เขตดินแดง

รฟม. แจงเหตุอาคารทรุดตัวขณะรื้อถอนย่านดินแดง

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามีข่าวคราวความคืบหน้าเกี่ยวกับโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้ามาฝากกันครับ โดยเฉพาะใครที่อาศัยอยู่แถวเขตดินแดง คงได้รับทราบข่าวเรื่อง รฟม. แจงเหตุอาคารทรุดตัวขณะรื้อถอนย่านดินแดง เมื่อช่วงวันที่ 27 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดแต่โชคดีมากที่ไม่มีใครได้รับอันตรายครับ

รฟม. แจงเหตุอาคารทรุดตัวขณะรื้อถอนย่านดินแดง

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นระหว่างการเตรียมพื้นที่เพื่อก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีส้ม ช่วงบางขุนนนท์-ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทยครับ ซึ่งการรื้อถอนอาคารที่ถูกเวนคืนเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทำงานปกติ แต่ดันเกิดเหตุทรุดตัวระหว่างปฏิบัติงาน จนทำให้มีวัสดุสังกะสีล้ำเข้าไปในพื้นที่ข้างเคียง อย่างไรก็ตาม ทางการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย ได้ออกมาให้ข้อมูลยืนยันว่าไม่มีผู้เสียชีวิตหรือได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใดครับ

มาตรการความปลอดภัยและการแก้ไขปัญหา

หลังจากเกิดเหตุ รฟม. แจงเหตุอาคารทรุดตัวขณะรื้อถอนย่านดินแดง อย่างชัดเจนว่าได้สั่งการให้ผู้รับจ้างเร่งดำเนินการแก้ไขทันที โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้ครับ:

  • สั่งให้ที่ปรึกษาควบคุมงานปิดกั้นพื้นที่เกิดเหตุเพื่อความปลอดภัย
  • เร่งขนย้ายเศษวัสดุที่ล้ำเข้าไปในเขตบ้านเรือนประชาชนออกโดยเร็ว
  • เน้นย้ำผู้รับจ้างให้ปฏิบัติตามมาตรการด้านความปลอดภัยขั้นสูงสุด
  • กำชับให้เพิ่มมาตรการป้องกันเพื่อไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอยเดิมอีก

หลายคนอาจจะมีความกังวลเกี่ยวกับการก่อสร้างโครงการใหญ่ๆ แบบนี้ แต่ผมมองว่าการที่หน่วยงานเจ้าของโครงการออกมาแสดงความรับผิดชอบและชี้แจงสถานการณ์อย่างรวดเร็วเป็นเรื่องที่น่าชื่นชมครับ อย่างน้อยก็ช่วยสร้างความมั่นใจให้กับพี่น้องประชาชนที่อาศัยอยู่ใกล้เคียงว่าทางหน่วยงานไม่ได้นิ่งนอนใจ

บทเรียนจากเหตุการณ์นี้ถือเป็นการเตือนใจให้ภาคส่วนที่เกี่ยวข้องต้องเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ โดยเฉพาะงานรื้อถอนในเขตชุมชนหนาแน่นแบบนี้ ต้องมีการตรวจสอบโครงสร้างและวัสดุป้องกันภัยอยู่เสมอ เพื่อให้โครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มดำเนินต่อไปได้โดยไม่สร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้านครับ หากใครมีข้อสงสัยหรืออยากสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับความคืบหน้าของโครงการ สามารถติดตามข่าวจากช่องทางหลักของ รฟม. ได้โดยตรงเลยครับ

ที่มา – รฟม. แจงเหตุอาคารทรุดตัวขณะรื้อถอนย่านดินแดง ยืนยันไม่มีผู้บาดเจ็บ-เสียชีวิต

ผอ.เขตดินแดง รุดสอบเหตุอาคารทรุดตัว เสียหาย 3 คูหา

ผอ.เขตดินแดง รุดสอบเหตุอาคารทรุดตัว เสียหาย 3 คูหา

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนในย่านดินแดงต้องให้ความสนใจ เมื่อเกิดเหตุการณ์ชวนระทึกขวัญขึ้นในซอยประชาสงเคราะห์ 28 เมื่อมีรายงานเกี่ยวกับผอ.เขตดินแดง รุดสอบเหตุอาคารทรุดตัว เสียหาย 3 คูหา หลังจากได้รับแจ้งจากชาวบ้านว่ามีเศษวัสดุจากการรื้อถอนอาคารร่วงหล่นลงมาสร้างความเสียหายต่อที่พักอาศัยโดยรอบ

หากคุณอาศัยอยู่ในย่านนี้ หรือต้องสัญจรผ่านเป็นประจำ เหตุการณ์ผอ.เขตดินแดง รุดสอบเหตุอาคารทรุดตัว เสียหาย 3 คูหา ในครั้งนี้ถือเป็นบทเรียนสำคัญเรื่องความปลอดภัยในการก่อสร้างหรือรื้อถอนอาคารในเขตชุมชนหนาแน่น เพราะไม่เพียงแต่ทำให้ทรัพย์สินของประชาชนเสียหาย แต่ยังสร้างความกังวลใจให้กับคนในพื้นที่อย่างมาก

สรุปสถานการณ์และมาตรการป้องกันจากเขตดินแดง

จากการลงพื้นที่ตรวจสอบของนางปาณิสรา เนตรธารธร ผู้อำนวยการเขตดินแดง พบว่าอาคารสูง 5 ชั้นที่กำลังอยู่ระหว่างการรื้อถอนนั้น เกิดการทรุดตัวจนทำให้เศษวัสดุตกใส่บ้านเรือนประชาชนใกล้เคียงได้รับความเสียหายถึง 3 คูหา ซึ่งทางเขตได้ยืนยันถึงความคืบหน้าของเหตุการณ์ผอ.เขตดินแดง รุดสอบเหตุอาคารทรุดตัว เสียหาย 3 คูหา ว่าผู้รับเหมาไม่ได้มีการประสานงานกับทางเขตก่อนเริ่มดำเนินการ

  • แจ้งเตือนประชาชนให้หลีกเลี่ยงการสัญจรใกล้พื้นที่ซอยประชาสงเคราะห์ 28
  • ผู้รับเหมาจะต้องเร่งซ่อมแซมความเสียหายให้กับบ้านเรือนประชาชนโดยเร็วที่สุด
  • สั่งกำชับให้ผู้รับเหมาต้องมีมาตรการความปลอดภัยขั้นสูงสุดเพื่อป้องกันเหตุซ้ำรอย
  • สำนักงานเขตดินแดงจะดำเนินการตรวจสอบใบอนุญาตและการทำงานของผู้รับเหมาให้เข้มงวดมากขึ้น

ความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนคือสิ่งที่สำคัญที่สุด เราเชื่อว่าเหตุการณ์ในครั้งนี้จะทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องหันมาตรวจสอบมาตรฐานการรื้อถอนอาคารในเมืองให้เข้มข้นยิ่งขึ้น เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ที่น่าตกใจเช่นนี้อีก สำหรับผู้ที่ได้รับผลกระทบ ขอให้ติดตามการประสานงานจากทางสำนักงานเขตอย่างใกล้ชิด เพื่อรักษาสิทธิ์ในการรับการเยียวยาจากผู้รับเหมาต่อไป

ที่มา – ผอ.เขตดินแดง รุดสอบเหตุ “อาคารทรุดตัว” พบบ้านเรือน ปชช. ได้รับความเสียหาย 3 คูหา

“ชัยชนะ” เตือน ผอ.เขต กทม. วางตัวเป็นกลาง อย่าใช้อำนาจรัฐ

ช่วงนี้สนามเลือกตั้งกรุงเทพมหานครเริ่มคึกคักเป็นพิเศษ โดยล่าสุด นายชัยชนะ เดชเดโช จากพรรคประชาธิปัตย์ ได้ลงพื้นที่เขตดินแดงเพื่อช่วยผู้สมัครหาเสียง แต่ประเด็นที่น่าจับตามากกว่านั้นคือการออกมาส่งเสียงดังๆ ถึงเจ้าหน้าที่รัฐ โดยเฉพาะการย้ำเรื่อง “ชัยชนะ” เตือน ผอ.เขต กทม. วางตัวเป็นกลาง อย่าใช้อำนาจรัฐมาช่วยเหลืออดีตผู้บริหาร เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างโปร่งใสที่สุด

“ชัยชนะ” เตือน ผอ.เขต กทม. วางตัวเป็นกลาง อย่าใช้อำนาจรัฐมาช่วยเหลืออดีตผู้บริหาร

นายชัยชนะมองว่าหัวใจสำคัญของการเลือกตั้งคือความเท่าเทียม การที่ผู้สมัครคนใดคนหนึ่งได้รับอาศัยกลไกจากภาครัฐหรืออำนาจที่ไม่เป็นธรรมย่อมสร้างความได้เปรียบเสียเปรียบ ดังนั้นจึงต้องออกมาเตือนให้ ผอ.เขตทุกแห่งทั่วกรุงเทพฯ ดำเนินการตามหน้าที่ด้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรม ไม่เอียงไปทางฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นอดีตผู้บริหารหรือผู้สมัครหน้าใหม่ก็ตาม

ทำไมเรื่อง “ชัยชนะ” เตือน ผอ.เขต กทม. วางตัวเป็นกลาง อย่าใช้อำนาจรัฐมาช่วยเหลืออดีตผู้บริหาร ถึงสำคัญ?

เหตุผลที่นายชัยชนะต้องออกมาย้ำเรื่องนี้บ่อยครั้ง เพราะความเชื่อมั่นของประชาชนคือสิ่งที่ทดแทนไม่ได้ หากปล่อยให้เกิดการใช้อำนาจรัฐเพื่อเอื้อต่ออดีตผู้บริหาร กทม. หรือพรรคการเมืองใดพรรคหนึ่ง จะกลายเป็นการทำลายกติกาที่เป็นธรรมในระบอบประชาธิปไตย พรรคประชาธิปัตย์จึงประกาศชัดเจนว่าจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและตรวจสอบทุกความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้น

หากเราต้องการเห็นการเมืองกรุงเทพฯ เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น การเลือกตั้งต้องมีมาตรฐานสูง สิ่งที่นักการเมืองทำได้คือ:

  • นำเสนอนโยบายที่แก้ปัญหาให้คนเมืองได้จริง
  • ลงพื้นที่พบปะประชาชนด้วยตัวเองโดยไม่เบียดบังเวลาราชการหรือใช้ทรัพยากรหลวง
  • รักษาบรรยากาศการหาเสียงให้เป็นไปตามกฎหมายเลือกตั้ง

ท้ายที่สุด การที่ “ชัยชนะ” เตือน ผอ.เขต กทม. วางตัวเป็นกลาง อย่าใช้อำนาจรัฐมาช่วยเหลืออดีตผู้บริหาร จึงเป็นการส่งสัญญาณเตือนไปถึงผู้มีอำนาจในเขตต่างๆ ว่าประชาชนและพรรคการเมืองกำลังจับตามองอยู่ หวังว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นสนามที่แฟร์สำหรับทุกคน เพื่อให้ได้คนที่ตั้งใจทำงานเข้ามาดูแลคนกรุงเทพฯ อย่างแท้จริง

ที่มา – “ชัยชนะ” เตือน ผอ.เขต กทม. วางตัวเป็นกลาง อย่าใช้อำนาจรัฐมาช่วยเหลืออดีตผู้บริหาร

ปชป. ยกทีมหาเสียงย่านตลาดดินแดง “อนุชา” ปลื้มกระแสตอบรับ

ปชป. ยกทีมหาเสียงย่านตลาดดินแดง “อนุชา” ปลื้มคนจำเบอร์และนโยบายได้

บรรยากาศการเมืองในกรุงเทพมหานครเริ่มคึกคักขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ล่าสุด นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. จากพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และคณะผู้บริหารพรรค ได้ลงพื้นที่พบปะพี่น้องประชาชนในช่วงเช้าที่ตลาดดินแดง ซึ่งการลงพื้นที่ในครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณบวกที่สำคัญสำหรับพรรค ในการเข้าถึงประชาชนในทุกตารางนิ้วของเมืองหลวง

ในระหว่างการลงพื้นที่ ปชป. ยกทีมหาเสียงย่านตลาดดินแดง “อนุชา” ปลื้มคนจำเบอร์และนโยบายได้ อย่างมาก โดยนายอนุชาได้เน้นย้ำถึงนโยบายหลัก 5 ด้านที่เตรียมไว้พัฒนา กทม. ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางที่สะดวกขึ้น การจัดการขยะ ตลอดจนการยกระดับรายได้ของคนกรุง ซึ่งได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดีจากพ่อค้าแม่ค้าและผู้ที่มาเดินจ่ายตลาด

เปิดกลยุทธ์ ปชป. ยกทีมหาเสียงย่านตลาดดินแดง “อนุชา” ปลื้มคนจำเบอร์และนโยบายได้

นอกจากเรื่องนโยบายที่โดนใจแล้ว สิ่งที่น่ายินดีคือการที่พี่น้องประชาชนเริ่มจดจำหมายเลขผู้สมัครและนโยบายของพรรคได้อย่างแม่นยำ โดยนายอนุชาได้ชี้แจงกติกาการเลือกตั้งให้ประชาชนเข้าใจง่ายๆ ว่า:

  • บัตรเลือกตั้งใบสีเขียว สำหรับเลือกผู้ว่าฯ กทม. ให้กาหมายเลข 5
  • บัตรเลือกตั้งใบสีชมพู สำหรับเลือก สก. ประจำเขต ซึ่งเขตดินแดงนั้นสนับสนุนหมายเลข 4

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้กล่าวเสริมว่า การลงพื้นที่ในครั้งนี้ไม่ได้มาเพียงเพื่อหาเสียงแล้วกลับไป แต่เป็นการมาติดตามปัญหาเชิงโครงสร้างที่ซ้ำซาก เช่น ปัญหาน้ำท่วมและปัญหาขยะ ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์มีความพร้อมที่จะสานต่องานเดิมให้สำเร็จด้วยระบบการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ

สำหรับเหตุการณ์ ปชป. ยกทีมหาเสียงย่านตลาดดินแดง “อนุชา” ปลื้มคนจำเบอร์และนโยบายได้ นับเป็นภาพสะท้อนว่าการสื่อสารนโยบายที่ตรงจุดและการเข้าถึงพื้นที่จริง ยังคงเป็นหัวใจสำคัญของการเลือกตั้ง และเชื่อว่าหากสามารถรักษาโมเมนตัมนี้ไว้ได้ ก็จะเป็นโอกาสดีที่จะนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติเพื่อคน กทม. อย่างยั่งยืนต่อไป

ที่มา – ปชป. ยกทีมหาเสียงย่านตลาดดินแดง “อนุชา” ปลื้มคนจำเบอร์และนโยบายได้

ไหม เจอถาม “มีทหารไว้ทำไม” คนจะเข้าใจมากขึ้น

ไหม เจอชาวบ้านตั้งคำถาม “มีทหารไว้ทำไม” เชื่อไม่เสียเปรียบ จากนี้คนจะเข้าใจมากขึ้น

“ศิริกัญญา” ลงพื้นที่ตลาดดินแดงหาเสียงเลือกตั้ง 2569 เจอชาวบ้านตั้งคำถาม “มีทหารไว้ทำไม” แจงไม่ทำให้เสียเปรียบ แต่เสียดายไม่มีโอกาสได้อธิบายนโยบายใหม่ เชื่อ หลังจากนี้คนจะเข้าใจมากขึ้น

วันที่ 5 มกราคม 2569 นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่เขตดินแดง ช่วยนายกัณตภณ ดวงอัมพร ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เขตดินแดง หาเสียงกับประชาชนในพื้นที่ โดยนางสาวศิริกัญญา ได้ฝากผู้สมัครหมายเลข 7 และพรรคประชาชน หมายเลข 46 รวมถึงขอให้ไปใช้สิทธิ์เลือกตั้ง เพราะทุกเสียงของประชาชนคือความหวังของประเทศไทย ขณะที่ชาวบ้านก็ตอบรับและขอบคุณ นายกัณตภณ ที่ทำหน้าที่ สส.ในเขตดินแดง เป็นปากเป็นเสียงแทนประชาชน ขณะที่แม่ค้าบางส่วนก็ปฏิเสธไม่รับแผ่นพับหาเสียง

ทั้งนี้ในช่วงหนึ่งของการหาเสียงที่ตลาดประชาสงเคราะห์ ซอย 7 มีแม่ค้าเข้ามาสะท้อนว่า นายกัณตภณไม่เคยทำหน้าที่เลย บอกจะทำแต่ก็ไม่เคยทำ ขายของที่นี่มา 20 ปีแล้ว ไม่เคยช่วยแม่ค้าเลย ถ้าไม่เอาแม่ค้า แม่ค้าก็ไม่เอาเหมือนกัน ขณะที่แม่ค้าอีกคน มาพูดแทรกว่า เสียอย่างเดียวที่พูดว่า “มีทหารไว้ทำไม จะลบล้างสถาบัน อันนี้ไม่ควรพูด” นางสาวศิริกัญญา จึงชี้แจงว่า “ไม่มี อันนี้เราไม่เคยพูด” แม่ค้าจึงสวนว่า “แรมโบ้ไม่เคยพูด แต่พิธาพูด”

นางสาวศิริกัญญา ชี้แจงต่อไปว่า “ตอนนั้นทหาร เข้ามารัฐประหาร” แม่ค้าจึงพูดต่อว่า ถ้า สส. ดีกับแม่ค้าและประชาชนก็ดี ไม่ว่าจะเลือกได้ใคร เราก็ไม่เกี่ยวอยู่แล้ว แต่ถ้าอยากให้เราลงคะแนนให้ต้องไปพูดที่เขตห้วยขวางก่อน ให้แม่ค้าเข้าไปใช้พื้นที่สนามกีฬาการเคหะฯ เพราะปล่อยให้เป็นแหล่งมั่วสุม ให้พวกจักรยานยนต์เข้าไปจอด นายกัณตภณ ได้ตอบกลับว่า “จะขอรับฟังไว้ก่อน” โดยแม่ค้าพูดต่อว่า “รับฟังอีกแล้ว ถ้าทำไม่ได้ทีหลังเราจะได้จำไว้ ที่บ้านเราก็พร้อมที่จะยกคะแนนให้ แต่ถ้าทำอะไรให้เราไม่ได้ เราก็ไม่เลือก” นายกัณตภณ จึงบอกว่า “ด้วยอำนาจตอนนี้ สภาฯ ยุบแล้วเลือกตั้ง หากไปทำอะไรเกินก็จะผิดกฎหมายเลือกตั้ง”

หลังการลงพื้นที่ นางสาวศิริกัญญา ให้สัมภาษณ์ว่า บรรยากาศการหาเสียงเป็นไปด้วยดี ได้รับการตอบรับจากประชาชนค่อนข้างมาก เนื่องจากผู้สมัครของพรรคได้ทำงานในพื้นที่มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ก่อนการยุบสภาฯ ทำให้ประชาชนยังจดจำและเรียกชื่อผู้สมัครได้

ก่อนระบุต่อไปว่า ระหว่างการลงพื้นที่ประชาชนที่เข้ามาทักทายส่วนใหญ่ได้สะท้อนปัญหาที่เกี่ยวข้องกับชีวิตความเป็นอยู่ โดยเฉพาะปัญหาในแฟลตดินแดง รวมถึงประเด็นด้านสังคมต่าง ๆ ซึ่งการรับฟังเสียงสะท้อนและข้อร้องเรียนเหล่านี้ ถือเป็นผลจากการทำงานอย่างหนักของ สส. ในพื้นที่ ทั้งงานด้านนิติบัญญัติ งานในสภาฯ และงานด้านสังคมที่ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง แม้บางปัญหาจะสามารถแก้ไขได้ทันที และบางปัญหายังต้องใช้เวลา แต่พรรคเข้าใจถึงขอบเขตอำนาจหน้าที่ของ สส. และได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่อง

เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามถึงบรรยากาศการหาเสียงของแกนนำพรรคประชาชนที่มักถูกตั้งคำถามเกี่ยวกับประเด็นทหารและการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 จะกระทบต่อภาพลักษณ์พรรคและการหาเสียงหรือไม่ นางสาวศิริกัญญา ตอบว่า ประเด็นลักษณะนี้มีฟีดแบ็กเข้ามาเป็นระยะ ซึ่งเคยเกิดขึ้นแล้วในช่วงการเลือกตั้งปี 2566 พรรคประชาชนพยายามทำความเข้าใจและรับมือด้วยสติ มีการอธิบายเหตุผลให้ประชาชนเข้าใจ แม้จะได้ผลบ้างไม่ได้ผลบ้าง แต่พรรคเคารพในความเห็นที่แตกต่าง และมีเจตนาที่จะสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจมากขึ้น ซึ่งลักษณะเช่นนี้ถือเป็นเรื่องปกติของทุกการเลือกตั้ง

ทั้งนี้ นางสาวศิริกัญญา ยังกล่าวถึงกรณีที่บางพรรคการเมืองหยิบยกประเด็นชายแดน ทหาร และนโยบายมาตรา 112 มาเป็นจุดเด่นในการหาเสียง ขณะที่พรรคประชาชนกลับถูกโจมตีและตั้งคำถามในประเด็นดังกล่าว โดยยอมรับว่าในช่วงใกล้การเลือกตั้งอาจมีการสร้างกระแสหรือการตัดต่อคลิปโจมตีพรรค ซึ่งบางส่วนเข้าข่ายเป็นข่าวปลอม อย่างไรก็ตาม จากการลงพื้นที่ยังพบว่ามีประชาชนเข้ามาให้กำลังใจ หลังติดตามข่าวกรณี สส. ของพรรคถูกทำร้ายร่างกาย และมองว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม

ขณะเดียวกัน นางสาวศิริกัญญา ระบุว่า ไม่ได้รู้สึกเสียเปรียบทางการเมือง แต่รู้สึกเสียดายโอกาสและสมาธิในการสื่อสารนโยบายของพรรค เนื่องจากต้องใช้เวลาตอบคำถามในประเด็นที่ถูกโจมตี แทนที่จะได้พูดถึงนโยบายและสิ่งที่จะเกิดขึ้นหากพรรคได้จัดตั้งรัฐบาล ซึ่งวันนี้พรรคได้มีการนำเสนอนโยบายบางส่วนให้ประชาชนรับฟังแล้ว

สำหรับนโยบายที่เกี่ยวข้องกับคนกรุงเทพฯ ประชาชนในเมืองได้รับผลกระทบจากปัญหาหลายด้าน ทั้งฝุ่นละออง PM2.5 และค่าครองชีพที่สูงขึ้น ซึ่งพรรคมีนโยบายแก้ไขในระดับรัฐบาล ไม่ใช่เพียงในอำนาจของกรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะปัญหา PM 2.5 ซึ่งคนกรุงเทพฯ จำนวนมากไม่ได้เป็นผู้ก่อให้เกิดมลพิษ จำเป็นต้องใช้กลไกของรัฐบาลในการป้องกันการเผาในภาคเกษตร เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อเมืองหลวง

ขณะเดียวกัน พรรคประชาชนยังมีนโยบายลดค่าครองชีพ ทั้งค่าไฟฟ้า ค่าโดยสาร และค่าเช่าที่อยู่อาศัย โดยเสนอแนวทางค่าโดยสารระบบขนส่งสาธารณะทั้งรถเมล์และรถไฟฟ้าในอัตราที่สมเหตุสมผล เดินทางได้ตลอดสายไม่เกิน 45 บาท รวมถึงนโยบายช่วยเหลือค่าเช่าที่อยู่อาศัยเดือนละ 1,000 บาท สำหรับประชาชนที่ยังไม่มีบ้านเป็นของตนเอง

นอกจากนี้ นางสาวศิริกัญญา ยังกล่าวเพิ่มเติมด้วยว่า ปัญหาของคนกรุงเทพฯ มีความหลากหลาย และไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยนโยบายใดนโยบายหนึ่ง แต่พรรคประชาชนเสนอภาพรวมนโยบาย ทั้งด้านค่าครองชีพและการฟื้นฟูเศรษฐกิจ โดยจากการลงพื้นที่ตลาด พบว่าพ่อค้าแม่ค้ายังคงกังวลเรื่องเศรษฐกิจซบเซา และเชื่อว่าประชาชนไม่สามารถตัดสินใจจากนโยบายเพียงข้อเดียว

ส่วนกระแสการนำประเด็นค่านิยมหรือสถานการณ์ชายแดนมาใช้ในการหาเสียง นางสาวศิริกัญญา ยืนยันว่า พรรคประชาชนไม่ได้มีความกังวล เนื่องจากสามารถอธิบายและตอบคำถามของประชาชนได้ และจากการลงพื้นที่ที่ผ่านมา ยังไม่พบว่าประชาชนสะท้อนว่าประเด็นดังกล่าวเป็นปัญหาแต่อย่างใด.

ทำไมถึงเกิดคำถาม “มีทหารไว้ทำไม”?

คำถามที่ว่า “มีทหารไว้ทำไม” กลายเป็นประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงในการหาเสียงเลือกตั้งครั้งนี้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความกังวลของประชาชนบางส่วนเกี่ยวกับบทบาทของทหารในสังคมและการเมืองไทย พรรคประชาชนพยายามที่จะสื่อสารและทำความเข้าใจกับประชาชนในประเด็นนี้ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการปฏิรูปกองทัพและสร้างความโปร่งใสในการทำงานของทหาร

การตอบคำถามเกี่ยวกับ “มีทหารไว้ทำไม” อาจเป็นเรื่องท้าทาย แต่สิ่งสำคัญคือการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและตอบคำถามด้วยความจริงใจและโปร่งใส การสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับบทบาทของทหารจะช่วยลดความขัดแย้งและสร้างความเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตยได้

การที่นางสาวศิริกัญญาออกมาตอบคำถามเรื่อง “ไหม เจอชาวบ้านตั้งคำถาม “มีทหารไว้ทำไม”” แสดงให้เห็นถึงความกล้าที่จะเผชิญหน้ากับประเด็นที่ละเอียดอ่อนและพยายามที่จะสื่อสารกับประชาชนอย่างตรงไปตรงมา การเลือกตั้งครั้งนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญที่ประชาชนจะได้พิจารณาและตัดสินใจว่า ต้องการให้ประเทศไทยเดินไปในทิศทางใด

ถึงแม้ว่าการตอบคำถามในประเด็นที่อ่อนไหวอาจทำให้เสียเวลาในการนำเสนอนโยบาย แต่ก็เป็นสิ่งสำคัญที่พรรคการเมืองจะต้องรับฟังและตอบคำถามของประชาชนอย่างจริงจัง เพื่อสร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่นซึ่งกันและกัน หากพรรคประชาชนสามารถสื่อสารและทำความเข้าใจกับประชาชนได้สำเร็จ ก็จะสามารถก้าวข้ามอุปสรรคและได้รับการสนับสนุนจากประชาชนในที่สุด

ที่มา – “ไหม” เจอชาวบ้านตั้งคำถาม “มีทหารไว้ทำไม” เชื่อไม่เสียเปรียบ จากนี้คนจะเข้าใจมากขึ้น

Scroll to top