เกษตรกรรม

ภัทรพงษ์ จี้ สุชาติ แจงกมธ. ปม TOR ไทย-เมียนมา มลพิษทางน้ำ

ภัทรพงษ์ จี้ สุชาติ แจงกมธ. ปม TOR ไทย-เมียนมา มลพิษทางน้ำ

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด เมื่อนายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส.เชียงใหม่ จากพรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะอนุกรรมาธิการฯ ได้ออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องให้ นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เข้าชี้แจงรายละเอียดในประเด็น ภัทรพงษ์ จี้ สุชาติ แจงกมธ. ปม TOR ไทย-เมียนมา มลพิษทางน้ำ โดยเฉพาะข้อสงสัยเรื่องร่างขอบเขตอำนาจหน้าที่ (TOR) ที่มีเงื่อนไขห้ามเปิดเผยข้อมูลหากไม่ได้รับความยินยอมจากทั้งสองฝ่าย ซึ่งส่งผลกระทบต่อสิทธิในการรับรู้ข่าวสารของประชาชน

วิกฤตสารหนูปนเปื้อนในพื้นที่เกษตรกรรม

ปัญหาเรื่อง ภัทรพงษ์ จี้ สุชาติ แจงกมธ. ปม TOR ไทย-เมียนมา มลพิษทางน้ำ นั้นไม่ใช่เรื่องไกลตัว เพราะปัจจุบันผลการตรวจจากกรมพัฒนาที่ดินพบว่าพื้นที่ลุ่มแม่น้ำกกและแม่น้ำสายมีสารหนูปนเปื้อนสูงถึง 164 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ซึ่งเกินค่ามาตรฐานที่กำหนดไว้ไม่เกิน 25 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมไปหลายเท่าตัว แต่กลับพบว่ายังมีการทำเกษตรกรรมอยู่ในพื้นที่ดังกล่าวโดยที่รัฐยังไม่มีมาตรการเยียวยาหรือแจ้งเตือนที่ชัดเจน

สาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดความกังวลใจ คือเนื้อหาในร่าง TOR ฉบับดังกล่าวที่ดูเหมือนจะถูกกำหนดมาจากฝั่งไทยเอง โดยมีกรมควบคุมมลพิษเป็นผู้รับผิดชอบหลัก ทำให้เกิดคำถามว่าทำไมรัฐบาลถึงต้องพยายามปิดบังข้อมูลสำคัญที่กระทบต่อสุขภาพและวิถีชีวิตของคนไทยในพื้นที่ชายแดน การที่รัฐมนตรีไม่เข้าร่วมประชุมกับคณะอนุกรรมาธิการฯ ยิ่งทำให้เกิดข้อสงสัยว่ารัฐบาลกำลังเพิกเฉยต่อความเดือดร้อนของประชาชนหรือไม่

  • การปนเปื้อนในแม่น้ำสายสำคัญ: แม่น้ำกก, แม่น้ำสาย, แม่น้ำรวก, แม่น้ำโขง, แม่น้ำกระบุรี และแม่น้ำสาละวิน
  • ผลกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตร: พบค่าสารหนูในดินสูงเกินมาตรฐานอย่างน่าตกใจ
  • ความโปร่งใสของข้อมูล: เรียกร้องให้รัฐมนตรีเปิดเผยรายละเอียด TOR เพื่อความเป็นธรรม

ในฐานะประชาชน เราควรช่วยกันส่งเสียงเรียกร้องให้รัฐมนตรีเร่งกำหนดวันเวลาที่พร้อมจะเข้าชี้แจงต่อคณะอนุกรรมาธิการฯ เพื่อให้เกิดการจัดการปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม แทนการปล่อยให้เกษตรกรต้องรับมือกับสารพิษเพียงลำพัง การแก้ปัญหามลพิษทางน้ำข้ามแดนต้องอาศัยความร่วมมือและความโปร่งใส นี่คือสิทธิขั้นพื้นฐานที่ประชาชนทุกคนพึงได้รับครับ

ที่มา – “ภัทรพงษ์” จี้ “สุชาติ” แจงกมธ. ปม TOR ไทย-เมียนมา มลพิษทางน้ำ

ไทยประกาศศักดาเบอร์ 1 งานมหกรรมไม้แปลก–ไม้หายาก

เชื่อว่าคนรักต้นไม้หลายคนคงได้ยินข่าวคราวความคึกคักในวงการไม้ประดับบ้านเราช่วงนี้กันมาบ้างแล้วใช่ไหมครับ? ล่าสุดประเทศไทยได้ทำการไทยประกาศศักดาเบอร์ 1 งานมหกรรมไม้แปลก–ไม้หายาก ให้ชาวโลกได้ประจักษ์อีกครั้งผ่านงาน Bangkok International Exotic Plants Show & Sale ครั้งที่ 21 ที่บอกเลยว่ายิ่งใหญ่สมการรอคอยจริงๆ

ไทยประกาศศักดาเบอร์ 1 งานมหกรรมไม้แปลก–ไม้หายาก ตอกย้ำความเป็นผู้นำ

การจัดงานในครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การนำต้นไม้มาโชว์ตัวกันเท่านั้น แต่ยังเป็นการดึงดูดผู้เชี่ยวชาญ นักสะสม และนักธุรกิจจากทั่วโลกให้เข้ามาจับจ่ายและแลกเปลี่ยนความรู้ในไทย งานนี้ตอกย้ำให้เห็นว่าประเทศไทยมีดีไม่แพ้ชาติใดในโลก ทั้งในเรื่องความหลากหลายของสายพันธุ์และทักษะการเพาะพันธุ์ที่เป็นเอกลักษณ์

ทำไมชาวโลกถึงจับตามอง ไทยประกาศศักดาเบอร์ 1 งานมหกรรมไม้แปลก–ไม้หายาก?

สาเหตุที่งานนี้ได้รับความสนใจอย่างล้นหลาม เป็นเพราะว่าไทยคือศูนย์กลางหลักของไม้ด่างและไม้ใบหายากที่ตลาดโลกกำลังตามหา ไม่ว่าจะเป็นยุโรป อเมริกา หรือแม้แต่รัสเซีย ต่างก็มองหาพรรณไม้จากไทยทั้งสิ้น โดยเฉพาะกลุ่มยอดฮิตที่ยังคงครองใจนักสะสมมาอย่างต่อเนื่อง ได้แก่:

  • Philodendron (ฟิโลเดนดรอน): ราชาแห่งไม้ใบที่มาพร้อมรูปทรงแปลกตา
  • Monstera (มอนสเตอร่า): รอยแฉกอันเป็นเอกลักษณ์ที่ใครก็ต้องมีไว้ประดับบ้าน
  • Anthurium (แอนเทอเรียม): ดอกและใบที่ดูหรูหราเปรียบเสมือนงานศิลปะ
  • Alocasia (อโลคาเซีย): พืชฟอร์มสวยที่ได้รับความนิยมสูงในกลุ่มนักสะสม

ความสำเร็จครั้งนี้ยังมีไต้หวันเข้ามาร่วมแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีทางการเกษตร ทำให้ในอนาคตเราอาจจะได้เห็นสายพันธุ์ใหม่ๆ ที่พัฒนาขึ้นจากการผสมผสานความอุดมสมบูรณ์ของไทยเข้ากับนวัตกรรมจากต่างชาติ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่จะพาไม้ประดับไทยไปสู่ตลาดสากลอย่างยั่งยืนมากขึ้น

นอกเหนือจากการซื้อขาย งานนี้ยังมีการจัดการประกวดพันธุ์ไม้เพื่อเฟ้นหาต้นที่สวยและหายากที่สุด โดยมีคณะกรรมการตัวท็อปในวงการร่วมตัดสิน ซึ่งเป็นสีสันที่ช่วยสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับวงการไม้ประดับบ้านเราได้เป็นอย่างดีเลยล่ะครับ

สำหรับใครที่พลาดงานนี้ไป ไม่ต้องเสียใจนะครับ เพราะความสนุกยังมีต่อในงานครั้งที่ 22 ที่จะจัดขึ้นในเดือนสิงหาคมนี้ ซึ่งจะเน้นหนักไปในเรื่องของการจัด Terrarium และไม้ประดับภายในบ้าน ใครที่เป็นสายแต่งบ้านสายกรีนต้องห้ามพลาดเด็ดขาด หากคุณอยากเริ่มต้นเข้าสู่วงการไม้สะสม ตอนนี้ถือเป็นเวลาที่ดีที่สุดในการศึกษาและสะสมไม้แปลกๆ เพราะตลาดกำลังเติบโตและมีความพร้อมสูงมากครับ

ที่มา – ไทยประกาศศักดาเบอร์ 1 งานมหกรรมไม้แปลก–ไม้หายาก ตอกย้ำการเป็นผู้นำเทรนด์ระดับโลก

“เท้ง” ดับเครื่องชนแลนด์บริดจ์เตือนรัฐอย่ามองภาคใต้เป็นแค่ทางผ่านสินค้าโลก

ในปัจจุบันประเด็นการพัฒนาภาคใต้กลายเป็นหัวข้อที่ถูกพูดถึงอย่างดุเดือดในรัฐสภา โดยเฉพาะท่าทีของผู้นำฝ่ายค้านอย่าง “คุณเท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ที่ออกมาเบรกโครงการขนาดใหญ่ของรัฐบาล โดยมีประเด็นสำคัญคือ “เท้ง” ดับเครื่องชนแลนด์บริดจ์เตือนรัฐอย่ามองภาคใต้เป็นแค่ทางผ่านสินค้าโลก ซึ่งถือเป็นเสียงสะท้อนที่ต้องการปกป้องคนในพื้นที่ไม่ให้ถูกเบียดขับไปอยู่ข้างหลังโครงการที่มุ่งเน้นเพียงตัวเลข GDP

มุมมองจากฝ่ายค้าน: “เท้ง” ดับเครื่องชนแลนด์บริดจ์เตือนรัฐอย่ามองภาคใต้เป็นแค่ทางผ่านสินค้าโลก

เหตุผลหลักที่คุณณัฐพงษ์หยิบยกขึ้นมาอภิปราย คือความกังวลว่าโครงการแลนด์บริดจ์อาจเดินซ้ำรอยเขตเศรษฐกิจพิเศษเดิม (EEC) ที่ผลประโยชน์มักตกไปอยู่กับกลุ่มทุนใหญ่ แต่คนในพื้นที่กลับต้องเผชิญกับมลพิษและการสูญเสียวิถีชีวิตดั้งเดิม การที่คุณณัฐพงษ์ประกาศว่า “เท้ง” ดับเครื่องชนแลนด์บริดจ์เตือนรัฐอย่ามองภาคใต้เป็นแค่ทางผ่านสินค้าโลก จึงเป็นการตั้งคำถามถึงความจริงใจของรัฐบาลว่ากำลังพัฒนาเพื่อตอบโจทย์คนในประเทศ หรือเพียงแค่ต้องการสร้างเส้นทางผ่านให้ต่างชาติขนส่งสินค้าเท่านั้น

ทำไมภาคใต้ต้องโตด้วยยุทธศาสตร์ใหม่?

ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ภาคใต้กำลังเผชิญหน้าอยู่มีทั้งเรื่องความเหลื่อมล้ำ รายได้ที่กระจุกตัว และปัญหาที่ดินทำกินที่รัฐบาลควรหันมาแก้ไขก่อนการลงทุนโครงการระดับล้านล้านบาท สิ่งที่ผู้นำฝ่ายค้านได้นำเสนอคือแนวคิด SBRC (Southern Biodiversity Regeneration Corridor) ซึ่งเน้นทางเลือกใหม่ที่ยั่งยืนกว่า ดังนี้:

  • การพัฒนาบนฐานความหลากหลายทางชีวภาพและวัฒนธรรม
  • การยกระดับคุณภาพชีวิตชาวใต้ด้วยน้ำประปาที่ดื่มได้และขนส่งสาธารณะ
  • การไม่ต้องเวนคืนที่ดินจำนวนมหาศาลหรือยกเว้นกฎหมายพิเศษ
  • การสร้างเศรษฐกิจที่การันตี GDP เติบโตอย่างทั่วถึง

แทนที่จะมุ่งเน้นการสร้างสะพานเชื่อมสินค้าที่อาจทำลายทรัพยากรธรรมชาติและป่าชายเลน เราควรเปลี่ยนทิศทางมาส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศและการสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกรและชุมชนประมงท้องถิ่นจะเป็นเป้าหมายที่เป็นธรรมกับคนไทยทุกคนมากกว่า ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลต้องปรับทัศนคติจากการมองเห็นแค่ผลประโยชน์ในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ มาเป็นการคำนึงถึงคุณภาพชีวิตของเพื่อนร่วมชาติจริงๆ ให้เป็นที่ตั้งในการตัดสินใจเชิงนโยบาย

หากเราต้องการเห็นการพัฒนาที่ยั่งยืน การรับฟังเสียงสะท้อนจากคนในพื้นที่และการสร้างโมเดลเศรษฐกิจที่ทุกคนได้ประโยชน์ถือเป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จที่แท้จริง คุณมีความเห็นอย่างไรกับการปรับเปลี่ยนทิศทางเศรษฐกิจภาคใต้ครั้งนี้?

ที่มา – “เท้ง” ดับเครื่องชนแลนด์บริดจ์เตือนรัฐอย่ามองภาคใต้เป็นแค่ทางผ่านสินค้าโลก

นายกรัฐมนตรี พอใจ ไทยเป็น Kitchen of the World

ในโลกยุคปัจจุบันที่สถานการณ์ต่าง ๆ ผันผวน การมีฐานรากที่แข็งแรงในด้านเกษตรกรรมถือเป็นข้อได้เปรียบมหาศาล ล่าสุดทาง นายกรัฐมนตรี ได้ออกมาแสดงความพึงพอใจเป็นอย่างมากที่ประเทศไทยได้รับการยอมรับในฐานะ นายกรัฐมนตรี พอใจ ไทยเป็น Kitchen of the World ซึ่งนับเป็นยุทธศาสตร์สำคัญที่จะช่วยสร้างจุดยืนที่มั่นคงให้กับประเทศในเวทีโลก

เหตุผลที่ นายกรัฐมนตรี พอใจ ไทยเป็น Kitchen of the World

จากการลงพื้นที่งาน THAIFEX – ANUGA ASIA 2026 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ย้ำชัดว่า อาหารคือความมั่นคงไม่ต่างจากพลังงาน การที่ไทยมีความพร้อมในฐานะครัวของโลก ทำให้เราสามารถเจรจาต่อรองและยกระดับสถานะของประเทศได้ดีขึ้น การที่ นายกรัฐมนตรี พอใจ ไทยเป็น Kitchen of the World นั้น ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของตัวเลขการส่งออก แต่เป็นการแสดงให้เห็นถึงศักยภาพการผลิตระดับมาตรฐานอุตสาหกรรมที่เหนือกว่าคู่แข่ง

โอกาสและทิศทางในการพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารไทย

การเป็นครัวของโลกไม่ได้หมายความว่าเราจะหยุดนิ่ง แต่เราต้องพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ดังนี้:

  • การยกระดับมาตรฐานการผลิต: นำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้เพื่อสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภคทั่วโลก
  • การเจรจาทางเศรษฐกิจ: ใช้จุดแข็งด้านความมั่นคงทางอาหารเป็นไพ่ตายในการเจรจาการค้า
  • การสร้างนวัตกรรมเกษตร: พัฒนาสินค้าเกษตรแปรรูปที่มีมูลค่าสูงมากกว่าวัตถุดิบสด

สถานการณ์วิกฤตโลกปัจจุบันทำให้ประเทศที่ผลิตอาหารได้มีแต้มต่อ การที่ไทยเรามีความอุดมสมบูรณ์จึงเป็นเรื่องที่ต้องรักษาไว้และนำไปต่อยอดให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนและผู้ประกอบการทุกระดับ ในมุมมองของผู้เขียน หากเราผลักดันเรื่องนี้อย่างจริงจังและเชื่อมโยงกับ Soft Power ได้สำเร็จ ประเทศไทยจะไม่ใช่แค่ผู้ผลิต แต่อาจก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมอาหารแห่งอนาคตที่จะเปลี่ยนภาพลักษณ์ของประเทศไปอย่างสิ้นเชิงครับ

ที่มา – “นายกรัฐมนตรี” พอใจ ไทยเป็น “kitchen of the world” หวังใช้เป็นจุดแข็งสร้างจุดยืนแข็งแกร่งให้ประเทศ

สน.เพชรเกษม จิตอาสาพัฒนาโคกหนองนา สร้างมั่นคงชุมชน

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้อยากชวนทุกท่านมาดูตัวอย่างกิจกรรมดีๆ ที่ทั้งสร้างสรรค์และยั่งยืนจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.เพชรเกษม บก.น.9 จิตอาสาพัฒนา “โคก หนอง นา” สร้างความมั่นคงในชุมชน เป็นโครงการที่ไม่เพียงช่วยฟื้นฟูพื้นที่ แต่ยังเสริมความเข้มแข็งให้ชุมชนในระยะยาวเลยทีเดียว

สน.เพชรเกษม บก.น.9 จิตอาสาพัฒนา “โคก หนอง นา” สร้างความมั่นคงในชุมชน

เมื่อเวลา 15.30 น. วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2567 พ.ต.อ.ปราโมทย์ จันทร์บุญแก้ว ผู้กำกับการ สน.เพชรเกษม พร้อมด้วย พ.ต.ท.กมเลศ พูลสุขโข รอง ผกก.ป. พ.ต.ต.บัญชา แก้วไทรท้วม สวป.(ชส.) และข้าราชการตำรวจจิตอาสา ได้ลงพื้นที่จริงเพื่อปรับภูมิทัศน์พื้นที่ “โคก หนอง นา” ให้เหมาะสมกับการทำเกษตรกรรมและฟื้นฟูระบบนิเวศ โดยกิจกรรมนี้เป็นส่วนหนึ่งของ สน.เพชรเกษม บก.น.9 จิตอาสาพัฒนา “โคก หนอง นา” สร้างความมั่นคงในชุมชน

สน.เพชรเกษม บก.น.9 จิตอาสาพัฒนา “โคก หนอง นา” สร้างความมั่นคงในชุมชน
จิตอาสา สน.เพชรเกษม ปรับภูมิทัศน์โคกหนองนา

พ.ต.อ.ปราโมทย์ จันทร์บุญแก้ว กล่าวอย่างอบอุ่นว่า จุดประสงค์หลักของโครงการนี้คือการน้อมนำ หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และ ทฤษฎีใหม่ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 มาประยุกต์ใช้ในการบริหารจัดการพื้นที่เกษตรและแหล่งน้ำ เพื่อให้ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน

สน.เพชรเกษม จิตอาสาโคกหนองนา ฟื้นฟูชุมชน

สน.เพชรเกษม บก.น.9 จิตอาสาพัฒนา “โคก หนอง นา” สร้างความมั่นคงในชุมชน คืออะไร?

“โคก หนอง นา” เป็นโมเดลเกษตรกรรมยั่งยืนที่ออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาหลักของเกษตรกรไทย เช่น ภัยแล้ง น้ำท่วม และขาดแคลนอาหาร โคก คือเนินดินเล็กๆ สำหรับปลูกพืชเศรษฐกิจและไม้ผล หนอง คือบ่อน้ำเก็บกักน้ำไว้ใช้ตลอดปี และนาคือพื้นที่ราบสำหรับทำนาแบบประหยัดน้ำ โดยรวมแล้วช่วยให้ผลิตอาหารได้ตลอดปี ลดค่าใช้จ่าย เพิ่มรายได้ และต้านทานวิกฤตได้ดี เช่น ในช่วงโควิดหรือเศรษฐกิจถดถอย

กิจกรรม สน.เพชรเกษม บก.น.9 จิตอาสาพัฒนา “โคก หนอง นา” สร้างความมั่นคงในชุมชน ครั้งนี้ ไม่ใช่แค่ปลูกต้นไม้หรือขุดบ่อ แต่เป็นการสร้างฐานรากให้ชุมชนเข้มแข็ง โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ปกติดูแลความปลอดภัย วันนี้กลายเป็นจิตอาสาเกษตรกรตัวจริง ช่วยชาวบ้านปรับพื้นที่ให้พร้อมใช้งาน

ประโยชน์ของโครงการโคกหนองนาต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม

  • แก้ปัญหาน้ำ: เก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้ง ลดน้ำท่วมในฤดูฝน
  • มั่นคงทางอาหาร: ปลูกผัก ผลไม้ เลี้ยงสัตว์ไว้บริโภคเอง
  • เศรษฐกิจยั่งยืน: เกษตรอินทรีย์ ขายผลผลิตได้ราคาดี ลดกลางคน
  • ฟื้นฟูนิเวศ: เพิ่มความหลากหลายชีวภาพ ดินอุดมสมบูรณ์
  • สร้างความสามัคคี: ชาวบ้านและตำรวจร่วมมือกัน

ในยุคที่ปัญหาสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจกดดัน โครงการนี้ตอบโจทย์สุดๆ เพราะนอกจากช่วยชาวบ้านแล้ว ยังเป็นตัวอย่างให้หน่วยงานอื่นๆ นำไปใช้ได้ โมเดลนี้เคยประสบความสำเร็จในหลายพื้นที่ เช่น ในภาคอีสานและภาคเหนือ ที่เกษตรกรพึ่งพาตนเองได้ 100%

จากที่ผมเห็น กิจกรรมแบบนี้แสดงให้เห็นว่าตำรวจไทยไม่ได้มีหน้าที่แค่จับผู้ร้าย แต่ยังเป็นเพื่อนบ้านที่ดี ช่วยเหลือชุมชนแบบองค์รวม สน.เพชรเกษม บก.น.9 จิตอาสาพัฒนา “โคก หนอง นา” สร้างความมั่นคงในชุมชน จึงน่าประทับใจมาก

สุดท้ายนี้ อยากชวนทุกท่านมาร่วมเป็นจิตอาสา สร้างโคกหนองนาในชุมชนตัวเอง ลองติดต่อหน่วยงานใกล้บ้าน หรือเริ่มเล็กๆ ที่บ้านก็ได้ครับ จะช่วยให้ชีวิตยั่งยืนขึ้นเยอะเลย!

ที่มา – สน.เพชรเกษม บก.น.9 จิตอาสาพัฒนา “โคก หนอง นา” สร้างความมั่นคงในชุมชน

ศุภจี เล็งยึดเกษตรฯ แก้ราคาวัวตกต่ำ

“ศุภจี” อ้อนชาวอุบลฯ ขอสานต่อราคาข้าว-มันสำปะหลัง บอกราคาวัวร่วงเพราะภูมิใจไทยไม่ได้ดู บอกถ้าเลือกเยอะจะไปยึด เกษตรฯและอุตสาหกรรมมาดูแลเอง

วันที่ 27 มกราคม 2569 เวทีศรีเมืองใหม่แทบลุกเป็นไฟ เมื่อนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ทีมเศรษฐกิจพรรคภูมิใจไทย ขึ้นเวทีปราศรัยครั้งแรกช่วย “น้องกานต์” สุดารัตน์ พิทักษ์พรพัลลภ หาเสียงเขต 8 เปิดตัวด้วยภาษาอีสานหวานเจี๊ยบ “คิดฮอดหลายๆ” พร้อมโชว์ผลงานราคาข้าวและมันสำปะหลังพุ่งกระฉูด พร้อมทั้งย้ำถึงความสำเร็จจากการปิดด่านสกัดสินค้าเถื่อนตามสั่งการนายกรัฐมนตรี

งานนี้มีช็อตเด็ด เมื่อผู้สมัครกระซิบถามเรื่อง “ราคาวัวตกต่ำ” คุณศุภจีสวนทันควันว่า “ที่ราคาวัวเนือย (ร่วง) เพราะไม่ได้อยู่กับพาณิชย์ (ที่พรรคดูแล) ไงคะ” พร้อมประกาศกลางเวทีว่ารอบนี้ขอให้ชาวอุบลฯ กาพรรคสีน้ำเงินให้ถล่มทลายจะได้เข้าไปรวบดูแลกระทรวงเกษตรฯและกระทรวงอุตสาหกรรมให้เบ็ดเสร็จ เพื่อจะจัดการราคาพืชผลทั้งวัวและอ้อยให้พุ่งแรงเหมือนราคาข้าว มั่นใจหาตลาดให้ได้ทั้งในและนอกประเทศแน่นอน

ศุภจี เล็งยึดกระทรวงเกษตรฯ แก้ราคาวัวตกต่ำ จริงหรือไม่?

จากกระแสข่าวที่นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ทีมเศรษฐกิจพรรคภูมิใจไทย ได้ขึ้นเวทีปราศรัยที่จังหวัดอุบลราชธานี และได้กล่าวถึงปัญหาราคาสินค้าเกษตร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ราคาวัวตกต่ำ ได้สร้างความสนใจให้กับประชาชนเป็นอย่างมาก ประเด็นสำคัญอยู่ที่คำกล่าวอ้างที่ว่า หากได้รับการสนับสนุนจากประชาชนอย่างท่วมท้น พรรคภูมิใจไทยจะเข้าไปดูแลกระทรวงเกษตรฯ และกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อแก้ไขปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตร

คำถามที่ตามมาคือ คำกล่าวอ้างนี้มีความเป็นไปได้มากน้อยเพียงใด และจะสามารถแก้ไขปัญหา ราคาวัวตกต่ำ ได้จริงหรือไม่ การที่พรรคการเมืองหนึ่งให้คำมั่นสัญญาว่าจะเข้าไปดูแลกระทรวงใดกระทรวงหนึ่งนั้น เป็นเรื่องปกติในการหาเสียง แต่การจะทำได้จริงหรือไม่ ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ผลการเลือกตั้ง จำนวนที่นั่งในสภา และการจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรี

ผลกระทบจาก ราคาวัวตกต่ำ

ปัญหา ราคาวัวตกต่ำ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงวัว ทำให้รายได้ลดลง บางรายอาจต้องประสบกับภาวะขาดทุน หากสถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้ต่อไป อาจทำให้เกษตรกรหลายรายต้องเลิกอาชีพการเลี้ยงวัวไปในที่สุด ดังนั้น การแก้ไขปัญหาราคาสินค้าเกษตรจึงเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง

การที่นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ออกมาให้ความมั่นใจว่าจะแก้ไขปัญหา ราคาวัวตกต่ำ ได้ หากพรรคภูมิใจไทยได้เข้าไปดูแลกระทรวงเกษตรฯ นั้น ถือเป็นเรื่องที่น่าสนใจ แต่ประชาชนก็ควรพิจารณาอย่างรอบคอบถึงความเป็นไปได้ และนโยบายของพรรคภูมิใจไทยในการแก้ไขปัญหาราคาสินค้าเกษตรอย่างละเอียด เพื่อประกอบการตัดสินใจในการเลือกตั้ง

นอกจากนี้การแก้ไขปัญหาราคาสินค้าเกษตรไม่ได้ขึ้นอยู่กับกระทรวงเกษตรฯ เพียงอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน เช่น กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการส่งออก การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนจึงต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน

ดังนั้น ในการเลือกตั้งครั้งที่จะถึงนี้ ประชาชนควรพิจารณาอย่างรอบคอบถึงนโยบายของแต่ละพรรคการเมือง รวมถึงความสามารถในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคม เพื่อเลือกผู้แทนที่สามารถนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองได้

ที่มา – “ศุภจี” เล็งยึดกระทรวงเกษตรฯ แก้ราคาวัวตกต่ำ อ้อนเลือก ภท.ให้ถล่มทลาย

“พีระพันธุ์” ย้ำ เฟ้นผู้สมัครใหม่ สู้ศึกเลือกตั้ง

“พีระพันธุ์” ย้ำความมั่นคงอยู่เหนือประชานิยม ยืนยันพรรคยังมี DNA “ลุงตู่” เตรียมเฟ้นผู้สมัครเลือดใหม่สู้ศึกเลือกตั้ง

วันที่ 21 ตุลาคม 2568 นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้ให้สัมภาษณ์ในรายการสีสันการเมือง แบบ เด้งเด้ง ทาง Youtube โดยเปิดเผยถึงจุดยืนของพรรครวมไทยสร้างชาติว่า นโยบายที่เป็นธงนำของพรรคก็คือการกำกับดูแลและเสริมสร้าง “ความมั่นคง” ของชาติในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นความมั่นคงด้านพลังงาน ความมั่นคงในการดำรงชีวิต ความมั่นคงในเรื่องเศรษฐกิจโดยเฉพาะเศรษฐกิจฐานราก ความมั่นคงด้านเกษตรกรรม ไปจนถึงความมั่นคงในด้านการศึกษา พร้อมเน้นย้ำว่า ความมั่นคงมีความสำคัญและยั่งยืนมากกว่านโยบายประชานิยม

“จะมีประโยชน์อะไรถ้ามีประชานิยมแต่ไม่มีความมั่นคง แล้วประชานิยมจะช่วยให้ประเทศชาติยั่งยืนได้แค่ไหน?” นายพีระพันธุ์ตั้งคำถาม พร้อมได้ยกตัวอย่างความมั่นคงด้านพลังงานว่า “ช่วงที่ผมบริหารกระทรวงพลังงานตั้งแต่วันแรก ผมบอกกับทุกคนเลยว่าภารกิจของกระทรวงนี้เกี่ยวข้องกับประชาชนมาก แต่ที่ผ่านมาประชาชนไม่ได้รู้สึกถึงความสำคัญของกระทรวงพลังงาน เพราะฉะนั้นกระทรวงพลังงานต้องกลับมามุ่งเน้นในเรื่องของประชาชน ไม่ใช่มุ่งเน้นในเรื่องของธุรกิจการลงทุน และในระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมาผมทำให้ประชาชนเห็นแล้วว่ากระทรวงพลังงานมีความสำคัญกับชีวิตของประชาชนแค่ไหน”

พูดมากบอกโหน พูดน้อยบอกลืม

นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า “ทุกวันนี้พรรคก็ยังเป็น DNA ของ “ลุงตู่” แต่เมื่อผมพูดถึงมาก ก็กล่าวหาว่าผมไปโหน “ลุงตู่” แต่พอไม่พูด ก็กล่าวหาว่าผมลืมลุงไปแล้ว นี่เป็นตัวอย่างของคนที่หาเรื่อง ท่านพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นแบบอย่างที่ดีสำหรับคนรักชาติบ้านเมือง คนตั้งใจทำงาน จุดนี้คือสิ่งที่ต้องเก็บรักษาไว้ให้เป็น DNA ของลุงตู่ในพรรครวมไทยสร้างชาติ และเป็นแนวทางของพรรคตั้งแต่เริ่มต้นอยู่แล้ว”

เตรียมหาผู้สมัครสู้เลือกตั้ง

นายพีระพันธุ์ ยังมั่นใจเหตุผลที่ถูกโจมตีมาตลอด เพราะมีเบื้องหลังคือมาจากการที่ต่อสู้ในเรื่องของราคาพลังงาน ทำในสิ่งที่ต้องทำ และทำในสิ่งที่ถูกต้องเสมอ ยืนยันการเข้าสู่เส้นทางทางการเมืองของตน ไม่ใช่เพราะอยากเป็นนักการเมือง เมื่อลาออกจากผู้พิพากษาเพื่อมาทำงานการเมือง ไม่ได้มาเล่นการเมือง  ส่วนการแยกตัวของสมาชิก ทุกอย่างเป็นไปด้วยความเข้าใจ ไม่ได้ทะเลาะเบาะแว้งกัน ตนเคารพในความคิดของทุกคน ทุกคนมีสิทธิตัดสินใจอนาคตของตนเอง ทุกคนมีแนวทางที่ดีที่สุดสำหรับตัวเอง ก็ต้องเคารพการตัดสินใจของเขา ซึ่งในตอนนี้ตนก็รู้สึกสบายใจเพราะสามารถบริหารจัดการพรรคได้อย่างที่ตั้งใจไว้ตั้งแต่ต้น และกำลังเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งครั้งถัดไป

ลั่นอยากได้คนรุ่นใหม่

“พรรครวมไทยสร้างชาติอยู่ระหว่างเตรียมคนอยู่ ซึ่งผมพูดตรง ๆ เลยว่า ผมอยากได้คนใหม่ คนที่ไม่ใช่นักการเมือง และเป็นคนที่ตั้งใจทำงานเพื่อชาวบ้าน เพื่อประชาชน ในทุก ๆ ครั้งของการสำรวจมีคนไม่ตัดสินใจเยอะที่สุด ทำไมคนไม่ตัดสินใจ เพราะว่าคนเบื่อการเมือง คนเบื่อนักการเมืองเก่า ๆ คนอยากได้นักการเมืองอีกแบบหนึ่ง ซึ่งผมพร้อมที่จะเป็นนักการเมืองที่ไม่ได้เล่นการเมืองแบบเก่า ๆ แต่ทั้งหมดอยู่ที่ประชาชน ถ้าประชาชนต้องการเห็นพรรคการเมืองที่มาทำงาน ก็สนับสนุนพรรครวมไทยสร้างชาติ” นายพีระพันธุ์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า เมื่อช่วงค่ำวันจันทร์ที่ 20 ตุลาคมที่ผ่านมาซึ่งเป็นวันหลักของการเฉลิมฉลองเทศกาลดิวาลี นายพีระพันธุ์ พร้อมด้วยนายพลัฏฐ์ ศิริกุลพิสุทธิ์ สมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ เข้าร่วมชมงาน “Amazing Thailand Grand Diwali Festival 2025” ณ ย่านพาหุรัดและคลองโอ่งอ่าง ระหว่างการเข้าชมงานในครั้งนี้ นายพีระพันธุ์ได้ร่วมสัมผัสประสบการณ์และกิจกรรมการแสดงทางวัฒนธรรมประจำเทศกาลอย่างใกล้ชิด อีกทั้งยังได้พบปะพูดคุยกับพ่อค้าแม่ค้าที่ออกร้านจำหน่ายสินค้าหลากหลายชนิด อาทิ ขนมหวานอินเดีย และอาหารสตรีทฟู้ด รวมถึงแวะชมกิจกรรมสาธิตทางวัฒนธรรม เช่น การเพ้นท์เฮนน่า ด้วย

“พีระพันธุ์” ย้ำความมั่นคงอยู่เหนือประชานิยม เตรียมเฟ้นผู้สมัครเลือดใหม่สู้ศึกเลือกตั้ง

“พีระพันธุ์” เน้นเฟ้นผู้สมัครใหม่ สู้ศึกเลือกตั้งครั้งหน้า

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ย้ำถึงความมุ่งมั่นในการเฟ้นหาผู้สมัครเลือดใหม่เพื่อลงสู้ศึกในการเลือกตั้งครั้งหน้า โดยเน้นย้ำว่าพรรคต้องการคนรุ่นใหม่ที่ไม่ใช่นักการเมืองอาชีพ แต่มีความตั้งใจจริงที่จะทำงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง

การเฟ้นหาผู้สมัครใหม่ สู้ศึกเลือกตั้ง ถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญของพรรครวมไทยสร้างชาติในการสร้างความเปลี่ยนแปลงและตอบสนองความต้องการของประชาชนที่เบื่อหน่ายนักการเมืองแบบเดิมๆ พรรคจึงมุ่งเน้นไปที่การค้นหาบุคคลที่มีความสามารถ มีความรู้ความสามารถ และมีความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาของประเทศชาติอย่างแท้จริง

นอกจากนี้ นายพีระพันธุ์ยังได้กล่าวถึงความสำคัญของความมั่นคงในทุกมิติ ซึ่งถือเป็นนโยบายหลักของพรรค และยืนยันว่าพรรครวมไทยสร้างชาติยังคงยึดมั่นใน DNA ของ “ลุงตู่” พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในการทำงานเพื่อชาติบ้านเมืองอย่างเต็มที่ การเฟ้นหาผู้สมัครใหม่ สู้ศึกเลือกตั้ง จึงเป็นการผสมผสานระหว่างคนรุ่นใหม่ที่มีความรู้ความสามารถ และประสบการณ์จากนักการเมืองรุ่นเก่าที่ยึดมั่นในอุดมการณ์

การเฟ้นหาผู้สมัครใหม่ สู้ศึกเลือกตั้ง ที่กำลังจะมาถึงจึงเป็นสิ่งที่น่าจับตามองว่าพรรครวมไทยสร้างชาติจะสามารถดึงดูดคนรุ่นใหม่ที่มีคุณภาพเข้ามาทำงานการเมืองได้หรือไม่ และจะสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับประเทศชาติได้มากน้อยเพียงใด

ที่มา – “พีระพันธุ์” ย้ำความมั่นคงอยู่เหนือประชานิยม เตรียมเฟ้นผู้สมัครเลือดใหม่สู้ศึกเลือกตั้ง

Scroll to top