-ปล่อยตัวประกันในกาซาแล้ว อย่างละเอียด เรามาดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับข้อตกลงดังนี้

  • เงื่อนไขการปล่อยตัวประกัน: จำนวนและเงื่อนไขในการปล่อยตัวประกันแต่ละครั้ง
  • การถอนกำลังของอิสราเอล: ขอบเขตและระยะเวลาในการถอนกำลังออกจากฉนวนกาซา
  • ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม: ปริมาณและความถี่ในการส่งความช่วยเหลือไปยังชาวปาเลสไตน์
  • บทบาทของนานาชาติ: การมีส่วนร่วมของกองกำลังนานาชาติในการกำกับดูแลการหยุดยิง

ประเด็นเหล่านี้ล้วนมีความสำคัญต่อการทำให้แผนหยุดยิงประสบความสำเร็จและนำไปสู่การเจรจาสันติภาพในระยะยาว

การติดตามข่าวสารและทำความเข้าใจสถานการณ์อย่างรอบด้าน จะช่วยให้เราประเมินผลกระทบของการตัดสินใจครั้งนี้ได้อย่างถูกต้อง หากสถานการณ์มีความคืบหน้าไปในทิศทางที่ดี สันติภาพที่ยั่งยืนก็อาจไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้

แม้ว่า ครม.อิสราเอล อนุมัติแผนการหยุดยิง-ปล่อยตัวประกันในกาซาแล้ว จะเป็นข่าวดี แต่การดำเนินการตามแผนยังคงต้องเผชิญกับความท้าทายอีกมากมาย การจับตามองสถานการณ์อย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ

ที่มา – ครม.อิสราเอล อนุมัติแผนการหยุดยิง-ปล่อยตัวประกันในกาซาแล้ว

ทรัมป์ขีดเส้นตาย กลุ่มฮามาสต้องรับแผนสันติภาพกาซา ภายในวันอาทิตย์

ทรัมป์ขีดเส้นตาย กลุ่มฮามาสต้องรับแผนสันติภาพกาซา ภายในวันอาทิตย์ เป็นข่าวใหญ่ที่กำลังสร้างความเคลื่อนไหวในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริบทของความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและปาเลสไตน์ ที่ยืดเยื้อมานานหลายทศวรรษ

ทรัมป์ขีดเส้นตาย กลุ่มฮามาสต้องรับแผนสันติภาพกาซา ภายในวันอาทิตย์

วันที่ 3 ตุลาคม 2568 นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ได้ประกาศเส้นตายอย่างเป็นทางการให้กับกลุ่มฮามาส โดยให้ยอมรับแผนข้อเสนอสันติภาพ 20 ข้อสำหรับฉนวนกาซา ภายในเวลา 18.00 น. ตามเวลาสหรัฐ ซึ่งตรงกับ 05.00 น. ของวันจันทร์ตามเวลาประเทศไทย หากไม่ตอบรับภายในกำหนด สหรัฐฯ จะใช้มาตรการที่รุนแรงยิ่งขึ้นต่อกลุ่มฮามาส เพื่อหลีกเลี่ยงการปะทุของสงครามครั้งใหญ่

ทรัมป์ได้โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social โดยเรียกกลุ่มฮามาสว่าเป็น “ภัยร้ายแรงและโหดเหี้ยม” และเตือนว่าหากไม่ยอมรับข้อตกลง สงครามครั้งใหญ่จะตามมา พร้อมย้ำยืนยันว่าจะนำสันติภาพมาสู่ตะวันออกกลาง ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง การประกาศครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดในกาซา ที่เผชิญกับวิกฤตมนุษยธรรมอย่างหนักหน่วง

สาระสำคัญของแผนสันติภาพกาซา

ก่อนหน้านี้ แผน 20 ข้อของทรัมป์ถูกนำเสนอต่อผู้นำอาหรับและมุสลิมในช่วงการประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา และถูกเปิดเผยอย่างเป็นทางการเมื่อสัปดาห์ก่อน ระหว่างที่ทรัมป์ต้อนรับนายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอลที่ทำเนียบขาว สาระสำคัญของแผนนี้มุ่งเน้นไปที่การฟื้นฟูกาซาให้เป็นพื้นที่ปราศจากการก่อการร้าย (terror-free zone) โดยเรียกร้องให้ฮามาสถอนตัวจากการปกครองทั้งโดยตรงและโดยอ้อม

แลกกับสิ่งนี้ สหรัฐฯ และพันธมิตรจะอนุญาตให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเข้าสู่กาซา ซึ่งกำลังเผชิญกับความอดอยากและวิกฤตด้านอาหารอย่างรุนแรง นอกจากนี้ แผนยังกำหนดให้ฮามาสปล่อยตัวประกันชาวอิสราเอลและศพผู้เสียชีวิต ขณะที่อิสราเอลจะตอบแทนด้วยการปล่อยตัวผู้ต้องขังชาวปาเลสไตน์จำนวน 1,170 คนที่ถูกกักขังตั้งแต่เริ่มสงคราม และผู้ต้องโทษตลอดชีวิตอีก 250 คน

แผนข้อตกลงยังเสนอให้จัดตั้ง “คณะกรรมการสันติภาพ” (Board of Peace) โดยมีทรัมป์เป็นประธาน และรวมผู้นำนานาชาติคนอื่นๆ เช่น นายโทนี แบลร์ อดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษ เพื่อกำกับดูแลการฟื้นฟูและพัฒนาพื้นที่ อย่างไรก็ตาม แผนนี้ไม่ได้ระบุเส้นทางชัดเจนไปสู่การจัดตั้งรัฐปาเลสไตน์อย่างเป็นอิสระ แต่กลับเอื้อประโยชน์ต่อนโยบายของอิสราเอลมากกว่า ซึ่งกลายเป็นประเด็นขัดแย้งสำคัญในหมู่นักวิเคราะห์และฝ่ายที่สนับสนุนปาเลสไตน์

ผลกระทบและความเห็นจากนานาชาติ

การที่ทรัมป์ขีดเส้นตายให้กลุ่มฮามาสต้องรับแผนสันติภาพกาซาภายในวันอาทิตย์นี้ สร้างความกดดันมหาศาลต่อกลุ่มฮามาสและพันธมิตรในภูมิภาค เช่น อิหร่านและตุรกี ซึ่งอาจมองว่านโยบายนี้เป็นการแทรกแซงจากสหรัฐฯ ที่ลำเอียงไปทางอิสราเอล ในขณะเดียวกัน ผู้นำอาหรับบางประเทศ เช่น ซาอุดีอาระเบียและอียิปต์ ได้แสดงความยินดีกับแนวทางนี้ เพราะหวังว่าจะนำไปสู่เสถียรภาพในภูมิภาค

จากมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การประกาศเส้นตายนี้อาจเป็นกลยุทธ์เจรจาของทรัมป์ที่ชาญฉลาด เพื่อบีบให้ทุกฝ่ายยอมรับข้อตกลง โดยเฉพาะในช่วงที่กาซากำลังเผชิญกับการโจมตีทางทหารจากอิสราเอลที่เข้มข้นขึ้น อย่างไรก็ตาม หากฮามาสปฏิเสธ แผนนี้อาจนำไปสู่การขยายความขัดแย้ง ทำให้เกิดผู้ลี้ภัยเพิ่มขึ้นและกระทบต่อเศรษฐกิจโลกผ่านราคาน้ำมันที่ผันผวน

นอกจากนี้ แผนสันติภาพยังรวมถึงการลงทุนมหาศาลในการฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานของกาซา เช่น การสร้างโรงพยาบาล โรงเรียน และระบบน้ำประปา โดยมีงบประมาณจากสหรัฐฯ และชาติพันธมิตร ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดความทุกข์ทรมานของชาวปาเลสไตน์กว่า 2 ล้านคนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่แคบๆ นี้

  • ข้อดีของแผน: สร้างโอกาสหยุดยิงและความช่วยเหลือทันที
  • ข้อเสีย: ขาดการรับประกันสิทธิปาเลสไตน์ในระยะยาว
  • ผลกระทบ: อาจเปลี่ยนสมดุลอำนาจในตะวันออกกลาง

ในฐานะนักวิเคราะห์ สิ่งที่น่าสนใจคือ ทรัมป์กำลังใช้บทบาทผู้นำสหรัฐฯ เพื่อผลักดันวิสัยทัศน์ของตัวเอง ซึ่งคล้ายกับข้อตกลงอับราฮัมที่ผ่านมา หากสำเร็จ จะเป็นชัยชนะทางการเมืองครั้งใหญ่ แต่หากล้มเหลว อาจทำให้สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลง ผู้สนใจควรติดตามพัฒนาการอย่างใกล้ชิด เพราะนี่อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ

คุณคิดอย่างไรกับแผนสันติภาพนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับสถานการณ์ในกาซา

ที่มา – ทรัมป์ขีดเส้นตาย กลุ่มฮามาสต้องรับแผนสันติภาพกาซา ภายในวันอาทิตย์

ทรัมป์ขีดเส้นตาย ให้เวลาฮามาส 3-4 วัน ตอบรับแผนสันติภาพกาซา

ในสถานการณ์ตึงเครียดของตะวันออกกลางที่กำลังร้อนระอุ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ออกมาแสดงจุดยืนที่ชัดเจนด้วย ทรัมป์ขีดเส้นตาย ให้เวลาฮามาส 3-4 วัน ตอบรับแผนสันติภาพกาซา ซึ่งเป็นข่าวใหญ่ที่โลกกำลังจับตามอง ข่าวนี้ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงความพยายามในการยุติความขัดแย้งในฉนวนกาซาเท่านั้น แต่ยังแสดงให้เห็นถึงบทบาทของสหรัฐฯ ในการเป็นตัวกลางสำคัญในการเจรจาสันติภาพ

ทรัมป์ขีดเส้นตาย ให้เวลาฮามาส 3-4 วัน ตอบรับแผนสันติภาพกาซา

เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2568 ทรัมป์ได้พูดคุยกับผู้สื่อข่าวขณะออกจากทำเนียบขาว โดยระบุว่าทีมเจรจาจะให้เวลากลุ่มฮามาสเพียง 3-4 วันในการพิจารณาและตอบรับข้อเสนอสันติภาพสำหรับฉนวนกาซา แผนนี้ได้รับการเห็นชอบจากนายกรัฐมนตรีอิสราเอล เบนจามิน เนทันยาฮู เมื่อวันก่อนหน้า ทรัมป์ย้ำชัดว่าหากฮามาสปฏิเสธ จะนำไปสู่ “จุดจบที่น่าเศร้ามาก” สำหรับกลุ่มนี้

“เราจะให้เวลาประมาณ 3 หรือ 4 วัน เราจะรอดูว่าจะเป็นอย่างไร ประเทศอาหรับทุกประเทศลงนามแล้ว ประเทศมุสลิมทุกประเทศลงนามแล้ว อิสราเอลก็ลงนามแล้ว” ทรัมป์กล่าว นี่คือสัญญาณว่าความเห็นพ้องต้องกันจากนานาชาติกำลังรอคำตอบจากฮามาสเท่านั้น

รายละเอียดของแผนสันติภาพกาซา

แผนสันติภาพนี้ประกอบด้วย 20 ข้อหลัก โดยเรียกร้องให้มีการหยุดยิงทันทีในฉนวนกาซา ตามด้วยการปล่อยตัวประกันทั้งหมดจากฝั่งฮามาสภายใน 72 ชั่วโมงหลังข้อตกลงมีผลบังคับใช้ นอกจากนี้ อิสราเอลจะถอนกำลังทหารออกจากกาซาอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่จุดที่อาจเป็นอุปสรรคใหญ่คือการเรียกร้องให้ฮามาสปลดอาวุธทั้งหมด ซึ่งกลุ่มนี้เคยปฏิเสธมาแล้ว เว้นแต่จะมีการจัดตั้งรัฐปาเลสไตน์ที่มีอธิปไตยอย่างแท้จริง

  • หยุดยิงทันทีเพื่อยุติความรุนแรง
  • ปล่อยตัวประกัน 100% ภายใน 72 ชั่วโมง
  • ถอนทหารอิสราเอลแบบค่อยเป็นค่อยไป
  • ปลดอาวุธฮามาส โดยมีเงื่อนไขเรื่องรัฐปาเลสไตน์
  • การสนับสนุนจากนานาชาติในการฟื้นฟูกาซา

อย่างไรก็ตาม วิดีโอภาษาฮีบรูของเนทันยาฮูที่เผยแพร่หลังการแถลงข่าว ทำให้เกิดความสงสัยเพิ่มขึ้น เพราะเขายืนยันว่ากองทัพอิสราเอลจะยังคงประจำการในพื้นที่ส่วนใหญ่ของกาซา นี่อาจเป็นจุดที่ทำให้ฮามาสลังเลในการตอบรับ

ด้านกระทรวงการต่างประเทศไทยกาตาร์ ซึ่งเป็นตัวกลางสำคัญในการเจรจา ระบุว่าฮามาสกำลังศึกษาข้อเสนออย่างละเอียด และอาจต้องใช้เวลาหลายวันในการตัดสินใจ การเจรจาครั้งนี้ถือเป็นความหวังล่าสุดในการยุติสงครามที่ยืดเยื้อมานาน โดยทรัมป์เชื่อว่าการสิ้นสุดสงครามใกล้เข้ามาแล้วมากกว่าที่เคย

ผลกระทบหากฮามาสปฏิเสธ

หากฮามาสไม่ตอบรับ ทรัมป์ขีดเส้นตาย ให้เวลาฮามาส 3-4 วัน ตอบรับแผนสันติภาพกาซา อาจนำไปสู่การดำเนินการทางทหารที่รุนแรงยิ่งขึ้นจากอิสราเอล ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ สถานการณ์ในกาซาปัจจุบันเต็มไปด้วยความทุกข์ทรมานของประชาชนนับล้าน การหยุดยิงจะช่วยให้มีการส่งความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมได้ทันที และเปิดทางให้การฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานที่ถูกทำลาย

นอกจากนี้ แผนนี้ยังได้รับการหนุนหลังจากประเทศอาหรับและมุสลิมจำนวนมาก ซึ่งแสดงถึงการเปลี่ยนแปลงในภูมิทัศน์การเมืองตะวันออกกลาง ทรัมป์หวังว่าความกดดันจากนานาชาติจะทำให้ฮามาสยอมรับ เพื่อหลีกเลี่ยงจุดจบที่น่าเศร้า

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การเจรจาครั้งนี้มีโอกาสสำเร็จสูง หากฮามาสมองเห็นประโยชน์ระยะยาว แต่ความไม่ไว้วางใจระหว่างฝ่ายต่างๆ ยังคงเป็นอุปสรรคใหญ่ ผู้ติดตามข่าวสารต่างประเทศควรจับตาการตอบรับจากฮามาสในอีกไม่กี่วันข้างหน้า

สุดท้ายนี้ หากคุณสนใจข่าวต่างประเทศเพิ่มเติม สามารถติดตามได้ที่ ข่าวต่างประเทศไทยรัฐ เพื่ออัปเดตล่าสุด

ที่มา – ทรัมป์ขีดเส้นตาย ให้เวลาฮามาส 3-4 วัน ตอบรับแผนสันติภาพกาซา

ทรัมป์-เนทันยาฮู ตกลงแผนสันติภาพกาซาฉบับใหม่ ขู่ฮามาสให้ยอมรับ

ทรัมป์-เนทันยาฮู ตกลงแผนสันติภาพกาซาฉบับใหม่ ขู่ฮามาสให้ยอมรับ

ในสถานการณ์ตึงเครียดที่ฉนวนกาซาเผชิญมานาน ทรัมป์-เนทันยาฮู ตกลงแผนสันติภาพกาซาฉบับใหม่ ขู่ฮามาสให้ยอมรับ กลายเป็นข่าวใหญ่ที่โลกทั้งใบจับตามอง เมื่อไม่กี่วันก่อน โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ และเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ได้หารือกันอย่างเข้มข้น และประกาศเห็นชอบกับแผนสันติภาพฉบับใหม่นี้ ซึ่งมีจุดมุ่งหมายเพื่อยุติสงครามและนำความสงบสุขกลับสู่ภูมิภาค

แผนสันติภาพกาซาฉบับใหม่นี้ ประกอบด้วย 20 ข้อหลักที่ครอบคลุมหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นการหยุดยิงทันที การปล่อยตัวประกัน และการพัฒนาเศรษฐกิจในอนาคต สำหรับทรัมป์-เนทันยาฮู ตกลงแผนสันติภาพกาซาฉบับใหม่ ขู่ฮามาสให้ยอมรับ นับเป็นก้าวสำคัญที่อาจเปลี่ยนโฉมหน้าความขัดแย้งในตะวันออกกลาง หากฮามาสยอมรับข้อเสนอนี้

ทรัมป์-เนทันยาฮู ตกลงแผนสันติภาพกาซาฉบับใหม่ ขู่ฮามาสให้ยอมรับ: รายละเอียดหลักของข้อเสนอ

ทรัมป์ประกาศในแถลงข่าวที่ทำเนียบขาวเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2568 ว่า เขาเข้าใกล้ข้อตกลงเพื่อยุติสงครามในกาซาแล้ว หลังจากพบปะกับเนทันยาฮู แผนนี้เริ่มต้นด้วยการหยุดปฏิบัติการทางทหารในทันที และแช่แข็งเส้นแนวหน้าการปะทะไว้ ณ จุดเดิม เพื่อป้องกันการปะทะเพิ่มเติม

ภายใต้ข้อตกลง กลุ่มฮามาสต้องวางอาวุธทั้งหมด โดยเฉพาะอาวุธสำหรับโจมตีที่จะถูกทำลายทิ้ง นอกจากนี้ ฮามาสต้องปล่อยตัวประกันที่ยังมีชีวิตอีก 20 คน และคืนร่างประกันที่เสียชีวิต 28 รายให้อิสราเอลภายใน 72 ชั่วโมง เมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการนี้ อิสราเอลจะตอบแทนด้วยการปล่อยนักโทษชาวปาเลสไตน์หลายร้อยคน ซึ่งจะช่วยลดความตึงเครียดได้อย่างมาก

การบริหารและพัฒนากาซาในอนาคต

ข้อตกลงยังกำหนดให้ เมื่อทุกฝ่ายเห็นชอบ ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมจะไหลเข้าสู่กาซาเต็มรูปแบบทันที สำหรับการบริหารในระยะยาว สหรัฐฯ เสนอคณะกรรมการปาเลสไตน์ที่เป็นนักวิชาการและไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด มาบริหารชั่วคราว ภายใต้การกำกับของคณะกรรมการสันติภาพ (Board of Peace) โดยมีทรัมป์เป็นประธาน นายโทนี แบลร์ อดีตนายกฯ สหราชอาณาจักร และผู้นำคนอื่นๆ จะเข้าร่วมด้วย ฮามาสจะไม่มีบทบาทใดๆ ในการบริหาร ไม่ว่าจะโดยตรงหรือทางอ้อม

  • แผนพัฒนาเศรษฐกิจ: มุ่งเน้นการสร้างกาซาขึ้นใหม่ ด้วยการลงทุนจากนานาชาติ
  • การถอนกำลัง: อิสราเอลจะทยอยถอนกองกำลังออกจากกาซาเป็นขั้นตอน
  • ไม่ยึดครองหรือผนวก: อิสราเอลยืนยันไม่ครอบครองดินแดนปาเลสไตน์
  • เปิดทางสู่รัฐปาเลสไตน์: แผนนี้ปูทางสู่การจัดตั้งรัฐเอกราชในที่สุด

เนทันยาฮูเตือนฮามาสอย่างชัดเจนว่า หากปฏิเสธแผนนี้ อิสราเอลจะดำเนินการกำจัดกลุ่มให้สิ้นซาก ทรัมป์ยืนยันสนับสนุนอิสราเอลเต็มที่ แหล่งข่าวปาเลสไตน์ระบุว่า ฮามาสเพิ่งได้รับข้อเสนอผ่านตัวกลางจากกาตาร์และอียิปต์ แต่ยังไม่มีท่าทีชัดเจน นอกจากนี้ เนทันยาฮูยังโทรศัพท์หานายกฯ กาตาร์เพื่อขอโทษกรณีโจมตีทางอากาศที่โดฮาเมื่อเดือนที่แล้ว ซึ่งช่วยคลายความตึงเครียดระหว่างฝ่าย

ทรัมป์-เนทันยาฮู ตกลงแผนสันติภาพกาซาฉบับใหม่ ขู่ฮามาสให้ยอมรับ กำลังเป็นประเด็นร้อนที่อาจนำไปสู่สันติภาพแท้จริงหรือไม่? แผนนี้ดูครอบคลุมและสมดุล แต่ความสำเร็จขึ้นอยู่กับการยอมรับจากทุกฝ่าย โดยเฉพาะฮามาสที่อาจมองว่าเป็นการกดดันมากเกินไป

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ แผนนี้มีโอกาสสูงหากมีการเจรจาเพิ่มเติม เพราะรวมทั้งด้านมนุษยธรรม เศรษฐกิจ และการเมืองไว้ครบถ้วน ผู้ที่สนใจสถานการณ์ตะวันออกกลางควรติดตามพัฒนาการต่อไป เพื่อเข้าใจว่ามันจะส่งผลกระทบอย่างไรต่อโลก

คุณคิดอย่างไรกับแผนสันติภาพนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อกระจายข้อมูลที่เป็นประโยชน์

ที่มา – ทรัมป์-เนทันยาฮู ตกลงแผนสันติภาพกาซาฉบับใหม่ ขู่ฮามาสให้ยอมรับ

ฮามาสขออิสราเอลหยุดโจมตี อ้างตัวประกันหาย 2 คน

ฮามาสขออิสราเอลหยุดโจมตี อ้างตัวประกันหาย 2 คน-กำลังค้นหา เป็นข่าวร้อนที่กำลังเป็นที่สนใจของคนทั่วโลก โดยเฉพาะในตะวันออกกลางที่สถานการณ์ยังคงตึงเครียด ล่าสุด กลุ่มฮามาสออกมาเรียกร้องให้กองทัพอิสราเอลหยุดปฏิบัติการทางทหารชั่วคราว เพื่อให้พวกเขาสามารถค้นหาตัวประกันที่หายสัญญาณไปได้

ฮามาสขออิสราเอลหยุดโจมตี อ้างตัวประกันหาย 2 คน-กำลังค้นหา

ตามรายงานจากสำนักข่าวต่างประเทศ กลุ่มฮามาสได้ออกแถลงการณ์เมื่อวันอาทิตย์ที่ 28 กันยายน 2568 โดยระบุว่าพวกเขาขาดการติดต่อกับตัวประกันชาวอิสราเอล 2 คน และกำลังดำเนินการค้นหาอยู่ ดังนั้นจึงขอให้อิสราเอลหยุดโจมตีทางอากาศและถอนกำลังจากบางพื้นที่ในเมืองกาซาซิตี้ชั่วคราว เพื่อไม่ให้ชีวิตของตัวประกันตกอยู่ในอันตรายมากยิ่งขึ้น

กองกำลังเอซเซดีน อัล-คาซซาม ซึ่งเป็นแขนขวาทางทหารของฮามาส ระบุในแถลงการณ์ว่า “ชีวิตของนักโทษ 2 คนกำลังตกอยู่ในอันตรายอย่างแท้จริง” และเรียกร้องให้กองทัพอิสราเอลถอนกำลังไปทางตอนใต้ของถนนหมายเลข 8 ทันที รวมถึงหยุดปฏิบัติการทางอากาศเป็นเวลา 24 ชั่วโมง เริ่มตั้งแต่เวลา 18.00 น. ของวันนั้น เพื่อเปิดโอกาสให้ดำเนินการช่วยเหลือตัวประกันได้

สาเหตุที่ฮามาสขออิสราเอลหยุดโจมตี

ฮามาสอ้างว่าการขาดการติดต่อกับตัวประกันทั้งสองเกิดจากการโจมตีทางทหารของอิสราเอลในย่านทางตอนใต้ของเมืองกาซาซิตี้ ในช่วง 48 ชั่วโมงที่ผ่านมา ซึ่งรวมถึงการยกระดับโจมตีทั้งทางอากาศและภาคพื้นดิน สถานการณ์นี้ทำให้เกิดความสับสนและอันตรายต่อตัวประกันที่ถูกกักไว้ นอกจากนี้ ฮามาสเคยประกาศเรื่องการขาดการติดต่อกับตัวประกันรายอื่นมาก่อนหน้านี้ เช่น ชาวอเมริกันเชื้อสายอิสราเอลที่ต่อมาถูกปล่อยตัวในไม่กี่วันหลังจากนั้น

สงครามในฉนวนกาซานี้เริ่มต้นจากการโจมตีของฮามาสต่ออิสราเอลเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2566 ซึ่งนำไปสู่การเสียชีวิตของชาวอิสราเอล 1,219 ราย ส่วนใหญ่เป็นพลเรือน และมีผู้ถูกลักพาตัวไป 251 คน ปัจจุบันยังมีตัวประกัน 47 คนที่เหลืออยู่ในเงื้อมมือของฮามาส ขณะที่การตอบโต้ของอิสราเอลทำให้มีผู้เสียชีวิตในกาซาอย่างน้อย 66,005 ราย โดยส่วนใหญ่เป็นพลเรือน สถานการณ์นี้ได้รับการประณามจากนานาชาติอย่างกว้างขวาง

ปฏิกิริยาจากฝั่งอิสราเอลและสถานการณ์โดยรวม

นายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ได้กล่าวในที่ประชุมสหประชาชาติว่า เขาจะ “ทำงานให้เสร็จสิ้น” ในการกำจัดกลุ่มฮามาส แม้จะเผชิญแรงกดดันจากทั่วโลกหลังจากที่อิสราเอลยกระดับการโจมตีในกาซาซิตี้ การเรียกร้องของฮามาสครั้งนี้จึงยิ่งทำให้สถานการณ์ซับซ้อนมากขึ้น โดยทั้งสองฝ่ายยังคงยึดมั่นในจุดยืนของตน

นอกจากนี้ การขาดการติดต่อกับตัวประกันยังจุดประกายให้เกิดคำถามเกี่ยวกับความปลอดภัยของผู้ที่ถูกกักตัว และบทบาทของปฏิบัติการทางทหารในการทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงระหว่างประเทศชี้ว่า การหยุดยิงชั่วคราวอาจเป็นทางออกที่ช่วยลดความสูญเสียทางชีวิตได้ แม้จะเป็นเพียงชั่วคราวก็ตาม

ผลกระทบต่อประชาชนในกาซา

ประชาชนในฉนวนกาซาต้องเผชิญกับความทุกข์ทรมานอย่างหนักจากสงครามที่ยืดเยื้อนี้ การโจมตีทางอากาศและภาคพื้นดินไม่เพียงแต่คุกคามตัวประกันเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อชีวิตพลเรือนนับหมื่นคน องค์กรสิทธิมนุษยชนอย่าง Amnesty International และ Human Rights Watch ได้เรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะการปกป้องพลเรือนและตัวประกัน

ในมุมมองของนักวิเคราะห์ การเรียกร้องให้หยุดโจมตีของฮามาสอาจเป็นกลยุทธ์เพื่อซื้อเวลาและต่อรอง แต่ก็สะท้อนถึงความกังวลที่แท้จริงต่อชีวิตตัวประกัน ขณะที่อิสราเอลมุ่งมั่นในการกำจัดภัยคุกคามจากฮามาส สงครามครั้งนี้ยังไม่มีทีท่าจะยุติลงในเร็ววัน

เพื่อติดตามพัฒนาการของสถานการณ์ ฮามาสขออิสราเอลหยุดโจมตี อ้างตัวประกันหาย 2 คน-กำลังค้นหา อย่าลืมติดตามข่าวสารจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ เพราะข้อมูลที่อัปเดตจะช่วยให้เราเข้าใจบริบทได้ดีขึ้น หากคุณสนใจประเด็นนี้ ลองแบ่งปันความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองกัน

ที่มา – ฮามาสขออิสราเอลหยุดโจมตี อ้างตัวประกันหาย 2 คน-กำลังค้นหา

Scroll to top