อุทกภัย

รัฐบาลเตือน 12 จังหวัด เฝ้าระวังฝนตกหนัก–น้ำท่วมฉับพลัน

ช่วงนี้ใครที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยต้องคอยติดตามข่าวสารกันให้ดีนะครับ เพราะล่าสุดรัฐบาลเตือน 12 จังหวัด เฝ้าระวังฝนตกหนัก–น้ำท่วมฉับพลัน หลังจากกรมอุตุนิยมวิทยาได้คาดการณ์สภาพอากาศในช่วงวันที่ 10–16 สิงหาคมนี้ว่าจะมีฝนตกต่อเนื่องและมีฝนตกหนักหลายพื้นที่ โดยเฉพาะในโซนภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือครับ

รัฐบาลเตือน 12 จังหวัด เฝ้าระวังฝนตกหนัก–น้ำท่วมฉับพลัน อย่างใกล้ชิด

การประกาศแจ้งเตือนในครั้งนี้ไม่ได้มาเล่นๆ นะครับ เพราะด้วยร่องมรสุมที่พาดผ่านผนวกกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่มีกำลังค่อนข้างแรง ทำให้หลายพื้นที่ต้องเตรียมตัวรับมือกับสถานการณ์น้ำป่าไหลหลากและน้ำล้นตลิ่ง โดยเฉพาะบ้านเรือนที่ตั้งอยู่ใกล้ทางน้ำไหลผ่านหรือที่ลุ่มต่ำ ข้อมูลล่าสุดระบุว่ารัฐบาลเตือน 12 จังหวัด เฝ้าระวังฝนตกหนัก–น้ำท่วมฉับพลัน ได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน น่าน มุกดาหาร สระบุรี ร้อยเอ็ด ยโสธร นครพนม อุดรธานี พิษณุโลก และอำนาจเจริญ

มาตรการเตรียมพร้อมรับมือจากกรมชลประทาน

เพื่อให้ประชาชนอุ่นใจ รัฐบาลได้สั่งการให้กรมชลประทานเตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่ ทั้งในส่วนของเครื่องจักร เครื่องสูบน้ำ และบุคลากรให้พร้อมเข้าช่วยเหลือทันทีหากเกิดเหตุอุทกภัย นอกจากนี้ยังมีการติดตามปริมาณน้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยาอย่างใกล้ชิด เพื่อบริหารจัดการน้ำไม่ให้กระทบต่อประชาชนในพื้นที่ท้ายน้ำมากเกินไป

สิ่งที่พวกเราทำได้ในตอนนี้คือการเตรียมตัวครับ:

  • ติดตามข่าวสารจากทางราชการและกรมอุตุฯ อย่างใกล้ชิด
  • ตรวจสอบบ้านเรือนและสิ่งของมีค่า โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในที่ลุ่มต่ำให้รีบย้ายขึ้นที่สูง
  • เตรียมอุปกรณ์สำคัญ เครื่องมือการเกษตร และยารักษาโรคให้พร้อม
  • หากฝนตกหนักต่อเนื่องควรสังเกตระดับน้ำ หากมีความผิดปกติให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที

ความปลอดภัยของทุกคนเป็นสิ่งสำคัญที่สุดครับ การเตรียมพร้อมล่วงหน้าจะช่วยลดความเสียหายและอันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากธรรมชาติได้ อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์รุนแรงขึ้น ขอให้ทุกท่านเชื่อฟังคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่เพื่อความปลอดภัยของครอบครัวนะครับ เรามาเป็นกำลังใจให้พี่น้องในทั้ง 12 จังหวัดผ่านพ้นช่วงวิกฤตนี้ไปได้ด้วยกันครับ

ที่มา – รัฐบาลเตือน 12 จังหวัด เฝ้าระวังฝนตกหนัก–น้ำท่วมฉับพลัน กำชับชลประทานเตรียมพร้อมรับมือ

“สรรเพชญ” ลุยคลองอู่ตะเภา เร่งขุดลอกร่องน้ำ ป้องกันน้ำท่วมสงขลา

“สรรเพชญ” ลุยคลองอู่ตะเภา เร่งขุดลอกร่องน้ำ ป้องกันน้ำท่วมสงขลา

เมื่อเร็วๆ นี้ นายสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ลงพื้นที่ปฏิบัติภารกิจสำคัญในการติดตามความคืบหน้าการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางน้ำ โดยได้เดินทางไปดูการดำเนินงานโครงการขุดลอกร่องน้ำคลองอู่ตะเภา จังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นภารกิจหลักที่รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์น้ำในช่วงฤดูฝนที่กำลังจะมาถึง

การลงพื้นที่ครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการตรวจสอบความพร้อมของเครื่องจักรและกำลังคนของกรมเจ้าท่าเท่านั้น แต่ยังเป็นการยืนยันความตั้งใจจริงของภาครัฐในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมอย่างยั่งยืน โดยในปัจจุบัน “สรรเพชญ” ลุยคลองอู่ตะเภา เร่งขุดลอกร่องน้ำ ป้องกันน้ำท่วมสงขลา เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการระบายน้ำให้ไหลผ่านคลองอู่ตะเภาได้อย่างคล่องตัวมากขึ้น ลดจุดตื้นเขินที่เป็นอุปสรรคต่อการระบายน้ำ ซึ่งจะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดน้ำท่วมขังในพื้นที่เศรษฐกิจและบ้านเรือนของพี่น้องประชาชนชาวสงขลาได้

แผนงานระยะยาวเพื่อความปลอดภัยและเศรษฐกิจท้องถิ่น

นอกจากโครงการที่กำลังดำเนินการอยู่ นายสรรเพชญยังได้กล่าวถึงแผนการพัฒนาในระยะยาว โดยมีการวางแผนงบประมาณปี 2570 เพื่อสานต่อโครงการสำคัญอีก 3 โครงการ ดังนี้:

  • โครงการขุดลอกร่องน้ำคลองอู่ตะเภา: เน้นการกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำเพื่อรองรับปริมาณน้ำฝนที่เพิ่มสูงขึ้น
  • โครงการขุดลอกคลอง ร.1: พัฒนาร่องชายฝั่งทะเลเพื่อเสริมระบบระบายน้ำให้ครอบคลุมทุกจุดเสี่ยง
  • โครงการขุดลอกคลอง ร.3: ขยายขีดความสามารถการไหลเวียนของน้ำ เพื่อสนับสนุนทั้งภาคการเกษตรและการสัญจรทางน้ำ

ด้วยงบประมาณกว่า 28 ล้านบาทต่อโครงการ ถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับความเสียหายจากอุทกภัยที่อาจเกิดขึ้นหากไม่เตรียมการป้องกันไว้ก่อน สิ่งนี้ตอกย้ำให้เห็นว่าการที่ “สรรเพชญ” ลุยคลองอู่ตะเภา เร่งขุดลอกร่องน้ำ ป้องกันน้ำท่วมสงขลา เป็นกลยุทธ์เชิงรุกที่น่าชื่นชม เพราะนอกจากช่วยระบายน้ำแล้ว ยังเป็นการอำนวยความสะดวกในการเดินเรือของชาวประมงพื้นบ้านอีกด้วย

ในฐานะประชาชน เราต่างหวังว่าการดำเนินงานที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ของกรมเจ้าท่า จะช่วยให้โครงการเหล่านี้สำเร็จลุล่วงตามแผนที่วางไว้ การเตรียมพร้อมก่อนที่ปัญหาจะมาถึง คือหัวใจสำคัญของการบริหารจัดการภาครัฐที่ยั่งยืน และเชื่อมั่นว่าความมุ่งมั่นของนายสรรเพชญในครั้งนี้ จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของชาวสงขลาได้อย่างแท้จริง การที่ “สรรเพชญ” ลุยคลองอู่ตะเภา เร่งขุดลอกร่องน้ำ ป้องกันน้ำท่วมสงขลา จึงเป็นก้าวสำคัญที่สะท้อนถึงการทำงานเชิงบูรณาการเพื่อประโยชน์สุขของส่วนรวมอย่างแท้จริง

ที่มา – “สรรเพชญ” ลุยคลองอู่ตะเภา เร่งขุดลอกร่องน้ำ ป้องกันน้ำท่วมสงขลา

ปภ. เรียก 17 จังหวัดประชุมรับมืออุทกภัย สั่งเฝ้าระวังฝนตกหนัก

ปภ. เรียก 17 จังหวัดประชุมรับมืออุทกภัย สั่งเฝ้าระวังฝนตกหนัก

ช่วงนี้ใครที่อยู่ภาคเหนือต้องเตรียมตัวกันให้ดีเลยครับ เพราะล่าสุดทางกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย หรือ ปภ. ได้จัดประชุมด่วนเพื่อวางแผนรับมือกับสถานการณ์น้ำท่วมที่อาจเกิดขึ้น โดยได้มีการ ปภ. เรียก 17 จังหวัดประชุมรับมืออุทกภัย สั่งเฝ้าระวัง “ฝนตกหนัก” เดือนสิงหาคม อย่างเข้มงวด เพื่อให้มั่นใจว่าทุกพื้นที่พร้อมรับมือกับพายุและฝนที่จะตกหนักตลอดทั้งเดือนนี้ครับ

สถานการณ์น่าห่วงในเดือนสิงหาคม

จากการคาดการณ์สภาพอากาศ พบว่าปริมาณฝนในปีนี้จะมากกว่าค่าปกติ โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคตะวันตก และภาคอีสานตอนบน ทาง ปภ. จึงได้เน้นย้ำว่าการ ปภ. เรียก 17 จังหวัดประชุมรับมืออุทกภัย สั่งเฝ้าระวัง “ฝนตกหนัก” เดือนสิงหาคม นั้นไม่ใช่เรื่องเกินกว่าเหตุ แต่เป็นการเตรียมความพร้อมเชิงรุก เพื่อปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชนให้ปลอดภัยที่สุด

หากพูดถึงสถานการณ์ในพื้นที่เสี่ยงที่ผ่านมา เช่น จังหวัดเชียงราย และจังหวัดเพชรบูรณ์ ที่เริ่มมีน้ำป่าไหลหลาก ทางเจ้าหน้าที่ได้มีการนำเครื่องจักรกลสาธารณภัยเข้าประจำการล่วงหน้าแล้ว และมีการใช้ระบบแจ้งเตือนผ่าน Cell Broadcast เพื่อให้ชาวบ้านเก็บของขึ้นที่สูงได้ทันท่วงที นี่คือตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจของหน่วยงานรัฐที่พยายามลดผลกระทบให้เหลือน้อยที่สุด

สิ่งที่ประชาชนควรเตรียมตัว:

  • ติดตามข่าวสารจากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยอย่างใกล้ชิด
  • หมั่นตรวจสอบเส้นทางระบายน้ำหน้าบ้าน ไม่ให้มีเศษขยะอุดตัน
  • เตรียมอุปกรณ์ฉุกเฉินและเอกสารสำคัญไว้ในที่ที่หยิบจับง่าย
  • หากอยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ำ ต้องรีบยกของขึ้นที่สูงทันทีเมื่อมีการแจ้งเตือน

สำหรับการ ปภ. เรียก 17 จังหวัดประชุมรับมืออุทกภัย สั่งเฝ้าระวัง “ฝนตกหนัก” เดือนสิงหาคม ยังรวมไปถึงการประสานงานกับผู้นำชุมชนและอาสาสมัครทั่วประเทศ เพื่อให้มั่นใจว่าการสื่อสารจะเข้าถึงทุกคน ไม่ว่าจะอยู่ในพื้นที่ห่างไกลแค่ไหนก็ตามครับ

สุดท้ายนี้ ผมอยากฝากไว้ว่า แม้ทางการจะมีการเตรียมความพร้อมที่ดีเพียงใด แต่การที่ประชาชนตื่นตัวและรู้เท่าทันสถานการณ์ก็เป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้เราผ่านพ้นฤดูฝนนี้ไปได้อย่างปลอดภัย ขอเป็นกำลังใจให้พี่น้องในพื้นที่เสี่ยงทุกคนนะครับ หากใครประสบเหตุหรือต้องการความช่วยเหลือ สามารถโทรแจ้งสายด่วนนิรภัย 1784 ได้ตลอด 24 ชั่วโมงเลยครับ

ที่มา – ปภ. เรียก 17 จังหวัดประชุมรับมืออุทกภัย สั่งเฝ้าระวัง “ฝนตกหนัก” เดือนสิงหาคม

สรรเพชญ สั่งขุดลอกคลอง ร.1-ร.3-อู่ตะเภา ป้องกันน้ำท่วมหาดใหญ่

สวัสดีครับพี่น้องชาวสงขลาและชาวหาดใหญ่ทุกท่าน ช่วงนี้หลายคนอาจจะเริ่มกังวลกับสถานการณ์น้ำในช่วงปลายปีกันแล้วใช่ไหมครับ ล่าสุดคุณสรรเพชญ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ลงพื้นที่เพื่อจัดการปัญหาที่ต้นเหตุด้วยตัวเองแล้ว กับภารกิจสำคัญคือ สรรเพชญ สั่งขุดลอกคลอง ร.1-ร.3-อู่ตะเภา แก้ร่องน้ำตื้น ป้องกันน้ำท่วมหาดใหญ่ เพื่อให้มั่นใจว่าระบบระบายน้ำของเราจะพร้อมรับมือกับมรสุมได้อย่างมีประสิทธิภาพครับ

สรรเพชญ สั่งขุดลอกคลอง ร.1-ร.3-อู่ตะเภา แก้ร่องน้ำตื้น ป้องกันน้ำท่วมหาดใหญ่

จากการลงพื้นที่สำรวจพบว่าหลายจุดในคลองสายหลักมีปัญหาตะกอนทับถมเยอะมาก จนความลึกเหลือเพียงไม่กี่สิบเซนติเมตร ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้การระบายน้ำจากตัวเมืองหาดใหญ่ลงสู่ทะเลสาบสงขลาเป็นไปได้ช้า ดังนั้น สรรเพชญ สั่งขุดลอกคลอง ร.1-ร.3-อู่ตะเภา แก้ร่องน้ำตื้น ป้องกันน้ำท่วมหาดใหญ่ จึงถือเป็นมาตรการเร่งด่วนที่ช่วยเปิดทางน้ำให้ไหลสะดวกขึ้นครับ

รายละเอียดแผนการขุดลอกคลองและเพิ่มประสิทธิภาพทางน้ำ

กรมเจ้าท่าได้วางแผนการดำเนินงานอย่างเป็นระบบ เพื่อให้การระบายน้ำในพื้นที่ลุ่มต่ำของสงขลาทำได้รวดเร็วขึ้น โดยมีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้ครับ:

  • คลอง ร.1: ดำเนินการขุดลอกระยะทาง 2,150 เมตร ปริมาณดินขุด 300,000 ลูกบาศก์เมตร
  • คลองอู่ตะเภา: ดำเนินการขุดลอกระยะทาง 1,000 เมตร ปริมาณดินขุด 300,000 ลูกบาศก์เมตร
  • คลอง ร.3: เร่งดำเนินการขุดลอกอีก 300,000 ลูกบาศก์เมตร เพื่อเชื่อมต่อโครงข่ายการระบายน้ำให้สมบูรณ์

การเดินหน้าโครงการเหล่านี้ ไม่ใช่เพียงแค่การขุดลอกทั่วไป แต่เป็นการเตรียมความพร้อมเพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชน โดยคุณสรรเพชญยังได้กำชับให้มีการบูรณาการกับหน่วยงานท้องถิ่น เพื่อวางแผนจัดการพื้นที่ดินงอกและสิ่งกีดขวางทางน้ำให้โปร่งใสและตรวจสอบได้ครับ

ความเห็นจากผู้เขียน: การที่ภาครัฐหันมาให้ความสำคัญกับการจัดการระบบระบายน้ำตั้งแต่ช่วงกลางปีแบบนี้ ถือเป็นสัญญาณที่ดีมากครับ เพราะการขุดลอกคลองไม่เพียงแต่ช่วยเรื่องน้ำท่วมเท่านั้น แต่ยังช่วยปรับภูมิทัศน์และยกระดับคุณภาพชีวิตในระยะยาว หากการดำเนินงานทุกอย่างเป็นไปตามแผนที่เราได้เห็น ผมเชื่อว่าพี่น้องชาวหาดใหญ่คงจะอุ่นใจกับฤดูมรสุมในปีนี้มากขึ้นแน่นอนครับ

ที่มา – “สรรเพชญ” สั่งขุดลอกคลอง ร.1-ร.3-อู่ตะเภา แก้ร่องน้ำตื้น ป้องกันน้ำท่วมหาดใหญ่

วางแผนรับมืออุทกภัย ถอดบทเรียนน้ำท่วมหาดใหญ่

เชื่อว่าสถานการณ์น้ำท่วมเป็นสิ่งที่คนไทยทุกภาคส่วนให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ ล่าสุด คุณอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้เป็นประธานในการประชุม กรอ. เพื่อเดินหน้าวางแผนรับมืออุทกภัย ถอดบทเรียนน้ำท่วมหาดใหญ่ อย่างจริงจัง โดยเน้นย้ำถึงการบริหารจัดการน้ำให้เป็นเอกภาพ เพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับประชาชนในวงกว้าง

วางแผนรับมืออุทกภัย ถอดบทเรียนน้ำท่วมหาดใหญ่ เพื่อความปลอดภัย

การประชุมในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่รัฐบาลให้ความใส่ใจ โดยนำเทคโนโลยีและงานวิจัยเชิงลึกเข้ามาเป็นตัวแปรสำคัญในการตัดสินใจ เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำเป็นไปอย่างแม่นยำและรวดเร็วที่สุด การวางแผนรับมืออุทกภัย ถอดบทเรียนน้ำท่วมหาดใหญ่ ในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่เป็นการวางโครงสร้างใหม่เพื่อให้หน่วยงานรัฐและเอกชนทำงานสอดประสานกันได้อย่างไร้รอยต่อ

ความร่วมมือภาครัฐและเอกชนในการป้องกันอุทกภัย

นอกจากนี้ ในที่ประชุมยังมีการเชิญ 3 สถาบันภาคเอกชน หรือ กกร. มาร่วมระดมสมอง โดยเป้าหมายหลักคือการยกระดับมาตรการรับมือใน 3 ด้านหลัก ดังนี้:

  • การป้องกัน: ใช้ข้อมูลเชิงลึกและเทคโนโลยีเพื่อคาดการณ์สถานการณ์น้ำล่วงหน้า
  • การช่วยเหลือ: เตรียมแผนการกระจายความช่วยเหลือสู่ประชาชนอย่างทันท่วงที
  • การอำนวยความสะดวก: จัดเตรียมพื้นที่และช่องทางสนับสนุนด้านต่างๆ ในช่วงเกิดภัย

การนำบทเรียนจากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ที่หาดใหญ่มาประยุกต์ใช้ คือหัวใจสำคัญของการทำงานในครั้งนี้ แม้ภัยธรรมชาติอาจอยู่นอกเหนือการควบคุม แต่การเตรียมความพร้อมที่มีประสิทธิภาพจะช่วยลดความเสียหายได้อย่างมหาศาล การที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการวางแผนรับมืออุทกภัย ถอดบทเรียนน้ำท่วมหาดใหญ่ แสดงให้เห็นว่าเรากำลังเดินหน้าสู่การจัดการวิกฤตที่ยั่งยืนขึ้น

ในมุมมองของผู้เขียน การใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีเข้ามาจับคู่กับประสบการณ์ในอดีต คือกุญแจสำคัญที่จะช่วยเปลี่ยนผ่านจากสถานการณ์วิกฤตสู่การจัดการภัยพิบัติแบบเชิงรุก หวังเป็นอย่างยิ่งว่ามาตรการเหล่านี้จะถูกนำไปปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมเพื่อให้พี่น้องประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยมีความมั่นใจและปลอดภัยมากยิ่งขึ้นครับ

ที่มา – นายกฯ ถก กรอ. วางแผนรับมืออุทกภัย ถอดบทเรียนน้ำท่วมหาดใหญ่ เน้นจัดการเป็นเอกภาพ รับมือทันท่วงที

สุริยะ สั่งกรมชลฯ รับมือ เอลนีโญ 2569 ปรับแผนน้ำเชิงรุก

สุริยะ สั่งกรมชลฯ รับมือ เอลนีโญ 2569 ปรับแผนบริหารจัดการน้ำเชิงรุกทั่วประเทศ

กลายเป็นประเด็นที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง เมื่อทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อย่างคุณสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ได้ออกมาประกาศสั่งการด่วนให้กรมชลประทานเดินหน้าคุมเข้มการวางแผนรับมือกับปรากฏการณ์ สุริยะ สั่งกรมชลฯ รับมือ เอลนีโญ 2569 ปรับแผนบริหารจัดการน้ำเชิงรุกทั่วประเทศ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าประชาชนและภาคการเกษตรไทยจะได้รับผลกระทบน้อยที่สุด หากสภาพอากาศเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงในช่วงปลายปีนี้ไปจนถึงต้นปีหน้า

บทบาทการรับมือ เอลนีโญ 2569 ของกรมชลประทาน

จากการรายงานสภาพอากาศล่าสุด พบว่าประเทศไทยกำลังเผชิญกับสภาวะเอลนีโญกำลังอ่อน ซึ่งมีความเสี่ยงสูงที่จะทวีความรุนแรงขึ้นเป็นผลให้ปริมาณน้ำฝนในปี 2569 มีแนวโน้มต่ำกว่าค่าเฉลี่ยปกติ ในเชิงนโยบายท่านรัฐมนตรีจึงกำชับให้มีการบริหารจัดการ้ำแบบเชิงรุก นำระบบการกักเก็บน้ำอัจฉริยะมาใช้ เพื่อให้เขื่อนหลักทั่วประเทศสามารถรักษาความสมดุลของปริมาณน้ำต้นทุนไว้ได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด

ปัจจุบันทางศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) ได้รายงานว่า ปริมาณน้ำรวมทั่วประเทศยังอยู่ในเกณฑ์ที่บริหารจัดการได้ แต่เพื่อความไม่ประมาท กรมชลประทานจึงถูกสั่งให้ยึดหลักการ “ต้นกัก กลางหน่วง ปลายระบาย” อย่างเคร่งครัด เพื่อให้มั่นใจได้ว่าเราจะมีน้ำเพียงพอสำหรับการอุปโภคบริโภคและการเกษตรไปตลอดช่วงฤดูแล้งที่จะมาถึง

  • เตรียมความพร้อมของเครื่องจักรและบุคลากรกว่า 5,732 หน่วยทั่วประเทศ
  • เน้นย้ำเกษตรกรให้ปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อยและปรับแผนเพาะปลูกตามสถานการณ์จริง
  • รณรงค์การใช้น้ำอย่างรู้คุณค่าภายใต้แนวคิด 3R (Reduce, Reuse, Recycle)

ด้วยความร่วมมือของทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มผู้ใช้น้ำ หรือหน่วยงานท้องถิ่น การวางแผนเชิงรุกครั้งนี้จะเป็นเกราะป้องกันสำคัญให้ประเทศไทยผ่านพ้นวิกฤตความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างมั่นคง ทั้งนี้ การเตรียมรับมือล่วงหน้าถือเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้ภาคเกษตรกรรมไทยยังคงเป็นฐานการขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง แม้ในวันที่ต้องเจอกับสภาวะอากาศที่มีความแปรปรวนก็ตาม

หากเราทุกคนร่วมมือกันประหยัดน้ำและติดตามข่าวสารการบริหารน้ำจากกรมชลประทานอย่างต่อเนื่อง เชื่อมั่นว่าผลกระทบจากความเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศจะเป็นเรื่องที่ควบคุมได้ และเราจะมีความมั่นคงทางน้ำอย่างยั่งยืนครับ

ที่มา – “สุริยะ” สั่งกรมชลฯ รับมือ เอลนีโญ 2569 ปรับแผนบริหารจัดการน้ำเชิงรุกทั่วประเทศ

ปภ. แจ้ง 54 จังหวัด เฝ้าระวังน้ำป่าไหลหลาก น้ำท่วมฉับพลัน

สวัสดีเพื่อนๆ ทุกคนครับ วันนี้มีข่าวสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามเลย โดยเฉพาะถ้าคุณอยู่ในพื้นที่เสี่ยง ปภ. แจ้ง 54 จังหวัด เฝ้าระวังน้ำป่าไหลหลาก น้ำท่วมฉับพลัน ช่วงวันที่ 14-18 พฤษภาคม 2569 นี้ จากประกาศของกรมอุตุนิยมวิทยาที่บอกว่าฝนจะตกหนักมากในหลายภาค ทำให้มีโอกาสเกิดน้ำป่าไหลหลาก น้ำท่วมฉับพลัน น้ำท่วมขัง และคลื่นลมแรง โดยเฉพาะทะเลอันดามันและอ่าวไทย

ปภ. แจ้ง 54 จังหวัด เฝ้าระวังน้ำป่าไหลหลาก น้ำท่วมฉับพลัน

นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้ออกแจ้งเตือนแล้วนะครับ กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง (กอปภ.ก.) ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด หลังจากกรมอุตุฯ ออกประกาศฝนตกหนักฉบับที่ 1 (61/2569) ซึ่งคาดว่าภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคอีสาน และภาคใต้ จะเจอฝนฟ้าคะนองหนัก บางพื้นที่อาจน้ำท่วมฉับพลันได้ง่ายมาก

สำหรับคลื่นลม แถบทะเลอันดามันคลื่นสูง 2-3 เมตร ถ้ามีฝนฟ้าคะนองอาจเกิน 3 เมตร ส่วนอ่าวไทยตอนบนคลื่นสูง 2 เมตรขึ้นไป ปภ. จึงประสานงาน 54 จังหวัดให้เตรียมพร้อม เจ้าหน้าที่เครื่องจักรกลพร้อมลุยช่วยเหลือประชาชน 24 ชั่วโมงเลยครับ

รายชื่อจังหวัดที่ต้องเฝ้าระวังน้ำป่าไหลหลาก น้ำท่วมฉับพลัน และน้ำท่วมขัง

  • ภาคเหนือ (17 จังหวัด): แม่ฮ่องสอน, เชียงใหม่, เชียงราย, ลำพูน, ลำปาง, พะเยา, แพร่, น่าน, อุตรดิตถ์, ตาก, สุโขทัย, กำแพงเพชร, พิษณุโลก, พิจิตร, เพชรบูรณ์, นครสวรรค์, อุทัยธานี
  • ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (12 จังหวัด): เลย, หนองคาย, บึงกาฬ, อุดรธานี, สกลนคร, นครพนม, ชัยภูมิ, มุกดาหาร, อำนาจเจริญ, นครราชสีมา, ศรีสะเกษ, อุบลราชธานี
  • ภาคกลาง (11 จังหวัด): กาญจนบุรี, ราชบุรี, สุพรรณบุรี, นครนายก, ปราจีนบุรี, ชลบุรี, ระยอง, จันทบุรี, ตราด, เพชรบุรี, ประจวบคีรีขันธ์
  • ภาคใต้ (14 จังหวัด): ชุมพร, สุราษฎร์ธานี, นครศรีธรรมราช, พัทลุง, สงขลา, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส, ระนอง, พังงา, ภูเก็ต, กระบี่, ตรัง, สตูล

พื้นที่เสี่ยงคลื่นลมแรงในภาคใต้

  • ระนอง (อ.เมืองระนอง, สุขสำราญ, กะเปอร์)
  • พังงา (อ.เกาะยาว, ตะกั่วทุ่ง, ท้ายเหมือง, ตะกั่วป่า, คุระบุรี)
  • ภูเก็ต (ทุกอำเภอ)
  • กระบี่ (อ.เมืองกระบี่, คลองท่อม, เกาะลันตา, เหนือคลอง, อ่าวลึก)
  • ตรัง (อ.กันตัง, สิเกา, ปะเหลียน, หาดสำราญ)
  • สตูล (อ.เมืองสตูล, ละงู, ท่าแพ, ทุ่งหว้า)

เพื่อนๆ ที่อยู่ในพื้นที่เหล่านี้ อย่าประมาทนะครับ ปภ. กำชับให้จังหวัดจัดทีมเฝ้าระวัง ปฏิบัติการพร้อมเครื่องสูบน้ำ จักรกลหนัก และประชาสัมพันธ์เตือนภัยล่วงหน้า ประชาชนควรติดตามข่าวจากทางราชการ สภาพอากาศ ปริมาณฝน สถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด

เคล็ดลับรับมือน้ำป่าไหลหลากและน้ำท่วมฉับพลัน

1. หลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยง: อย่าเข้าใกล้ทางลาดเชิงเขา คันกั้นน้ำ หรือพื้นที่ต่ำ
2. เตรียมเสบียง: น้ำดื่ม อาหารแห้ง ยา ประจำตัว ไฟฉาย พกไว้ในที่สูง
3. ย้ายของมีค่า: ขึ้นชั้นสูง กันน้ำท่วมบ้าน
4. ติดตามข้อมูล: ใช้แอป “THA DISASTER ALERT” หรือไลน์ “ปภ.รับแจ้งเหตุ1784”
5. แจ้งเหตุทันที: โทรสายด่วน 1784 ตลอด 24 ชม.
6. สำหรับเรือ: เลี่ยงทะเลอันดามัน อ่าวไทย ถ้าจำเป็นต้องลอยตัวให้เรือ
7. เด็กและผู้สูงอายุ: วางแผนอพยพก่อนฝนตกหนัก

การเตรียมพร้อมล่วงหน้าจะช่วยลดความเสียหายได้เยอะเลยครับ สถานการณ์แบบนี้เกิดขึ้นบ่อยในฤดูฝน ถ้าเราระวังดี ก็อยู่รอดปลอดภัยทั้งครอบครัว

สุดท้ายนี้ ขอให้ทุกคนปลอดภัยนะครับ ติดตามข่าวสารต่อเนื่อง และแชร์ข้อมูลนี้ให้คนรอบข้างด้วย หากมีเหตุร้ายโทร 1784 ทันที อย่ารอช้า!

ที่มา – ปภ. แจ้ง 54 จังหวัด เฝ้าระวังน้ำป่าไหลหลาก น้ำท่วมฉับพลัน ช่วง 14 – 18 พ.ค. 69

ปชป. โวย 6 เดือนเยียวยาน้ำท่วมอืด ทวงงบ 1,000 ล้าน

หลังจากเกิดน้ำท่วมหนักในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะจังหวัดสงขลา ชาวบ้านจำนวนมากยังคงรอคอยการเยียวยาจากรัฐบาลอย่างใจจดใจจ่อ ล่าสุด ปชป. โวย 6 เดือนเยียวยาน้ำท่วมอืด หลังผ่านไปครึ่งปีแล้ว แต่เงินช่วยเหลือยังไม่ถึงมือครบถ้วน ส.ส.ศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง จากพรรคประชาธิปัตย์ ได้เปิดโฉมหน้าทวงถามในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรัดการจ่ายเงิน โดยเฉพาะงบประมาณซ่อมแซมบ้านเรือนกว่า 1,000 ล้านบาท และเงินเยียวยาเกษตรกรที่ค้างจ่าย

ปชป. โวย 6 เดือนเยียวยาน้ำท่วมอืด

เหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่เมื่อปลายปีที่ผ่านมา สร้างความเสียหายรุนแรงให้กับครัวเรือนนับหมื่นรายในภาคใต้ โดยเฉพาะสงขลาที่ได้รับผลกระทบหนัก บ้านเรือนพังพินาศ สัตว์เลี้ยงจมน้ำตาย พืชผลเสียหาย แต่ที่ทำให้ประชาชนเดือดร้อนยิ่งกว่าคือความล่าช้าของระบบราชการในการเยียวยา ปชป. โวย 6 เดือนเยียวยาน้ำท่วมอืด เพราะแม้รัฐบาลจะอนุมัติงบประมาณซ่อมแซมบ้านเรือนจำนวน 1,098 ล้านบาท ครอบคลุม 60,000 ครัวเรือนแล้ว แต่การดำเนินการกลับเชื่องช้า ไม่มีกำหนดการโอนเงินที่ชัดเจน ชาวบ้านบางรายที่บ้านพังหนัก กลับได้รับเงินเยียวยาน้อยเกินจริง ไม่พอสำหรับการซ่อมแซม

ส.ส.ประชาธิปัตย์ย้ำถึงปัญหาหลักๆ ที่เกิดขึ้น ดังนี้

  • ข้อมูลผู้ประสบภัยตกหล่น ทำให้บางครัวเรือนไม่ได้รับสิทธิ์
  • วงเงินเยียวยาไม่สอดคล้องกับความเสียหายจริง
  • ขั้นตอนราชการยุ่งยาก ล่าช้าเกิน 6 เดือน
  • ไม่มีช่องทางร้องเรียนที่สะดวกสำหรับผู้ได้รับผลกระทบ

เพื่อแก้ไขปัญหา ส.ส.ศักดิ์สิทธิ์เรียกร้องให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เปิดไทม์ไลน์จ่ายเงินชัดเจน และจัดตั้งช่องทางร้องเรียนสำหรับผู้ที่ข้อมูลคลาดเคลื่อนหรือได้รับเงินไม่เป็นธรรม ชาวบ้านที่รอคอยด้วยความหวัง ไม่อยากให้ความช่วยเหลือกลายเป็นภาระที่ต้องไล่ตามอีกต่อไป

ทวงงบซ่อมบ้าน 1,000 ล้าน จี้จ่ายเงินเกษตรกรด่วน

นอกจากปัญหาที่อยู่อาศัยแล้ว กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ในสงขลากว่า 1,725 ราย ยังไม่ได้รับเงินเยียวยาแม้แต่บาทเดียว แม้ความเสียหายรวมจะสูงถึง 114 ล้านบาท เกษตรกรเหล่านี้สูญเสียสัตว์เศรษฐกิจไปจำนวนมาก ไม่มีทุนหมุนเวียนในการเริ่มต้นใหม่ ส.ส.ปชป. จึงจี้กรมปศุสัตว์และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เร่งกำหนดกรอบเวลาจ่ายเงินที่ชัดเจน เพื่อให้เกษตรกรสามารถฟื้นฟูอาชีพได้ทันท่วงที

ความล่าช้านี้ไม่เพียงสร้างความทุกข์ยากให้ประชาชนเท่านั้น แต่ยังกระทบต่อเศรษฐกิจท้องถิ่น โดยเฉพาะภาคเกษตรที่เป็นเส้นเลือดใหญ่ของสงขลา หากรัฐบาลปล่อยให้ยืดเยื้อต่อไป ความเชื่อมั่นในระบบบรรเทาภัยอาจสั่นคลอน น้ำท่วมเป็นภัยพิบัติที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง การมีกลไกเยียวยาที่รวดเร็วและโปร่งใสจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนต้องลำบากซ้ำซ้อน

ในมุมมองของผู้เขียน การที่ ปชป. โวย 6 เดือนเยียวยาน้ำท่วมอืด ถือเป็นสัญญาณเตือนให้รัฐบาลปรับปรุงระบบราชการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ควรนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาช่วย เช่น แอปพลิเคชันยื่นขอเยียวยาออนไลน์ เพื่อลดขั้นตอนและเพิ่มความโปร่งใส หากทำได้ ชาวบ้านจะได้รับความช่วยเหลืออย่างแท้จริง

คุณคิดอย่างไรกับปัญหานี้? รัฐบาลควรเร่งแก้ไขอย่างไรเพื่อไม่ให้เกิดซ้ำ แชร์ความเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวสารการเมืองและภัยพิบัติจากเรา เพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุด!

ที่มา – ปชป. โวย 6 เดือนเยียวยาน้ำท่วมอืด ทวงงบซ่อมบ้าน 1,000 ล้าน จี้จ่ายเงินเกษตรกรด่วน

“พิพัฒน์” เสนอหาดใหญ่ จัดครม.สัญจร นัดแรก ปลายเดือน พ.ค.

ข่าวใหญ่ที่กำลังเป็นกระแสในแวดวงการเมืองและการพัฒนาประเทศ เมื่อ “พิพัฒน์” รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้เสนอให้จัดประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจร (ครม.สัญจร) นัดแรกที่หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ในช่วงปลายเดือนพฤษภาคมนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการนำนโยบายรัฐบาลไปสู่ประชาชนในพื้นที่ภาคใต้ โดยเฉพาะหลังจากที่หาดใหญ่เพิ่งผ่านพ้นวิกฤตอุทกภัยครั้งใหญ่ ทำให้พื้นที่มีความพร้อมเต็มรูปแบบสำหรับการประชุมระดับสูงนี้

“พิพัฒน์” เสนอหาดใหญ่ จัดครม.สัญจร นัดแรก ปลายเดือน พ.ค. นี้

การเสนอของนายพิพัฒน์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2567 ที่พรรคภูมิใจไทย โดยระบุว่าหาดใหญ่เป็นสถานที่ที่เหมาะสมที่สุดสำหรับครม.สัญจรนัดแรก เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานพร้อมรับมือ และจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น การจัดประชุมครม.สัญจรไม่ใช่แค่การย้ายที่ประชุม แต่เป็นโอกาสในการตรวจราชการ สัมผัสปัญหาใกล้ชิด และประกาศนโยบายพัฒนาโดยตรงกับชาวใต้ นอกจากนี้ยังช่วยฟื้นฟูจิตใจชาวหาดใหญ่หลังน้ำท่วมที่สร้างความเสียหายหนัก

ยุทธศาสตร์พัฒนา 5 จังหวัดชายแดนใต้ ภายใต้ “พิพัฒน์” เสนอหาดใหญ่ จัดครม.สัญจร นัดแรก ปลายเดือน พ.ค. นี้

หนึ่งในไฮไลต์สำคัญคือการวางยุทธศาสตร์พัฒนา 5 จังหวัดชายแดนใต้ ได้แก่ สงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส และสตูล โดยมุ่งเน้นการสร้างอาชีพและเศรษฐกิจยั่งยืน โครงการเรือธงอย่างนิคมอุตสาหกรรมจะนะ จะเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมฮาลาล ซึ่งตอบโจทย์ตลาดมุสลิมทั้งในและต่างประเทศ คาดว่าจะสร้างงานนับหมื่นตำแหน่ง ลดปัญหาการว่างงาน และยกระดับรายได้ชาวบ้าน

ขณะที่ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ (ปัตตานี ยะลา นราธิวาส) จะผลักดันพืชพลังงานและโรงไฟฟ้าชีวมวล โดยมีนักลงทุนสนับสนุนเต็มที่ ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ได้สำรวจพื้นที่ 3 จังหวัด 4 อำเภอไปแล้ว และจะขยายครอบคลุมทั้ง 5 จังหวัด โครงการนี้ไม่เพียงสร้างพลังงานสะอาด แต่ยังเพิ่มรายได้จากการปลูกพืชพลังงาน เช่น ปาล์มหรืออ้อย สร้างวงจรเศรษฐกิจหมุนเวียน

ประโยชน์ของครม.สัญจรที่หาดใหญ่ต่อเศรษฐกิจภาคใต้

การจัด “พิพัฒน์” เสนอหาดใหญ่ จัดครม.สัญจร นัดแรก ปลายเดือน พ.ค. นี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นของการลงทุนมหาศาล โรงแรม ร้านอาหาร และธุรกิจท้องถิ่นจะคึกคัก นอกจากนี้ยังเร่งรัดโครงการโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ถนน รถไฟ และท่าเรือ ซึ่งนายพิพัฒน์ในฐานะ รมว.คมนาคม มีบทบาทสำคัญ การพัฒนานี้จะช่วยลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำระหว่างภาคเหนือ-กลางกับภาคใต้ สร้างความมั่นคง มั่นใจให้ประชาชน และลดปัญหาความไม่สงบด้วยการพัฒนาเศรษฐกิจ

  • นิคมอุตสาหกรรมจะนะ: ดึงดูดการลงทุนฮาลาล สร้างงานกว่า 10,000 ตำแหน่ง
  • โรงไฟฟ้าชีวมวล: ใช้พืชท้องถิ่นผลิตไฟฟ้า ลดนำเข้าพลังงาน
  • ครม.สัญจร: ตรวจราชการจริง สั่งการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า

ในมุมมองผู้เขียน การริเริ่มนี้แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ของรัฐบาลในการกระจายอำนาจและพัฒนาทุกภูมิภาคอย่างเท่าเทียม หาดใหญ่ที่เป็นฮับการค้าของภาคใต้จะกลายเป็นประตูสู่อาเซียนมากยิ่งขึ้น หากโครงการทั้งหมดเดินหน้าสำเร็จ ชาวใต้จะมีอนาคตที่สดใสกว่าเดิม

คุณคิดอย่างไรกับแผนพัฒนานี้? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวอัปเดตครม.สัญจรเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – “พิพัฒน์” เสนอหาดใหญ่ จัดครม.สัญจร นัดแรก ปลายเดือน พ.ค. นี้

Scroll to top