เกาะพะงัน

“พลพีร์-วรศิษฎ์” นำทีมบุกทลายธุรกิจเถื่อนเกาะพะงัน สั่งขยายผล

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในพื้นที่ท่องเที่ยวระดับโลก เมื่อ “พลพีร์-วรศิษฎ์” นำทีมบุกทลายธุรกิจเถื่อนเกาะพะงัน หลังจากได้รับรายงานการกระทำผิดกฎหมายในหลายรูปแบบ ทั้งโรงแรมที่ไม่มีใบอนุญาตไปจนถึงเครือข่ายนอมินีต่างชาติที่เข้ามายึดครองที่ดินทำเลทอง ส่งผลให้กระทรวงมหาดไทยต้องรีบลงพื้นที่เพื่อจัดระเบียบและบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาด

“พลพีร์-วรศิษฎ์” นำทีมบุกทลายธุรกิจเถื่อนเกาะพะงัน พร้อมล้างบางมาเฟีย

การลงพื้นที่ปฏิบัติการครั้งนี้ นำโดย นายพลพีร์ สุวรรณฉวี และนายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยชุดปฏิบัติการพิเศษกรมการปกครอง โดยตรวจพบโรงแรมและรีสอร์ทหรู 5 แห่งที่เปิดโดยไม่มีใบอนุญาตประกอบธุรกิจ และที่น่าตกใจคือมีการใช้ชื่อคนไทยเป็นนอมินีเพื่อถือหุ้นแทนชาวต่างชาติ นอกจากนี้ยังพบร้านขายกัญชาผิดกฎหมายที่มีสาขามากมายและลักลอบออกใบรับรองแพทย์ปลอมเพื่อเอื้อประโยชน์ให้นักท่องเที่ยว

เปิดกลโกงเครือข่ายนอมินีและเส้นทางการเงินผิดกฎหมาย

จากการตรวจสอบอย่างละเอียดพบพฤติการณ์ที่น่าสนใจ ดังนี้:

  • พบบริษัทนอมินีรวม 104 แห่งที่ชาวต่างชาติถือหุ้นมากกว่าคนไทย
  • ครอบครองที่ดินทำเลทองบนเกาะรวมกว่า 124 แปลง
  • ร้านกัญชาไม่มีใบอนุญาตมีการทำรายได้สูงถึง 16 ล้านบาทต่อปี
  • พบการออกใบรับรองแพทย์ปลอมราคาใบละ 300 บาท

นายพลพีร์เน้นย้ำว่า การกระทำที่ “พลพีร์-วรศิษฎ์” นำทีมบุกทลายธุรกิจเถื่อนเกาะพะงัน ในครั้งนี้ เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น ทางกระทรวงฯ กำลังเร่งตรวจสอบเส้นทางการเงินของกลุ่มผู้มีอิทธิพลและข้าราชการที่อาจมีส่วนรู้เห็น โดยเฉพาะกรณีข้อมูลรั่วไหลที่ทำให้ผู้ประกอบการเถื่อนไหวตัวทันปิดร้านหนีไปได้ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะไปถึง ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้และจะต้องมีการลงโทษผู้เกี่ยวข้องอย่างถึงที่สุด

ในอนาคต กระทรวงมหาดไทยเตรียมผลักดันมาตรการทางกฎหมายที่เข้มข้นยิ่งขึ้น ทั้งในส่วนของการจำคุกและค่าปรับ เพื่อให้เกาะพะงันและพื้นที่ท่องเที่ยวอื่นๆ กลับมาเป็นพื้นที่ที่สะอาด ปลอดภัย และสร้างรายได้เข้าประเทศอย่างถูกต้องตามกฎหมายอย่างแท้จริง การปราบปรามในครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณเตือนภัยสำหรับผู้ที่คิดจะละเมิดกฎหมายไทยว่าอย่าได้ชะล่าใจ เพราะการตรวจสอบจะขยายผลไปทั่วประเทศอย่างแน่นอน

ที่มา – “พลพีร์-วรศิษฎ์” นำทีมบุกทลายธุรกิจเถื่อนเกาะพะงัน สั่งขยายผลตรวจสอบเส้นเงิน

อธิบดีกรมการปกครอง ขีดเส้นสอบ “กำนัน – ผญบ.” เกาะพะงัน แจกปืนเป็นรางวัล

อธิบดีกรมการปกครอง ขีดเส้นสอบ “กำนัน – ผญบ.” เกาะพะงัน แจกปืนเป็นรางวัล

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก หลังจากมีภาพปรากฏในสื่อโซเชียลเกี่ยวกับการจัดงานฉลองครบรอบ 134 ปี “วันกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน” ในพื้นที่อำเภอเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งไฮไลต์ของงานที่ทำเอาหลายคนต้องตั้งคำถาม คือการนำเอาอาวุธปืนลูกซองยาวจำนวน 5 กระบอก มาเป็นของรางวัลจับสลากภายในงาน จนเกิดคำถามถึงความเหมาะสมและมาตรการการครอบครองอาวุธปืนในระดับพื้นที่

ล่าสุด ทางด้านอธิบดีกรมการปกครอง ได้ออกมาเคลื่อนไหวทันที โดยสั่งการให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงในกรณี อธิบดีกรมการปกครอง ขีดเส้นสอบ “กำนัน – ผญบ.” เกาะพะงัน แจกปืนเป็นรางวัล อย่างเร่งด่วน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดบรรทัดฐานที่ผิดพลาดในการใช้ความรุนแรงหรือสิ่งเทียมอาวุธในกิจกรรมสาธารณะ

มาตรการคุมเข้มการครอบครองอาวุธปืน

นโยบายของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เน้นย้ำเรื่องการควบคุมอาวุธปืนให้มีความเข้มงวดและรัดกุมที่สุด ไม่ว่าจะเป็นขั้นตอนการอนุญาต การซื้อขาย ไปจนถึงการจัดเก็บ ทั้งนี้เพื่อลดความเสี่ยงที่อาวุธปืนจะหลุดรอดไปสู่มือของบุคคลที่ไม่ได้รับอนุญาต หรือนำไปใช้ในทางที่ผิด การที่หน่วยงานท้องถิ่นนำปืนมาจับรางวัลจึงถือเป็นการกระทำที่ย้อนแย้งกับนโยบายหลักอย่างสิ้นเชิง

กรมการปกครองได้ส่งหนังสือด่วนที่สุดไปยังจังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยมีคำสั่งดังนี้:

  • ให้ระงับการมอบอาวุธปืนในงานดังกล่าวทันที
  • ตรวจสอบข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ของผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด
  • พิจารณาความผิดของนายอำเภอและผู้จัดงานที่นำอาวุธปืนมาเป็นของรางวัล
  • กำหนดกรอบเวลาการตรวจสอบให้แล้วเสร็จภายใน 7 วัน

หากผลการตรวจสอบพบว่ามีการกระทำผิดกฎหมาย หรือฝ่าฝืนระเบียบของทางราชการ ทางกรมการปกครองยืนยันว่าจะไม่มีการละเว้น และจะดำเนินการลงโทษขั้นเด็ดขาดเพื่อให้เป็นเยี่ยงอย่างต่อไป สำหรับกรณี อธิบดีกรมการปกครอง ขีดเส้นสอบ “กำนัน – ผญบ.” เกาะพะงัน แจกปืนเป็นรางวัล ในครั้งนี้ถือเป็นบทเรียนสำคัญให้กับผู้นำชุมชนทั่วประเทศว่า การจัดกิจกรรมต่างๆ ต้องคำนึงถึงบริบททางสังคมและความปลอดภัยสาธารณะเป็นที่ตั้งมากกว่าความสนุกสนานเพียงชั่วคราว

ในมุมมองของผู้เขียน การตรวจสอบเรื่องนี้เป็นสิ่งที่ถูกต้องและสมควรทำอย่างยิ่ง เพราะอาวุธปืนไม่ใช่ของเล่นที่จะนำมาจับรางวัลกันได้ง่ายๆ หากเราปล่อยให้เรื่องนี้ผ่านไปโดยไม่มีการจัดการ จะถือเป็นการทำลายความเชื่อมั่นต่อมาตรการควบคุมอาวุธปืนของรัฐบาลอย่างร้ายแรง หวังว่าผลการตรวจสอบใน 7 วันนี้ จะสร้างความกระจ่างให้สังคมได้เห็นถึงความโปร่งใสและศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายบ้านเมืองครับ

ที่มา – อธิบดีกรมการปกครอง ขีดเส้นสอบ “กำนัน – ผญบ.” เกาะพะงัน แจกปืนเป็นรางวัล

นฤชา ยันระงับออกใบ ป.3 ทั่วประเทศ ไม่แจกปืนกำนัน-ผญบ.

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามองอย่างมาก สำหรับความเคลื่อนไหวจากกระทรวงมหาดไทย โดยเฉพาะกรณีที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมอาวุธปืน ล่าสุด นฤชา ยันระงับออกใบ ป.3 ทั่วประเทศ แจง ไม่ได้แจกปืนกำนัน-ผญบ.เกาะพะงัน เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลที่ต้องการจำกัดจำนวนปืนในสังคมอย่างจริงจัง

นฤชา ยันระงับออกใบ ป.3 ทั่วประเทศ แจง ไม่ได้แจกปืนกำนัน-ผญบ.เกาะพะงัน

หลายท่านคงได้ยินข่าวเกี่ยวกับงานเลี้ยงครบรอบ 134 ปี กำนัน-ผู้ใหญ่บ้านที่เกาะพะงัน ที่มีการกล่าวถึงการมอบรางวัลเป็นอาวุธปืน ซึ่งทางอธิบดีกรมการปกครองได้ออกมาชี้แจงชัดเจนว่า ในปีนี้ได้มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบรางวัลเป็นสิ่งของหรือเงินสดที่มีมูลค่าเทียบเท่าแทน เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรการระงับการออกใบอนุญาตซื้อหรือใบ ป.3 ที่กำลังบังคับใช้ในขณะนี้

สรุปมาตรการควบคุมอาวุธปืนฉบับเข้มข้น

นโยบาย นฤชา ยันระงับออกใบ ป.3 ทั่วประเทศ แจง ไม่ได้แจกปืนกำนัน-ผญบ.เกาะพะงัน ในครั้งนี้ถือเป็นการล็อกระบบฐานข้อมูลส่วนกลางเพื่อระงับการออกใบอนุญาตชั่วคราว ซึ่งมีประเด็นสำคัญที่ควรรู้ดังนี้:

  • ระงับการออกใบ ป.3 ทั่วประเทศโดยไม่มีข้อยกเว้นทั้งประชาชนและปืนสวัสดิการ
  • รางวัลกำนัน-ผู้ใหญ่บ้านเปลี่ยนจากอาวุธปืนเป็นแหนบทองคำหรือสิ่งของแทน
  • เจ้าหน้าที่ตำรวจที่จำเป็นต้องพกปืนต้องมีคำสั่งเป็นลายลักษณ์อักษรจากผู้บังคับบัญชา

การดำเนินการเช่นนี้สะท้อนให้เห็นว่าภาครัฐเอาจริงเอาจังกับการแก้ปัญหาอาวุธปืน เพื่อความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน สำหรับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่มีความกังวลเรื่องการพกอาวุธปืนระหว่างปฏิบัติหน้าที่ อธิบดีกรมการปกครองได้เน้นย้ำว่า หากได้รับมอบหมายจากผู้บังคับบัญชาตามคำสั่งที่เป็นลายลักษณ์อักษร ก็ยังคงสามารถพกพาอาวุธเพื่อทำหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยได้ตามกฎหมาย

ในมุมมองของผู้เขียน มาตรการนี้อาจจะดูเข้มงวดในช่วงแรก แต่หากพิจารณาถึงเป้าหมายระยะยาวในการลดความรุนแรงในสังคมแล้ว การควบคุมใบอนุญาตอย่างเป็นระบบถือเป็นก้าวแรกที่สำคัญมากครับ เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่าแนวทางนี้จะช่วยลดปัญหาอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับอาวุธปืนได้มากน้อยเพียงใด

ที่มา – “นฤชา” ยันระงับออกใบ ป.3 ทั่วประเทศ แจง ไม่ได้แจกปืนกำนัน-ผญบ.เกาะพะงัน

นายกฯ ตกใจเหตุกราดยิงที่โคราช สั่งยกเลิกด่วนงานเลี้ยงกำนัน-ผญบ.แจกปืนลูกซอง

นายกฯ ตกใจเหตุกราดยิงที่โคราช สั่งยกเลิกด่วนงานเลี้ยงกำนัน-ผญบ.แจกปืนลูกซอง

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในสังคมทันที หลังจากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นอีกครั้ง โดยนายกฯ ตกใจเหตุกราดยิงที่โคราช สั่งยกเลิกด่วนงานเลี้ยงกำนัน-ผญบ.แจกปืนลูกซอง ทันทีที่ทราบข่าว นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ถึงกับออกอาการตกใจและแสดงท่าทีไม่พอใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยถามด้วยความสงสัยว่า “อีกแล้วหรอ” พร้อมกับย้ำชัดเจนว่าถึงเวลาแล้วที่ต้องเข้ามาจัดการโครงสร้างการครอบครองอาวุธปืนในประเทศไทยอย่างจริงจังและเด็ดขาด

ความกังวลของสังคมไม่ได้หยุดอยู่แค่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในงาน “ชิม ช้อป ใช้” ที่จังหวัดนครราชสีมาเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงประเด็นเรื่องการครอบครองอาวุธปืนที่ดูจะเข้าถึงได้ง่ายเกินไป ล่าสุดมีรายงานข่าวเกี่ยวกับการจัดกิจกรรมแจกรางวัลเป็นอาวุธปืนลูกซองยาวในงานเลี้ยงครบรอบ 134 ปี กำนัน-ผู้ใหญ่บ้านที่เกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งสร้างความมึนงงให้กับประชาชนจำนวนมากว่าเหตุใดหน่วยงานภาครัฐระดับท้องถิ่นจึงยังคงมีนโยบายสนับสนุนให้มีการแจกปืนเป็นรางวัล

มาตรการคุมเข้มการถือครองอาวุธปืน

นอกจากประเด็นที่ นายกฯ ตกใจเหตุกราดยิงที่โคราช สั่งยกเลิกด่วนงานเลี้ยงกำนัน-ผญบ.แจกปืนลูกซอง แล้ว นายอนุทินยังได้เน้นย้ำถึงแนวทางการทำงานในระยะยาว โดยเฉพาะเรื่องการประเมินสุขภาพจิตของผู้ที่ต้องการขอใบอนุญาตครอบครองอาวุธปืน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ความรุนแรงซ้ำซาก โดยรัฐบาลกำลังเร่งดำเนินการปรับปรุงโครงสร้างกฎหมายให้มีความเข้มงวดมากขึ้น

  • สั่งการให้อธิบดีกรมการปกครองยกเลิกนโยบายแจกปืนเป็นรางวัลทันที
  • เปลี่ยนไปใช้วัตถุประสงค์อื่นที่สร้างสรรค์กว่าในการให้รางวัลแก่กำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน
  • เร่งตรวจสอบกระบวนการออกใบอนุญาตพกพาและครอบครองอาวุธปืนทั่วประเทศ
  • เน้นการประเมินสภาพจิตใจของผู้ครอบครองอาวุธปืนเป็นหัวใจหลัก

การตัดสินใจของนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณที่ดีว่าภาครัฐไม่ได้นิ่งนอนใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และพยายามอย่างเต็มที่ที่จะตัดวงจรการเข้าถึงอาวุธปืนที่ผิดที่ผิดทาง อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้เป็นโจทย์ใหญ่ที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ไม่ใช่แค่เพียงการสั่งยกเลิกงานเลี้ยง แต่รวมถึงการปลูกฝังจิตสำนึกและการจัดระบบฐานข้อมูลปืนให้มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ เพื่อไม่ให้คำว่า “อีกแล้วหรอ” กลายเป็นคำถามที่คนไทยต้องถามซ้ำๆ ในอนาคต

ในมุมมองของประชาชน เราหวังว่าเหตุการณ์ครั้งนี้จะเป็นบทเรียนสำคัญที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างความปลอดภัยในสังคมไทยอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ใช่แค่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ต้องสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่าความรุนแรงด้วยอาวุธปืนจะต้องลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

ที่มา – นายกฯ ตกใจเหตุกราดยิงที่โคราช สั่งยกเลิกด่วนงานเลี้ยงกำนัน-ผญบ.แจกปืนลูกซอง

ป.ป.ช. ลงพื้นที่ผลักดัน “พะงันโมเดล” สกัดขบวนการนอมินี

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินข่าวความเคลื่อนไหวล่าสุดที่เกาะพะงันกันมาบ้างแล้วนะครับ กับการที่หน่วยงานภาครัฐ นำโดย ป.ป.ช. ลงพื้นที่อย่างจริงจังเพื่อสะสางปัญหาที่สะสมมานาน นี่คือจุดเริ่มต้นของ ป.ป.ช. ลงพื้นที่ผลักดัน “พะงันโมเดล” เปิดปฏิบัติการเชิงรุกสกัดกั้นขบวนการนอมินี เพื่อคืนความถูกต้องให้แก่คนในพื้นที่และปกป้องทรัพยากรของชาติให้คงอยู่สืบไป

ป.ป.ช. ลงพื้นที่ผลักดัน “พะงันโมเดล” เปิดปฏิบัติการเชิงรุกสกัดกั้นขบวนการนอมินี

การลงพื้นที่ครั้งนี้ไม่ใช่แค่การไปดูหน้างานทั่วไป แต่เป็นการผนึกกำลังครั้งใหญ่ระหว่าง ป.ป.ช. ภาค 8 และจังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงในหลายจุดที่เป็นปัญหา ไม่ว่าจะเป็นการขุดดินผิดกฎหมาย การรุกล้ำพื้นที่ป่า และที่สำคัญคือการตรวจสอบขบวนการนอมินีที่เข้ามาสวมสิทธิ์ทำธุรกิจ ซึ่งถือเป็นการเอาเปรียบและทำลายกลไกทางเศรษฐกิจและกฎหมายในบ้านเราอย่างร้ายแรง

รายละเอียดปฏิบัติการ “พะงันโมเดล”

สำหรับภารกิจของ ป.ป.ช. ลงพื้นที่ผลักดัน “พะงันโมเดล” เปิดปฏิบัติการเชิงรุกสกัดกั้นขบวนการนอมินี ในครั้งนี้ ได้มีการตรวจสอบพบปัญหาหลายด้านที่จำเป็นต้องเร่งแก้ไขทันที:

  • การบุกรุกพื้นที่สาธารณะ: พบการขุดดินในเขตเทศบาลโดยไม่ได้รับอนุญาตและรุกล้ำเขตป่าไม้ ซึ่งหน่วยงานท้องถิ่นได้แจ้งความดำเนินคดีแล้ว
  • การทำธุรกิจผิดประเภท: กรณีสถานประกอบการและสถานรับเลี้ยงเด็กที่ดำเนินกิจการเกินขอบเขตใบอนุญาต จนนำไปสู่การเพิกถอนสิทธิ์ในที่สุด
  • ปัญหาเรื่องนอมินีข้ามชาติ: การตรวจสอบธุรกิจที่ชาวต่างชาติถือครองผ่านนิติบุคคล โดยจะนำแนวทางนี้ไปปรับใช้กับสถานประกอบการอื่นๆ ทั่วเกาะ

ความสำเร็จของปฏิบัติการนี้ขึ้นอยู่กับความร่วมมือของทุกภาคส่วน โดยผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานีได้ตั้งกรอบเวลาในการจัดการปัญหาให้จบภายใน 30 วัน เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายมีความโปร่งใสและตรวจสอบได้

ในมุมมองของผม นี่เป็นสัญญาณที่ดีมากที่หน่วยงานรัฐหันมาเอาจริงเอาจังกับการจัดการปัญหาการบุกรุกที่ดินและนอมินีธุรกิจ หากเราทำสำเร็จ เกาะพะงันจะกลายเป็นโมเดลต้นแบบให้พื้นที่ท่องเที่ยวอื่นทั่วไทยได้นำไปปรับใช้ เพื่อให้การเติบโตทางเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการรักษาความถูกต้องและทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืนครับ

ที่มา – ป.ป.ช. ลงพื้นที่ผลักดัน “พะงันโมเดล” เปิดปฏิบัติการเชิงรุกสกัดกั้นขบวนการนอมินี

ป.ป.ส. คุมเข้มเทศกาล Halfmoon เกาะพะงัน จับไอซ์คาด่าน

ช่วงเทศกาลท่องเที่ยวอย่าง Halfmoon Festival บนเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี มักจะเป็นเป้าหมายของการเฝ้าระวังจากเจ้าหน้าที่รัฐอยู่เสมอ ล่าสุด ป.ป.ส. ได้สนธิกำลังร่วมกับตำรวจพะงันและฝ่ายปกครอง ตั้งด่านตรวจเข้มข้นเพื่อป้องกันและปราบปรามยาเสพติด จนสามารถจับกุมผู้กระทำความผิดได้คาด่าน

ป.ป.ส. คุมเข้มเทศกาล Halfmoon เกาะพะงัน จับไอซ์คาด่าน

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 7 กรกฎาคมที่ผ่านมา น.ส.อารีภักดิ์ เงินบำรุง รองเลขาธิการ ป.ป.ส. ได้นำทีมเจ้าหน้าที่หลายฝ่ายมาปล่อยแถวปฏิบัติการกวาดล้างยาเสพติด โดยการป.ป.ส. คุมเข้มเทศกาล Halfmoon เกาะพะงัน จับไอซ์คาด่านครั้งนี้ สามารถตรวจพบรถกระบะขนส่งสินค้าคันหนึ่งที่มีพฤติกรรมน่าสงสัยขณะผ่านด่านตรวจท่าเรือ 1

รายละเอียดการเข้าสกัดกั้นและตรวจค้น

เมื่อเจ้าหน้าที่ทำการเรียกตรวจรถกระบะตู้ทึบที่บรรทุกสินค้าจำพวกขนมปังและกล้วยหอม พบว่าผู้ขับขี่คือ นายฤทธิรณ อายุ 41 ปี มีท่าทางพิรุธล่อกแล่ก จากการขอตรวจค้นภายในช่องดนขับ เจ้าหน้าที่พบซองบุหรี่ที่มีเกล็ดสีขาวบรรจุในถุงซิปล็อกขนาดเล็ก เมื่อนำไปทดสอบด้วยน้ำยามาร์ควิสและชุดตรวจปัสสาวะ ผลปรากฏว่าเป็นสารเสพติดประเภทเมทแอมเฟตามีน หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ ‘ไอซ์’ จำนวน 2 กรัม โดยผู้ต้องหารับสารภาพว่าเสพเอง

  • เจ้าหน้าที่ใช้ชุดตรวจน้ำยามาร์ควิสยืนยันสารเสพติด
  • มีการตรวจปัสสาวะซ้ำเพื่อความแม่นยำ
  • ตรวจค้นสินค้าในตู้หลังรถอย่างละเอียดเพื่อป้องกันการซุกซ่อนเพิ่มเติม

มาตรการเด็ดขาดเพื่อความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว

น.ส.อารีภักดิ์ ย้ำว่าทาง ป.ป.ส. ไม่ได้ดูแค่พื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีเท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงข้อมูลฐานระดับประเทศ เพื่อสกัดกั้นไม่ให้ยาเสพติดถูกนำเข้ามาปั่นป่วนในพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญ ยิ่งไปกว่านั้นหากสถานบันเทิงแห่งใดปล่อยปละละเลยให้มีการใช้ยาเสพติดภายในร้าน อาจต้องเผชิญคำสั่งปิดพื้นที่สูงสุดถึง 15 วัน อีกทั้งยังมีการเฝ้าระวังยาเสพติดรูปแบบใหม่ๆ อย่าง ‘Happy Water’ ที่มักซุกซ่อนมาในซองกาแฟหรือครีมเทียมอีกด้วย

บทเรียนสำคัญจากกรณีที่ ป.ป.ส. คุมเข้มเทศกาล Halfmoon เกาะพะงัน จับไอซ์คาด่าน คือความเข้มงวดของเจ้าหน้าที่ที่สามารถสกัดกั้นยาเสพติดไม่ให้ไปถึงมือนักท่องเที่ยวได้สำเร็จ หากผู้ประกอบการและคนในชุมชนร่วมมือกันเป็นหูเป็นตา จะช่วยรักษาภาพลักษณ์ที่ดีและสร้างความปลอดภัยให้กับเกาะพะงันได้อย่างยั่งยืนที่สุดครับ

ที่มา – ป.ป.ส. คุมเข้มเทศกาล Halfmoon เกาะพะงัน จับไอซ์คาด่าน

อาลัย อาจารย์หมอต้น แพทย์เฉพาะทางจิตอาสา

เชื่อว่าหลายคนคงได้รับทราบข่าวเศร้าและร่วมแสดงความเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับ อาลัย อาจารย์หมอต้น แพทย์เฉพาะทางจิตอาสา ซึ่งถือเป็นการสูญเสียบุคลากรทางการแพทย์ผู้ทรงคุณค่าระดับแนวหน้าของเมืองไทยไปอย่างไม่มีวันกลับ รศ.นพ.ธีระศักดิ์ แก้วอมตวงศ์ หรือที่ใครหลายคนรู้จักในนาม “อาจารย์หมอต้น” แพทย์เชี่ยวชาญด้านโรคระบบทางเดินหายใจและเวชบำบัดวิกฤต ซึ่งเป็นที่รักของทั้งเพื่อนร่วมงานและลูกศิษย์มากมาย

อาลัย อาจารย์หมอต้น แพทย์เฉพาะทางจิตอาสา ที่แฟนข่าวต้องจดจำ

เหตุการณ์น่าสลดใจนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ท่านรับเคราะห์จากอุบัติเหตุถูกชาวต่างชาติซึ่งขับขี่รถจักรยานยนต์ด้วยความประมาทและมีสารเสพติดในร่างกายชนแล้วหลบหนีบนเกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี แม้ทีมแพทย์จะพยายามยื้อชีวิตและรักษาอย่างเต็มที่ แต่ด้วยอาการบาดเจ็บสาหัสจึงนำมาสู่การจากไปอย่างสงบ ท่ามกลางความโศกเศร้าของครอบครัวและวงการการแพทย์ไทยที่ต้องสูญเสียคุณหมอผู้มีความเสียสละสูงยิ่ง

ความทรงจำที่มีต่อ อาลัย อาจารย์หมอต้น แพทย์เฉพาะทางจิตอาสา

ทางโรงพยาบาลวิมุต พหลโยธิน ได้ออกมาโพสต์ข้อความแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้ง โดยระบุถึงคุณูปการที่ท่านได้มอบให้กับผู้ป่วยและสังคมตลอดมา ท่านไม่ได้เป็นเพียงแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ แต่ยังเป็นอาจารย์แพทย์ที่มีจิตวิญญาณของความเป็นผู้ให้ ตลอดระยะเวลาการทำงาน ท่านทุ่มเทแรงกายแรงใจเพื่อยกระดับมาตรฐานการรักษาทางด้านทางเดินหายใจอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย

  • คุณสมบัติเด่นของอาจารย์หมอต้นคือความเมตตาที่มีต่อผู้ป่วย
  • ท่านเป็นอาจารย์แพทย์ที่เป็นต้นแบบของความเสียสละในจิตอาสา
  • งานวิจัยและองค์ความรู้ที่ท่านทิ้งไว้จะเป็นประโยชน์ต่อการรักษาไปอีกยาวนาน

ในฐานะคนไทย การต้องมาเสียชีวิตจากความมักง่ายของผู้ที่ขาดความรับผิดชอบนับเป็นเรื่องที่น่าสะเทือนใจอย่างยิ่ง เราได้แต่หวังว่าบทเรียนจากเหตุการณ์ อาลัย อาจารย์หมอต้น แพทย์เฉพาะทางจิตอาสา ในครั้งนี้ จะช่วยกระตุ้นให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้มงวดกับเรื่องกฎหมายจราจรและการควบคุมชาวต่างชาติที่มีพฤติกรรมเสี่ยงมากยิ่งขึ้น เพื่อไม่ให้ต้องมีครอบครัวไหนต้องสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักไปเพราะเหตุการณ์ลักษณะนี้อีกต่อไป

ขอให้บุญกุศลและคุณงามความดีที่ท่านได้สั่งสมมาตลอดการเป็นแพทย์ผู้มีจิตเมตตา นำพาดวงวิญญาณของท่านไปสู่สัมปรายภพที่ดีครับ

ที่มา – อาลัย “อาจารย์หมอต้น” แพทย์เฉพาะทางจิตอาสา ถูกต่างชาติชนที่เกาะพะงัน เสียชีวิต

ส่ง “อาจารย์หมอต้น” บินด่วนเข้ากทม. ผ่าตัดสมอง หลังถูกต่างชาติเสพโคเคน ซิ่งจยย.ชน

เป็นข่าวที่สร้างความสะเทือนใจให้กับชาวไทยเป็นอย่างมาก เมื่อเกิดเหตุการณ์ร้ายแรงกับบุคลากรทางการแพทย์คนสำคัญของประเทศ โดยกรณีของ ส่ง “อาจารย์หมอต้น” บินด่วนเข้ากทม. ผ่าตัดสมอง หลังถูกต่างชาติเสพโคเคน ซิ่งจยย.ชน ณ เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี ได้กลายเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจและติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากอาการของคุณหมออยู่ในขั้นวิกฤตและต้องการการรักษาที่รวดเร็วที่สุด

สถานการณ์ล่าสุด ส่ง “อาจารย์หมอต้น” บินด่วนเข้ากทม. ผ่าตัดสมอง หลังถูกต่างชาติเสพโคเคน ซิ่งจยย.ชน

รศ.นพ.ธีระศักดิ์ แก้วอมตวงศ์ หรืออาจารย์หมอต้น ถูกชายชาวอังกฤษ นายวิลค็อก ดันแคน ขับขี่รถจักรยานยนต์เฉี่ยวชนจนได้รับบาดเจ็บสาหัส ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่าผู้ก่อเหตุมีสารเสพติดประเภทโคเคนอยู่ในร่างกาย ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องเร่งดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด ล่าสุดทีมแพทย์ได้ประสานงานส่งตัวคุณหมอขึ้นเครื่องบินกองบินตำรวจ เพื่อเข้ารับการผ่าตัดด่วนที่โรงพยาบาลรามาธิบดีทันที

รายละเอียดการดำเนินคดีและมาตรการตรวจสอบหลัง ส่ง “อาจารย์หมอต้น” บินด่วนเข้ากทม. ผ่าตัดสมอง หลังถูกต่างชาติเสพโคเคน ซิ่งจยย.ชน

นอกจากประเด็นเรื่องสุขภาพของคุณหมอแล้ว สิ่งที่สังคมเรียกร้องคือการจัดการกับกลุ่มชาวต่างชาติที่กระทำผิดกฎหมายในประเทศไทย โดยพล.ต.ท.สิทธิชัย โลกันภัย ได้กำชับให้เจ้าหน้าที่เร่งขยายผลตรวจสอบธุรกิจและพฤติกรรมของผู้ต้องหา ดังนี้:

  • ดำเนินคดีในข้อหาหนัก: ขับรถประมาททำให้ผู้อื่นบาดเจ็บสาหัส, ชนแล้วหนี, ไม่มีใบอนุญาตขับขี่ และเสพยาเสพติด
  • ตรวจสอบมาเฟียต่างชาติ: ขยายผลไปถึงธุรกิจเรือนำเที่ยวว่ามีการทำผิดกฎหมายหรือมีนอมินีหรือไม่
  • ตรวจสอบไทม์ไลน์: ย้อนรอยเส้นทางก่อนเกิดเหตุว่าผู้ต้องหาไปมั่วสุมที่ใดมาบ้าง

สรุปสถานการณ์ เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของอุบัติเหตุบนท้องถนน แต่เป็นบทเรียนสำคัญในการเข้มงวดกับชาวต่างชาติที่เข้ามาทำธุรกิจหรือพักอาศัยในประเทศไทย รวมถึงการสร้างมาตรฐานความปลอดภัยให้กับบุคลากรทางการแพทย์ที่เป็นฟันเฟืองสำคัญในการดูแลรักษาผู้ป่วยในสังคม เราขอส่งกำลังใจให้อาจารย์หมอต้นผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปได้ด้วยดี และหวังว่ากระบวนการยุติธรรมจะดำเนินการกับผู้กระทำผิดอย่างถึงที่สุด เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนคนไทยและนักท่องเที่ยวทั่วไป

ที่มา – ส่ง “อาจารย์หมอต้น” บินด่วนเข้ากทม. ผ่าตัดสมอง หลังถูกต่างชาติเสพโคเคน ซิ่งจยย.ชน

“อนุทิน” หารือบิ๊กตำรวจ สั่งเชือดนอมินีต่างชาติพะงัน-ภูเก็ต

ในวันที่ 14 พฤษภาคม 2567 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้แสดงความจริงจังอย่างยิ่ง โดยเรียกประชุมด่วนกับผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติและผู้ช่วย เพื่อหารือปัญหา“อนุทิน” หารือบิ๊กตำรวจ 2 ชั่วโมงครึ่ง สั่งเชือดนอมินีต่างชาติพะงัน-ภูเก็ต ซึ่งเป็นประเด็นร้อนที่ชาวไทยให้ความสนใจมานาน

“อนุทิน” หารือบิ๊กตำรวจ 2 ชั่วโมงครึ่ง สั่งเชือดนอมินีต่างชาติพะงัน-ภูเก็ต

การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นที่ตึกไทยคู่ฟ้า ใช้เวลากว่า 2 ชั่วโมง 30 นาที โดยมี พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) และ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร. เข้าร่วม พล.ต.ท.จิรภพ เปิดเผยหลังการประชุมว่านายกรัฐมนตรีได้กำชับให้ตำรวจใช้กฎหมายจัดการกับชาวต่างชาติที่กระทำผิดอย่างเด็ดขาด โดยเฉพาะปัญหาการใช้นอมินีต่างชาติเพื่อครอบครองที่ดินไทยในพื้นที่ท่องเที่ยวอย่างเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี และหาดฟรีด้อม จังหวัดภูเก็ต

ปัญหานอมินีต่างชาติในพะงัน-ภูเก็ตคืออะไร?

ปัญหานี้เกิดจากการที่ชาวต่างชาตินำคนไทยมาทำหน้าที่นอมินี เพื่อถือครองที่ดินและทำธุรกิจพูลวิลล่า โดยเฉพาะในเกาะพะงันที่กำลังกลายเป็นแหล่งปาร์ตี้ชื่อดังระดับโลก แต่กลับมีการบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนและใช้สัญชาติไทยบังหน้า นอกจากนี้ที่หาดฟรีด้อม ภูเก็ต ยังมีกรณีบุกรุกป่าชายเลนเพื่อสร้างรีสอร์ท ซึ่งส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสิทธิชาวไทยในการครอบครองที่ดิน

  • การสวมสิทธิ์นอมินีเพื่อซื้อที่ดินไทย
  • บุกรุกป่าสงวนและพื้นที่สาธารณะ
  • แผ่อิทธิพลในธุรกิจท่องเที่ยว เช่น พูลวิลล่าและบาร์
  • ใช้ช่องโหว่กฎหมายวีซ่าเพื่ออยู่อาศัยนานๆ

นายกรัฐมนตรีย้ำชัดเจนว่าต้องจัดการให้”สิ้นซาก” ไม่ปล่อยให้อิทธิพลต่างชาติมาเบียดบังทรัพยากรของชาติ

มาตรการปราบปรามที่นายกฯ สั่งการ

นอกจากการใช้กฎหมายดำเนินคดีแล้ว ยังมีการหารือเรื่องมาตรการวีซ่าที่เข้มงวดขึ้น เพื่อคัดกรองชาวต่างชาติตั้งแต่ต้นทาง พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ และ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. จะเป็นหัวหน้าชุดทำงานลุยปราบปรามทั่วประเทศ โดยเริ่มจากพื้นที่เสี่ยงอย่างพะงันและภูเก็ต

มาตรการสำคัญ ได้แก่

  • ตรวจสอบทะเบียนที่ดินและนอมินีอย่างละเอียด
  • เพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่ชุดปราบปรามข้ามชาติ
  • ประสานงานกับหน่วยงานที่ดินและสิ่งแวดล้อม
  • ปรับปรุงนโยบายวีซ่าให้ปิดช่องโหว่

การเคลื่อนไหวครั้งนี้แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลเอาจริงกับปัญหาที่กระทบฐานทรัพยากรของคนไทย โดยเฉพาะในยุคที่การท่องเที่ยวฟื้นตัวหลังโควิด ทำให้ต่างชาติสนใจลงทุนมากขึ้น

ปัญหา“อนุทิน” หารือบิ๊กตำรวจ 2 ชั่วโมงครึ่ง สั่งเชือดนอมินีต่างชาติพะงัน-ภูเก็ตไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ครั้งนี้มีคำสั่งชัดเจนให้ถอนรากถอนโคน ชาวไทยในพื้นที่ต่างชื่นชมและหวังว่าจะเห็นผลลัพธ์จริง

ในมุมมองของผู้เขียน การจัดการปัญหานี้จะช่วยปกป้องที่ดินไทยและยกระดับการท่องเที่ยวให้ยั่งยืนมากขึ้น หากไม่แก้ไข อาจนำไปสู่ความขัดแย้งในสังคม หากคุณมีประสบการณ์หรือเห็นด้วยกับมาตรการนี้ สามารถแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือแชร์บทความนี้เพื่อให้คนอื่นรับรู้ด้วยกัน

ที่มา – “อนุทิน” หารือบิ๊กตำรวจ 2 ชั่วโมงครึ่ง สั่งเชือดนอมินีต่างชาติพะงัน-ภูเก็ต

Scroll to top