อุบลราชธานี

อัปเดตอาการ จ.ส.อ.ชาญณรงค์ ปลอดภัยแล้ว รอส่งต่อ รพ.พระมงกุฎฯ

อัปเดตอาการ จ.ส.อ.ชาญณรงค์ ปลอดภัยแล้ว รอส่งต่อ รพ.พระมงกุฎฯ

เป็นข่าวที่สร้างความโล่งใจให้กับหลายๆ ฝ่าย เมื่อมีการรายงานอัปเดตอาการ จ.ส.อ.ชาญณรงค์ วงศ์ชนะ หรือ “จ่าโจ้” ทหารกล้าที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสจากเหตุการณ์เหยียบระเบิด PMN 2 ขณะปฏิบัติหน้าที่ ล่าสุดอาการปลอดภัยแล้วและกำลังอยู่ในช่วงการดูแลของทีมแพทย์อย่างใกล้ชิด

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 17 สิงหาคมที่ผ่านมา ณ กองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ ซึ่งส่งผลให้จ่าโจ้วัย 37 ปี ได้รับบาดเจ็บรุนแรงที่ขาและมือทั้งสองข้าง โชคดีที่หน่วยเสนารักษ์และทีม Sky Doctor กองทัพภาคที่ 2 ได้รีบเข้าช่วยเหลือและลำเลียงส่งโรงพยาบาลค่ายสรรพสิทธิประสงค์อย่างรวดเร็ว

ทีมแพทย์ระดมกำลังช่วยชีวิตอย่างเต็มที่

ความซับซ้อนของบาดแผลทำให้ต้องมีการระดมทีมศัลยแพทย์ถึง 3 ทีม เพื่อผ่าตัดรักษาทั้งกระดูกนิ้วมือที่แตกและบาดแผลบริเวณขา การผ่าตัดกินเวลานานกว่า 3 ชั่วโมง 35 นาที ซึ่งถือว่าผ่านพ้นไปด้วยดี สำหรับการอัปเดตอาการ จ.ส.อ.ชาญณรงค์ ล่าสุดเช้านี้ พบว่าเขาได้ย้ายเข้าสู่หอผู้ป่วยหนัก (ICU) เรียบร้อยแล้ว

  • ทีมแพทย์ผ่าตัดซ่อมแซมกระดูกมือขวา 4 นิ้ว
  • ทำการดามเหล็กและซ่อมแซมมือซ้าย
  • รักษาบาดแผลบริเวณขาทั้งสองข้างและข้อเท้า

แพทย์ผู้ดูแลให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ขณะนี้คนไข้ยังคงมีอาการปวดบริเวณข้อเท้าซ้ายที่เพิ่งผ่านการผ่าตัด จึงต้องอยู่ภายใต้การดูแลของพยาบาลในห้อง ICU อย่างใกล้ชิด โดยแผนการรักษาในระยะยาว แพทย์ได้กำหนดให้พักฟื้นและเฝ้าประเมินอาการเป็นเวลา 2 สัปดาห์เต็ม เพื่อให้ร่างกายฟื้นตัวมากที่สุดก่อนจะทำการส่งตัวไปรักษาต่อยังโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าตามแผนที่วางไว้

การที่ได้ทราบว่าการอัปเดตอาการ จ.ส.อ.ชาญณรงค์ เป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้นเช่นนี้ ถือเป็นกำลังใจสำคัญให้กับครอบครัวของทหารผู้เสียสละ รวมถึงเพื่อนร่วมงานที่ติดตามข่าวสารมาโดยตลอด เราทุกคนต่างร่วมส่งกำลังใจให้จ่าโจ้ผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้ด้วยดีและกลับมาแข็งแรงในเร็ววัน

ที่มา – อัปเดตอาการ “จ.ส.อ.ชาญณรงค์” ปลอดภัยแล้ว รอฟักฟื้น 2 สัปดาห์ ก่อนส่งต่อ รพ.พระมงกุฎฯ

แห่ส่งกำลังใจให้ จ.ส.อ.ชาญณรงค์ เหยียบทุ่นระเบิดบาดเจ็บ ใกล้พื้นที่ช่องอานม้า

เชื่อว่าในวันนี้หลายคนคงได้เห็นข่าวที่สร้างความสะเทือนใจให้กับพี่น้องชาวไทย เมื่อมีรายงานว่าเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นในพื้นที่ชายแดน กับภารกิจที่เต็มไปด้วยความเสี่ยงของการเก็บกู้ทุ่นระเบิด ซึ่งล่าสุดกระแสสังคมได้ร่วมกันแห่ส่งกำลังใจให้ จ.ส.อ.ชาญณรงค์ เหยียบทุ่นระเบิดบาดเจ็บ ใกล้พื้นที่ช่องอานม้า จ.อุบลราชธานี เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้กับวีรบุรุษผู้เสียสละรายนี้

แห่ส่งกำลังใจให้ จ.ส.อ.ชาญณรงค์ เหยียบทุ่นระเบิดบาดเจ็บ ใกล้พื้นที่ช่องอานม้า

เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นกับ “จ่าโจ้” หรือ จ.ส.อ.ชาญณรงค์ วงศ์ชนะ สังกัด ร.2 พัน.2 รอ. ขณะที่เขากำลังปฏิบัติหน้าที่อันทรงเกียรติในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดบริเวณช่องอานม้า ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีประวัติศาสตร์ความขัดแย้งในอดีต การปฏิบัติภารกิจนี้ถือเป็นงานที่ละเอียดอ่อนและอันตรายเป็นอย่างมาก เนื่องจากทุ่นระเบิดที่ตกค้างอยู่มีสภาพเสื่อมโทรมและคาดเดาตำแหน่งได้ยาก

รายละเอียดเหตุการณ์และความคืบหน้าล่าสุด

จากรายงานระบุว่า ในระหว่างที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ จ.ส.อ.ชาญณรงค์ ได้เหยียบเข้ากับทุ่นระเบิดโดยไม่คาดคิด ส่งผลให้ได้รับบาดเจ็บสาหัสบริเวณขาขวาท่อนล่าง มือขวา และมีบาดแผลตามร่างกาย อย่างไรก็ตาม ข่าวดีคือในขณะนี้อาการของเขายังคงรู้สึกตัวและอยู่ในความดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด ซึ่งนับเป็นเรื่องน่ายินดีที่เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่ถึงแก่ชีวิต แต่ถึงอย่างไรการ แห่ส่งกำลังใจให้ จ.ส.อ.ชาญณรงค์ เหยียบทุ่นระเบิดบาดเจ็บ ใกล้พื้นที่ช่องอานม้า ก็ยังคงดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่องในโลกโซเชียล

ทางหน่วยงานต้นสังกัดได้ออกมาชี้แจงรายละเอียดและมาตรการช่วยเหลือ ดังนี้:

  • กองทัพบกยืนยันดูแลสวัสดิการและค่ารักษาพยาบาลอย่างเต็มที่
  • หน่วยต้นสังกัด ร.2 พัน.2 รอ. ติดตามอาการอย่างใกล้ชิด
  • มีการจัดเตรียมทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อดูแลบาดแผลให้หายดีโดยเร็วที่สุด

ความเสียสละของทหารกล้าที่ยอมเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ชายแดน คือสิ่งที่สังคมไทยต้องให้ความสำคัญและร่วมยกย่อง ในฐานะคนไทยเราทำได้เพียงการส่งพลังใจให้เขาผ่านวิกฤตนี้ไปได้โดยเร็ว และหวังว่าเหตุการณ์ลักษณะนี้จะไม่เกิดขึ้นอีกในอนาคต

สุดท้ายนี้ ขอให้ จ.ส.อ.ชาญณรงค์ เข้มแข็งและมีกำลังใจที่ดีในการฟื้นฟูร่างกาย พวกเราทุกคนขอส่งแรงเชียร์ให้เขากลับมาแข็งแรงสมบูรณ์และเป็นกำลังสำคัญของกองทัพต่อไปครับ

ที่มา – แห่ส่งกำลังใจให้ “จ.ส.อ.ชาญณรงค์” เหยียบทุ่นระเบิดบาดเจ็บ ใกล้พื้นที่ช่องอานม้า

โฆษกทบ. เผย ทหารกล้าปลอดภัยแล้ว หลังบาดเจ็บภารกิจเก็บกู้ระเบิดชายแดนช่องอานม้า

โฆษกทบ. เผย ทหารกล้าปลอดภัยแล้ว หลังบาดเจ็บภารกิจเก็บกู้ระเบิดชายแดนช่องอานม้า

เป็นข่าวที่สร้างความโล่งใจให้กับพี่น้องประชาชนชาวไทยเป็นอย่างมาก เมื่อมีการรายงานข่าวกรณี โฆษกทบ. เผย ทหารกล้าปลอดภัยแล้ว หลังบาดเจ็บภารกิจเก็บกู้ระเบิดชายแดนช่องอานม้า โดยเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในขณะที่เจ้าหน้าที่กำลังปฏิบัติหน้าที่อย่างกล้าหาญเพื่อคืนความปลอดภัยให้กับพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งพื้นที่บริเวณช่องอานม้า อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี ถือเป็นพื้นที่ที่มีประวัติศาสตร์การสู้รบและยังคงมีทุ่นระเบิดหลงเหลืออยู่จำนวนมาก

รายละเอียดเหตุการณ์และความคืบหน้าของกำลังพล

พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้ออกมาให้ข้อมูลยืนยันว่า กำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บจากการปฏิบัติภารกิจของศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ (TMAC) ขณะนี้อาการปลอดภัยและรู้สึกตัวดีแล้ว โดยได้รับบาดเจ็บที่บริเวณข้อเท้าขวา มือขวา และมีบาดแผลตามร่างกาย ซึ่งเหตุการณ์ โฆษกทบ. เผย ทหารกล้าปลอดภัยแล้ว หลังบาดเจ็บภารกิจเก็บกู้ระเบิดชายแดนช่องอานม้า ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความเสี่ยงที่เจ้าหน้าที่ทหารต้องเผชิญในทุกๆ วัน

สำหรับสาเหตุของภารกิจในครั้งนี้ สืบเนื่องมาจากในอดีตพื้นที่บริเวณช่องอานม้าเคยมีการรุกล้ำและตั้งฐานที่มั่นของฝ่ายกัมพูชา ก่อนที่ฝ่ายไทยจะผลักดันออกไปได้สำเร็จ หลังจากนั้นกองทัพบกจึงได้ดำเนินการกั้นพื้นที่เป็นเขตอันตราย เพื่อให้ทีมเก็บกู้ทุ่นระเบิดเข้าเคลียร์พื้นที่ให้มีความปลอดภัยที่สุด เพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชนในพื้นที่และเกษตรกรที่ต้องการใช้ประโยชน์จากที่ดินดังกล่าว

  • กองทัพบกสั่งการให้ดูแลสวัสดิการของทหารที่ได้รับบาดเจ็บอย่างดีที่สุด
  • ทีมแพทย์จากโรงพยาบาลค่ายสรรพสิทธิประสงค์ให้การดูแลรักษาอย่างใกล้ชิด
  • เน้นย้ำความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ในทุกขั้นตอนการปฏิบัติงาน

อย่างไรก็ตาม เราต้องขอส่งกำลังใจให้แก่ทหารกล้าทุกนายที่เสียสละปฏิบัติหน้าที่ด้วยความอดทนและเสี่ยงภัยเพื่อความสงบสุขของประเทศชาติ แม้การเก็บกู้ระเบิดจะเป็นงานที่มีความเสี่ยงสูง แต่การที่ โฆษกทบ. เผย ทหารกล้าปลอดภัยแล้ว หลังบาดเจ็บภารกิจเก็บกู้ระเบิดชายแดนช่องอานม้า ก็ถือเป็นข่าวดีที่แสดงให้เห็นถึงการจัดการและการช่วยเหลือที่รวดเร็วของกองทัพ

ในฐานะคนไทย เราขอเชิดชูเกียรติและขอบคุณเหล่านักรบผู้กล้าที่เสียสละตนเองในการปฏิบัติภารกิจที่ไม่ใช่แค่เรื่องของการทหาร แต่เป็นเรื่องของการคืนพื้นที่ปลอดภัยให้แก่พี่น้องประชาชน ขอให้เจ้าหน้าที่ทหารทุกนายที่กำลังปฏิบัติภารกิจอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยทั่วประเทศ แคล้วคลาดปลอดภัยและปฏิบัติหน้าที่จนสำเร็จลุล่วงด้วยดีทุกประการครับ

ที่มา – โฆษกทบ. เผย ทหารกล้าปลอดภัยแล้ว หลังบาดเจ็บภารกิจเก็บกู้ระเบิดชายแดนช่องอานม้า

ทหารขาขาด เหยียบทุ่นระเบิดช่องอานม้า เร่งนำตัวส่งโรงพยาบาล

ทหารขาขาด เหยียบทุ่นระเบิดช่องอานม้า เร่งนำตัวส่งโรงพยาบาล

เหตุการณ์ระทึกขวัญเกิดขึ้นในพื้นที่ชายแดนจังหวัดอุบลราชธานี เมื่อเจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้วัตถุระเบิดต้องเผชิญกับอันตรายจากการปฏิบัติหน้าที่ จนนำไปสู่ข่าว ทหารขาขาด เหยียบทุ่นระเบิดช่องอานม้า เร่งนำตัวส่งโรงพยาบาล ท่ามกลางความห่วงใยจากเพื่อนร่วมงานและประชาชนทั่วไป โดยเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นขณะที่ทีมปฏิบัติงานกำลังดำเนินการเก็บกู้พื้นที่เสี่ยงภัยตามภารกิจของศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ

เปิดสาเหตุ ทหารขาขาด เหยียบทุ่นระเบิดช่องอานม้า เร่งนำตัวส่งโรงพยาบาล

เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา จ่าสิบเอกชาญณรงค์ วงศ์ชนะ สังกัด ร.2 พัน 2 ได้ประสบอุบัติเหตุระหว่างปฏิบัติภารกิจเก็บกู้วัตถุระเบิดบริเวณช่องอานม้า จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ยังคงมีวัตถุอันตรายหลงเหลืออยู่จำนวนมาก โดยทุ่นระเบิดที่พบคือชนิด PMN-2 ซึ่งมีอานุภาพทำลายล้างสูง ส่งผลให้จ่าสิบเอกชาญณรงค์ได้รับบาดเจ็บสาหัสบริเวณขาขวาท่อนล่างใต้เข่าและมีบาดแผลฉกรรจ์ที่มือขวาจากสะเก็ดระเบิด

แม้ว่าจะได้รับบาดเจ็บรุนแรง แต่ในขณะเกิดเหตุผู้ได้รับบาดเจ็บยังมีสติสัมปชัญญะดี ทำให้ทีมงานสามารถดำเนินการช่วยเหลือและเคลื่อนย้ายผู้ได้รับบาดเจ็บส่งโรงพยาบาลน้ำยืนได้อย่างรวดเร็ว เพื่อให้ทีมแพทย์ทำการรักษาและช่วยชีวิตอย่างเร่งด่วนที่สุด ทหารขาขาด เหยียบทุ่นระเบิดช่องอานม้า เร่งนำตัวส่งโรงพยาบาล ถือเป็นอุทาหรณ์ที่ตอกย้ำถึงความเสียสละของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่เสี่ยงภัยเหล่านี้

  • การตอบสนองต่อเหตุการณ์: เมื่อเกิดระเบิดขึ้น หน่วยงานได้สั่งระงับการทำงานในพื้นที่ทันทีเพื่อประเมินความปลอดภัย
  • มาตรการความปลอดภัย: เจ้าหน้าที่เข้าควบคุมพื้นที่และเตรียมตรวจสอบแนวเขตทุ่นระเบิดเพิ่มเติมเพื่อป้องกันเหตุซ้ำซ้อน
  • ความเสียสละ: การทำงานเก็บกู้ระเบิดเป็นภารกิจที่มีความเสี่ยงสูงต่อชีวิต เพื่อความปลอดภัยของชาวบ้านในพื้นที่

ภารกิจของทหารในพื้นที่ชายแดนไม่ได้มีแค่การปกป้องอธิปไตย แต่ยังรวมถึงการคืนพื้นที่ปลอดภัยให้กับพี่น้องประชาชน การเสียสละของเจ้าหน้าที่ในครั้งนี้เป็นสิ่งที่น่าชื่นชมและควรได้รับการยกย่องเป็นอย่างมาก พวกเราทุกคนต่างร่วมส่งกำลังใจให้จ่าสิบเอกชาญณรงค์ปลอดภัยและมีอาการดีขึ้นโดยเร็ววันครับ

ที่มา – ทหารขาขาด เหยียบทุ่นระเบิดช่องอานม้า เร่งนำตัวส่งโรงพยาบาล

อนุทิน รับเสียใจไม่ได้ไปเยี่ยม เกรียง ก่อนหน้านี้ ปัดตอบพบ ทักษิณ ในงานศพ

อนุทิน รับเสียใจไม่ได้ไปเยี่ยม เกรียง ก่อนหน้านี้ ปัดตอบพบ ทักษิณ ในงานศพ

เป็นประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจอย่างมาก เมื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เดินทางไปร่วมงานสวดพระอภิธรรมศพของ นายเกรียง กัลป์ตินันท์ แกนนำพรรคเพื่อไทย ณ จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งการไปเยือนครั้งนี้ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์และจับตามองจากสังคมเป็นวงกว้าง โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลสำคัญทางการเมืองในขณะนี้

ความรู้สึกจากใจของ อนุทิน ต่อการจากไปของ เกรียง

ในระหว่างการให้สัมภาษณ์ นายอนุทินได้เปิดเผยความรู้สึกอย่างตรงไปตรงมาว่า อนุทิน รับเสียใจไม่ได้ไปเยี่ยม เกรียง ก่อนหน้านี้ เนื่องจากตนเองไม่ทราบว่าอาการป่วยของนายเกรียงนั้นอยู่ในขั้นหนัก โดยนายอนุทินได้กล่าวถึงความผูกพันในฐานะที่เคยร่วมงานกันมาว่า นายเกรียงเป็นอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยที่น่ารัก มีน้ำใจ และเป็นผู้ใหญ่ที่ได้รับการเคารพในจังหวัดอุบลราชธานีเป็นอย่างดี

นายอนุทินยังได้เน้นย้ำถึงความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกันตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา การสูญเสียบุคคลากรที่มีความสามารถและเป็นที่รักของคนในพื้นที่ไป ถือเป็นความสูญเสียที่น่าใจหายสำหรับแวดวงการเมืองไทย

  • ความผูกพันในฐานะอดีตเพื่อนร่วมงานในกระทรวงมหาดไทย
  • ความประทับใจในอัธยาศัยและน้ำใจของนายเกรียง กัลป์ตินันท์
  • มุมมองต่อบทบาทความเป็นผู้ใหญ่ในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี

อย่างไรก็ตาม อีกประเด็นที่สื่อมวลชนให้ความสนใจอย่างมากคือการพบกันระหว่างนายอนุทินและนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ภายในงานศพครั้งนี้ ซึ่งเป็นหัวข้อที่หลายฝ่ายจับตาอย่างใกล้ชิด แต่ทางด้านของนายอนุทินได้เลือกที่จะปัดตอบในประเด็นดังกล่าว และให้ความสำคัญกับการแสดงความเสียใจต่อครอบครัวผู้สูญเสียมากกว่า อนุทิน รับเสียใจไม่ได้ไปเยี่ยม เกรียง ก่อนหน้านี้ จึงกลายเป็นประเด็นหลักที่เจ้าตัวอยากสื่อสารออกมามากกว่าการเมืองในขณะนี้

ในมุมมองของผู้ติดตามข่าวสาร การเดินทางไปร่วมงานศพของบุคคลระดับรัฐมนตรีครั้งนี้ นอกจากจะเป็นการทำหน้าที่ตามประเพณีแล้ว ยังสะท้อนให้เห็นถึงความเป็นมนุษย์ที่อยู่เหนือความแตกต่างทางการเมือง ซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่าชื่นชมในความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล แม้ว่าจะต้องเผชิญกับคำถามที่ยากลำบากเกี่ยวกับประเด็นการเมืองที่ซับซ้อนก็ตาม

ที่มา – “อนุทิน” รับเสียใจไม่ได้ไปเยี่ยม “เกรียง” ก่อนหน้านี้ ปัดตอบพบ “ทักษิณ” ในงานศพ

เคลื่อนร่าง เกรียง กัลป์ตินันท์ กลับอุบลฯ ลูกชายโพสต์คลิป พาพ่อกลับบ้าน

เคลื่อนร่าง เกรียง กัลป์ตินันท์ กลับอุบลฯ ลูกชายโพสต์คลิป พาพ่อกลับบ้าน

เป็นข่าวเศร้าที่สร้างความอาลัยให้กับพี่น้องประชาชนชาวอุบลราชธานีและแวดวงการเมืองไทยเป็นอย่างมาก เมื่อมีการรายงานข่าวการสูญเสียครั้งสำคัญ กับการเคลื่อนร่าง เกรียง กัลป์ตินันท์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยและอดีต สส. พรรคเพื่อไทย ออกจากโรงพยาบาลวิชัยยุทธ เพื่อนำกลับไปประกอบพิธีทางศาสนาที่บ้านเกิดจังหวัดอุบลราชธานี

บรรยากาศในช่วงเช้าของวันที่ 12 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา เป็นไปอย่างโศกเศร้า โดยนายวรสิทธิ์ กัลป์ตินันท์ สส.อุบลราชธานี ซึ่งเป็นบุตรชาย ได้ทำหน้าที่ลูกผู้ชายส่งคุณพ่อเป็นครั้งสุดท้าย ท่ามกลางความเสียใจของคนในครอบครัวกัลป์ตินันท์ โดยทางครอบครัวได้มีการแจ้งกำหนดการว่าขบวนจะเดินทางถึงจังหวัดอุบลราชธานีในช่วงบ่าย เพื่อเตรียมการสำหรับพิธีสวดอภิธรรมที่จะเริ่มขึ้นในวันที่ 13 สิงหาคมนี้

เปิดคลิปซึ้ง พาพ่อกลับบ้าน ครั้งสุดท้าย

นอกจากภาพบรรยากาศการเดินทางแล้ว นายวรสิทธิ์ยังได้โพสต์คลิปผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัวพร้อมข้อความสั้นๆ แต่กินใจว่า “พาพ่อกลับบ้าน” ซึ่งภาพในคลิปแสดงให้เห็นถึงความผูกพันของครอบครัวที่ร่วมกันส่งคุณเกรียงเดินทางกลับสู่มาตุภูมิเป็นครั้งสุดท้าย ทางด้านนางสาวพิศทยา ไชยสงคราม นายกเทศมนตรีนครอุบลราชธานี ก็ได้ร่วมโพสต์ข้อความอาลัยถึงพ่อสามีว่า “พาคุณพ่อเดินทางกลับบ้านที่อุบลราชธานี ไปเป็นเทวดาบนฟ้า” สร้างความตื้นตันใจให้กับผู้ที่ติดตามข่าวเป็นอย่างมาก

การจากไปของท่านถือเป็นการปิดฉากตำนานแม่ทัพใหญ่แห่งภาคอีสานของพรรคเพื่อไทย ท่านเป็นที่รักของชาวบ้านและผู้ร่วมงานมาโดยตลอด ผลงานการเมืองและการทำงานเพื่อส่วนรวมของท่านจะยังคงอยู่ในความทรงจำของคนอุบลฯ ตลอดไป

ขั้นตอนการจัดพิธีศพในจังหวัดอุบลราชธานี

  • เคลื่อนร่าง เกรียง กัลป์ตินันท์ ถึงที่หมายในช่วงบ่ายวันที่ 12 สิงหาคม
  • เริ่มพิธีสวดอภิธรรมศพวันแรกในวันที่ 13 สิงหาคมนี้
  • เปิดให้ประชาชนและผู้ที่เคารพรักร่วมวางหรีดและแสดงความอาลัย

พวกเราขอร่วมเป็นกำลังใจให้ครอบครัวกัลป์ตินันท์ผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้ด้วยความเข้มแข็ง และเชื่อมั่นว่าคุณงามความดีที่ท่านได้สร้างไว้จะเป็นที่จดจำสืบไป หากท่านต้องการติดตามรายละเอียดกำหนดการสวดอภิธรรมเพิ่มเติม สามารถตรวจสอบได้จากช่องทางประชาสัมพันธ์ของทางครอบครัวครับ

ที่มา – เคลื่อนร่าง “เกรียง กัลป์ตินันท์” ออกจาก รพ. กลับอุบลฯ ลูกชายโพสต์คลิป “พาพ่อกลับบ้าน”

“สิริพงศ์” ลุยอุบลราชธานี-ศรีสะเกษ ติดตามการพัฒนา Feeder เชื่อมระบบราง

เชื่อว่าหลายคนที่เดินทางในแถบภาคอีสานตอนล่างคงได้เห็นความเคลื่อนไหวสำคัญ เมื่อเร็วๆ นี้ นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ลงพื้นที่ปฏิบัติภารกิจสำคัญในการ “สิริพงศ์” ลุยอุบลราชธานี-ศรีสะเกษ ติดตามการพัฒนา Feeder เชื่อมระบบราง เพื่อยกระดับการเดินทางของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ให้ดียิ่งขึ้นครับ

“สิริพงศ์” ลุยอุบลราชธานี-ศรีสะเกษ ติดตามการพัฒนา Feeder เชื่อมระบบราง

การลงพื้นที่ครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการตรวจเยี่ยมสถานีรถไฟศรีสะเกษเท่านั้น แต่ยังเน้นย้ำถึงการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานรอบสถานี ไม่ว่าจะเป็นการปรับปรุงภูมิทัศน์ วงเวียนน้ำพุ และระบบไฟส่องสว่าง เพื่อให้สถานีเป็นมากกว่าจุดรอรถ แต่เป็นศูนย์กลางการเชื่อมต่อที่ปลอดภัยและสะดวกสบายสำหรับทุกคน

เป้าหมายสำคัญในการพัฒนาศักยภาพระบบขนส่ง

นโยบาย “สิริพงศ์” ลุยอุบลราชธานี-ศรีสะเกษ ติดตามการพัฒนา Feeder เชื่อมระบบราง มุ่งเน้นไปที่การสร้างระบบขนส่งที่ไร้รอยต่อ (Seamless Transport) โดยการนำ Feeder มาเชื่อมต่อระหว่างระบบรางกับขนส่งสาธารณะอื่นๆ อาทิ รถสองแถว รถแท็กซี่ และรถตู้ เพื่อให้ผู้โดยสารสามารถเดินทางเข้าถึงสถานีรถไฟได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งปัจจุบันสถานีรถไฟศรีสะเกษรองรับผู้โดยสารได้ถึงวันละ 1,900 คนเลยทีเดียว

นอกเหนือจากเรื่องระบบ Feeder แล้ว ยังมีการผลักดันโครงการรถไฟทางคู่ช่วงชุมทางถนนจิระ–อุบลราชธานี ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยปลดล็อกศักยภาพด้านการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวในภูมิภาคนี้ได้อย่างมหาศาล โดยมีประเด็นสำคัญที่น่าสนใจดังนี้:

  • เพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งสินค้าเพื่อลดต้นทุนโลจิสติกส์
  • เชื่อมโยงโครงข่ายคมนาคมระหว่างจังหวัดและประเทศเพื่อนบ้าน
  • สนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจของภาคอีสานตอนล่างในระยะยาว
  • ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนผ่านระบบรางที่ทันสมัย

การดำเนินงานของกระทรวงคมนาคมในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจในการบูรณาการทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนอย่างหอการค้าจังหวัด เพื่อรับฟังปัญหาและนำมาพัฒนาให้ตอบโจทย์การใช้งานจริง ซึ่งนับเป็นสัญญาณที่ดีมากสำหรับอนาคตของระบบขนส่งมวลชนบ้านเรา

ในมุมมองส่วนตัวของผู้เขียน การพัฒนาระบบ Feeder ให้เข้มแข็งเป็นสิ่งที่จำเป็นที่สุดในตอนนี้ เพราะหากเรามีรถไฟที่รวดเร็วแต่การเดินทางเข้าถึงสถานีทำได้ยาก ความสะดวกสบายก็จะไม่สมบูรณ์ การที่ท่านรัฐมนตรีลงมาดูงานด้วยตัวเองจึงเป็นเรื่องที่น่าชื่นชมมากครับ เราคงต้องคอยติดตามกันต่อไปว่า เมื่อโครงการรถไฟทางคู่สำเร็จเสร็จสิ้น จะเปลี่ยนโฉมหน้าเศรษฐกิจภาคอีสานให้คึกคักขึ้นได้มากน้อยแค่ไหน

ที่มา – “สิริพงศ์” ลุยอุบลราชธานี-ศรีสะเกษ ติดตามการพัฒนา Feeder เชื่อมระบบราง

หนุ่มเมาสุรา อุ้ม ด.ญ. 7 ขวบ เข้าพุ่มไม้ เพื่อนบ้านผิดสังเกต รีบช่วยจับส่งตำรวจ

เชื่อว่าเหตุการณ์ความปลอดภัยของเด็กในชุมชนเป็นเรื่องที่ทุกคนให้ความสำคัญกันอย่างมาก ล่าสุดมีข่าวที่เป็นอุทาหรณ์เตือนใจพ่อแม่ผู้ปกครองอย่างมาก กับเหตุการณ์ หนุ่มเมาสุรา อุ้ม ด.ญ. 7 ขวบ เข้าพุ่มไม้ เพื่อนบ้านผิดสังเกต รีบช่วยจับส่งตำรวจ ซึ่งเหตุการณ์นี้เกือบจะกลายเป็นโศกนาฏกรรม หากไม่ได้พลเมืองดีที่สังเกตเห็นความผิดปกติเข้าให้การช่วยเหลือได้ทันท่วงที

หนุ่มเมาสุรา อุ้ม ด.ญ. 7 ขวบ เข้าพุ่มไม้ เพื่อนบ้านผิดสังเกต รีบช่วยจับส่งตำรวจ

เหตุการณ์ระทึกขวัญนี้เกิดขึ้นในพื้นที่ ต.ขามใหญ่ จ.อุบลราชธานี เมื่อนายจรุงกิต ชายวัย 45 ปี ก่อเหตุล่อลวงเด็กหญิงวัย 7 ขวบไปที่สวนสาธารณะของหมู่บ้าน โดยอาศัยจังหวะตอนที่เด็กน้อยกำลังเดินกลับจากร้านค้าเพียงลำพัง หนุ่มเมาสุรา อุ้ม ด.ญ. 7 ขวบ เข้าพุ่มไม้ เพื่อนบ้านผิดสังเกต รีบช่วยจับส่งตำรวจ จนสามารถรวบตัวไว้ได้ก่อนที่เหตุการณ์ร้ายแรงจะบานปลายไปมากกว่านี้

สรุปเหตุการณ์ระทึกขวัญที่เกิดขึ้น

จากการสอบสวน ทราบว่าผู้ก่อเหตุพยายามใช้เงิน 20 บาทมาล่อลวงให้เด็กยินยอม แต่เด็กหญิงปฏิเสธและขัดขืน จนชาวบ้านที่อยู่ใกล้เคียงได้ยินเสียงร้องจึงรีบวิ่งเข้าไปดูและพบเหตุการณ์ผิดปกติในสวนสาธารณะ ดังนี้:

  • ผู้ก่อเหตุมีอาการเมาสุราอย่างรุนแรง
  • เด็กหญิงพยายามขัดขืนและร้องไห้ด้วยความหวาดกลัว
  • พลเมืองดีสังเกตเห็นและเข้ามาช่วยชีวิตได้ทันเวลา
  • ชาวบ้านช่วยกันควบคุมตัวส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อให้ดำเนินคดี

เป็นที่ทราบกันดีว่าผู้ก่อเหตุรายนี้เป็นบุคคลที่มีพฤติกรรมดื่มสุราและสร้างความเดือดร้อนให้เพื่อนบ้านเป็นประจำ ซึ่งครั้งนี้ถือว่าหนักที่สุดเพราะเป็นการกระทำต่อเด็ก จึงนำไปสู่การแจ้งข้อหาหนักในคดีพยายามกระทำชำเราเด็กหญิงต่อไป

บทเรียนสำคัญเพื่อป้องกันเหตุร้าย

จากเหตุการณ์ หนุ่มเมาสุรา อุ้ม ด.ญ. 7 ขวบ เข้าพุ่มไม้ เพื่อนบ้านผิดสังเกต รีบช่วยจับส่งตำรวจ ครั้งนี้ เราได้เรียนรู้ว่าความปลอดภัยของเด็กเล็กๆ ไม่ควรปล่อยให้คลาดสายตาแม้แต่นาทีเดียว การที่เพื่อนบ้านหูไวตาไวช่วยได้มากจริงๆ สิ่งที่เราควรตระหนักคือ:

  • สอนให้บุตรหลานรู้จักปฏิเสธคนแปลกหน้า แม้จะเป็นคนที่รู้จักในละแวกบ้านก็ตาม
  • ชุมชนต้องช่วยกันเฝ้าระวังภัยและสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย
  • เมื่อพบเห็นเหตุการณ์ผิดปกติ ต้องไม่ละเลยและรีบแจ้งขอความช่วยเหลือทันที

ความปลอดภัยของเด็กไม่ได้เป็นหน้าที่ของคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นหน้าที่ของทุกคนในสังคมที่ต้องร่วมมือกันเป็นหูเป็นตา เพื่อให้ชุมชนของเราเป็นพื้นที่ที่ปลอดภัยสำหรับลูกหลานอย่างแท้จริงครับ

ที่มา – หนุ่มเมาสุรา อุ้ม ด.ญ. 7 ขวบ เข้าพุ่มไม้ เพื่อนบ้านผิดสังเกต รีบช่วยจับส่งตำรวจ

มอบตัวแล้ว อดีตแฟนสาว 19 เป็นศพที่แม่น้ำมูล รับกดดันจนอีกฝ่ายทนไม่ไหว

มอบตัวแล้ว อดีตแฟนสาว 19 เป็นศพที่แม่น้ำมูล รับกดดันจนอีกฝ่ายทนไม่ไหว

กลายเป็นประเด็นที่สร้างความสะเทือนใจให้กับสังคมไทยเป็นอย่างมาก สำหรับเหตุการณ์สลดใจกรณีนักศึกษาสาววัย 19 ปี หรือ “น้องวา” ตัดสินใจจบชีวิตที่สะพานข้ามแม่น้ำมูล ล่าสุด นายอนุชา หรือ “ปอนด์” อดีตแฟนหนุ่มวัย 23 ปี ได้เดินเข้ามอบตัวต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้ว หลังจากที่ตกเป็นข่าวใหญ่กรณี มอบตัวแล้ว อดีตแฟนสาว 19 เป็นศพที่แม่น้ำมูล รับกดดันจนอีกฝ่ายทนไม่ไหว โดยเจ้าตัวยอมรับสารภาพว่าพฤติกรรมการข่มขู่ของตนคือสาเหตุหลักที่ทำให้ฝ่ายหญิงรับแรงกดดันไม่ไหว

เปิดสาเหตุจากความหึงหวงและการคุกคาม

นายปอนด์ เปิดเผยภายหลังการมอบตัวว่า ตนและน้องวาคบหากันได้ประมาณ 5 เดือน ก่อนที่ฝ่ายหญิงจะขอเลิกราด้วยเหตุผลที่ว่าหมดรัก แต่ด้วยความหึงหวงและทำใจไม่ได้ ทำให้เขาเลือกใช้วิธีการส่งข้อความข่มขู่และคุกคามด้วยการนำภาพลับมาประจาน แม้ฝ่ายชายจะอ้างว่าได้ลบภาพเหล่านั้นไปแล้ว แต่ครอบครัวของผู้สูญเสียยังคงคาใจและเชื่อว่านี่คือปมปัญหาที่ทำให้น้องต้องแบกรับความเครียดมาโดยตลอด

ในส่วนของความคืบหน้าทางคดี พ.ต.อ.ศักดิ์ศรี ไกรราช ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเมืองอุบลราชธานี ระบุว่า ขณะนี้ตำรวจได้เตรียมแจ้ง 3 ข้อหาหนัก ได้แก่:

  • ความผิดฐานทำให้ผู้อื่นเกิดความกลัวหรือตกใจโดยการขู่เข็ญ
  • ความผิดฐานคุกคามทางเพศผู้อื่น
  • ความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ เนื่องจากมีการนำข้อมูลเข้าสู่ระบบที่ส่งผลกระทบต่อผู้อื่น

จากคำให้การของนายปอนด์ที่ว่า มอบตัวแล้ว อดีตแฟนสาว 19 เป็นศพที่แม่น้ำมูล รับกดดันจนอีกฝ่ายทนไม่ไหว เขายังยอมรับด้วยความโศกเศร้าว่าภาพขณะที่น้องวากระโดดสะพานยังคงติดตาเขาอยู่ตลอดเวลา และหากย้อนเวลากลับไปได้ เขาจะไม่ทำเรื่องผิดพลาดเช่นนี้อีก พร้อมทั้งก้มกราบขอโทษครอบครัวฝ่ายหญิงซึ่งแสดงท่าทีเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

เสียงสะท้อนจากครอบครัวผู้สูญเสีย

ด้านครอบครัวของน้องวา รวมถึงพ่อน้องวา และน้าสาว ต่างยังคงอยู่ในอาการโศกเศร้า โดยพี่สาวของน้องวาเปิดเผยว่า น้องเป็นเด็กที่เข้มแข็งและไม่เคยนำเรื่องความรักที่ขมขื่นมาปรึกษาครอบครัวเพราะไม่อยากให้คนข้างหลังเป็นห่วง สิ่งที่เกิดขึ้นถือเป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของครอบครัวที่ยากเกินจะทำใจ

บทเรียนในครั้งนี้ถือเป็นอุทาหรณ์ที่สำคัญมากสำหรับคู่รักทุกคน ว่าการจบความสัมพันธ์ด้วยการใช้ความรุนแรงหรือการคุกคามทางออนไลน์ (Cyber Bullying) อาจนำไปสู่โศกนาฏกรรมที่แก้ไขไม่ได้ ความรักที่จบลงควรจบลงด้วยความเข้าใจและการให้เกียรติซึ่งกันและกัน มากกว่าการใช้แรงกดดันบีบคั้นให้อีกฝ่ายต้องตัดสินใจทำในสิ่งที่น่าเสียใจ หากคุณหรือคนรอบข้างกำลังเผชิญกับสภาวะกดดันหรือการถูกคุกคาม ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทันที อย่าเก็บไว้จนเกินกำลังที่จะรับไหว

ที่มา – มอบตัวแล้ว อดีตแฟนสาว 19 เป็นศพที่แม่น้ำมูล รับกดดันจนอีกฝ่ายทนไม่ไหว

Scroll to top