อียู

อียูเตรียมเสนอจำกัดการใช้โซเชียลมีเดียของเด็กแบบค่อยเป็นค่อยไป

อียูเตรียมเสนอจำกัดการใช้โซเชียลมีเดียของเด็กแบบค่อยเป็นค่อยไป

ในยุคที่โลกดิจิทัลเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของทุกคนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ประเด็นเรื่องความปลอดภัยของเยาวชนในการเข้าถึงสื่อสังคมออนไลน์จึงกลายเป็นหัวข้อสำคัญระดับโลก ล่าสุด ทางสหภาพยุโรปได้ออกมาเคลื่อนไหวครั้งสำคัญ โดยอียูเตรียมเสนอจำกัดการใช้โซเชียลมีเดียของเด็กแบบค่อยเป็นค่อยไป เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมออนไลน์ที่ปลอดภัยมากขึ้นสำหรับลูกหลานของเรา

นางเออร์ซูลา ฟอน แดร์ ไลเอิน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป ได้เปิดเผยถึงร่างกฎหมายนี้ว่าจะใช้แนวทางที่เป็นขั้นเป็นตอนตามช่วงอายุ เพื่อป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพจิตและการเสพติดโซเชียลมีเดียที่กำลังเป็นปัญหาหนักในกลุ่มวัยรุ่นทั่วโลก

รายละเอียดมาตรการของ อียูเตรียมเสนอจำกัดการใช้โซเชียลมีเดียของเด็กแบบค่อยเป็นค่อยไป

ข้อเสนอแนะจากคณะผู้เชี่ยวชาญของยุโรปได้แบ่งข้อกำหนดการใช้งานอุปกรณ์ดิจิทัลเป็น 3 กลุ่มหลัก ดังนี้:

  • กลุ่มทารกและเด็กเล็ก: ห้ามไม่ให้เข้าถึงหน้าจอโดยเด็ดขาดเพื่อพัฒนาการที่สมวัย
  • กลุ่มเด็กอายุ 3-12 ปี: หากจะใช้งานต้องอยู่ภายใต้การดูแลของผู้ปกครองอย่างใกล้ชิด
  • กลุ่มวัยรุ่น 13-18 ปี: สามารถใช้งานได้แต่ต้องมีฟีเจอร์ความปลอดภัยขั้นสูงตรวจสอบเสมอ

การที่อียูเตรียมเสนอจำกัดการใช้โซเชียลมีเดียของเด็กแบบค่อยเป็นค่อยไปในครั้งนี้ ไม่ใช่การห้ามใช้งานอย่างเบ็ดเสร็จ แต่เป็นการโยนภาระความรับผิดชอบให้บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าอัลกอริทึมของตนไม่จงใจสร้างพฤติกรรมเสพติดในกลุ่มเยาวชน หากแพลตฟอร์มใดเพิกเฉยต่อความปลอดภัยเหล่านี้ พวกเขาอาจต้องเผชิญกับบทลงโทษที่มีมูลค่ามหาศาล

ในมุมมองของผู้เขียน มาตรการของอียูถือเป็นก้าวสำคัญที่สะท้อนว่าโลกกำลังหันมาให้ราคากับความเป็นอยู่ที่ดีของเด็กมากกว่ากำไรทางธุรกิจของโซเชียลมีเดีย เราทุกคนในฐานะผู้ใช้งานและผู้ปกครองควรติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด เพราะสุดท้ายแล้ว เทคโนโลยีมีไว้เพื่อรับใช้มนุษย์ ไม่ใช่ให้มนุษย์ตกเป็นทาสของมัน

ที่มา – อียูเตรียมเสนอจำกัดการใช้โซเชียลมีเดียของเด็ก “แบบค่อยเป็นค่อยไป”

“อียู” ตั้งข้อหา “เมตา” เด็ก13ปี FB-IG ปรับ6%

ข่าวใหญ่ในวงการเทคโนโลยีมาอีกแล้วครับ! “อียู” ตั้งข้อหา “เมตา” ปล่อยเด็กต่ำกว่า 13 ปีเล่น เฟซบุ๊ก-IG เสี่ยงโดนปรับ 6% ของรายได้ทั่วโลก คณะกรรมาธิการยุโรปไม่ยอมแล้ว หลังสอบสวนนานกว่า 2 ปี พบว่าเมตาไม่ได้ป้องกันเด็กเล็กเข้าใช้แพลตฟอร์มอย่างจริงจัง ส่งผลให้เด็กๆ เสี่ยงเจอเนื้อหาไม่เหมาะสม กลั่นแกล้ง หรือแม้กระทั่งการล่วงละเมิด

“อียู” ตั้งข้อหา “เมตา” ปล่อยเด็กต่ำกว่า 13 ปีเล่น เฟซบุ๊ก-IG เสี่ยงโดนปรับ 6% ของรายได้ทั่วโลก

เฮนนา เวิร์คคูเนน กรรมาธิการด้านเทคโนโลยีของอียู บอกชัดเจนเลยว่ากฎของเมตาที่บอกผู้ใช้ต้องอายุ 13 ปีขึ้นไป มันเป็นแค่ “ตัวอักษรบนกระดาษ” ไม่มีระบบป้องกันจริง เด็กๆ แค่กรอกวันเกิดปลอมก็สร้างบัญชีได้สบายๆ นอกจากนี้ ระบบแจ้งรายงานเด็กที่เจอ ยังใช้งานยากสุดๆ ต้องคลิกถึง 7 ครั้งกว่าจะส่งได้! และเมตายังประเมินความเสี่ยงต่ำเกินไป ทั้งที่ข้อมูลยุโรปชี้ว่ามีเด็กอายุต่ำกว่า 13 ปี แอบเล่นถึง 10-12% เลยทีเดียว

ปัญหาหลักที่ทำให้ “อียู” ตั้งข้อหา “เมตา”

  • ระบบตรวจอายุอ่อนแอ: เด็กสร้างบัญชีง่าย ไม่มี AI หรือเครื่องมือตรวจจับที่มีประสิทธิภาพ
  • รายงานยาก: ผู้ใหญ่ที่เห็นเด็กเล่นต้องคลิกหลายขั้นตอน ส่งผลให้ไม่ค่อยมีคนแจ้ง
  • ประเมินความเสี่ยงต่ำ: เมตาไม่ยอมรับข้อมูลจริงจากทั่วยุโรป
  • เด็กเสี่ยงสูง: เจอบุลลี่ออนไลน์ เนื้อหาความรุนแรง หรือการถูก predator ล่า

หากข้อหายืนยัน เมตาโดนปรับหนักสุด 6% ของรายได้รวมทั่วโลกปีที่แล้ว เมตารายงานรายได้ 201,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 6.56 ล้านล้านบาท นั่นแปลว่าปรับได้สูงสุดกว่า 12,000 ล้านดอลลาร์ หรือเกือบ 400,000 ล้านบาทเลยนะครับ โหดมาก!

เมตาโต้กลับทันควัน โฆษกบอกว่าไม่เห็นด้วย มีระบบลบเด็กอายุไม่ถึงเกณฑ์ต่อเนื่อง และจะชี้แจงต่ออียูต่อไป แต่ดูท่าแล้วอียูจริงจังสุดๆ

กระแสกดดันทั่วโลกต่อโซเชียลมีเดีย

ไม่ใช่แค่อียูนะครับ ออสเตรเลียเพิ่งแบนโซเชียลให้เด็กต่ำกว่า 16 ปีไปเลย หลายประเทศยุโรปกำลังตามรอย อียูเองก็จะเปิดแอปตรวจอายุของตัวเองสิ้นปี 2026 นอกจากนี้ยังสอบเมตาเรื่องออกแบบแพลตฟอร์มทำให้ติดงอมแงม ส่งผลสุขภาพจิต เดือนที่แล้วตรวจ Pornhub ด้วย และ Snapchat กำลังโดนสอบเรื่องคุ้มครองเด็กเหมือนกัน

แม้รัฐบาลทรัมป์จะวิจารณ์ แต่ อียูยืนยันว่านี่คืออาวุธทางกฎหมายจำเป็น เพื่อควบคุมยักษ์เทคที่ล้นเกิน และปกป้องเด็กยุคใหม่

ในมุมผมคิดว่านี่เป็นสัญญาณดีครับ พ่อแม่อย่างเราต้องตื่นตัว คุยกับลูกเรื่องออนไลน์ให้มากขึ้น ใช้เครื่องมือ parental control และเลือกแพลตฟอร์มที่ปลอดภัย คุณล่ะคิดยังไงกับเรื่อง “อียู” ตั้งข้อหา “เมตา” ครั้งนี้? คอมเมนต์มาบอกกันหน่อย และอย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ที่มีลูกเล็กได้อ่านด้วยนะครับ จะได้ช่วยกันปกป้องเด็กๆ!

ที่มา – “อียู” ตั้งข้อหา “เมตา” ปล่อยเด็กต่ำกว่า 13 ปีเล่น เฟซบุ๊ก-IG เสี่ยงโดนปรับ 6% ของรายได้ทั่วโลก

เลือกตั้งฮังการี ฝ่ายค้านกวาดชัยชนะ ปิดฉากออร์บาน

เลือกตั้งฮังการี ฝ่ายค้านกวาดชัยชนะ ถล่มทลาย สร้างความฮือฮาไปทั่วโลก! หลังจากครองอำนาจมานานถึง 16 ปี นายกรัฐมนตรีวิคเตอร์ ออร์บาน ก็ต้องพ่ายแพ้ให้กับพรรคฝ่ายค้าน Tisza ที่นำโดยนายปีเตอร์ มาจยาร์ ชัยชนะครั้งนี้ไม่เพียงปิดฉากยุคสมัยของออร์บาน แต่ยังเปลี่ยนทิศทางนโยบายของฮังการีอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะความสัมพันธ์กับสหภาพยุโรป (EU) และพันธมิตรอย่างโดนัลด์ ทรัมป์

เลือกตั้งฮังการี ฝ่ายค้านกวาดชัยชนะ ผลคะแนนถล่มทลาย

วันที่ 13 เมษายน 2569 คณะกรรมการการเลือกตั้งฮังการีประกาศผลนับคะแนนเกือบ 98% พรรค Tisza ซึ่งเป็นพรรคกลางขวา คว้าคะแนนเสียง 53.6% ได้ที่นั่งในสภาถึง 138 จาก 199 ที่นั่ง หรือมากกว่า 2 ใน 3 ซึ่งเพียงพอที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ทันที ในทางตรงกันข้าม พรรค Fidesz ของออร์บาน ได้เพียง 37.8% และ 55 ที่นั่ง ถือเป็นความพ่ายแพ้ครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่เข้ามามีอำนาจเมื่อ 16 ปีก่อน

เลือกตั้งฮังการี ฝ่ายค้านกวาดชัยชนะ

ปฏิกิริยาจากผู้นำทั้งสองฝ่าย

นายวิคเตอร์ ออร์บาน ออกแถลงยอมรับความพ่ายแพ้ทันทีที่ผลชัดเจน ขณะที่นายปีเตอร์ มาจยาร์ โพสต์ในโซเชียลมีเดียว่า ออร์บานโทรมาขอแสดงความยินดีแล้ว ก่อนขึ้นเวทีปราศรัยต่อผู้สนับสนุนนับหมื่นริมแม่น้ำดานูบ ในกรุงบูดาเปสต์ โดยกล่าวว่า “คืนนี้ ความจริงเอาชนะคำโกหก” และชัยชนะนี้คือฉันทามติทางประวัติศาสตร์ของประชาชนฮังการี

การเลือกตั้งครั้งนี้มีผู้มาใช้สิทธิสูงสุดเป็นประวัติการณ์กว่า 77% ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดนับตั้งแต่ฮังการีเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยหลังยุคคอมมิวนิสต์ในปี 2533 หลายหน่วยเลือกตั้งต้องขยายเวลาจนดึกเพื่อรองรับคิวยาวเหยียด

พื้นหลังการเมืองฮังการีและสาเหตุชัยชนะ

วิคเตอร์ ออร์บาน ขึ้นสู่อำนาจตั้งแต่ปี 2552 ด้วยนโยบายชาตินิยม ต่อต้าน移民 และท้าทาย EU ในประเด็นยูเครนและ LGBTQ+ เขาได้รับฉายา “ผู้นำเผด็จการแบบอิลลิเบอรัล” และเป็นพันธมิตรใกล้ชิดกับทรัมป์และปูติน แต่ช่วงหลังเผชิญ скандалคอร์รัปชัน เศรษฐกิจถดถอยจากเงินเฟ้อ และความไม่พอใจจากประชาชน

ปีเตอร์ มาจยาร์ อดีตสมาชิก Fidesz ที่ลาออกเพราะไม่เห็นด้วยกับออร์บาน ก่อตั้ง Tisza เมื่อปีที่แล้ว ด้วยแคมเปญต่อต้านคอร์รัปชันและฟื้นฟูประชาธิปไตย ดึงดูดทั้งฝ่ายขวากลางและไม่พอใจ Fidesz ทำให้กวาดชัยแบบไม่คาดคิด

  • คะแนน Tisza: 53.6% (138 ที่นั่ง)
  • คะแนน Fidesz: 37.8% (55 ที่นั่ง)
  • ผู้มาใช้สิทธิ: 77% สูงสุดในประวัติศาสตร์
  • ผลกระทบ: สามารถแก้รัฐธรรมนูญได้

ผลกระทบต่อการเมืองโลก

เลือกตั้งฮังการี ฝ่ายค้านกวาดชัยชนะ ส่งผลสะเทือนไปทั่ว โดยเฉพาะกลุ่มผู้นำขวาจัด ออร์บานเป็น “ทรัมป์แห่งยุโรป” ที่สนับสนุนทรัมป์และขัดขวางความช่วยเหลือยูเครน ทำให้ EU ลำบากใจ การเปลี่ยนรัฐบาลใหม่น่าจะปรับปรุงสัมพันธ์ EU เปิดทางเงินทุน และลดการพึ่งรัสเซีย นอกจากนี้ ยังเป็นสัญญาณบวกให้ฝ่ายค้านในโปแลนด์ สโลวาเกีย และเยอรมนี

สำหรับทรัมป์ที่อาจกลับมาปกครองสหรัฐฯ ปีหน้า การสูญเสียพันธมิตรสำคัญในยุโรปอาจทำให้ยุทธศาสตร์ขวาจัดอ่อนแอลง ขณะที่ปูตินก็เสียเสียงสนับสนุนใน EU

ชัยชนะครั้งนี้พิสูจน์ว่าประชาชนฮังการีต้องการการเปลี่ยนแปลง ในยุคที่ประชานิยมครองโลก มันเป็นแสงสว่างให้ความหวังแก่ประชาธิปไตย คุณคิดอย่างไรกับเหตุการณ์นี้? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวการเมืองโลกกับเราต่อไปเพื่อไม่พลาดอัปเดตสำคัญ!

ที่มา – เลือกตั้งฮังการี ฝ่ายค้านกวาดชัยชนะ ปิดฉาก 16 ปี “วิคเตอร์ ออร์บาน” พันธมิตรคนสำคัญของทรัมป์

ปูตินเสนอยูเครน ยกดอนบาส ไม่ร่วมนาโต ถอนทัพ

แหล่งข่าวระบุว่า ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ได้ยื่นข้อเสนอให้ยูเครนยอมยกดินแดนในภูมิภาคดอนบาสทั้งหมด พร้อมทั้งยกเลิกความพยายามที่จะเข้าร่วมองค์การนาโต และห้ามกองกำลังจากชาติตะวันตกเข้ามาในยูเครน ในขณะที่เจ้าหน้าที่จากสหภาพยุโรป (EU) เตือนว่าอย่าวางใจข้อเสนอดังกล่าว

รายงานจากแหล่งข่าวที่ใกล้ชิดกับรัฐบาลรัสเซีย เผยว่า รัสเซียได้เสนอเงื่อนไขใหม่เพื่อยุติสงครามในยูเครน ภายหลังจากการประชุมสุดยอดระหว่างประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่รัฐอะแลสกา เมื่อวันที่ 15 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยปูตินได้เรียกร้องให้ยูเครนยกภูมิภาคดอนบาสทั้งหมดให้กับรัสเซีย รวมถึงการยกเลิกความพยายามที่จะเข้าร่วมองค์การนาโต รักษาความเป็นกลาง และห้ามกองกำลังทหารจากชาติตะวันตกเข้ามาประจำการในประเทศ

การประชุมครั้งนี้ถือเป็นการพบปะระดับสูงสุดระหว่างรัสเซียและสหรัฐฯ ในรอบกว่า 4 ปี โดยผู้นำทั้งสองใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง ในการหารือถึงแนวทางการประนีประนอมเพื่อยุติสงครามในยูเครน แม้ว่าจะไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดมากนักในการแถลงข่าวภายหลังการประชุม แต่แหล่งข่าวระบุว่า ปูตินแสดงท่าทีที่พร้อมจะปรับลดข้อเรียกร้องบางส่วนเมื่อเปรียบเทียบกับข้อเสนอเดิมในปี 2024

ข้อเสนอล่าสุดจากรัสเซียยังคงยืนยันให้ยูเครนสละพื้นที่ในภูมิภาคดอนบาสที่ยังอยู่ภายใต้การควบคุม แต่ในทางกลับกัน รัสเซียพร้อมที่จะหยุดการรุกคืบในแคว้นซาโปริชเชียและเคอร์ซอน และอาจจะคืนพื้นที่เล็กน้อยที่ได้ครอบครองในแคว้นคาร์คิฟ ซูมี และดนีโปรเปตรอฟสค์ ให้กับยูเครน ข้อมูลจากสหรัฐฯ ระบุว่า ปัจจุบันรัสเซียครอบครองพื้นที่ 88% ของดอนบาส และ 73% ของซาโปริชเชียและเคอร์ซอน

อย่างไรก็ตาม ข้อเรียกร้องสำคัญอื่น ๆ ของปูตินยังคงไม่เปลี่ยนแปลง ทั้งการห้ามยูเครนเข้าร่วมนาโต การจำกัดกองทัพยูเครน และการรับรองอย่างเป็นทางการว่าจะไม่มีกำลังจากชาติตะวันตกเข้ามาประจำการในยูเครน ในขณะที่รัฐบาลเคียวยังคงยืนยันว่าจะไม่ยอมถอนตัวออกจากดินแดนที่ได้รับการยอมรับตามกฎหมายระหว่างประเทศ

ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี กล่าวว่า ภูมิภาคดอนบาสเป็นปราการสำคัญในการสกัดกั้นรัสเซียและไม่สามารถสละได้ พร้อมย้ำว่ายูเครนมีเป้าหมายตามรัฐธรรมนูญในการเข้าร่วมนาโต และเรื่องนี้ไม่ใช่สิ่งที่รัสเซียมีสิทธิ์ที่จะกำหนด ในขณะที่ทำเนียบขาวและนาโตยังไม่ได้แสดงความคิดเห็นต่อข้อเสนอนี้

ด้านนักการทูตระดับสูงของสหภาพยุโรป (EU) ได้ออกมาเตือนว่าไม่ควรกดดันให้ยูเครนยอมยกดินแดนให้กับรัสเซีย ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงสันติภาพในอนาคต

ในการให้สัมภาษณ์ครั้งแรกนับตั้งแต่ผู้นำสหภาพยุโรปเข้าร่วมในการเจรจาสันติภาพระหว่างโดนัลด์ ทรัมป์ กับยูเครนที่ทำเนียบขาว คายา คัลลาส กล่าวกับรายการทูเดย์ของบีบีซีว่า การปล่อยให้รัสเซียยึดครองดินแดนของยูเครนเป็น “กับดักที่ปูตินต้องการให้เราเดินเข้าไป” เธอยอมรับว่ายังไม่มี “ขั้นตอนที่เป็นรูปธรรม” มากนักสำหรับการใช้กำลังยับยั้งในขั้นตอนการเจรจานี้

เธอกล่าวว่าเป็นหน้าที่ของรัฐสมาชิกของ “พันธมิตรผู้สนับสนุนยูเครนสู่สันติภาพ” ที่จะกำหนดว่าพวกเขาสามารถมีส่วนร่วมได้มากเพียงใด และยังไม่ชัดเจนว่ากองกำลังเหล่านี้จะปฏิบัติการในฐานะใด

แม้รัสเซียยังคงควบคุมพื้นที่ในยูเครนราว 1 ใน 5 แต่แหล่งข่าวที่ใกล้ชิดกับรัฐบาลรัสเซียมองว่าการประชุมที่รัฐอะแลสกาอาจเป็นโอกาสที่ดีที่สุดในการเจรจาสันติภาพตั้งแต่สงครามเริ่มต้น อย่างไรก็ตาม ปัญหาหลักยังคงอยู่ที่การยอมรับของยูเครนและท่าทีของสหรัฐฯ รวมถึงข้อกังขาต่อความชอบธรรมของเซเลนสกี ซึ่งปูตินตั้งคำถามซ้ำ ๆ หลังจากวาระการดำรงตำแหน่งของเขาหมดไปตั้งแต่กลางปี 2024 แต่ยูเครนยืนยันว่าเซเลนสกี ยังคงเป็นประธานาธิบดีโดยชอบธรรม

ผู้นำยุโรปอย่างอังกฤษ ฝรั่งเศส และเยอรมนี ยังคงแสดงความไม่มั่นใจว่าปูตินมีความจริงใจในการต้องการยุติสงคราม ในขณะที่ทรัมป์ย้ำว่า เขาต้องการยุติ “การนองเลือด” และพร้อมที่จะเดินหน้าจัดการประชุมสามฝ่ายระหว่างสหรัฐฯ รัสเซีย และยูเครนในอนาคตอันใกล้

ปูตินเสนอยูเครน ยกภูมิภาคดอนบาส-ไม่เข้าร่วมนาโต-ถอนกองกำลังตะวันตก

ข้อเสนอใหม่จากปูติน: ยูเครนต้องยกภูมิภาคดอนบาส

สถานการณ์ในยูเครนยังคงตึงเครียด โดยมีประเด็นสำคัญคือข้อเสนอของปูตินที่ต้องการให้ยูเครนยกภูมิภาคดอนบาส, ไม่เข้าร่วมนาโต, และถอนกองกำลังตะวันตก ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่ยังหาข้อสรุปไม่ได้ง่าย ๆ การเจรจาต่าง ๆ ยังคงดำเนินต่อไปเพื่อหาทางออกที่ยั่งยืนต่อสถานการณ์นี้

  • เงื่อนไขหลักของปูติน: ยูเครนต้องยกภูมิภาคดอนบาสให้รัสเซีย
  • ท่าทีของยูเครน: ไม่ยอมสละดินแดน
  • ความกังวลของ EU: อย่ากดดันยูเครนให้ยอมยกดินแดน

การที่ปูตินเสนอยูเครน ยกภูมิภาคดอนบาส และมีเงื่อนไขต่าง ๆ นั้น แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของสถานการณ์และความท้าทายในการหาทางออกทางการทูต การเจรจาและการประนีประนอมจึงเป็นสิ่งสำคัญในการรักษาสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค

หากพิจารณาจากสถานการณ์ปัจจุบัน การที่รัสเซียยังคงยึดครองพื้นที่ส่วนใหญ่ของดอนบาส การเจรจาเพื่อหาข้อยุติจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง แม้ว่าข้อเสนอของปูตินจะยังคงเป็นประเด็นที่ขัดแย้ง แต่การเปิดใจรับฟังและหาจุดร่วมกันอาจเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับทุกฝ่าย

ที่มา – แหล่งข่าวชี้ ปูตินเสนอยูเครน ยกภูมิภาคดอนบาส-ไม่เข้าร่วมนาโต-ถอนกองกำลังตะวันตก

Scroll to top