อุ้มเรียกค่าไถ่

ลุยค้น 11 จุด รวบ 4 ผู้ต้องหา อุ้มเรียกค่าไถ่ ฆ่าโหดเขาจิงโจ้

วันนี้เรามาพูดถึงข่าวร้อนที่ทุกคนกำลังให้ความสนใจกันมาก นั่นคือปฏิบัติการสุดเข้มข้นของกองปราบที่ ลุยค้น 11 จุด รวบ 4 ผู้ต้องหา อุ้มเรียกค่าไถ่ ฆ่าโหดเขาจิงโจ้ ซึ่งเป็นคดีสะเทือนขวัญที่เกิดขึ้นในภาคใต้ของไทย ปฏิบัติการนี้ชื่อว่า “Zero Shadow: ล่า ล้าง เงา” ที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเจ้าหน้าที่ในการปราบปรามมาเฟียและกลุ่มอาชญากรที่หลบซ่อนอยู่ในเงามืด

ลุยค้น 11 จุด รวบ 4 ผู้ต้องหา อุ้มเรียกค่าไถ่ ฆ่าโหดเขาจิงโจ้

เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ เวลา 07.00 น. พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ร่วมกับทีมกองปราบปราม นำโดย พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์ บุบผาสุวรรณ และผู้บังคับบัญชาระดับสูงอีกหลายท่าน ได้เปิดปฏิบัติการใหญ่ กระจายกำลังพลเข้าตรวจค้น 11 จุดในพื้นที่จังหวัดตรัง กระบี่ และสุราษฎร์ธานี สามารถจับกุมผู้ต้องหาทั้ง 4 ราย ได้แก่ นายสุชาติ, นายเชิดศักดิ์, นายกิตติศักดิ์ และนายจิรพงศ์ ตามหมายจับศาลอาญา ในข้อหาร่วมกันกักขังหน่วงเหนี่ยวและเรียกค่าไถ่ ของกลางที่ยึดได้มีสมุดบัญชีธนาคาร 3 เล่ม โทรศัพท์มือถือ 3 เครื่อง และชุดเสื้อผ้าที่ใช้ในวันก่อเหตุ

ที่มาของคดีอุ้มเรียกค่าไถ่ ฆ่าโหดเขาจิงโจ้

คดีนี้สืบเนื่องจากวันที่ 6 สิงหาคม 2567 (ตามเนื้อหาเดิม 2568 อาจพิมพ์ผิด) ชาวบ้านพบศพนายสุรศักดิ์ ชายทวีป อายุ 22 ปี ถูกยิง 6 นัด ทิ้งไว้ในสวนปาล์มริมถนนเลียบเขาจิงโจ้ ต.ชัยบุรี อ.เมือง จ.พัทลุง ในกระเป๋าสะพายพบจดหมายสุดสะเทือนใจถึงแม่ว่า “อยากกลับบ้านแล้วครับแม่ ช่วยลูกหน่อย… ขอให้ใครก็ได้มาไถ่ชีวิตลูก” พร้อมบัญชีเงินกู้นอกระบบ เจ้าหน้าที่สันนิษฐานว่ามาจากหนี้สินเงินกู้นอกระบบ

จากการสืบสวนพบว่านายสุรศักดิ์เคยเป็นพนักงานทวงหนี้ให้กลุ่มนายทุนในภาคใต้ แต่แอบยักยอกเงินลูกหนี้ไปใช้ส่วนตัว ทำให้ถูกนายทุนจ้างกลุ่มอดีตตำรวจ วัยรุ่นติดยา และมือปืนมาอุ้มตัว กักขังในบ้านพักที่ตรังเพื่อเรียกค่าไถ่ แต่ผู้ตายหาเงินไม่ทันและพยายามหลบหนี สุดท้ายถูกฆ่าทิ้ง

  • ผู้ต้องหาหลัก: นายสุชาติ (อดีตตำรวจ), นายเชิดศักดิ์ (อดีตตำรวจ), นายกิตติศักดิ์, นายจิรพงศ์
  • ของกลางสำคัญ: สมุดบัญชี, มือถือ, เสื้อผ้าก่อเหตุ
  • พื้นที่ปฏิบัติการ: ตรัง, กระบี่, สุราษฎร์ธานี

ปฏิบัติการนี้ไม่ใช่แค่จับผู้กระทำผิด แต่ยังเปิดโปงเครือข่ายเบื้องหลัง โดย พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ ยืนยันว่าจะขยายผลไล่จับผู้มีอิทธิพลและนายทุนที่สั่งการต่อไป คดีแบบนี้แสดงให้เห็นปัญหาเงินกู้นอกระบบที่ลุกลามเป็นอาชญากรรมรุนแรงในท้องถิ่น โดยเฉพาะภาคใต้ที่มักมีมาเฟียท้องถิ่นครองอิทธิพล

จากสถิติตำรวจ คดีอุ้มเรียกค่าไถ่ในไทยเพิ่มขึ้น 20% ในปีที่ผ่านมา ส่วนใหญ่เชื่อมโยงกับหนี้สินและยาเสพติด การที่กองปราบบุกจับได้แบบนี้ ถือเป็นสัญญาณดีว่ากฎหมายยังทำงานได้ แม้ผู้ร้ายจะมีเส้นสาย

บทเรียนจากคดีนี้

คดี ลุยค้น 11 จุด รวบ 4 ผู้ต้องหา อุ้มเรียกค่าไถ่ ฆ่าโหดเขาจิงโจ้ สอนให้เราระวังเรื่องเงินกู้นอกระบบ หลีกเลี่ยงการกู้ยืมจากแหล่งที่ไม่น่าเชื่อถือ และแจ้งเจ้าหน้าที่ทันทีหากถูกขู่เข็น สำหรับประชาชนในพื้นที่ภาคใต้ ควรติดตามข่าวสารเพื่อความปลอดภัย นอกจากนี้ยังสะท้อนถึงความสำคัญของทีมสืบสวนกองปราบที่ทำงานหนักเพื่อปิดคดีในเวลาอันสั้น

ในมุมมองของผม คดีนี้เป็นตัวอย่างที่ดีของการปราบปรามอาชญากรรมอย่างเด็ดขาด แต่เรายังต้องแก้ปัญหาต้นตออย่างเงินกู้นอกระบบและการคอร์รัปชันในวงการตำรวจเก่าให้สิ้นซาก คุณล่ะคิดเห็นอย่างไร? คิดว่าปฏิบัติการแบบนี้จะช่วยลดอาชญากรรมได้มากแค่ไหน? แสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างและแชร์บทความนี้เพื่อให้คนอื่นรับรู้กันนะ!

ที่มา – ลุยค้น 11 จุด รวบ 4 ผู้ต้องหา อุ้มเรียกค่าไถ่ ฆ่าโหดเขาจิงโจ้

บุกจับ “เกมส์” ผู้ต้องหาอุ้มเรียกค่าไถ่ ค่าหัว 8 หมื่น

ตำรวจสืบภาค 9 บุกจับ “เกมส์” ผู้ต้องหาตามบัญชีสืบจับ ค่าหัว 8 หมื่น ก่อเหตุโชกโชน อุ้มเรียกค่าไถ่ ยาเสพติด หลังหนีกบดานที่บ้านแฟนสาว ชานเมืองเชียงใหม่ คดีอุ้มเรียกค่าไถ่นี้สร้างความสะเทือนขวัญให้กับประชาชนเป็นอย่างมาก

วันที่ 10 ต.ค. 68 พ.ต.อ.สมพงษ์ สุวรรณวงศ์ รอง ผบก.สส.ภ.9 นำกำลังตำรวจชุดสืบสวน ตำรวจภูธรภาค 9 และ กำลังตำรวจชุดปฏิบัติการพิเศษ กองบังคับการตำรวจสืบสวน ตำรวจภูธรภาค 9 ไปล้อมบ้านหลังหนึ่ง ในพื้นที่ ม.6 ต.ยางเนิ้ง อ.สารภี จ.เชียงใหม่ หลังสืบสวนพบว่า นายกิตติพศ หรือ เกมส์ อายุ 31 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดสตูล ลงวันที่ 15 สิงหาคม 2567 ข้อหา “ร่วมกันเพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่ เอาตัวบุคคลอายุกว่าสิบห้าปีไป โดยใช้อุบายหลอกลวง ขู่เข็ญ ใช้กำลังประทุษร้าย ใช้อำนาจครอบงำผิดครองธรรม หรือใช้วิธีข่มขืนใจด้วยประการอื่นใด หรือหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังบุคคลใด” และเป็นบุคคลตามหมายจับในบัญชีประกาศสืบจับและอัตราเงินสินบนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ปี 2568 ลำดับที่ 189 อัตราเงินสินบน จำนวน 80,000 บาท หนีมาอาศัยอยู่ เนื่องจากเป็นบ้านของแฟนสาว

โดยตำรวจได้นำหมายค้นศาลจังหวัดเชียงใหม่ เข้าปิดล้อมและขอตรวจค้นบ้านหลังดังกล่าว กระทั่งนาย กิตติพศ และแฟนสาว ยอมเปิดประตูบ้านออกมา ตำรวจจึงแสดงหมายค้น และหมายจับ ซึ่งนายกิตติพศ ยอมรับเป็นบุคคลตามหมายจับจริง ตำรวจจึงควบคุมตัวไปทำบันทึกจับกุมที่ สภ.สารภี ก่อนควบคุมตัวจากจังหวัดเชียงใหม่ ไปส่งพนักงานสอบสวน สภ.ละงู จังหวัดสตูล ดำเนินคดี

สำหรับนายกิตติพศ มีประวัติอาชญากรรมโชกโชน โดยปี 2553 ถูกตำรวจ สภ.เมืองตรัง จับกุมข้อหาจำหน่ายยาเสพติดให้โทษ ปี 2556 ถูกตำรวจ สภ.กันตัง จับกุมข้อหาขับขี่รถยนต์สาธารณะ หรือจักรยานยนต์สาธารณะแล้วเสพยาเสพติด เสพวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท, เสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1 และตำรวจ สภ.เมืองตรัง จับกุมข้อหา เสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1

จากนั้น วันที่ 16 ต.ค. 2558 ก่อเหตุเปิดศึกดวลปืนกับคู่อริ หน้าศาลเจ้าพ่อหมื่นราม ถ.รัษฎา ต.ทับเที่ยง อ.เมืองตรัง ในงานถือกินเจ ทำให้มีผู้เจ็บสาหัส 2 คน ซึ่งหลังก่อเหตุก็ถูกตำรวจ สภ.เมืองตรัง จับกุมได้ และปี 2557 ถูกตำรวจ สภ.เมืองตรัง จับกุมข้อหามีไว้ในครอบครอง ซึ่งยาเสพติดให้โทษประเภท 1 และปีเดียวกันถูกตำรวจ สภ.นาโยง จับกุม ข้อหาผลิต นำเข้า จำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครอง ซึ่งยาเสพติดให้โทษประเภท 1

ต่อมา วันที่ 6 ส.ค. 67 เวลาประมาณ 22.30 น. นายกิตติพศ กับพวก รวม 5 คน ขับรถยนต์กระบะไปจอดที่หน้าบ้านหลังหนึ่งใน ม.3 ต.กำแพง อ.ละงู จ.สตูล ข่มขู่หญิงสาวขึ้นรถ นำตัวไปเรียกค่าไถ่ ก่อนลวงให้ติดต่อชายอีกคนมาพบเพื่อเจรจาปัญหาส่วนตัว จากนั้นจึงร่วมกับเพื่อนทำร้ายร่างกาย รีดทรัพย์ คดีนี้เป็นที่มาของการบุกจับ “เกมส์” ผู้ต้องหาอุ้มเรียกค่าไถ่ ค่าหัว 8 หมื่น

บุกจับ “เกมส์” ผู้ต้องหาอุ้มเรียกค่าไถ่ ค่าหัว 8 หมื่น

การบุกจับครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของตำรวจในการปราบปรามอาชญากรรมร้ายแรง โดยเฉพาะคดีอุ้มเรียกค่าไถ่ ซึ่งเป็นภัยต่อสังคม

ทำไมคดีอุ้มเรียกค่าไถ่ถึงรุนแรง?

คดีอุ้มเรียกค่าไถ่เป็นอาชญากรรมที่ร้ายแรงเพราะละเมิดสิทธิเสรีภาพของบุคคลอย่างร้ายแรง ผู้ถูกกระทำต้องเผชิญกับความหวาดกลัวและความไม่แน่นอนในชีวิต ซึ่งส่งผลกระทบต่อจิตใจอย่างมาก นอกจากนี้ ยังส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน คดีอุ้มเรียกค่าไถ่

  • สร้างความหวาดกลัวให้กับสังคม
  • ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการลงทุน
  • ทำลายภาพลักษณ์ของประเทศ

การที่ตำรวจสามารถบุกจับ “เกมส์” ผู้ต้องหาอุ้มเรียกค่าไถ่ ค่าหัว 8 หมื่นได้สำเร็จ ถือเป็นความสำเร็จที่สำคัญในการสร้างความปลอดภัยให้กับสังคม อย่างไรก็ตาม การป้องกันอาชญากรรมอุ้มเรียกค่าไถ่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน

การจับกุมนายเกมส์ครั้งนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่ากฎหมายจะลงโทษผู้กระทำผิดไม่ว่าพวกเขาจะหลบหนีไปที่ใด และเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายจะไม่ยอมให้การก่ออาชญากรรมดังกล่าวแพร่หลายต่อไป

ที่มา – บุกจับ “เกมส์” ผู้ต้องหาตามบัญชี ค่าหัว 8 หมื่น ก่อเหตุโชกโชน อุ้มเรียกค่าไถ่

Scroll to top