อีลอน มัสก์

จนท.ฝรั่งเศส บุกตรวจค้นสำนักงาน X เรียก อีลอน มัสก์ เข้าให้การ

จนท.ฝรั่งเศส บุกตรวจค้นสำนักงาน X เรียก อีลอน มัสก์ เข้าให้การ เป็นข่าวใหญ่ที่กำลังเป็นที่สนใจของวงการเทคโนโลยีทั่วโลก โดยเฉพาะแฟนๆ ของอีลอน มัสก์ และแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย X (อดีต Twitter) เมื่อวันอังคารที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักงานอัยการกรุงปารีสได้ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการ ระบุว่าตำรวจฝรั่งเศสได้บุกเข้าตรวจค้นสำนักงานของ X ในกรุงปารีส เพื่อขยายผลการสืบสวนคดีที่เกี่ยวข้องกับแชตบอท Grok และเรียกตัวมหาเศรษฐีอีลอน มัสก์ ให้เข้ามาให้ปากคำในเดือนเมษายนนี้

จนท.ฝรั่งเศส บุกตรวจค้นสำนักงาน X เรียก อีลอน มัสก์ เข้าให้การ: รายละเอียดเหตุการณ์

การตรวจค้นครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการสอบสวนที่เริ่มมาตั้งแต่เดือนมกราคม 2568 โดยหน่วยต่อต้านอาชญากรรมทางไซเบอร์ของฝรั่งเศส ได้รับความช่วยเหลือจาก Europol หรือตำรวจยุโรป นางลอเร เบคคูโอ อัยการสูงสุดของกรุงปารีส เปิดเผยว่า อีลอน มัสก์ ในฐานะประธานบอร์ดบริหารของ X และ ลินดา ยัคคาริโน อดีต CEO ถูกเรียกตัวเข้าให้ปากคำ ส่วนพนักงานของ X จะถูกสอบสวนในฐานะพยาน

เดิมที การสอบสวนมุ่งเน้นไปที่การใช้อัลกอริทึมในทางที่ผิด แต่ขณะนี้ขยายขอบเขตครอบคลุมถึงปัญหา “ภาพตัดต่อลามกอนาจาร” ที่สร้างโดย Grok แชตบอท AI ของ X รวมถึงเนื้อหาที่ปฏิเสธการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว ซึ่งถือเป็นประเด็นละเอียดอ่อน

ประเด็นการสอบสวนหลักๆ

  • การสร้างและเผยแพร่ภาพลามกอนาจารเด็ก
  • การละเมิดสิทธิในภาพลักษณ์ด้วย Deepfakes ทางเพศ
  • การมีส่วนร่วมในการครอบครองเนื้อหาต้องห้าม
  • ปัญหาอัลกอริทึมที่ส่งเสริมเนื้อหาต้องห้าม

X เคยปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด โดยอ้างว่าเป็นการ “มีแรงจูงใจทางการเมือง” และคุกคามเสรีภาพในการแสดงออก เมื่อเดือนกรกฎาคมปีก่อน ล่าสุด คณะกรรมาธิการยุโรปยังเริ่มตรวจสอบ Grok หลังจากถูกวิจารณ์หนักเรื่องการสร้างภาพเปลือยของผู้หญิงและเด็กตามคำสั่งผู้ใช้

มาตรการที่ X ดำเนินการแล้ว

กลางเดือนมกราคม X ประกาศจำกัดการสร้างภาพเปลือยของบุคคลจริง แต่ข้อมูลจาก AI Forensics ระบุว่า ณ วันที่ 20 มกราคม Grok ยังสร้างภาพอนาจารได้ ทางการอินโดนีเซียและมาเลเซียเคยแบน Grok แต่ยกเลิกหลัง X สัญญาจะป้องกันการใช้งานผิด

เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายของแพลตฟอร์ม AI ในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะในสหภาพยุโรปที่กฎหมาย DSA (Digital Services Act) เข้มงวดกับเนื้อหาต้องห้าม อีลอน มัสก์ ซึ่งมีชื่อเสียงเรื่องการต่อสู้เพื่อเสรีภาพคำพูด อาจต้องเผชิญศึกหนักในศาลฝรั่งเศส

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นที่น่าสนใจคือ Grok เป็น AI ที่พัฒนาโดย xAI ของมัสก์เอง ซึ่งมีจุดเด่นเรื่องความตรงไปตรงมาและไม่เซ็นเซอร์ แต่กลับกลายเป็นดาบสองคมเมื่อถูกนำไปใช้สร้างเนื้อหาต้องห้าม ผู้เชี่ยวชาญด้าน AI ชี้ว่า แพลตฟอร์มต้องพัฒนาระบบป้องกันที่ดีขึ้น เช่น การใช้ watermarking สำหรับภาพ AI-generated และการตรวจสอบ prompt ของผู้ใช้แบบเรียลไทม์

ในมุมมองของผู้เขียน เหตุการณ์จนท.ฝรั่งเศส บุกตรวจค้นสำนักงาน X เรียก อีลอน มัสก์ เข้าให้การนี้ เป็นสัญญาณเตือนถึงสมดุลระหว่างนวัตกรรม AI กับความรับผิดชอบทางสังคม หาก X สามารถแก้ปัญหาได้ จะเป็นตัวอย่างที่ดีให้แพลตฟอร์มอื่นๆ ตามรอย คุณคิดอย่างไร ลองแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อติดตามข่าวเทคโนโลยีล่าสุด!

ที่มา – จนท.ฝรั่งเศส บุกตรวจค้นสำนักงาน X เรียก อีลอน มัสก์ เข้าให้การ

อัยการสหรัฐฯ ส่อไม่ตั้งข้อหาเพิ่มคดีเอปสตีน

อัยการสหรัฐฯ ส่อไม่ตั้งข้อหาเพิ่มคดีเอปสตีน หลังจากที่รัฐบาลสหรัฐฯ ได้เปิดเผยเอกสารลับชุดใหญ่กว่า 3 ล้านฉบับเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา สร้างความฮือฮาให้กับสาธารณชนทั่วโลก โดยเฉพาะชื่อของบุคคลสำคัญและคนดังที่โผล่ขึ้นมาในเอกสารเหล่านี้

ข่าวนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 รองอัยการสูงสุด ทอดด์ บลานช์ ได้ส่งสัญญาณชัดเจนในรายการทีวีชื่อดังว่า ไม่มีข้อมูลใหม่ที่จะนำไปสู่การตั้งข้อหาเพิ่มเติมในคดีที่เกี่ยวข้องกับ เจฟฟรีย์ เอปสตีน มหาเศรษฐีผู้ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับเครือข่ายล่วงละเมิดทางเพศเด็กสาว “การตรวจสอบที่เราทำก่อนหน้านี้ได้ข้อสรุปว่าไม่มีข้อมูลในลักษณะนั้น และเรายังคงยืนยันตามนั้น” บลานช์กล่าวในรายการ State of the Union ทาง CNN

อัยการสหรัฐฯ ส่อไม่ตั้งข้อหาเพิ่มคดีเอปสตีน

เอกสารที่ถูกปล่อยออกมามีความหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นอีเมล รูปภาพ คลิปวิดีโอ และบันทึกการสนทนาที่เอ่ยถึงบุคคลชั้นนำของโลก เช่น ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์, อีลอน มัสก์, บิล เกตส์ และอดีตเจ้าชายแอนดรูว์ จากราชวงศ์อังกฤษ ชื่อเหล่านี้ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก แต่บลานช์ยืนยันว่า “การตรวจสอบนี้สิ้นสุดลงแล้ว” และเหลือเพียงเอกสารจำนวนน้อยที่ยังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของผู้พิพากษา

ปัจจุบัน กิสเลน แม็กซ์เวลล์ อดีตแฟนสาวของเอปสตีน เป็นผู้ต้องโทษรายเดียวที่ถูกตัดสินคดี โดยเธอถูกศาลตัดสินว่ามีความผิดฐานช่วยเหลือค้าประเวณีเด็กสาวให้เอปสตีน และกำลังรับโทษจำคุก 20 ปี ผู้รอดชีวิตจากคดีนี้หลายรายแสดงความผิดหวัง โดยระบุว่าผู้กระทำผิดรายอื่นๆ ยังคง “หลบซ่อนและได้รับการปกป้อง” แม้เอกสารจะถูกเปิดเผยแล้วก็ตาม

อัยการสหรัฐฯ ส่อไม่ตั้งข้อหาเพิ่มคดีเอปสตีนเพราะเหตุใด

บลานช์ ซึ่งเคยเป็นทนายความส่วนตัวของทรัมป์ ได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาว่ารัฐบาลคัดกรองเอกสารที่อาจทำลายชื่อเสียงของทรัมป์ ขณะที่ทรัมป์เองกล่าวกับสื่อบนเครื่องบิน Air Force One ว่า เอกสารชุดนี้ช่วย “ล้างมลทิน” ให้เขา และตรงข้ามกับที่ฝ่ายตรงข้ามคาดหวัง คดีเอปสตีนเคยเป็นประเด็นรบกวนทรัมป์มาอย่างยาวนาน เนื่องจากทั้งคู่เคยอยู่ในแวดวงสังคมเดียวกันที่ฟลอริดาและนิวยอร์ก

กลุ่มผู้สนับสนุนทรัมป์เชื่อมโยงเอปสตีนกับ “รายชื่อลูกค้า” ชั้นนำของโลกที่รัฐบาลสหรัฐฯ ถือครอง แต่ทางการยืนยันว่าไม่มีรายชื่อดังกล่าวจริง บลานช์ยังคาดว่าเอกสารเหล่านี้คงไม่ช่วยดับกระแสทฤษฎีสมคบคิดได้

เพื่อให้เข้าใจบริบทมากขึ้น ลองมาดูประวัติคดีเอปสตีนกัน:

  • 2008: เอปสตีนตกลงรับสารภาพในข้อหากระทำผิดร้ายแรง ลดโทษเหลือ 13 เดือน
  • 2019: ถูกจับกุมอีกครั้งในข้อหาค้าประเวณีเด็ก แต่เสียชีวิตในคุกอย่างมีข้อกังขา
  • 2021: แม็กซ์เวลล์ถูกตัดสินจำคุก 20 ปี
  • 2569: เปิดเอกสารสุดท้าย แต่อัยการสหรัฐฯ ส่อไม่ตั้งข้อหาเพิ่มคดีเอปสตีน

เอกสารชุดนี้ไม่เพียงเผยชื่อบุคคลสำคัญเท่านั้น แต่ยังแสดงถึงความซับซ้อนของคดีที่เกี่ยวข้องกับอิทธิพลและอำนาจ โดยเฉพาะในวงการการเงินและการเมืองระดับสูง

แม้จะไม่มีข้อหาใหม่ แต่คดีนี้ยังคงเป็นเครื่องเตือนใจถึงปัญหาการล่วงละเมิดทางเพศในสังคมชั้นสูง ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายชี้ว่า การเปิดเผยเอกสารช่วยเพิ่มความโปร่งใส แต่ก็เผยให้เห็นข้อจำกัดของระบบยุติธรรมในการเอาผิดผู้มีอิทธิพล

ในมุมมองของผู้เขียน คดีเอปสตีนสะท้อนถึงความท้าทายในการต่อสู้กับอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับผู้มีอำนาจ แม้เอกสารจะถูกเปิด แต่ความยุติธรรมที่แท้จริงอาจต้องอาศัยความกล้าหาญจากผู้รอดชีวิตและแรงกดดันจากสาธารณะ คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวต่างประเทศอื่นๆ เพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุด!

ที่มา – อัยการสหรัฐฯ ส่อไม่ตั้งข้อหาเพิ่มคดี “เอปสตีน” หลังเปิดเอกสารชุดล่าสุด

เอกสารเอปสตีนชุดใหม่ แฉยับอดีตเจ้าชายแอนดรูว์ มีภาพคร่อมร่างผู้หญิง

เอกสารเอปสตีนชุดใหม่ แฉยับอดีตเจ้าชายแอนดรูว์ มีภาพคร่อมร่างผู้หญิง สร้างความฮือฮาไปทั่วโลก! หลังกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ปล่อยเอกสารกว่า 3 ล้านหน้าเมื่อวันศุกร์ที่ 30 ม.ค. 2569 ชุดข้อมูลมหาศาลนี้เผยชื่อคนดังนับไม่ถ้วน รวมถึงภาพช็อกโลกของอดีตเจ้าชายแอนดรูว์ที่กำลังคร่อมร่างหญิงคนหนึ่ง นี่คือแรงกดดันรอบใหม่ที่อาจทำให้ราชวงศ์อังกฤษปวดหัวหนัก

เอกสารเอปสตีนชุดใหม่ แฉยับอดีตเจ้าชายแอนดรูว์ มีภาพคร่อมร่างผู้หญิง

เอกสารเอปสตีนชุดใหม่นี้มีวิดีโอกว่า 2,000 ไฟล์ และรูปภาพกว่า 180,000 ภาพ นายทอดด์ แบลนซ์ อัยการสูงสุดสหรัฐฯ อธิบายว่าปริมาณมหาศาลขนาดหากวางซ้อนกันสูงเท่าหอไอเฟล 2 หอ ต้องใช้เวลาตรวจสอบเพื่อปกปิดตัวตนเหยื่อนานนับปีกว่าจะปล่อยได้

จุดเด่นที่ทุกคนจับตาคือภาพของ แอนดรูว์ เมานต์แบ็ตเทน-วินด์เซอร์ อดีตเจ้าชายที่กำลังคุกเข่าคร่อมผู้หญิงนอนพื้น สัมผัสหน้าท้องเธอ และจ้องกล้องตรงๆ ภาพเหล่านี้ยิ่งเพิ่มน้ำหนักให้คดีเก่าๆ ที่เขาถูกกล่าวหาเรื่องเพศสัมพันธ์กับผู้เยาว์จากแก๊งเอปสตีน แม้ยังไม่ใช่หลักฐานผิดกฎหมายชัดเจน แต่ก็ทำให้ภาพลักษณ์พังยับ

อีเมลเชิญทานข้าวกับสาวรัสเซียวัย 26

นอกจากภาพ ยังมีอีเมลปี 2553 ที่เอปสตีนเชิญอดีตเจ้าชายแอนดรูว์ทานอาหารค่ำกับหญิงรัสเซียวัย 26 ปี เพียง 2 ปีหลังเอปสตีนรับสารภาพคดีค้าประเวณีเด็ก สิ่งนี้ยิ่งตอกย้ำความสนิทสนมอันน่าตกใจระหว่างทั้งคู่

ภาพจากเอกสารเอปสตีน

เอกสารยังพูดถึงชีวิตในคุกของเอปสตีนที่เลือกอยู่คนเดียว พฤติกรรมบงการเพื่อหลีกเลี่ยงเพื่อนร่วมห้อง และรายละเอียดการตายปริศนาของเขา

คนดังอื่นๆ ที่โดนแฉในเอกสารเอปสตีนชุดใหม่

  • โดนัลด์ ทรัมป์: ชื่อโผล่ในรายงาน FBI แต่ถูกปฏิเสธเพราะไม่น่าเชื่อถือ
  • บิล เกตส์: ถูกหาว่าติดโรคติดต่อทางเพศ แต่เขาปฏิเสธเด็ดขาดว่า “ไร้สาระ”
  • อีลอน มัสก์: ชื่อโผล่กว่า 1,000 ครั้ง มีอีเมลปี 2555-56 ชวนไปปาร์ตี้เกาะส่วนตัว แต่ยกเลิกเพราะปัญหาการเดินทาง อีเมลแซวเรื่องอัตราส่วนชายหญิงสุดแซ่บ!

ทั้งหมดนี้ชี้ให้เห็นเครือข่ายกว้างขวางของเอปสตีน แต่การมีชื่อในเอกสารไม่ได้แปลว่าผิดกฎหมายเสมอไปนะครับ

เรื่องนี้สะท้อนสังคมชั้นสูงที่เต็มไปด้วยความลับมืดมิด เอกสารเอปสตีนชุดใหม่ไม่เพียงแฉอดีตเจ้าชายแอนดรูว์ แต่ยังเปิดโปงความสัมพันธ์อันตรายของเหล่าคนดัง คุณคิดว่ามันจะนำไปสู่การสอบสวนใหม่ไหม? ติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของเรา เพื่อไม่พลาดอัปเดตสำคัญ!

ที่มา – เอกสารเอปสตีนชุดใหม่ แฉยับอดีตเจ้าชายแอนดรูว์ มีภาพคร่อมร่างผู้หญิง

จาเรด ไอแซกแมน ผอ.นาซาคนใหม่!

จาเรด ไอแซกแมน ผู้อำนวยการนาซาคนใหม่ ได้รับการอนุมัติจากวุฒิสภาสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการแล้ว หลังจากการเสนอชื่อที่กินเวลานานเกือบปี ถือเป็นข่าวใหญ่ในวงการอวกาศ และสร้างความฮือฮาไม่น้อย เพราะเขาคือพันธมิตรคนสนิทของ อีลอน มัสก์ นั่นเอง

เมื่อวันพุธที่ 17 ธันวาคม 2568 วุฒิสภาสหรัฐฯ ได้ลงมติอนุมัติการแต่งตั้ง นายจาเรด ไอแซกแมน มหาเศรษฐีนักลงทุน ให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการองค์กรการบินและอวกาศแห่งชาติ หรือ นาซา ของสหรัฐฯ ปิดฉากการเสนอชื่อที่วุ่นวาย หลังจากที่โดนัลด์ ทรัมป์ ได้เสนอชื่อเขาเป็น ผอ.นาซา ก่อนที่จะถอนชื่อ และเสนอชื่อใหม่อีกครั้ง

ไอแซกแมน วัย 42 ปี เป็นนักบินเครื่องบินเจ็ตสมัครเล่น ผู้สร้างประวัติศาสตร์เป็นนักบินอวกาศที่ไม่ใช่มืออาชีพคนแรก ที่ได้ออกไปปฏิบัติภารกิจนอกยานอวกาศ (Spacewalk) และเขายังเป็นผู้อำนวยการนาซาคนแรกในรอบหลายทศวรรษที่ก้าวเข้ามาดำรงตำแหน่ง โดยมาจากภาคเอกชนโดยตรง

หลายฝ่ายมองว่า ความสำเร็จหรือความล้มเหลวในการดำรงตำแหน่ง ผอ.นาซา ของ ไอแซกแมน จะถูกตัดสินด้วยบททดสอบสำคัญเพียงอย่างเดียวคือ สหรัฐฯ จะสามารถส่งมนุษย์กลับไปยังดวงจันทร์ได้ก่อนประเทศจีนหรือไม่

ทรัมป์ได้แสดงจุดยืนอย่างชัดเจนว่า เขาต้องการให้สหรัฐฯ สร้างฐานที่มั่นถาวรบนดวงจันทร์ เพื่อเปิดทางให้กับการขุดเจาะทรัพยากร และเพื่อใช้เป็นฐานที่ตั้งสำคัญสำหรับการเดินทางต่อไปยังดาวอังคารในอนาคต

อนึ่ง สมาชิกวุฒิสภาลงคะแนนเสียงท่วมท้น 67 ต่อ 30 เสียง เพื่อยืนยันการแต่งตั้งนายไอแซกแมนให้ดำรงตำแหน่ง ผอ.นาซา โดยเขาจะเข้ารับตำแหน่งต่อจาก ชอน ดัฟฟี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ซึ่งทำหน้าที่เป็นรักษาการผู้อำนวยการนาซามาตั้งแต่เดือนกรกฎาคม

เดิมทีนายทรัมป์ประกาศความตั้งใจที่จะเสนอชื่อไอแซกแมนเมื่อเดือนธันวาคม 2567 แต่เขาได้ถอนการเสนอชื่อในเดือนพฤษภาคม ท่ามกลางความขัดแย้งกับนาย อีลอน มัสก์ ซึ่งเป็นพันธมิตรของนายไอแซกแมน โดยผู้นำสหรัฐฯ อ้างว่า ต้องตรวจสอบความสัมพันธ์ในอดีตอย่างถี่ถ้วน

นายมัสก์ หนึ่งในผู้บริจาคทางการเมืองรายใหญ่ที่สุดของทรัมป์และประธานบริหารของ SpaceX เคยปรากฏตัวในห้องทำงานรูปไข่เคียงข้างทรัมป์อยู่เป็นประจำ แต่ทั้งคู่ได้เกิดความขัดแย้งกันอย่างรุนแรงในประเด็นเรื่องการใช้จ่ายของรัฐบาล

อย่างไรก็ตาม ในเดือนพฤศจิกายน นายทรัมป์เสนอชื่อนายไอแซกแมนใหม่อีกครั้ง โดยในระหว่างการพิจารณาเพื่อรับรองตำแหน่งเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา นายไอแซกแมนกล่าวว่าเขาพร้อมรับภารกิจของทรัมป์ในการทำเหมืองบนดวงจันทร์ ในขณะที่นานาชาติต่างกำลังแข่งขันกันเพื่อแสวงหาผลประโยชน์จากพื้นผิวดวงจันทร์

“นี่ไม่ใช่เวลาสำหรับการรีรอ แต่เป็นเวลาสำหรับการลงมือทำ เพราะหากเราตามหลัง หรือหากเราทำผิดพลาด เราอาจไม่สามารถไล่ตามได้ทันอีกเลย และผลที่ตามมาอาจเปลี่ยนขั้วอำนาจบนโลกใบนี้ได้” ไอแซกแมนกล่าวต่อสมาชิกวุฒิสภา

ทั้งนี้ นายไอแซกแมนมองว่าการดึงภาคเอกชนเข้ามาแข่งขันกันมากขึ้น คือกุญแจสำคัญในการชิงชัยในศึกชิงอวกาศ

แต่การเปิดกว้างต่อการแข่งขันเชิงพาณิชย์ของเขาอาจทำให้เกิดความขัดแย้งกับนายมัสก์ได้ โดยเมื่อสัปดาห์ก่อน ไอแซกแมนได้กล่าวชื่นชมการมอบสัญญาจ้างรายใหญ่ให้กับบริษัท บลู ออริจิน (Blue Origin) ของ เจฟฟ์ เบซอส เจ้าของ Amazon ซึ่งเป็นคู่แข่งรายสำคัญของ SpaceX ของ อีลอน มัสก์

เขายังเสนอด้วยว่านาซาควรเป็นพันธมิตรกับมหาวิทยาลัยและสถาบันการศึกษาให้มากขึ้น โดยวางบทบาทให้หน่วยงานนี้เป็น “ตัวทวีคูณศักยภาพทางวิทยาศาสตร์” และว่าเขาจะทำทุกวิถีทางเพื่อผลักดันนวัตกรรมให้ก้าวหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “หากเราใกล้จะบรรลุบางสิ่งที่พิเศษสุด”

จาเรด ไอแซกแมน พันธมิตร อีลอน มัสก์ ได้เป็น ผอ.นาซาคนใหม่

อนาคตของนาซาภายใต้การนำของ จาเรด ไอแซกแมน

การมาของ จาเรด ไอแซกแมน พันธมิตร อีลอน มัสก์ ได้เป็น ผอ.นาซาคนใหม่ นั้นเป็นที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง เพราะเขามาจากภาคเอกชนโดยตรง และมีแนวคิดที่สนับสนุนการแข่งขันเชิงพาณิชย์ในอวกาศ ซึ่งอาจนำมาซึ่งนวัตกรรมและความก้าวหน้าใหม่ๆ อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงนี้ก็อาจนำมาซึ่งความขัดแย้งกับบริษัทอวกาศอื่นๆ ได้เช่นกัน

จาเรด ไอแซกแมน พันธมิตร อีลอน มัสก์ ได้เป็น ผอ.นาซาคนใหม่ ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของนาซา และวงการอวกาศโดยรวม การตัดสินใจและนโยบายของเขา จะเป็นตัวกำหนดทิศทางของนาซาในอนาคต และส่งผลกระทบต่อการแข่งขันในอวกาศของโลกอย่างแน่นอน

เชื่อว่าภายใต้การบริหารงานของ จาเรด ไอแซกแมน พันธมิตร อีลอน มัสก์ ได้เป็น ผอ.นาซาคนใหม่ เราจะได้เห็นความเปลี่ยนแปลงและนวัตกรรมใหม่ๆ เกิดขึ้นอย่างแน่นอน และอาจทำให้สหรัฐฯ กลับมาเป็นผู้นำในด้านอวกาศอีกครั้งก็เป็นได้

ที่มา – จาเรด ไอแซกแมน พันธมิตร อีลอน มัสก์ ได้เป็น ผอ.นาซาคนใหม่

X ห้าม คกก.ยุโรป ลงโฆษณา หลังถูกปรับ

X ห้าม คกก.ยุโรป ลงโฆษณาบนแพลตฟอร์ม เอาคืนหลังถูกปรับ 120 ล้านยูโร กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในวงการเทคโนโลยี เมื่อ X สั่งแบนการลงโฆษณาของคณะกรรมาธิการยุโรป (EC) หลังจากที่ X เองเพิ่งถูกปรับเงินจำนวนมหาศาลถึง 120 ล้านยูโร จากกรณีปัญหาเครื่องหมายถูกสีน้ำเงิน

การตอบโต้ครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่นายนิกิตา บีเออร์ เจ้าหน้าที่อาวุโสของ X กล่าวหาว่าคณะกรรมการยุโรปพยายามใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ในระบบโฆษณาของ X เพื่อโปรโมทโพสต์เกี่ยวกับเรื่องที่พวกเขาถูกปรับ โดยมีการกลับมาใช้งานบัญชีที่ไม่ได้ใช้งาน เพื่อเพิ่มการเข้าถึง และโพสต์ลิงก์ที่อาจหลอกลวงผู้ใช้งานให้เข้าใจผิดว่าเป็นวิดีโอ เพื่อหวังผลให้มียอดคลิกเพิ่มขึ้น

นายนิกิตา บีเออร์ กล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า “ดูเหมือนว่าคุณ[คณะกรรมาธิการยุโรป]เชื่อว่ากฎไม่ควรนำมาใช้กับบัญชีของคุณ บัญชีโฆษณาของคุณจึงถูกยกเลิกแล้ว” คำกล่าวนี้แสดงให้เห็นถึงความไม่พอใจอย่างยิ่งของ X ต่อการกระทำของคณะกรรมาธิการยุโรป

ทางด้านโฆษกของคณะกรรมาธิการยุโรปก็ได้ออกมาตอบโต้ โดยยืนยันว่า พวกเขาใช้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียทั้งหมดด้วยความสุจริตใจเสมอมา และกล่าวว่า “เราเพียงใช้เครื่องมือที่แพลตฟอร์มต่าง ๆ ได้จัดหาไว้ให้กับบัญชีองค์กรของเราเท่านั้น” ซึ่งเป็นการปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ว่าพวกเขาพยายามใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ของระบบ

X ห้าม คกก.ยุโรป ลงโฆษณาบนแพลตฟอร์ม

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากที่ X กลายเป็นบริษัทแรกของโลกที่ถูกสหภาพยุโรปปรับเงินภายใต้กฎหมายบริการดิจิทัล (Digital Services Act) โดยคณะกรรมาธิการยุโรประบุว่า ระบบเครื่องหมายถูกสีน้ำเงินของ X เป็นเรื่องหลอกลวง เนื่องจากบริษัทไม่ได้ตรวจสอบยืนยันตัวผู้ใช้งานอย่างเต็มที่

คณะกรรมาธิการยุโรปให้เหตุผลว่า “การหลอกลวงนี้ทำให้ผู้ใช้ตกอยู่ในความเสี่ยงต่อการหลอกลวง รวมถึงการฉ้อโกง การแอบอ้างบุคคลอื่น เช่นเดียวกับการครอบงำในรูปแบบอื่น ๆ โดยผู้ไม่หวังดี” และยังกล่าวอีกว่า X ล้มเหลวในการให้ความโปร่งใสเกี่ยวกับการโฆษณาของพวกเขา และไม่ได้ให้สิทธิ์นักวิจัยในการเข้าถึงข้อมูลสาธารณะ

หลังจากนี้ X จะมีเวลา 60 วันในการตอบกลับคณะกรรมาธิการเกี่ยวกับข้อกังวลเกี่ยวกับเครื่องหมายถูกสีน้ำเงิน มิฉะนั้นจะต้องเผชิญกับบทลงโทษเพิ่มเติม

หลังจากที่มีคำสั่งปรับเงินดังกล่าว อีลอน มัสก์ ก็ได้โพสต์ข้อความลงบน X ว่า สหภาพยุโรป“ควรถูกยุบ” และรีทวีตข้อความตอบกลับจากผู้ใช้ X รายอื่นที่เปรียบเทียบสหภาพยุโรปกับระบอบฟาสซิสต์ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความไม่พอใจอย่างรุนแรงของเขาต่อการตัดสินใจของสหภาพยุโรป

ทำไม X ถึง ห้าม คกก.ยุโรป ลงโฆษณาบนแพลตฟอร์ม

เหตุผลหลักๆ คือ X มองว่า EC พยายามใช้ช่องโหว่ในการโฆษณาเพื่อโจมตี X เอง หลังจากที่โดนปรับเงิน อย่างไรก็ตาม EC ก็ยืนยันว่าทำทุกอย่างตามกฎที่ X กำหนด

ทางด้านนายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ และคณะกรรมการกลางกำกับดูแลกิจการสื่อสาร (FCC) ได้ออกมากล่าวหาคณะกรรมาธิการยุโรปว่า กำลังโจมตีและเซ็นเซอร์บริษัทอเมริกัน และเสริมว่า วันเวลาแห่งการเซ็นเซอร์อเมริกันทางออนไลน์นั้นจบลงแล้ว

  • X สั่งห้าม คกก.ยุโรป ลงโฆษณาหลังถูกปรับ 120 ล้านยูโร
  • EC อ้างว่าใช้เครื่องมือที่ X จัดให้เท่านั้น
  • มัสก์ตอบโต้ด้วยการบอกว่า EU ควรถูกยุบ

จากเหตุการณ์ X ห้าม คกก.ยุโรป ลงโฆษณาบนแพลตฟอร์ม นี้ ทำให้เห็นถึงความขัดแย้งที่รุนแรงระหว่าง X และสหภาพยุโรป ซึ่งอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในกฎระเบียบและแนวทางการกำกับดูแลแพลตฟอร์มออนไลน์ในอนาคต การที่ X ตอบโต้กลับอย่างรุนแรงเช่นนี้ แสดงให้เห็นถึงจุดยืนที่แข็งแกร่งของบริษัทในการปกป้องผลประโยชน์ของตนเอง และพร้อมที่จะต่อสู้กับการตัดสินใจที่พวกเขาเห็นว่าไม่เป็นธรรม

ที่มา – X ห้าม คกก. ยุโรป ลงโฆษณาบนแพลตฟอร์ม เอาคืนหลังถูกปรับ 120 ล้านยูโร

อีลอน มัสก์ ทรัพย์สินทะลุ 5 แสนล้านดอลลาร์

อีลอน มัสก์ ขึ้นแท่นบุคคลแรกของโลก มีทรัพย์สินทะลุ 5 แสนล้านดอลลาร์ ถือเป็นข่าวใหญ่ที่สะเทือนวงการเศรษฐกิจและเทคโนโลยีทั่วโลก ด้วยความมั่งคั่งที่พุ่งทะยานมาจากบริษัทในเครืออย่างเทสลา xAI และสเปซเอ็กซ์ ทำให้มหาเศรษฐีคนนี้กลายเป็นไอคอนของนวัตกรรมและความสำเร็จทางธุรกิจ

อีลอน มัสก์ ขึ้นแท่นบุคคลแรกของโลก มีทรัพย์สินทะลุ 5 แสนล้านดอลลาร์

ตามรายงานจากนิตยสารฟอร์บส์ในดัชนีมหาเศรษฐีล่าสุด อีลอน มัสก์ ได้สร้างประวัติศาสตร์โดยมูลค่าทรัพย์สินสุทธิทะลุ 500,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ก่อนปรับลงเล็กน้อยเหลือราว 499,000 ล้านดอลลาร์ แต่ก็ยังคงเป็นบุคคลแรกที่เคยทะลุเพดานนี้ในประวัติศาสตร์มนุษย์ ความมั่งคั่งมหาศาลนี้ส่วนใหญ่มาจากการถือหุ้นกว่า 12% ในเทสลา บริษัทรถยนต์ไฟฟ้าที่กำลังรุ่งเรือง โดยราคาหุ้นเทสลาในปีนี้พุ่งขึ้นกว่า 20% สิ้นสุดการซื้อขายวันพุธที่ผ่านมา ราคาหุ้นยังเพิ่มขึ้นอีก 3.3% ท่ามกลางกระแสตอบรับเชิงบวกจากนักลงทุน

ไม่ใช่แค่เทสลาเท่านั้นที่ทำให้ อีลอน มัสก์ ขึ้นแท่นบุคคลแรกของโลก มีทรัพย์สินทะลุ 5 แสนล้านดอลลาร์ แต่บริษัทอื่น ๆ ในเครือก็มีส่วนสำคัญ เช่น xAI ซึ่งเป็นสตาร์ทอัพด้านปัญญาประดิษฐ์ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว และสเปซเอ็กซ์ ผู้บุกเบิกเทคโนโลยีอวกาศที่ส่งจรวดและดาวเทียมออกสู่อวกาศสำเร็จหลายครั้ง นักวิเคราะห์มองว่าความสำเร็จเหล่านี้มาจากวิสัยทัศน์อันกว้างไกลของมัสก์ ที่มุ่งเน้นการลงทุนในเทคโนโลยีอนาคต

ปัจจัยขับเคลื่อนความมั่งคั่งของอีลอน มัสก์

หนึ่งในปัจจัยหลักที่ทำให้อีลอน มัสก์กลายเป็นบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในโลก คือการที่เขาหันมาโฟกัสกับธุรกิจหลักมากขึ้น หลังจากช่วงต้นปีที่เคยถูกวิจารณ์จากบทบาททางการเมืองในคณะกรรมการลดการใช้จ่ายของรัฐบาลสหรัฐฯ ล่าสุด มัสก์ประกาศเข้าซื้อหุ้นเทสลาเพิ่มมูลค่า 1,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นสัญญาณชัดเจนของความเชื่อมั่นในอนาคตของบริษัท นอกจากนี้ คณะกรรมการบริหารเทสลายังเสนอแพ็กเกจค่าตอบแทนมหาศาลถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์ หากมัสก์บรรลุเป้าหมายทะเยอทะยาน เช่น เพิ่มมูลค่าเทสลาเป็น 8 เท่า ขายหุ่นยนต์ AI 1 ล้านตัว และรถยนต์เทสลา 12 ล้านคันในทศวรรษหน้า

ปัจจุบัน เทสลากำลังเปลี่ยนผ่านสู่ธุรกิจ AI และหุ่นยนต์อย่างเต็มตัว ท่ามกลางการแข่งขันดุเดือดจากคู่แข่งอย่าง BYD จากจีน ซึ่งเป็นผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าอันดับต้น ๆ ของโลก การที่มัสก์สามารถนำพาเทสลาเติบโตได้ขนาดนี้ สะท้อนถึงกลยุทธ์ที่ชาญฉลาดและการปรับตัวเข้ากับเทรนด์เทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

เมื่อเทียบกับบุคคลอื่น ๆ ในดัชนีฟอร์บส์ อีลอน มัสก์ทิ้งห่างคู่แข่งอย่างแลร์รี เอลลิสัน ผู้ก่อตั้งออราเคิล ที่มีทรัพย์สินราว 350,700 ล้านดอลลาร์ ไว้ไกลโพ้น ความสำเร็จนี้ไม่เพียงแต่เป็นเรื่องตัวเลข แต่ยังเป็นแรงบันดาลใจให้กับนักธุรกิจรุ่นใหม่ทั่วโลก ที่มองเห็นว่าความมั่งคั่งสามารถเกิดขึ้นได้จากการลงทุนในนวัตกรรมและความยั่งยืน

  • เทสลา: รถยนต์ไฟฟ้าที่ครองตลาดโลก
  • xAI: พัฒนา AI เพื่ออนาคต
  • สเปซเอ็กซ์: สำรวจอวกาศและเทคโนโลยีจรวด

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ ความมั่งคั่งของมัสก์อาจยังไม่หยุดแค่นี้ หากเทสลาและบริษัทในเครือสามารถขยายตลาดไปยังเอเชียและยุโรปได้มากขึ้น แต่ก็มีอุปสรรคอย่างกฎระเบียบและการแข่งขันที่รุนแรงรออยู่

สุดท้ายแล้ว การที่ อีลอน มัสก์ ขึ้นแท่นบุคคลแรกของโลก มีทรัพย์สินทะลุ 5 แสนล้านดอลลาร์ เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าวิสัยทัศน์และความกล้าหาญสามารถเปลี่ยนโลกได้ หากคุณกำลังมองหาแรงบันดาลใจในการลงทุนหรือเริ่มธุรกิจ ลองศึกษากรณีของมัสก์ดู แล้วคุณอาจพบทางสู่อนาคตที่สดใส

ที่มา – “อีลอน มัสก์” ขึ้นแท่นบุคคลแรกของโลก มีทรัพย์สินทะลุ 5 แสนล้านดอลลาร์

ทรัมป์สั่งขึ้นค่าธรรมเนียมวีซ่า H-1B เป็น 100,000 ดอลลาร์

โดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามคำสั่งขึ้นค่าธรรมเนียมผู้สมัครวีซ่า H-1B สำหรับแรงงานทักษะสูงเป็น 100,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี บีบบริษัทต่างๆ ใช้คนอเมริกันแทน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 20 ก.ย. 2568 ว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ลงนามคำสั่งฝ่ายบริหาร เพิ่มการเก็บค่าธรรมเนียมรายปีสำหรับผู้สมัครเข้าร่วมโครงการวีซ่าแรงงานผู้มีทักษะสูง หรือ “H-1B” เป็นเงินปีละ 100,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ คำสั่งนี้มีชื่ออย่างไม่เป็นทางการว่า ทรัมป์สั่งขึ้นค่าธรรมเนียมวีซ่า H-1B เป็น 100,000 ดอลลาร์

นายทรัมป์ลงนามคำสั่งดังกล่าวเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา โดยคำสั่งของเขาระบุถึงเรื่อง การใช้ประโยชน์โครงการนี้ในทางที่ผิด และจะจำกัดการเข้าประเทศ เว้นแต่จะมีการชำระเงิน

นักวิจารณ์ในสหรัฐฯ แสดงความกังวลมานานแล้วว่า วีซ่า H-1B กำลังบั่นทอนแรงงานชาวอเมริกัน ในขณะที่ผู้สนับสนุน รวมถึงมหาเศรษฐีอย่าง อีลอน มัสก์ โต้แย้งว่า วีซ่านี้ช่วยให้สหรัฐฯ สามารถดึงดูดผู้มีความสามารถระดับสูงจากทั่วโลกได้

คำสั่งของนายทรัมป์จะเริ่มมีผลบังคับใช้ในวันที่ 21 ก.ย. 2568 เป็นต้นไป โดยนายฮาวเวิร์ด ลัตนิก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ ระบุว่า คำสั่งจะมีผลกับคำขอวีซ่าใหม่เท่านั้น แต่บริษัทจะต้องจ่ายเงินจำนวนเท่ากันนี้สำหรับผู้สมัครแต่ละคนเป็นเวลาหกปี

“บริษัทต้องตัดสินใจ… ว่าบุคคลนั้นมีค่าพอที่จะต้องจ่ายเงิน 100,000 ดอลลาร์ต่อปีให้กับรัฐบาลหรือไม่ หรือควรกลับบ้านและจ้างคนอเมริกันแทน” นายลัตนิกกล่าว พร้อมเสริมว่า “บริษัทใหญ่ ๆ ทุกแห่งเห็นด้วยกับเรื่องนี้”

ทั้งนี้ นับตั้งแต่ปี 2547 สหรัฐฯ จำกัดการขอวีซ่า H-1B เอาไว้ที่ 85,000 รายต่อปี โดยมีค่าธรรมเนียมการบริหารต่าง ๆ รวมกันประมาณ 1,500 ดอลลาร์ ก่อนที่นายทรัมป์จะมีคำสั่งล่าสุด

ข้อมูลจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและสัญชาติสหรัฐฯ (USCIS) แสดงให้เห็นว่า จำนวนผู้สมัครวีซ่า H-1B สำหรับปีงบประมาณหน้าลดลงเหลือประมาณ 359,000 ราย ซึ่งเป็นสถิติที่ต่ำที่สุดในรอบสี่ปี

อนึ่ง ตามสถิติของรัฐบาล ผู้ที่ได้รับประโยชน์สูงสุดจากโครงการนี้ในปีงบประมาณที่ผ่านมาคือ Amazon ตามมาด้วยบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีอย่าง Tata, Microsoft, Meta, Apple และ Google

เมื่อคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา บริษัท Amazon ได้แจ้งให้พนักงานที่ถือวีซ่า H-1B และอยู่ในสหรัฐฯ แล้วว่าให้อยู่ในประเทศต่อไป ส่วนใครก็ตามที่ไม่สามารถเดินทางกลับเข้าประเทศได้ก่อนที่คำสั่งจะมีผลบังคับใช้ ควรหลีกเลี่ยงการพยายามกลับเข้าสหรัฐฯ “จนกว่าจะได้รับคำแนะนำเพิ่มเติม”

ด้าน Nasscom ซึ่งเป็นสมาคมการค้าชั้นนำของอินเดีย ระบุว่า รู้สึกกังวลกับคำสั่งของนายทรัมป์ และว่าการกำหนดเส้นตายเพียงวันเดียวหลังลงนามคำสั่งทำให้เกิดความไม่แน่นอนอย่างมากสำหรับภาคธุรกิจ ผู้ประกอบอาชีพ และนักศึกษาทั่วโลก

อินเดียเป็นประเทศที่ได้รับประโยชน์จากวีซ่า H-1B มากที่สุดเมื่อปีก่อน โดยคิดเป็น 71% ของใบสมัครที่ได้รับการอนุมัติ

ทรัมป์สั่งขึ้นค่าธรรมเนียมวีซ่าแรงงานทักษะ “H-1B” เป็น 100,000 ดอลลาร์ต่อปี

ผลกระทบจากทรัมป์สั่งขึ้นค่าธรรมเนียมวีซ่า H-1B

การที่ทรัมป์สั่งขึ้นค่าธรรมเนียมวีซ่า H-1B เป็น 100,000 ดอลลาร์ต่อปี นั้น ส่งผลกระทบอย่างมากต่อบริษัทเทคโนโลยีและแรงงานทักษะสูงทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริษัทที่พึ่งพาแรงงานจากต่างประเทศในการขับเคลื่อนธุรกิจ

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น:

  • บริษัทอาจต้องพิจารณาจ้างงานคนอเมริกันมากขึ้น ซึ่งอาจส่งผลต่อค่าใช้จ่ายด้านแรงงาน
  • แรงงานทักษะสูงจากต่างประเทศอาจหันไปหางานในประเทศอื่น ๆ ที่มีนโยบายวีซ่าที่เป็นมิตรมากกว่า
  • การแข่งขันในตลาดแรงงานทักษะสูงอาจลดลง เนื่องจากบริษัทต่าง ๆ ไม่สามารถเข้าถึงแรงงานจากทั่วโลกได้ง่ายเหมือนเดิม

นอกจากนี้ การที่ทรัมป์สั่งขึ้นค่าธรรมเนียมวีซ่า H-1B เป็น 100,000 ดอลลาร์ต่อปี อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ในระยะยาว เนื่องจากบริษัทเทคโนโลยีอาจต้องย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศอื่น ๆ ที่มีต้นทุนแรงงานที่ต่ำกว่า

การตัดสินใจของทรัมป์ครั้งนี้ สร้างความกังวลให้กับหลายฝ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและแรงงานข้ามชาติ สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนี้ จะเป็นตัวชี้วัดว่านโยบายนี้จะส่งผลดีหรือร้ายต่อเศรษฐกิจและสังคมของสหรัฐอเมริกา

ที่มา – ทรัมป์สั่งขึ้นค่าธรรมเนียมวีซ่าแรงงานทักษะ “H-1B” เป็น 100,000 ดอลลาร์ต่อปี

อีลอน มัสก์ ซื้อหุ้น “เทสลา” พันล้านเหรียญ!

อีลอน มัสก์ ซื้อหุ้น “เทสลา” มูลค่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำให้ตลาดหุ้นของเทสลาคึกคักขึ้นมาทันที! การตัดสินใจครั้งใหญ่ของมัสก์ในครั้งนี้ ส่งผลให้หุ้นของเทสลาพุ่งขึ้นถึง 6% เลยทีเดียว นักวิเคราะห์หลายคนมองว่านี่คือสัญญาณแห่งความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าที่มัสก์มีต่อบริษัทของตนเอง

เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2568 สำนักข่าวต่างประเทศหลายแห่งรายงานข่าวใหญ่ว่า อีลอน มัสก์ มหาเศรษฐีชื่อดังระดับโลก ได้ทำการซื้อหุ้น “เทสลา” มูลค่า 1 พันล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นเงินไทยราวๆ 3.18 หมื่นล้านบาท นักวิเคราะห์ต่างพากันตีความว่าการกระทำครั้งนี้เป็นการแสดงความมั่นใจในศักยภาพของบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารายใหญ่อย่างเทสลาอย่างชัดเจน

ข่าวการ อีลอน มัสก์ ซื้อหุ้น “เทสลา” มูลค่า 1 พันล้านดอลลาร์ ส่งผลให้ราคาหุ้นของเทสลา ซึ่งก่อนหน้านี้ค่อนข้างทรงตัวและเผชิญกับความท้าทายในการปรับตัวสูงขึ้นในปีนี้ กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง โดยราคาหุ้นพุ่งสูงขึ้นกว่า 6% ในช่วงก่อนเปิดตลาดปกติของวันจันทร์

การซื้อหุ้นเทสลาของมัสก์ในครั้งนี้ มีจำนวนประมาณ 2.5 ล้านหุ้น และเสร็จสิ้นไปเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (12 กันยายน) ข้อมูลดังกล่าวได้รับการเปิดเผยต่อหน่วยงานกำกับดูแลในวันจันทร์ที่ผ่านมา โดยถือเป็นการซื้อหุ้นในตลาดเปิดครั้งแรกของมัสก์นับตั้งแต่ปี 2563 เลยทีเดียว และเป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงความเชื่อมั่นในการลงทุนในบริษัทเทสลา ซึ่งผลการดำเนินงานในปีนี้อาจจะยังไม่โดดเด่นเท่าที่ควร

แม้ว่าก่อนหน้านี้มัสก์จะถือหุ้นของเทสลาอยู่แล้วประมาณ 13% แต่เขาก็ยังคงต้องการที่จะเพิ่มอำนาจในการควบคุมบริษัทให้มากขึ้น เพื่อผลักดันให้เทสลาลงทุนในด้านต่างๆ เช่น รถยนต์ไร้คนขับ (robotaxis), ระบบอัตโนมัติ และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีแห่งอนาคต

เมื่อไม่นานมานี้ คณะกรรมการของบริษัทเทสลาได้เสนอแผนค่าตอบแทนที่มีมูลค่าสูงถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์ โดยจะมอบหุ้นของบริษัทให้แก่มัสก์สูงสุดถึง 12% หากบริษัทสามารถบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้ได้

นอกจากนี้ คณะกรรมการยังระบุเพิ่มเติมว่าจะมอบหุ้นมูลค่า 2.9 หมื่นล้านดอลลาร์ให้แก่มัสก์ในฐานะรางวัล “ชั่วคราว” ที่แยกต่างหาก หลังจากที่แผนค่าตอบแทนก้อนใหญ่ที่ตกลงกันไว้ในปี 2561 ถูกศาลสั่งยกเลิกไป

อีลอน มัสก์ ซื้อหุ้น “เทสลา” มูลค่า 1 พันล้านดอลลาร์

แล้วการที่ อีลอน มัสก์ ซื้อหุ้น “เทสลา” มูลค่า 1 พันล้านดอลลาร์ นี้มีความหมายอย่างไรกันแน่? มาวิเคราะห์เจาะลึกกัน:

ทำไมอีลอน มัสก์ ถึงซื้อหุ้นเพิ่ม?

  • แสดงความเชื่อมั่น: การซื้อหุ้นจำนวนมากเป็นสัญญานที่ชัดเจนว่า มัสก์เชื่อมั่นในอนาคตของเทสลาอย่างมาก
  • เพิ่มอำนาจควบคุม: การถือหุ้นมากขึ้นทำให้มัสก์มีอำนาจในการตัดสินใจและกำหนดทิศทางของบริษัทมากขึ้น
  • ผลักดันเทคโนโลยีใหม่: มัสก์ต้องการเร่งการลงทุนในรถยนต์ไร้คนขับและ AI ซึ่งต้องใช้เงินทุนจำนวนมาก

ผลกระทบต่อราคาหุ้น

อย่างที่ได้กล่าวไป การ อีลอน มัสก์ ซื้อหุ้น “เทสลา” มูลค่า 1 พันล้านดอลลาร์ ส่งผลให้ราคาหุ้นของเทสลาพุ่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด นักลงทุนต่างพากันเข้ามาซื้อหุ้นเนื่องจากเชื่อมั่นในวิสัยทัศน์ของมัสก์และศักยภาพของเทสลา

อนาคตของเทสลา

ด้วยการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากอีลอน มัสก์ เทสลามีแนวโน้มที่จะเติบโตและพัฒนาต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง เราอาจได้เห็นเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่น่าตื่นเต้นจากเทสลาในอนาคตอันใกล้นี้

การที่ อีลอน มัสก์ ซื้อหุ้น “เทสลา” มูลค่า 1 พันล้านดอลลาร์ในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่การซื้อขายหุ้นธรรมดา แต่เป็นการแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้า และเป็นการส่งสัญญาณบวกให้กับนักลงทุนทั่วโลก ว่าเทสลายังคงเป็นบริษัทที่มีศักยภาพในการเติบโตอีกมาก

ที่มา – อีลอน มัสก์ ซื้อหุ้น “เทสลา” มูลค่า 1 พันล้านดอลลาร์

นายกฯ UK ลั่น! ไม่ยอมให้ใครใช้ธงชาติสร้างความแตกแยก

นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักรประกาศกร้าว จะไม่ยอมให้ใครใช้ธงชาติเป็นสัญลักษณ์สร้างความแตกแยก หลังเกิดการประท้วงใหญ่ของฝ่ายต่อต้านผู้อพยพเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา สถานการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับความสามัคคีในชาติ และการใช้สัญลักษณ์ของชาติเพื่อสร้างความขัดแย้ง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักร ประกาศกร้าวในวันอาทิตย์ที่ 14 ก.ย. 2568 ว่า บริเตนจะไม่ยอมให้ใครนำธงชาติไปใช้เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของความรุนแรง, ความหวาดกลัว และความแตกแยก เพียง 1 วันหลังเกิดการประท้วงใหญ่ต่อต้านผู้อพยพในกรุงลอนดอน ซึ่งผู้ชุมนุมใช้ธงชาติเป็นสัญลักษณ์ การออกมาประกาศจุดยืนที่ชัดเจนเช่นนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการรักษาความสงบเรียบร้อย และป้องกันการใช้สัญลักษณ์ของชาติในทางที่ผิด

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ประชาชนมากกว่า 150,000 คน ออกมาเดินขบวนตามท้องถนนใจกลางกรุงลอนดอน ภายใต้สโลแกน “รวมราชอาณาจักรเป็นหนึ่ง” (Unite the Kingdom) ซึ่งจัดโดยนายทอมมี โรบินสัน นักเคลื่อนไหวฝ่ายขวาจัด เพื่อแสดงการต่อต้านผู้อพยพ การประท้วงครั้งใหญ่เช่นนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความแตกแยกทางความคิด และความกังวลของประชาชนบางส่วนเกี่ยวกับนโยบายผู้อพยพของรัฐบาล

ขณะเดียวกัน ผู้ชุมนุมอีกกลุ่มจำนวนประมาณ 5,000 คน ก็ออกมาเดินขบวนเพื่อต่อต้านการเหยียดเชื้อชาติในพื้นที่ใกล้เคียง จัดโดยองค์กร “Stand Up To Racism” (SUTR) การออกมาประท้วงของกลุ่มต่อต้านการเหยียดเชื้อชาติ เป็นการแสดงออกถึงความหลากหลายทางความคิด และความพยายามในการส่งเสริมความเท่าเทียมกันในสังคม

ก่อนหน้านี้ นายปีเตอร์ ไคล์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงธุรกิจของสหราชอาณาจักร ออกมาระบุว่า กลุ่มผู้เดินขบวนกำลังแสดงให้เห็นถึงเสรีภาพในการรวมกลุ่มและเสรีภาพในการพูด

อย่างไรก็ตาม เซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์ กล่าวในช่วงบ่ายวันอาทิตย์ว่า “ประชาชนมีสิทธิ์ที่จะประท้วงอย่างสงบ ซึ่งเป็นแก่นสำคัญในค่านิยมของประเทศเรา”

“แต่เราจะไม่อดทนต่อการใช้ความรุนแรงกับตำรวจที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ของตัวเอง หรือต่อการที่ประชาชนต้องรู้สึกหวาดกลัวบนท้องถนนเพียงเพราะภูมิหลังหรือสีผิวของพวกเขา”

“สหราชอาณาจักรเป็นชาติที่สร้างขึ้นอย่างน่าภาคภูมิใจบนพื้นฐานของความอดทน ความหลากหลาย และความเคารพซึ่งกันและกัน ธงชาติของเราเป็นตัวแทนของประเทศที่เต็มไปด้วยความหลากหลาย และเราจะไม่มีวันยอมให้ใครก็ตามนำมันไปใช้เป็นสัญลักษณ์ของความรุนแรง ความหวาดกลัว และความแตกแยก” การเน้นย้ำถึงค่านิยมของชาติ และการปฏิเสธการใช้ธงชาติเพื่อสร้างความแตกแยก ถือเป็นสารสำคัญที่รัฐบาลต้องการสื่อไปยังประชาชน

อนึ่ง ระหว่างการประท้วงเมื่อวันเสาร์ มีตำรวจได้รับบาดเจ็บจากการปะทะกับผู้ชุมนุม 26 นาย โดย 4 นายในจำนวนนี้มีอาการสาหัส ขณะที่มีผู้ถูกจับกุมตัว 24 คน

ทั้งนี้ ผู้ประท้วงต่อต้านผู้อพยพที่ไปรวมตัวกันที่ถนนไวท์ฮอลล์ (Whitehall) ได้ฟังคำกล่าวปราศรัยของบุคคลมากมาย รวมถึงนายสตีฟ แบนนอน อดีตที่ปรึกษาของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ

ส่วนนายโรบินสัน ผู้มีชื่อจริงว่า สตีเฟน แย็กซ์ลีย์-เลนนอน กล่าวปราศรัยต่อฝูงชน โดยวิพากษ์วิจารณ์บรรดานักการเมือง “พูดเลียนแบบ” ความคิดของเขา และอ้างว่า ศาลของสหราชอาณาจักรตัดสินว่าสิทธิ์ของผู้อพยพที่เข้าเมืองผิดกฎหมายสำคัญกว่าสิทธิ์ของประชาชนท้องถิ่น

คำพูดของนายโรบินสันสืบเนื่องมาจากเมื่อเดือนก่อน ศาลอุทธรณ์อังกฤษกลับคำตัดสินที่ห้ามผู้ขอลี้ภัยเข้าพักในโรงแรม The Bell ในเมืองเอปปิง มณฑลเอสเซกซ์

ขณะที่นายอีลอน มัสก์ มหาเศรษฐีคนดัง ก็ได้กล่าวปราศรัยต่อผู้ชุมนุมที่ไวท์ฮอลล์ ผ่านวิดีโอลิงก์ โดยบอกให้พวกเขา “สู้กลับหรือไม่ก็ตาม” โดยสื่อถึงการอพยพเข้าประเทศอย่างไม่มีการควบคุมที่กำลังเกิดขึ้นในสหราชอาณาจักร และเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล UK

คำพูดดังกล่าวทำให้นายไคล์ออกมาโจมตีว่า “ไม่เหมาะสมอย่างสิ้นเชิง”

นายกฯ UK ลั่น! ไม่ยอมให้ใครใช้ธงชาติสร้างความแตกแยก

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในสหราชอาณาจักรนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่า การใช้สัญลักษณ์ของชาติเป็นสิ่งที่ต้องระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง เพราะอาจนำไปสู่ความแตกแยกและความขัดแย้งได้ง่าย เราควรเรียนรู้จากเหตุการณ์นี้ และร่วมกันรักษาสันติสุขและความสามัคคีในสังคม

ทำไมนายกฯ UK ถึงต้องออกมาประกาศจุดยืนเรื่องนี้?

การที่นายกรัฐมนตรีต้องออกมาประกาศจุดยืนอย่างชัดเจนว่า นายกฯ UK ลั่น! ไม่ยอมให้ใครใช้ธงชาติสร้างความแตกแยก แสดงให้เห็นถึงความกังวลของรัฐบาลเกี่ยวกับสถานการณ์ความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้น และความพยายามในการป้องกันการใช้สัญลักษณ์ของชาติในทางที่ผิด รัฐบาลต้องการสื่อสารไปยังประชาชนว่า การใช้ธงชาติเป็นสัญลักษณ์ของความแตกแยกเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ และรัฐบาลจะใช้มาตรการที่จำเป็นเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย

การออกมาตรการที่เข้มงวด และการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง อาจเป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องพิจารณา เพื่อป้องกันการใช้ธงชาติเป็นเครื่องมือในการสร้างความขัดแย้งในอนาคต นอกจากนี้ การส่งเสริมความเข้าใจและความเคารพซึ่งกันและกันในสังคม ก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยลดความขัดแย้ง และสร้างสังคมที่เข้มแข็ง

สิ่งที่เกิดขึ้นนี้เป็นบทเรียนสำคัญสำหรับทุกประเทศทั่วโลก ในการจัดการกับความขัดแย้งทางความคิด และการใช้สัญลักษณ์ของชาติอย่างระมัดระวัง เราควรร่วมกันสร้างสังคมที่เคารพความหลากหลาย และส่งเสริมความสามัคคี เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดสถานการณ์เช่นนี้ขึ้นอีก

นายกฯ UK ลั่น! ไม่ยอมให้ใครใช้ธงชาติสร้างความแตกแยก ถือเป็นจุดยืนที่ชัดเจน และเป็นสิ่งที่ควรสนับสนุน เพื่อสร้างสังคมที่สงบสุขและมีความสามัคคี

ที่มา – นายกฯ UK ลั่น ไม่ยอมให้ใครใช้ธงชาติสร้างความแตกแยก หลังม็อบประท้วงใหญ่

Scroll to top