เก็บกู้วัตถุระเบิด

อัปเดตอาการ จ.ส.อ.ชาญณรงค์ ปลอดภัยแล้ว รอส่งต่อ รพ.พระมงกุฎฯ

อัปเดตอาการ จ.ส.อ.ชาญณรงค์ ปลอดภัยแล้ว รอส่งต่อ รพ.พระมงกุฎฯ

เป็นข่าวที่สร้างความโล่งใจให้กับหลายๆ ฝ่าย เมื่อมีการรายงานอัปเดตอาการ จ.ส.อ.ชาญณรงค์ วงศ์ชนะ หรือ “จ่าโจ้” ทหารกล้าที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสจากเหตุการณ์เหยียบระเบิด PMN 2 ขณะปฏิบัติหน้าที่ ล่าสุดอาการปลอดภัยแล้วและกำลังอยู่ในช่วงการดูแลของทีมแพทย์อย่างใกล้ชิด

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 17 สิงหาคมที่ผ่านมา ณ กองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ ซึ่งส่งผลให้จ่าโจ้วัย 37 ปี ได้รับบาดเจ็บรุนแรงที่ขาและมือทั้งสองข้าง โชคดีที่หน่วยเสนารักษ์และทีม Sky Doctor กองทัพภาคที่ 2 ได้รีบเข้าช่วยเหลือและลำเลียงส่งโรงพยาบาลค่ายสรรพสิทธิประสงค์อย่างรวดเร็ว

ทีมแพทย์ระดมกำลังช่วยชีวิตอย่างเต็มที่

ความซับซ้อนของบาดแผลทำให้ต้องมีการระดมทีมศัลยแพทย์ถึง 3 ทีม เพื่อผ่าตัดรักษาทั้งกระดูกนิ้วมือที่แตกและบาดแผลบริเวณขา การผ่าตัดกินเวลานานกว่า 3 ชั่วโมง 35 นาที ซึ่งถือว่าผ่านพ้นไปด้วยดี สำหรับการอัปเดตอาการ จ.ส.อ.ชาญณรงค์ ล่าสุดเช้านี้ พบว่าเขาได้ย้ายเข้าสู่หอผู้ป่วยหนัก (ICU) เรียบร้อยแล้ว

  • ทีมแพทย์ผ่าตัดซ่อมแซมกระดูกมือขวา 4 นิ้ว
  • ทำการดามเหล็กและซ่อมแซมมือซ้าย
  • รักษาบาดแผลบริเวณขาทั้งสองข้างและข้อเท้า

แพทย์ผู้ดูแลให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ขณะนี้คนไข้ยังคงมีอาการปวดบริเวณข้อเท้าซ้ายที่เพิ่งผ่านการผ่าตัด จึงต้องอยู่ภายใต้การดูแลของพยาบาลในห้อง ICU อย่างใกล้ชิด โดยแผนการรักษาในระยะยาว แพทย์ได้กำหนดให้พักฟื้นและเฝ้าประเมินอาการเป็นเวลา 2 สัปดาห์เต็ม เพื่อให้ร่างกายฟื้นตัวมากที่สุดก่อนจะทำการส่งตัวไปรักษาต่อยังโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าตามแผนที่วางไว้

การที่ได้ทราบว่าการอัปเดตอาการ จ.ส.อ.ชาญณรงค์ เป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้นเช่นนี้ ถือเป็นกำลังใจสำคัญให้กับครอบครัวของทหารผู้เสียสละ รวมถึงเพื่อนร่วมงานที่ติดตามข่าวสารมาโดยตลอด เราทุกคนต่างร่วมส่งกำลังใจให้จ่าโจ้ผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้ด้วยดีและกลับมาแข็งแรงในเร็ววัน

ที่มา – อัปเดตอาการ “จ.ส.อ.ชาญณรงค์” ปลอดภัยแล้ว รอฟักฟื้น 2 สัปดาห์ ก่อนส่งต่อ รพ.พระมงกุฎฯ

แห่ส่งกำลังใจให้ จ.ส.อ.ชาญณรงค์ เหยียบทุ่นระเบิดบาดเจ็บ ใกล้พื้นที่ช่องอานม้า

เชื่อว่าในวันนี้หลายคนคงได้เห็นข่าวที่สร้างความสะเทือนใจให้กับพี่น้องชาวไทย เมื่อมีรายงานว่าเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นในพื้นที่ชายแดน กับภารกิจที่เต็มไปด้วยความเสี่ยงของการเก็บกู้ทุ่นระเบิด ซึ่งล่าสุดกระแสสังคมได้ร่วมกันแห่ส่งกำลังใจให้ จ.ส.อ.ชาญณรงค์ เหยียบทุ่นระเบิดบาดเจ็บ ใกล้พื้นที่ช่องอานม้า จ.อุบลราชธานี เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้กับวีรบุรุษผู้เสียสละรายนี้

แห่ส่งกำลังใจให้ จ.ส.อ.ชาญณรงค์ เหยียบทุ่นระเบิดบาดเจ็บ ใกล้พื้นที่ช่องอานม้า

เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นกับ “จ่าโจ้” หรือ จ.ส.อ.ชาญณรงค์ วงศ์ชนะ สังกัด ร.2 พัน.2 รอ. ขณะที่เขากำลังปฏิบัติหน้าที่อันทรงเกียรติในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดบริเวณช่องอานม้า ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีประวัติศาสตร์ความขัดแย้งในอดีต การปฏิบัติภารกิจนี้ถือเป็นงานที่ละเอียดอ่อนและอันตรายเป็นอย่างมาก เนื่องจากทุ่นระเบิดที่ตกค้างอยู่มีสภาพเสื่อมโทรมและคาดเดาตำแหน่งได้ยาก

รายละเอียดเหตุการณ์และความคืบหน้าล่าสุด

จากรายงานระบุว่า ในระหว่างที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ จ.ส.อ.ชาญณรงค์ ได้เหยียบเข้ากับทุ่นระเบิดโดยไม่คาดคิด ส่งผลให้ได้รับบาดเจ็บสาหัสบริเวณขาขวาท่อนล่าง มือขวา และมีบาดแผลตามร่างกาย อย่างไรก็ตาม ข่าวดีคือในขณะนี้อาการของเขายังคงรู้สึกตัวและอยู่ในความดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด ซึ่งนับเป็นเรื่องน่ายินดีที่เหตุการณ์ครั้งนี้ไม่ถึงแก่ชีวิต แต่ถึงอย่างไรการ แห่ส่งกำลังใจให้ จ.ส.อ.ชาญณรงค์ เหยียบทุ่นระเบิดบาดเจ็บ ใกล้พื้นที่ช่องอานม้า ก็ยังคงดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่องในโลกโซเชียล

ทางหน่วยงานต้นสังกัดได้ออกมาชี้แจงรายละเอียดและมาตรการช่วยเหลือ ดังนี้:

  • กองทัพบกยืนยันดูแลสวัสดิการและค่ารักษาพยาบาลอย่างเต็มที่
  • หน่วยต้นสังกัด ร.2 พัน.2 รอ. ติดตามอาการอย่างใกล้ชิด
  • มีการจัดเตรียมทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อดูแลบาดแผลให้หายดีโดยเร็วที่สุด

ความเสียสละของทหารกล้าที่ยอมเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ชายแดน คือสิ่งที่สังคมไทยต้องให้ความสำคัญและร่วมยกย่อง ในฐานะคนไทยเราทำได้เพียงการส่งพลังใจให้เขาผ่านวิกฤตนี้ไปได้โดยเร็ว และหวังว่าเหตุการณ์ลักษณะนี้จะไม่เกิดขึ้นอีกในอนาคต

สุดท้ายนี้ ขอให้ จ.ส.อ.ชาญณรงค์ เข้มแข็งและมีกำลังใจที่ดีในการฟื้นฟูร่างกาย พวกเราทุกคนขอส่งแรงเชียร์ให้เขากลับมาแข็งแรงสมบูรณ์และเป็นกำลังสำคัญของกองทัพต่อไปครับ

ที่มา – แห่ส่งกำลังใจให้ “จ.ส.อ.ชาญณรงค์” เหยียบทุ่นระเบิดบาดเจ็บ ใกล้พื้นที่ช่องอานม้า

ผบ.ทสส. ยันระดมหลายหน่วยกู้ระเบิด: ภารกิจเซาท์ซูดาน

พล.อ.ทรงวิทย์ หนุนภักดี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) เป็นประธานในพิธีส่งกำลังพลผลัดใหม่ 273 นาย ไปปฏิบัติภารกิจรักษาสันติภาพที่เซาท์ซูดาน พร้อมยันระดมหลายหน่วยงานเก็บกู้วัตถุระเบิด ตรวจสอบแล้วกว่า 800 จุด เดินหน้าจนกว่าจะปลอดภัยทั้งหมด

เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2568 ณ กองบัญชาการกองทัพไทย (บก.ทท.) พล.อ.ทรงวิทย์ หนุนภักดี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) เป็นประธานในพิธีส่งกำลังพล กองร้อยทหารช่าง เฉพาะกิจไทย/เซาท์ซูดาน ผลัดที่ 6 จำนวน 273 นาย เพื่อเดินทางไปปฏิบัติภารกิจรักษาสันติภาพของสหประชาชาติในสาธารณรัฐเซาท์ซูดาน (United Nations Mission in South Sudan : UNMISS) ซึ่งเป็นการผลัดเปลี่ยนจากผลัดที่ 5 ที่ปฏิบัติภารกิจตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2567

สำหรับกำลังพลผลัดที่ 6 มีจำนวน 273 นาย ประกอบด้วย กำลังพลจากกองทัพไทย จำนวน 17 นาย, จากกองทัพบก 256 นาย รวมทั้งมีทหารหญิงร่วมปฏิบัติหน้าที่ จำนวน 28 นาย ซึ่งมีกำหนดการเดินทางในวันที่ 20 สิงหาคม 2568 จำนวน 137 นาย และเดินทางในวันที่ 7 กันยายน 2568 อีกจำนวน 136 นาย

ที่ผ่านมากำลังกองร้อยทหารช่างของไทย ได้รับการยอมรับจากสหประชาชาติและองค์การต่างๆ ทั้งการปฏิบัติงานด้านวิศวกรรม และการน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปช่วยพัฒนาชุมชนในพื้นที่ ควบคู่กับภารกิจทางยุทธวิธี จนทำให้ไทยได้รับเกียรติให้เข้าร่วมปฏิบัติภารกิจรักษาสันติภาพอย่างต่อเนื่อง ถือได้ว่าเป็นบทบาท เกียรติภูมิ และความภาคภูมิใจของประเทศไทยในเวทีโลก รวมทั้งยังเป็นการเสริมสร้างความรู้และประสบการณ์ให้กับกำลังพลของกองทัพไทยในการปฏิบัติงานร่วมกับกองกำลังชาติต่างๆ อันจะเป็นการพัฒนาศักยภาพของกำลังพลและยุทโธปกรณ์ไปสู่ความเป็นเลิศตามมาตรฐานสากลต่อไป

ทั้งนี้ กำลังพลทุกนายจะต้องผ่านการตรวจความพร้อมและสัมภาระตามมาตรฐานของสหประชาชาติก่อนออกเดินทางจากท่าอากาศยานดอนเมือง สู่กรุงจูบา เมืองหลวงของสาธารณรัฐเซาท์ซูดาน เพื่อเริ่มภารกิจรักษาสันติภาพต่อไป นอกจากนี้ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ยังได้รับมอบจาก บริษัท ชัยเสรีเม็ททอลแอนด์รับเบอร์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทผลิตอาวุธของไทย ที่ร่วมสนับสนุนรถเกราะลำเลียงพลจำนวน 4 คัน และรถเกราะพยาบาล 1 คัน เพื่อใช้ในภารกิจรักษาสันติภาพของสหประชาชาติในสาธารณรัฐเซาท์ซูดานด้วย

ผบ.ทสส. ยันระดมหลายหน่วยกู้ระเบิด

นอกจากนี้ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ยังเปิดเผยถึงการปฏิบัติภารกิจเก็บกู้วัตถุระเบิด ผบ.ทสส. ยันระดมหลายหน่วยกู้ระเบิด โดยยืนยันว่าไม่ได้มีเพียงชุด TMAC (ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ) เท่านั้นที่เข้าปฏิบัติงาน แต่ยังมีหน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิดของตำรวจตระเวนชายแดน รวมถึงผู้นำท้องถิ่นอย่างกำนันและผู้ใหญ่บ้านร่วมช่วยกันค้นหาและเก็บกู้ด้วย ปัจจุบันมีกำลังพลปฏิบัติงานรวม 15 ชุดในพื้นที่ 3 จังหวัดหลัก คือ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และบุรีรัมย์ โดยสามารถตรวจสอบไปแล้วกว่า 800 จุด และจะดำเนินการต่อเนื่องจนกว่าพื้นที่จะปลอดภัยทั้งหมด

ขณะเดียวกัน พล.อ.ทรงวิทย์ ย้ำด้วยว่า เครื่อง TMAC ยังคงถูกบรรจุอยู่ในราชการทหารสนาม แต่ได้มีการเสริมกำลังจากพื้นที่ต่างๆ เข้ามาช่วยสนับสนุนแนวหน้า เพื่อให้การเก็บกู้วัตถุระเบิดเป็นไปอย่างรวดเร็วและปลอดภัยที่สุด.

ภารกิจ ผบ.ทสส. ยันระดมหลายหน่วยกู้ระเบิด ในพื้นที่ 3 จังหวัดหลัก

การที่ ผบ.ทสส. ยันระดมหลายหน่วยกู้ระเบิด ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของกองทัพในการดูแลความปลอดภัยของประชาชน โดยมีการบูรณาการความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ท้องถิ่น และประชาชน เพื่อให้การเก็บกู้วัตถุระเบิดเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและครอบคลุมทุกพื้นที่เสี่ยง การดำเนินการอย่างต่อเนื่องและไม่ย่อท้อจนกว่าพื้นที่ทั้งหมดจะปลอดภัย แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบและความใส่ใจของกองทัพต่อความเดือดร้อนของประชาชนอย่างแท้จริง

การที่กองทัพไทยได้รับความไว้วางใจจากสหประชาชาติให้ปฏิบัติภารกิจรักษาสันติภาพในเซาท์ซูดานอย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพและความพร้อมของกำลังพลไทยในการปฏิบัติงานในระดับสากล การได้รับการสนับสนุนรถเกราะจากบริษัทผลิตอาวุธของไทยยังแสดงให้เห็นถึงความร่วมมือและการสนับสนุนจากภาคเอกชนในการเสริมสร้างศักยภาพของกองทัพไทยให้มีความแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น

ที่มา – ผบ.ทสส. ยันระดมหลายหน่วยกู้ระเบิด พร้อมส่งกำลังพลผลัดใหม่ปฏิบัติภารกิจเซาท์ซูดาน

7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา: สถานการณ์สงบ

สถานการณ์ใน 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา ยังคงสงบ ประชาชนเริ่มทยอยกลับบ้านหลังจากหลายพื้นที่ได้รับการยืนยันว่าปลอดภัยแล้ว หน่วยงานต่างๆ เร่งดำเนินการเก็บกู้วัตถุระเบิดตกค้างอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความมั่นใจในความปลอดภัยสูงสุดแก่ประชาชน หากพบวัตถุต้องสงสัย โปรดแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที

เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2568 นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และคณะกรรมการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) ได้รายงานว่า ตั้งแต่ช่วงค่ำของวันที่ 10 สิงหาคม 2568 จนถึงช่วงเช้าของวันที่ 11 สิงหาคม 2568 ไม่มีเหตุการณ์ปะทะหรือความรุนแรงเกิดขึ้นในพื้นที่7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชาแต่อย่างใด

ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 ได้รายงานสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาว่า สถานการณ์มีแนวโน้มคลี่คลายลงอย่างต่อเนื่อง หลังจากการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) หลายพื้นที่ได้รับการยืนยันว่าปลอดภัยแล้ว ทำให้ประชาชนสามารถเดินทางกลับภูมิลำเนาได้ภายใต้การดูแลของผู้ว่าราชการจังหวัดและหน่วยงานความมั่นคงที่เกี่ยวข้อง

อย่างไรก็ตาม ยังคงมีบางพื้นที่ที่พบวัตถุระเบิดหรือวัตถุต้องสงสัยตกค้าง ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบและเก็บกู้เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของประชาชน หากประชาชนพบเห็นพื้นที่ที่ยังไม่ปลอดภัย หรือพบวัตถุต้องสงสัย ขอความร่วมมือแจ้งเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง หรือเจ้าหน้าที่ตำรวจ หมายเลข 191 เพื่อประสานหน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิดเข้าดำเนินการโดยเร็ว

รัฐบาลให้ความสำคัญกับการรักษาความสงบและการฟื้นฟูพื้นที่ชายแดนให้ปลอดภัยจากวัตถุระเบิดตกค้าง เพื่อให้พี่น้องประชาชนสามารถกลับบ้านและดำเนินชีวิตได้อย่างปกติสุข การทำงานของเจ้าหน้าที่เป็นไปอย่างรอบคอบและรวดเร็วมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา สถานการณ์ยังสงบ

การทำงานของหน่วยงานต่างๆ ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การเก็บกู้วัตถุระเบิดเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการให้ความช่วยเหลือและเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบที่ผ่านมา การฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐาน และการส่งเสริมให้ประชาชนกลับมาประกอบอาชีพได้ตามปกติ ล้วนเป็นสิ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างยิ่ง

ความสำคัญของการแจ้งเบาะแสใน 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา

การแจ้งเบาะแสเมื่อพบวัตถุต้องสงสัย ถือเป็นส่วนสำคัญในการสร้างความปลอดภัยให้กับ 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา เพราะนอกจากจะช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถเข้าดำเนินการเก็บกู้ได้อย่างทันท่วงที ยังเป็นการป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นกับประชาชนผู้บริสุทธิ์อีกด้วย ดังนั้น หากพบเห็นสิ่งผิดปกติ อย่าลังเลที่จะแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที

นอกจากนี้ การมีส่วนร่วมของประชาชนในการเฝ้าระวังและแจ้งข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์ ยังช่วยให้การทำงานของเจ้าหน้าที่เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น การสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคประชาชน จึงเป็นสิ่งสำคัญในการรักษาความสงบและความปลอดภัยในพื้นที่ชายแดน

รัฐบาลยังคงติดตามสถานการณ์ในพื้นที่ชายแดนอย่างใกล้ชิด และพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนทุกวิถีทาง เพื่อให้ประชาชนใน 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา สามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุขโดยเร็วที่สุด ความปลอดภัยและความมั่นคงของประชาชน คือสิ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก

สถานการณ์ที่สงบลงนี้เป็นผลมาจากความร่วมมือของทุกฝ่าย ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนในพื้นที่ การทำงานอย่างหนักของเจ้าหน้าที่ทุกระดับ และความเสียสละของทุกภาคส่วน ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้สถานการณ์คลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้น

การกลับคืนสู่สภาวะปกติของพื้นที่ชายแดน ไม่ได้หมายถึงแค่การไม่มีเหตุการณ์ความรุนแรงเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการฟื้นฟูเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตของประชาชนให้กลับคืนมาดังเดิม รัฐบาลมุ่งมั่นที่จะสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนชายแดน และส่งเสริมให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน

ที่มา – 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา สถานการณ์ยังสงบ เร่งเก็บกู้วัตถุระเบิดตกค้าง

Scroll to top