อุตสาหกรรมไทย

วีระยุทธ นำทีม กมธ.พัฒนาเศรษฐกิจชู 2 ยุทธศาสตร์ฟื้นเศรษฐกิจไทย

ในปัจจุบันท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจที่ประเทศไทยกำลังเผชิญหน้า ไม่ว่าจะเป็นสังคมสูงวัยหรืออัตราการเติบโตของผลิตภาพที่ถดถอย คุณวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ ได้ออกมาเคลื่อนไหวครั้งสำคัญผ่านการจัดงาน Growth Forum เพื่อประกาศแนวทางเชิงรุกในการวางรากฐานใหม่ให้กับประเทศ โดยเน้นย้ำถึง วีระยุทธ นำทีม กมธ.พัฒนาเศรษฐกิจชู 2 ยุทธศาสตร์ฟื้นเศรษฐกิจไทย เพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานสะอาดและเทคโนโลยีขั้นสูง

วีระยุทธ นำทีม กมธ.พัฒนาเศรษฐกิจชู 2 ยุทธศาสตร์ฟื้นเศรษฐกิจไทย

แนวคิดหลักที่ทางกรรมาธิการฯ นำเสนอไม่ใช่แค่การแจกเงินหรือกระตุ้นการบริโภคระยะสั้น แต่เป็นการมองไปถึงการสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่ยั่งยืน 2 ประการหลัก ได้แก่:

  • การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด (Green Energy Transition)
  • การสร้างห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ (Medical Supply Chain)

คุณวีระยุทธชี้ให้เห็นว่า นักลงทุนต่างชาติไม่ได้หมดใจในไทย แต่ไทยกำลังขาดแคลนพลังงานสะอาดที่ตอบโจทย์มาตรฐานโลก หากเรายังไม่ปรับตัว การดึงดูดทุนใหม่จะทำได้ยากยิ่งขึ้นในยุคที่ทุกอย่างต้องเป็น Green เท่านั้น

พลังงานสะอาดหัวใจสำคัญภายใต้กลยุทธ์ วีระยุทธ นำทีม กมธ.พัฒนาเศรษฐกิจชู 2 ยุทธศาสตร์ฟื้นเศรษฐกิจไทย

ปัญหาสำคัญที่รายงานการศึกษาของกรรมาธิการฯ ระบุคือ “ช่องว่างไฟฟ้าสะอาด” ซึ่งในอีก 4 ปีข้างหน้า ความต้องการไฟฟ้าของภาคอุตสาหกรรมจะพุ่งสูงขึ้นถึง 3 เท่า หากรัฐบาลไม่เร่งจัดการเรื่องการเข้าถึงพลังงานสีเขียว ไทยจะเสียเปรียบในการแข่งขันอย่างหนัก การเปลี่ยนผ่านนี้ต้องอาศัยการออกแบบนโยบายแบบ “คราฟต์” หรือการเจาะจงให้เหมาะกับแต่ละอุตสาหกรรม ไม่ใช่ใช้สูตรเดียวกับทุกกลุ่มธุรกิจ

นอกจากการปรับปรุงเรื่องพลังงานแล้ว การก้าวสู่การเป็นผู้ผลิตเครื่องมือแพทย์ไม่ใช่แค่เรื่องสาธารณสุข แต่เป็นยุทธศาสตร์การสร้างมูลค่าเพิ่มที่แท้จริงแทนการเป็นเพียงศูนย์กลางบริการ (Wellness Center) ปลายน้ำเพียงอย่างเดียว การสร้างเทคโนโลยีเองจะช่วยลดการนำเข้าและเตรียมพร้อมรับมือสังคมสูงวัยได้อย่างยั่งยืน

โดยสรุป การก้าวให้ทันต่อกติกาการค้าโลกในยุค No Green, No Growth คือโจทย์ใหญ่ที่สุดที่รัฐบาลไทยต้องเร่งแก้ไข การยึดมั่นในวิสัยทัศน์ที่มุ่งเน้นการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจจากต้นน้ำแทนการใช้นโยบายแบบฉาบฉวย คือกุญแจสำคัญที่จะดึงความเชื่อมั่นจากนักลงทุนทั่วโลกให้กลับคืนมาอีกครั้ง

ที่มา – “วีระยุทธ” นำทีม กมธ.พัฒนาเศรษฐกิจจัด Growth Forum ชู 2 ยุทธศาสตร์ฟื้นเศรษฐกิจไทย เปลี่ยนพลังงาน

“ศุภจี” แจงคืบหน้าเจรจาภาษีสหรัฐฯ ยอมรับเงื่อนไขกระทบผลประโยชน์ชาติ

“ศุภจี” แจงคืบหน้าเจรจาภาษีสหรัฐฯ ยอมรับเงื่อนไขกระทบผลประโยชน์ชาติ

กลายเป็นประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจอย่างมากในขณะนี้ กับข่าวที่นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ออกมาอัปเดตสถานการณ์การเจรจามาตรการภาษีกับทางสหรัฐอเมริกา ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญที่กระทบต่อภาคธุรกิจและส่งออกของไทยโดยตรง วันนี้เราจะมาสรุปประเด็นสำคัญแบบเข้าใจง่ายเพื่อให้ทุกคนหายกังวลครับ

สรุปสถานการณ์ “ศุภจี” แจงคืบหน้าเจรจาภาษีสหรัฐฯ ยอมรับเงื่อนไขกระทบผลประโยชน์ชาติ

สำหรับประเด็นภาษี 12.5% ที่หลายคนกังวลนั้น คุณศุภจีได้ออกมายืนยันแล้วว่า ไม่ใช่ข้อสรุปสุดท้าย ครับ โดยทางรัฐบาลไทยกำลังเร่งรัดกระบวนการอุทธรณ์อย่างเต็มที่ เพื่อไม่ให้ผู้ประกอบการไทยต้องเสียเปรียบคู่แข่งในตลาดโลก ขอย้ำว่า “ศุภจี” แจงคืบหน้าเจรจาภาษีสหรัฐฯ ยอมรับเงื่อนไขกระทบผลประโยชน์ชาติ โดยเน้นย้ำจุดยืนที่ชัดเจนว่า รัฐบาลจะไม่ยอมรับเงื่อนไขใดๆ ที่จะสร้างความเสียหายต่อคุณภาพชีวิตของคนไทยหรือผลประโยชน์ของชาติอย่างเด็ดขาด

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น นี่คือประเด็นสำคัญที่ควรรู้:

  • การเจรจาภาษี: จากเดิมที่สหรัฐฯ เคยกำหนดไว้สูงถึง 36% ทางไทยสามารถเจรจาจนเหลือกรอบลดลงมาได้ และขณะนี้กำลังสู้ในเรื่องของมาตรา 301 ที่ถูกไต่สวนเรื่องการใช้แรงงานและการผลิตเกินตัว
  • สินค้าที่ได้รับการยกเว้น: ปัจจุบันไทยได้รับยกเว้นภาษีในรายการสินค้ากว่า 2,120 รายการ ซึ่งครอบคลุมมูลค่าส่งออกกว่า 50% แล้ว
  • เส้นแดงของไทย: รัฐบาลไทยขีดเส้นชัดเจนว่าจะไม่นำเข้าเนื้อสัตว์ที่มีสารเร่งเนื้อแดง พร้อมเดินหน้ากฎหมาย HRDD เพื่อตรวจสอบแรงงานให้ได้มาตรฐานสากล

รัฐบาลไทยเชื่อมั่นว่า แม้การแข่งขันในเวทีโลกจะสูง แต่ด้วยความร่วมมือระหว่างบริษัทสัญชาติสหรัฐฯ ที่ตั้งฐานผลิตในไทย และการสนับสนุนการลงทุนของภาคเอกชนไทย จะช่วยให้การส่งออกปีนี้เติบโตได้ตามเป้า 8% ครับ

บทเรียนสำคัญจากเหตุการณ์นี้คือ การเตรียมความพร้อมทางด้านกฎหมายและการเจรจาระดับระหว่างประเทศเป็นสิ่งที่หยุดนิ่งไม่ได้ หากภาคธุรกิจต้องการเติบโตอย่างยั่งยืน การปรับตัวให้เข้ากับมาตรฐานสากลคือทางรอดที่ดีที่สุดครับ

ที่มา – “ศุภจี” แจงคืบหน้าเจรจาภาษีสหรัฐฯ ยอมรับเงื่อนไขกระทบผลประโยชน์ชาติ

เอกนิติ ชี้ภาษีสหรัฐฯ กระทบไทยจำกัด เร่งเจรจา IPEF

จากประเด็นร้อนแรงกรณีที่สหรัฐอเมริกาประกาศใช้อัตราภาษีภายใต้มาตรา 301 จัดเก็บภาษีนำเข้า 12.5% กับประเทศคู่ค้ากว่า 37 ประเทศ รวมถึงประเทศไทย ล่าสุด นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ออกมาให้ความมั่นใจต่อผู้ประกอบการไทย โดยย้ำว่า เอกนิติ ชี้ภาษีสหรัฐฯ กระทบไทยจำกัด เร่งเจรจา IPEF เพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาติ แม้จะมีการปรับขึ้นภาษี แต่ในความเป็นจริงสินค้าไทยหลายรายการได้รับการยกเว้นอยู่แล้ว

เอกนิติ ชี้ภาษีสหรัฐฯ กระทบไทยจำกัด เร่งเจรจา IPEF เพื่อเศรษฐกิจไทย

นายเอกนิติกล่าวว่า รัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจและได้ประสานงานกับกระทรวงพาณิชย์อย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินผลกระทบต่อกลุ่มอุตสาหกรรมต่างๆ โดยมองว่าผลกระทบในภาพรวมจะไม่รุนแรงอย่างที่กังวลกัน อย่างไรก็ตาม สิ่งที่รัฐบาลต้องให้ความสำคัญสูงสุดในเวลานี้คือการเร่งดำเนินการเจรจาในกรอบความร่วมมือ Indo-Pacific Economic Framework หรือ IPEF ให้สำเร็จลุล่วงโดยเร็ว

ทำไมการเจรจา IPEF ถึงสำคัญในสถานการณ์นี้

ขณะนี้ประเทศคู่แข่งบางประเทศที่เจรจา IPEF สำเร็จแล้ว ได้รับสิทธิประโยชน์ด้านภาษีที่ระดับ 10% ในขณะที่ประเทศไทยยังอยู่ระหว่างดำเนินขั้นตอนการเจรจา ทำให้เราเสียเปรียบในเชิงการแข่งขัน นี่คือเหตุผลหลักที่ เอกนิติ ชี้ภาษีสหรัฐฯ กระทบไทยจำกัด เร่งเจรจา IPEF ว่าเป็นภารกิจเร่งด่วนที่สุดเพื่อลดแต้มต่อดังกล่าว

รัฐบาลยังมีแนวคิดที่จะเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส โดยเฉพาะประเด็นเรื่องแรงงานบังคับที่สหรัฐฯ ให้ความสำคัญ หากไทยสามารถปรับตัวและยกระดับมาตรฐานแรงงานรวมถึงกระบวนการผลิตให้ได้มาตรฐานสากล จะส่งผลดีต่อศักยภาพการแข่งขันในระยะยาว ดังนี้:

  • ลดอุปสรรคทางการค้าจากมาตรการกีดกันของต่างประเทศ
  • สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและคู่ค้าทั่วโลก
  • เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันให้กับสินค้าไทยในตลาดระดับบน

ในอนาคตอันใกล้นี้ รัฐบาลจะหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อวิเคราะห์เจาะลึกว่ามีกลุ่มอุตสาหกรรมไหนที่ยังได้รับผลกระทบ เพื่อเตรียมออกมาตรการประคองและสนับสนุนผู้ประกอบการให้ก้าวข้ามความท้าทายนี้ไปได้ การปฏิรูปให้สอดรับกับเวทีโลกถือเป็นบททดสอบสำคัญที่ไทยต้องเร่งทำ ไม่ใช่เพียงเพื่อลดผลกระทบทางภาษี แต่เพื่ออนาคตที่ยั่งยืนของเศรษฐกิจไทย

คุณมองว่าไทยควรปรับตัวอย่างไรเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกท่ามกลางความผันผวนของนโยบายกีดกันทางการค้าเช่นนี้? มาร่วมแชร์ความคิดเห็นกันได้ครับ

ที่มา – “เอกนิติ” ชี้ภาษีสหรัฐฯ กระทบไทยจำกัด เหตุสินค้าหลายกลุ่มได้ยกเว้น เร่งเจรจา IPEF

ทุนจีนตบเท้าปักหมุดไทย มุ่งชูฮับ Global Value Chain

เรียกได้ว่าเป็นกระแสที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง เมื่อล่าสุดทางภาครัฐได้ออกมาเปิดเผยถึงความคืบหน้าในการดึงดูดเม็ดเงินจากต่างชาติ โดยเฉพาะ ทุนจีนตบเท้าปักหมุดไทย มุ่งชูฮับ Global Value Chain ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าอุตสาหกรรมไทยให้ก้าวสู่ระดับโลกอย่างเต็มตัว

ทุนจีนตบเท้าปักหมุดไทย มุ่งชูฮับ Global Value Chain

นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้เผยถึงผลการเยือนจีนอย่างเป็นทางการว่า บริษัทยักษ์ใหญ่ของจีนจำนวนมากมีความสนใจที่จะขยายฐานการผลิตมายังประเทศไทย โดยไม่ได้มองแค่การผลิตเพื่อขายในประเทศเท่านั้น แต่ต้องการใช้ไทยเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่มูลค่าระดับโลก (Global Value Chain) เพื่อกระจายสินค้าไปยังภูมิภาคอื่นๆ ทั่วโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งคาดการณ์ว่าจะเกิดเม็ดเงินลงทุนหมุนเวียนนับหมื่นล้านบาท

เทคโนโลยี AI และนวัตกรรมอุตสาหกรรมใหม่

ความน่าสนใจอย่างหนึ่งคือเรื่องของเทคโนโลยี AI และ Data Center ที่กำลังเติบโต โดยมีผู้ผลิตสาย Fiber Optic เตรียมเข้ามาลงทุนเพื่อรองรับการเชื่อมต่อระบบ GPU ในไทย สะท้อนชัดว่า ทุนจีนตบเท้าปักหมุดไทย มุ่งชูฮับ Global Value Chain ในด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลกำลังเกิดขึ้นจริง พร้อมกันนี้ยังมีการพูดถึงการใช้หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ (Humanoid) ในโรงงานแบบอัตโนมัติหรือ Dark Factory ซึ่งกระทรวงอุตสาหกรรมเน้นย้ำว่าเป็นไปเพื่อยกระดับทักษะแรงงานไทย ไม่ใช่การเข้ามาแย่งงานคน

  • เร่งพัฒนาบุคลากรช่างซ่อม EV และติดตั้งสถานีชาร์จกว่า 200 คนในปี 2569
  • สนับสนุน SME ไทยให้เข้าถึงเทคโนโลยี AI เพื่อลดต้นทุนการผลิต
  • การปรับปรุงกฎหมายและระเบียบให้เอื้อต่อการลงทุนยุคใหม่
  • มุ่งเน้นการปฏิภาคเกษตรด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่เพื่อเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร

นอกจากนี้ ในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (xEV) ไทยกำลังปรับตัวสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตและการซ่อมบำรุงที่ต้องใช้ทักษะบูรณาการมากขึ้น ทั้งหมดนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของความร่วมมือที่จะช่วยให้ผู้ประกอบการไทยได้เรียนรู้และเติบโตไปพร้อมกับยักษ์ใหญ่ระดับนานาชาติ การที่ ทุนจีนตบเท้าปักหมุดไทย มุ่งชูฮับ Global Value Chain ครั้งนี้ ไม่เพียงแต่จะช่วยในเรื่องตัวเลขการลงทุน แต่ยังเป็นโอกาสทองที่ประเทศไทยจะได้อัปเกรดตัวเองเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีที่สำคัญของภูมิภาค

ในมุมมองของเรา นี่คือโอกาสที่ไม่ควรพลาด ทั้งภาครัฐและเอกชนต้องเตรียมความพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีนี้อย่างจริงจัง เพื่อให้เราไม่ได้เป็นเพียงฐานการผลิต แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานที่มีค่าที่สุดในโลก

ที่มา – ทุนจีนตบเท้าปักหมุดไทย “วราวุธ” ชูฮับ Global Value Chain รับคลื่นลงทุนหมื่นล้าน

“วีระยุทธ” กังวลไทยเข้าสู่สภาวะนำเข้าทดแทนผลิต ชี้ไทยช่วยไทยพลัส นโยบายไม่ครอบคลุม

เชื่อว่าเพื่อนๆ หลายคนคงเริ่มสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจไทยในช่วงนี้กันบ้างแล้วนะครับ ล่าสุด นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้ออกมาฉายภาพที่น่ากังวลว่า ขณะนี้ไทยกำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่เรียกว่า “วีระยุทธ” กังวลไทยเข้าสู่สภาวะนำเข้าทดแทนผลิต ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนภัยที่ภาคการผลิตบ้านเราต้องเร่งปรับตัวอย่างหนักในยุคที่สินค้าต่างชาติทะลักเข้ามาอย่างต่อเนื่อง

วิเคราะห์วิกฤต “วีระยุทธ” กังวลไทยเข้าสู่สภาวะนำเข้าทดแทนผลิต

จากการเสวนา “โจทย์ใหญ่เศรษฐกิจไทยท่ามกลางวิกฤตโลก” คุณวีระยุทธชี้ให้เห็นว่า ในอดีตไทยเคยใช้ยุทธศาสตร์ผลิตสินค้าเพื่อทดแทนการนำเข้าจนส่งออกได้สำเร็จ แต่ปัจจุบันโมเดลดังกล่าวกลับตาลปัตร เมื่อตัวเลขการบริโภคที่เพิ่มขึ้นไม่ได้ช่วยให้ภาคอุตสาหกรรมในประเทศขยายตัวตาม แต่กลับไปกระตุ้นให้เกิดการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศมากขึ้นแทน ทำให้เกิดสภาวะที่ “วีระยุทธ” กังวลไทยเข้าสู่สภาวะนำเข้าทดแทนผลิต ซึ่งหากรัฐบาลไม่รีบวางนโยบายอุตสาหกรรมที่ชัดเจนและยั่งยืน เราอาจสูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขันไปอย่างถาวร

ปัญหาเชิงโครงสร้างและนโยบายไทยช่วยไทยพลัส

นอกจากประเด็นภาคการผลิตแล้ว คุณวีระยุทธยังได้สะท้อนมุมมองต่อโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ โดยเฉพาะโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ที่มองว่ายังขาดความรอบคอบและไม่ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายจริงๆ เช่น การปิดกั้นผู้ประกอบการรายเล็กที่เป็นนิติบุคคลบางกลุ่มไม่ให้เข้าร่วมโครงการ เพียงเพราะรายได้เกินเกณฑ์ที่กำหนดไว้ ทั้งที่จริงๆ แล้วกลุ่มเหล่านี้คือฟันเฟืองสำคัญที่กำลังประสบปัญหาต้นทุนพลังงานพุ่งสูงขึ้น

เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น มีประเด็นที่รัฐบาลควรทบทวน ดังนี้:

  • การยกเครื่องบัญชีนวัตกรรม: ปัจจุบันบัญชีนวัตกรรมถูกบิดเบือนโดยสินค้าที่ไม่ใช่นวัตกรรมจริง แต่เพียงแค่เพิ่มลูกเล่นเล็กน้อยเพื่อหวังประโยชน์จากการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ
  • การสนับสนุนอุตสาหกรรมเดิม: ไม่ควรทิ้งอุตสาหกรรมที่ยังสร้างงานจำนวนมาก เช่น ยานยนต์สันดาป ในขณะที่กำลังส่งเสริมอุตสาหกรรมใหม่
  • ความชัดเจนของนโยบาย: ทุกนโยบายต้องผ่านการวิเคราะห์เชิงลึกว่าส่งผลกระทบต่อใครบ้าง เพื่อไม่ให้เกิดช่องว่างเหมือนกรณีโครงการไทยช่วยไทยพลัส

ในมุมมองของคุณวีระยุทธ การสร้างความเติบโตทางเศรษฐกิจที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่การอัดฉีดเงินเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่สนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยสามารถ “ผลิตเพื่อสู้” กับสินค้าต่างชาติได้จริง หากเรายังคงปล่อยให้สภาวะดังกล่าวเกิดขึ้นโดยไม่มีมาตรการรองรับ เศรษฐกิจไทยคงอยู่ในภาวะที่ยากลำบากต่อไปในระยะยาว รัฐบาลจำเป็นต้องรับฟังเสียงสะท้อนจากทุกภาคส่วนเพื่อปรับทิศทางให้ทันต่อโลกที่หมุนไปไวครับ

ที่มา – “วีระยุทธ” กังวลไทยเข้าสู่สภาวะนำเข้าทดแทนผลิต ชี้ไทยช่วยไทยพลัส นโยบายไม่ครอบคลุม

พีรวัส ล่าไอ้โม่งอุตสาหกรรม แทรกแซงคดีเหมือง 5.9 พันล้าน

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองและสิ่งแวดล้อม เมื่อนายพีรวัส สมวงศ์ รองโฆษกพรรคกล้าธรรม ออกมาเปิดโปงความไม่ชอบมาพากลในคดีข้อพิพาทเหมืองแร่ครั้งใหญ่ มูลค่าความเสียหายสูงถึง 5.9 พันล้านบาท โดยงานนี้เจ้าตัวขอเดินหน้า พีรวัส ล่าไอ้โม่งอุตสาหกรรม แทรกแซงคดีเหมือง 5.9 พันล้าน อย่างเต็มตัว เพื่อทวงคืนความยุติธรรมให้กับผืนแผ่นดินไทย

พีรวัส ล่าไอ้โม่งอุตสาหกรรม แทรกแซงคดีเหมือง 5.9 พันล้าน

เหตุการณ์เริ่มต้นจากข้อพิพาทระหว่างกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) กับบริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) ซึ่งศาลได้มีคำพิพากษาให้บริษัทนำแร่รวมกว่า 47.9 ล้านตันกลับไปถมคืน หรือต้องชำระเงินตามคำพิพากษาพร้อมดอกเบี้ย นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลข แต่เป็นเรื่องของความถูกต้องและธรรมาภิบาลทางกฎหมายที่รัฐบาลต้องเร่งจัดการ

เปิดปมร้อน: ทำไมคดีหลักพันล้านถึงเหลือแค่เศษเงิน?

คำถามสำคัญที่นายพีรวัสตั้งข้อสังเกตคือ พีรวัส ล่าไอ้โม่งอุตสาหกรรม แทรกแซงคดีเหมือง 5.9 พันล้าน รายนี้คือใคร? เหตุใดจึงมีการกดดันให้เจ้าหน้าที่รับรองการถมแร่ทั้งที่กระบวนการตรวจสอบอาจไม่ครบถ้วน? นอกจากนี้ยังมีประเด็นเรื่องยอดการบังคับคดีที่ดูเหมือนจะเหลือเพียง 40 ล้านบาท ซึ่งสวนทางกับมูลค่ากว่า 5,900 ล้านบาทอย่างสิ้นเชิง หากนี่ไม่ใช่ความจริงทางรัฐมนตรีต้องออกมาเปิดเผยความจริงทันที

  • การทำเหมืองนอกเขตประทานบัตร: การบุกรุกพื้นที่ที่ไม่อนุญาต
  • การทำเหมืองในเขต Buffer Zone: พื้นที่แนวกันชนที่ห้ามทำกิน
  • การทำเหมืองผิดเงื่อนไข: การใช้ประโยชน์จากแร่แบบไม่เป็นไปตามข้อตกลง

ความพยายามที่จะเปลี่ยนหนี้มหาศาลของแผ่นดินให้กลายเป็นเพียงพิธีกรรมทางเอกสาร เป็นสิ่งที่ประชาชนยอมรับไม่ได้ นายวราวุธ ศิลปอาชา ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม จึงมีหน้าที่สำคัญในการสั่งการให้เจ้าหน้าที่บังคับคดีให้ถึงที่สุด โดยไม่ต้องเกรงกลัวต่ออิทธิพลมืดที่กำลังแทรกแซงอยู่เบื้องหลังกระบวนการยุติธรรม

บทสรุปของเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ที่ว่ามีการถมแร่แล้วหรือยัง แต่อยู่ที่ว่าใครเป็นคนตรวจสอบ ใครเป็นคนเซ็นรับรอง และใครที่กำลังบีบให้เจ้าหน้าที่ยอมทำในสิ่งที่ผิดกฎหมาย เรื่องนี้ต้องมีการเปิดเผยตัวตนของผู้อยู่เบื้องหลังออกมาสู่สาธารณะเพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างในการทำลายทรัพยากรธรรมชาติของชาติ ความโปร่งใสคือสิ่งเดียวที่จะกอบกู้ความเชื่อมั่นของประชาชนคืนมาได้

ที่มา – “พีรวัส” รองโฆษกกล้าธรรม ล่าไอ้โม่งอุตสาหกรรม แทรกแซงคดีเหมือง 5.9 พันล้าน จี้ “วราวุธ” บังคับคดี

“พชร” ชี้ GDP สวนทางดัชนีการผลิต สัญญาณอันตราย

ในสถานการณ์ที่ตัวเลขเศรษฐกิจถูกหยิบยกมานำเสนออย่างต่อเนื่อง ล่าสุด “พชร” ชี้ตัวเลข GDP สวนทางดัชนีการผลิต ส่งสัญญาณอันตราย ไม่ใช่การเติบโตที่ยั่งยืน ทำให้หลายคนเริ่มเกิดคำถามว่า แท้จริงแล้วสุขภาพเศรษฐกิจของประเทศไทยเรากำลังเป็นอย่างไรกันแน่ ในขณะที่ตัวเลข GDP ขยายตัวได้ 2.8% แต่กลับมีสัญญาณความผิดปกติซ่อนอยู่ภายใต้ตัวเลขที่ดูสวยหรูนี้

“พชร” ชี้ตัวเลข GDP สวนทางดัชนีการผลิต ส่งสัญญาณอันตราย ไม่ใช่การเติบโตที่ยั่งยืน

นายพชร นริพทะพันธุ์ กรรมการ ก.ล.ต. ได้ออกมาแสดงความกังวลอย่างชัดเจนว่า แม้ GDP จะเติบโต แต่ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) กลับไม่ได้ขยับตัวตามอย่างที่ควรจะเป็น นี่คือช่องว่างที่น่ากลัว เพราะ MPI คือตัวชี้วัดความเป็นจริงจากโรงงาน หาก GDP โตแต่ MPI นิ่ง นั่นหมายความว่าเราไม่ได้ผลิตของได้มากขึ้นจริง แต่ตัวเลขการส่งออกอาจถูกดันด้วยปัจจัยอื่นที่ชั่วคราว การที่ “พชร” ชี้ตัวเลข GDP สวนทางดัชนีการผลิต ส่งสัญญาณอันตราย ไม่ใช่การเติบโตที่ยั่งยืน จึงเป็นเสียงเตือนที่เราไม่อาจมองข้ามได้เลย

ทำไมการโตแบบนี้ถึงไม่ใช่ความยั่งยืน?

ปัญหาเชิงโครงสร้างของไทยไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่การที่ตัวเลขการผลิต (MPI) โตเพียง 0.83% ขณะที่การส่งออกพุ่งไปถึง 15.5% สะท้อนถึงการดึงเอาผลการส่งออกในอนาคตมาใช้ล่วงหน้า (Front loading) เพื่อหลบเลี่ยงมาตรการภาษี นอกจากนี้ยังมีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้:

  • ภาวะการผลิตที่ซบเซา: อัตราการใช้กำลังการผลิตวนเวียนอยู่แค่ 57-61% มาตั้งแต่ปี 2567
  • Digital Deficit: ภาระค่าบริการแพลตฟอร์มต่างชาติที่คนไทยจ่ายออกไปทุกเดือน กลายเป็นรายจ่ายถาวรที่สูบเงินออกจากระบบ
  • ภาคบริการมูลค่าต่ำ: การพึ่งพาเพียงการท่องเที่ยวไม่สามารถทดแทนการสูญเสียขีดความสามารถในการผลิตของภาคอุตสาหกรรมได้

สถานการณ์ปัจจุบันยังเผชิญกับดุลบัญชีเดินสะพัดที่พลิกกลับมาติดลบอย่างรวดเร็วในปี 2569 ซึ่งเป็นผลมาจากการนำเข้าชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น การที่ “พชร” ชี้ตัวเลข GDP สวนทางดัชนีการผลิต ส่งสัญญาณอันตราย ไม่ใช่การเติบโตที่ยั่งยืน เพราะสิ่งที่เรากำลังเผชิญคือภาวะ Negative Deindustrialization หรือการที่อุตสาหกรรมหดตัวทั้งที่ยังไม่ทันก้าวพ้นกับดักรายได้ปานกลาง

หากรัฐบาลไม่เร่งปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นการกำจัดอุปสรรคของผู้ประกอบการ หรือการสร้างบุคลากรให้ตรงกับความต้องการของตลาดโลก เราคงยากที่จะรอดพ้นจากกับดักนี้ได้ ความท้าทายนี้ต้องการนโยบายที่กล้าหาญมากกว่าแค่การพึ่งพาตัวเลข GDP เพียงอย่างเดียว หากเราไม่เลิกมองแค่ภาพลวงตาของตัวเลข และหันมาแก้ปัญหาที่เนื้อในของโครงสร้างเศรษฐกิจ วันที่ประเทศต้องเผชิญกับวิกฤตที่หนักกว่าเดิมอาจไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป

ที่มา – “พชร” ชี้ตัวเลข GDP สวนทางดัชนีการผลิต ส่งสัญญาณอันตราย ไม่ใช่การเติบโตที่ยั่งยืน

“ภาวุธ” เตือน China Shock 2.0 ภัย SMEs ไทย

สวัสดีเพื่อนๆ ทุกคน! วันนี้เรามาคุยเรื่องที่กำลังเป็นกระแสฮอตฮิตในวงการธุรกิจไทยกันหน่อยนะครับ นั่นคือคำเตือนสุดสะเทือนใจจาก สส.ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ที่โพสต์เฟซบุ๊กเตือนภัยใหญ่หลวง ว่าเอสเอ็มอีไทยกำลังเผชิญหน้ากับ China Shock 2.0 แบบมาเร็วกว่าที่ใครคาดคิด สินค้าจีนล้นตลาด (Overcapacity) ถูกระบายมาอาเซียนรวมไทยเต็มสูบ ราคาถูกกว่าสินค้าไทยเกือบครึ่ง แถมส่งไวสุดๆ จนตอนนี้ไทยขาดดุลการค้ากับจีนพุ่งทะยาน 2 ล้านล้านบาท โรงงานไทยปิดตัวเป็นแถว งานคราฟต์สไตล์ “Very Thai” กำลังจะตายเรียบ!

มันเหมือนปล่อย “ปลาหมอคางดำ” เข้าทำลายระบบนิเวศการออกแบบไทยเลยครับ เพื่อนๆ ลองนึกภาพดู โรงงาน SME ที่เคยคึกคักวันนี้เงียบเหงา ลูกน้องตกงานเพียบ สส.ภาวุธบอกชัดว่าถ้าไม่รีบอุดจุดบอด อุตสาหกรรมไทยอาจล้มละลายยับเยิน ทางรอดคือต้องสู้ด้วย “สมองและรสนิยม” ไม่ใช่แข่งราคาด้วย “เหล็กและไม้” ต้องสร้าง Un-copyable DNA เลิกขายแค่สินค้า แต่ขาย “Solution & Curation” ที่จีนก๊อปไม่ได้ เช่น ความเข้าใจบริบทบ้านไทยแท้ๆ

China Shock 2.0 กำลังบี้เอสเอ็มอีไทยหนักแค่ไหน

China Shock 2.0 ไม่ใช่เรื่องไกลตัวนะครับ มันคือคลื่นลูกใหม่ของสินค้าจีนราคาถูกที่ถาโถมเข้ามา หลังจากจีนผลิตเกินกำลัง ตอนนี้ไทยติดอันดับ Top 3 อาเซียนที่เปราะบางที่สุด รองจากเวียดนามและอินโดนีเซีย แต่ไทยตอบโต้ช้ากว่าคู่แข่ง โครงสร้างภาษีและศุลกากรมีช่องโหว่ใหญ่ เช่น Free Trade Zone และนโยบายนำเข้าสินค้าน้อยๆ ทำให้สินค้าจีนไหลทะลักถึงระดับรากหญ้าได้ง่าย ส่งผลขาดดุลปี 2568 พุ่ง 2 ล้านล้านบาท สูงสุดในประวัติศาสตร์!

ตัวอย่างผลกระทบ China Shock 2.0 ในไทย

  • โรงงาน SME ปิดตัวเป็นล้าน
  • งานคราฟต์ไทยสูญหาย อย่างเฟอร์นิเจอร์หรือสิ่งทอ
  • ขาดดุลการค้ากระโดดหลักล้านล้าน

สส.ภาวุธยกตัวอย่างชัดๆ ว่าต้องทำ Hybrid Model (70/30) ใช้ซัพพลายเชนจีนถูกๆ 70% ผสม “ลายเซ็นคราฟต์ไทย” 30% เพื่อพยุงโรงงานท้องถิ่น แถมใช้ Genuine Soft Power อย่างไทยดีไซน์ที่คนยอมจ่ายเพราะรักในเอกลักษณ์ ไม่ใช่แค่ช้างหรือลายเทพพนม

บทเรียนจากประเทศอื่นสู้ China Shock 2.0 สำเร็จ

ไม่ต้องกลัวครับ มีแบบอย่างดีๆ ให้ไทยเลียนแบบ สส.ภาวุธยก 3 โมเดลเจ๋งๆ

1. เม็กซิโกใช้นโยบายยาแรง: สร้างกำแพงภาษี อุดช่องโหว่ จนเกิดกระแส Nearshoring บริษัทจีนและต่างชาติตั้งโรงงานในเม็กซิโกเพื่อเลี่ยงภาษีส่งสหรัฐฯ โรงงานท้องถิ่นกลับมาทำงาน จ้างงานพุ่ง!

2. อินโดนีเซียเก็บภาษีป้องกันทุ่มตลาด: ใช้ Safeguard Duties สูง 100-200% ในสิ่งทอเซรามิก ป้องกัน SME ตายยกรัง แถมยกเลิก De minimis สำหรับแอปอย่าง Shein Temu ที่นำเข้าสินค้าราคาถูก ร้านค้าท้องถิ่นรอดตาย!

3. ยกระดับ DNA ด้วยนวัตกรรมแบบอิตาลี: ไม่สู้ราคา แต่ใช้ “Made in Italy 2026 Vision” ผสมเทคโนโลยี 3D Prototyping AI ช่วยช่างฝีมือ ลดต้นทุนแต่คงความประณีต สร้างเรื่องเล่า Cultural Storytelling ทำให้ของอิตาลีขายแพงได้เพราะเป็น “ประวัติศาสตร์และจิตวิญญาณ” จีนก๊อปไม่ได้ สร้างกำแพงทางความรู้สึก!

4. ดึงซัพพลายเชนกลับบ้านแบบอินเดีย: โครงการ Make in India + PLI (Production Linked Incentive) ให้เงินอุดหนุนภาษีบริษัทผลิตในประเทศ ปี 2568 ดึง iPhone ผลิต 25-30% ส่งออกทั่วโลก เปลี่ยนจากนำเข้าเป็นผู้ผลิตชั้นนำ

ไทยช้ากว่าเพื่อน ต้องรีบ!

ไทยตอบโต้ช้าเพราะกฎหมายอ่อน สินค้าจีนทะลักง่าย ต้องรีบปฏิรูป!

สุดท้ายนี้ คำเตือนจากสส.ภาวุธคือสัญญาณเตือนภัยที่เราต้องฟังนะครับ ไทยมีศักยภาพ Soft Power สูง ถ้ารีบยกระดับดีไซน์ ใช้เทคโนโลยีผสมคราฟต์ สร้าง Hybrid Model และตั้งกำแพงภาษีที่เหมาะสม เราจะผ่าน China Shock 2.0 ไปได้แน่นอน คุณคิดว่าอะไรคือทางรอดที่ดีที่สุดสำหรับ SME ไทย? ลองคอมเมนต์บอกกันด้านล่าง แล้วแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ผู้ประกอบการได้อ่านด้วยนะครับ จะได้ช่วยกันคิดทางออก!

ที่มา – “ภาวุธ” เตือนภัย เอสเอ็มอี ไทย เจอ “China Shock 2.0” บี้รีบอุดจุดบอดก่อนอุตสาหกรรมไทยล้มละลาย

“วราวุธ” ผนึก 4 กระทรวงสู้เม็ดพลาสติกขาดแคลน

วันนี้เรากำลังเผชิญวิกฤตเม็ดพลาสติกขาดแคลนที่กระทบอุตสาหกรรมไทยหนักมาก จากปัญหาในตะวันออกกลางทำให้ราคาวัตถุดิบพุ่งสูง ผู้ประกอบการหลายรายเดือดร้อน แต่มีข่าวดีจากนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ที่ริเริ่มมาตรการเด็ดขาดเพื่อแก้ปัญหานี้แบบเร่งด่วนและยั่งยืน

“วราวุธ” ผนึก 4 กระทรวงตั้งวอร์รูมสู้เม็ดพลาสติกขาดแคลน ดึงขยะรีไซเคิลทำวัตถุดิบ

ในการประชุมเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2567 นายวราวุธได้หารือกับนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์ เพื่อหาทางออกจากวิกฤตห่วงโซ่อุปทานปิโตรเคมีที่สะดุดตัว ผู้ประกอบการขาดแคลนเม็ดพลาสติก ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคและเวชภัณฑ์ ทำให้ต้นทุนพุ่งและราคาสินค้าปลายทางแพงขึ้นตามไปด้วย ส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพประชาชนโดยตรง

ที่ประชุมมีมติสำคัญคือจัดตั้งคณะทำงานร่วม4 กระทรวง เพื่อบูรณาการแก้ปัญหา โดยดึงภาคเอกชนมาร่วมตรวจสอบข้อมูลสต็อกเม็ดพลาสติก ต้นทุนนำเข้า และราคาขายจริง เพื่อปราบการกักตุนและปั่นราคา เป้าหมายคือรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าไม่ให้พุ่งสูงในยามวิกฤต

คณะทำงาน“วราวุธ” ผนึก 4 กระทรวงตั้งวอร์รูมสู้เม็ดพลาสติกขาดแคลน ดึงขยะรีไซเคิลทำวัตถุดิบ

  • กระทรวงพาณิชย์: ดูแลการนำเข้าและควบคุมราคา
  • กระทรวงอุตสาหกรรม: ประสานผู้ผลิตและตรวจสต็อก
  • กระทรวงสาธารณสุข: รักษาการผลิตเวชภัณฑ์ที่ใช้พลาสติก
  • กระทรวงมหาดไทย: จัดการขยะพลาสติกจากท้องถิ่น

นี่คือก้าวแรกในการสร้างวอร์รูมที่ทำงานแบบเรียลไทม์ เพื่อให้ข้อมูลโปร่งใสและแก้ปัญหาได้ทันท่วงที ไม่ปล่อยให้ผู้ประกอบการลำบากคนเดียว

แนวทางระยะยาว: ดึงขยะรีไซเคิลทดแทนเม็ดพลาสติกใหม่

นายวราวุธไม่ได้หยุดแค่แก้เฉพาะหน้า แต่ชูไอเดียเจ๋งด้วยการยกระดับอุตสาหกรรมรีไซเคิล ปัจจุบันไทยมีขยะพลาสติก 2.7 ล้านตันต่อปี แต่รีไซเคิลได้แค่ 25% เท่านั้น ถ้าจัดการดี จะเปลี่ยนขยะให้เป็นวัตถุดิบทดแทนเม็ดพลาสติกนำเข้าได้ ลดต้นทุนมหาศาล ลดการพึ่งพาต่างประเทศ และสร้างความยั่งยืนให้อุตสาหกรรม

ประโยชน์ของการรีไซเคิลมีมากมาย เช่น ลดราคาสินค้าให้คงที่ ไม่ผันผวนตามสถานการณ์โลก สร้างงานให้ชุมชน และช่วยสิ่งแวดล้อม ลดขยะทะเลที่เป็นปัญหาใหญ่ของไทย หากทุกคนช่วยกันแยกขยะ ภาคอุตสาหกรรมจะแข็งแกร่งขึ้นแน่นอน

ปัญหาเม็ดพลาสติกขาดแคลนนี้สอนให้เราเห็นว่าต้องพึ่งพาตัวเองมากขึ้น การที่ “วราวุธ” ผนึก 4 กระทรวงตั้งวอร์รูมสู้เม็ดพลาสติกขาดแคลน ดึงขยะรีไซเคิลทำวัตถุดิบ ถือเป็นนโยบายที่ฉลาดและทันสมัย สอดคล้องกับ BCG Economy ที่รัฐบาลผลักดัน

ในมุมมองของผม นี่คือโอกาสทองสำหรับไทยในการก้าวสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน หากรัฐและเอกชนร่วมมือกันจริงจัง เราจะไม่กลัววิกฤตแบบนี้อีกต่อไป คุณล่ะพร้อมช่วยรีไซเคิลขยะพลาสติกที่บ้านหรือยัง? เริ่มวันนี้เพื่ออนาคตที่ยั่งยืน ลองแชร์ประสบการณ์รีไซเคิลของคุณในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ รู้ด้วยนะ!

ที่มา – “วราวุธ” ผนึก 4 กระทรวงตั้งวอร์รูมสู้เม็ดพลาสติกขาดแคลน ดึงขยะรีไซเคิลทำวัตถุดิบ

Scroll to top