เขตอธิปไตยไทย

กองทัพสร้างรั้วชายแดน บีบกัมพูชาเร่งถอนอาวุธ

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด โดยล่าสุด พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ออกมาเน้นย้ำถึงความสำคัญของการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี ควบคู่ไปกับการดำเนินการเพื่อรักษาอธิปไตยของชาติ หนึ่งในมาตรการสำคัญคือการเร่งสร้างรั้วชายแดน ซึ่งเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

กองทัพสร้างรั้วชายแดน บีบกัมพูชาเร่งถอนอาวุธหนัก ไม่ใช่กำลังหากไม่จำเป็น

พล.อ.ณัฐพล ยืนยันว่าปราสาทตาควายยังคงอยู่ในเขตอธิปไตยของไทย และการแก้ไขปัญหาชายแดนจะดำเนินการโดยใช้หลักสันติวิธีเป็นอันดับแรก โดยผ่านกลไก JBC และ RBC อย่างไรก็ตาม การใช้กำลังอาจเกิดขึ้นได้ในกรณีที่จำเป็นจริงๆ เท่านั้น เพื่อปกป้องอธิปไตยและความปลอดภัยของประชาชน

ประเด็นสำคัญที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเน้นย้ำคือ การเรียกร้องให้ฝ่ายกัมพูชาถอนอาวุธหนักออกจากพื้นที่ชายแดน เนื่องจากมีความเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุและความสูญเสียต่อประชาชน นอกจากนี้ ยังมีการเรียกร้องให้กัมพูชาเร่งเก็บกู้ทุ่นระเบิด เนื่องจากมีกำลังพลไทยได้รับบาดเจ็บจากการเหยียบกับระเบิด โดยฝ่ายไทยจะดำเนินการเก็บกู้ทุ่นระเบิดในเขตอธิปไตยของตนเองใน 5 พื้นที่นำร่องก่อน

ความจำเป็นในการสร้างรั้วชายแดน

เพื่อบริหารจัดการชายแดนและทวงคืนพื้นที่ตามข้อตกลงร่วมกัน ฝ่ายไทยจึงมีความจำเป็นต้องเริ่มกองทัพสร้างรั้วชายแดน บีบกัมพูชาเร่งถอนอาวุธหนัก ไม่ใช่กำลังหากไม่จำเป็น ในรูปแบบกึ่งถาวรตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาที่มีความยาว 798 กิโลเมตร รั้วดังกล่าวจะมีลักษณะทึบด้านล่างและโปร่งด้านบน พร้อมติดตั้งลวดหนาม เพื่อเพิ่มความมั่นคงและป้องกันการลักลอบข้ามแดน

อย่างไรก็ตาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมย้ำว่า ไทยยังคงยึดมั่นในแนวทางสันติวิธี เนื่องจากเป็นสิ่งที่นานาชาติยอมรับและชื่นชม การใช้กำลังจะเกิดขึ้นในกรณีที่จำเป็นจริงๆ เท่านั้น โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชนและความมั่นคงของชาติเป็นสำคัญ

การตัดสินใจของกองทัพสร้างรั้วชายแดน บีบกัมพูชาเร่งถอนอาวุธหนัก ไม่ใช่กำลังหากไม่จำเป็น เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยในการรักษาอธิปไตยและความมั่นคงของชาติ ควบคู่ไปกับการส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้าน การแก้ไขปัญหาชายแดนด้วยสันติวิธีเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งและการสูญเสียที่ไม่จำเป็น

การดำเนินการสร้างรั้วชายแดน ควบคู่ไปกับการเจรจาและการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี จะช่วยสร้างความมั่นคงและความสงบสุขตามแนวชายแดน ซึ่งเป็นผลดีต่อทั้งสองประเทศ การให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน และการสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างกัน จะเป็นรากฐานสำคัญสำหรับการพัฒนาความสัมพันธ์และความร่วมมือในอนาคต

การที่กองทัพสร้างรั้วชายแดน บีบกัมพูชาเร่งถอนอาวุธหนัก ไม่ใช่กำลังหากไม่จำเป็น นั้นเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าประเทศไทยให้ความสำคัญกับความมั่นคงตามแนวชายแดน และพร้อมที่จะดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติ อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีและการเจรจา ยังคงเป็นแนวทางหลักที่ประเทศไทยยึดมั่น เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้านและส่งเสริมความสงบสุขในภูมิภาค

ที่มา – กองทัพสร้างรั้วชายแดน บีบกัมพูชาเร่งถอนอาวุธหนัก ไม่ใช่กำลังหากไม่จำเป็น

รัฐบาลเปิดศูนย์ดูแลกลุ่มเปราะบาง ผู้สูงอายุ สุรินทร์

รัฐบาลเปิดศูนย์รับดูแลกลุ่มเปราะบาง ผู้สูงอายุ 7 แห่ง จ.สุรินทร์ สร้างความมั่นใจให้ชาวบ้านแนวชายแดน ย้ำกองทัพบก ประณาม “กัมพูชา” ยังละเมิดข้อตกลงหยุดยิงและวางกับระเบิดอย่างต่อเนื่อง

เมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 28 ส.ค. 2568 นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และคณะกรรมการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชา (ศบ.ทก.) รายงานว่า สถานการณ์ชายแดน 11 จุด ใน 7 จังหวัด ยังปกติ กองทัพไทย ยังคงตรึงกำลังและเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อป้องกันการรุกล้ำอธิปไตยในทุกรูปแบบ

ขณะที่ ศบ.ทก.ได้รับรายงานจากกองทัพบก ยืนยันว่า การวางลวดหนามในทุกจุดนั้น เป็นไปตามข้อตกลงหยุดยิงและอยู่ในเขตอธิปไตยของไทย ไม่มีการรุกล้ำบ้านเรือนหรือที่ดินของประชาชนฝ่ายกัมพูชา แต่กัมพูชาเองกลับเป็นฝ่ายละเมิดข้อตกลงหยุดยิงและอนุสัญญาออตตาวาอย่างต่อเนื่อง และประเทศไทยยืนยันเป็นพื้นที่ที่เคยให้กัมพูชาอพยพหนีภัยสงครามในอดีตในอธิปไตยของไทย  โดยจากเหตุการณ์วานนี้ (27 ส.ค. 68) พลทหาร ร.23 พัน 1 เหยียบกับระเบิด ข้อเท้าขวาขาด อีกนาย และบาดเจ็บอีกสองนาย บริเวณเนิน 350 ฐานช้างศึก ใกล้ปราสาทตาควาย ขณะปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่

“ขอยืนยันว่า รัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับการรักษาความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดน โดยได้ดำเนินการทุกด้าน อย่างรอบคอบและรัดกุม เพื่อสร้างบรรยากาศที่เกื้อกูลต่อสันติภาพในภูมิภาค แต่กลับยังพบว่า กัมพูชายังละเมิดข้อตกลงหยุดยิงด้วยการวางกับระเบิดอย่างต่อเนื่อง”

เปิดศูนย์รับดูแลกลุ่มเปราะบาง

นายจิรายุ ยังกล่าวด้วยว่า ขณะนี้รัฐบาลได้เปิดศูนย์ดูแลประชาชนจำนวน 7 แห่ง ในพื้นที่ อ.เมือง จ.สุรินทร์ เพื่อดูแลประชาชนในกลุ่มเปราะบาง ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง และประชาชนบางส่วนที่ยังมีความกังวลต่อสถานการณ์ โดยขณะนี้มีประชาชนมาใช้บริการในพื้นที่ อ.เมืองสุรินทร์ ประมาณ 200 คน

ทั้งนี้ สถานการณ์ในพื้นที่ 4 จังหวัดตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา ของกองทัพภาคที่ 2 เช้าวันนี้(28ส.ค.68)ยังเป็นไปตามปกติ ไม่มีเหตุการณ์ปะทะระหว่างกำลังทหารไทยกับกัมพูชา และขอให้ติดตามข่าวสารจากหน่วยงานภาครัฐที่เป็นทางการเท่านั้น เพื่อป้องกันความสับสนจากข่าวลือหรือข้อมูลที่คลาดเคลื่อน รัฐบาลและกองทัพภาค พร้อมรักษาอธิปไตย โดยการเปิดศูนย์ดังกล่าวเป็นไปตามมาตรการในการดูแลผู้สูงวัยกลุ่มเปราะบางและคนพิการเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชนในพื้นที่ โดยผู้ว่าราชการจังหวัดจะเป็นผู้ดูแลในทุกมิติ

รัฐบาลเปิดศูนย์รับดูแลกลุ่มเปราะบาง ผู้สูงอายุ 7 แห่ง จ.สุรินทร์

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด แต่ในขณะเดียวกัน รัฐบาลก็มิได้ละเลยการดูแลประชาชนในพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มเปราะบาง ผู้สูงอายุ และผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ การเปิดศูนย์ดังกล่าวในจังหวัดสุรินทร์ ถือเป็นสัญญาณที่ดีถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการดูแลคุณภาพชีวิตของประชาชนในทุกมิติ

รัฐบาลใส่ใจกลุ่มเปราะบาง ผู้สูงอายุ

การที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการดูแลกลุ่มเปราะบาง ผู้สูงอายุ แสดงให้เห็นถึงความเข้าใจในความต้องการของประชาชนในพื้นที่ชายแดน ซึ่งอาจมีความยากลำบากในการเข้าถึงบริการขั้นพื้นฐาน การมีศูนย์ดูแลที่เข้าถึงง่าย จะช่วยให้ประชาชนเหล่านี้ได้รับการดูแลที่เหมาะสมและทันท่วงที

นอกจากนี้ การเปิดศูนย์ดังกล่าวยังเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนในพื้นที่ว่า รัฐบาลพร้อมที่จะดูแลและช่วยเหลือในทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์ชายแดนที่ไม่แน่นอน หรือความต้องการด้านสุขภาพและสวัสดิการ

การที่รัฐบาลไทยเปิดศูนย์เพื่อดูแลกลุ่มเปราะบาง ผู้สูงอายุ 7 แห่งในจังหวัดสุรินทร์ ถือเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ชายแดน การดูแลกลุ่มเปราะบางเหล่านี้ไม่เพียงแต่เป็นการให้ความช่วยเหลือในด้านปัจจัยพื้นฐานเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างความมั่นคงทางสังคมและความเชื่อมั่นในอนาคตอีกด้วย รัฐบาลควรให้การสนับสนุนและขยายผลโครงการนี้ไปยังพื้นที่อื่นๆ ที่มีความต้องการคล้ายคลึงกัน เพื่อให้ประชาชนทุกคนได้รับการดูแลอย่างทั่วถึง

ที่มา – รัฐบาลเปิดศูนย์รับดูแลกลุ่มเปราะบาง ผู้สูงอายุ 7 แห่ง จ.สุรินทร์ ประณามกัมพูชาละเมิดข้อตกลง

ไทยสร้างไทยหนุน ยกเลิก MOU 43-44 เขตทางบก

พรรคไทยสร้างไทยออกแถลงการณ์สนับสนุนให้รัฐสภาไทยใช้อำนาจตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญ เพื่อพิจารณายกเลิก MOU 43-44 เขตทางบก เขตทางทะเล และเปิดการเจรจาทวิภาคีเพื่อกำหนดเขตอธิปไตยของไทย โดยยึดหลักสากล ใช้แผนที่มาตราส่วน 1:50,000 สำหรับพื้นที่ทางบก และยึดราชกิจจานุเบกษา 1 มิถุนายน 2516 อิงอนุสัญญาเจนีวา ทะเลอาณาเขต 29 เมษายน 2501 สำหรับพื้นที่ทางทะเล

เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2568 พรรคไทยสร้างไทย (ทสท.) ได้ออกแถลงการณ์เกี่ยวกับเรื่องนี้ โดยระบุว่า สืบเนื่องจากสถานการณ์การปะทะตามแนวชายแดนระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา ซึ่งนำไปสู่ความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนและทหาร พรรค ทสท. ได้พิจารณาสาระสำคัญของบันทึกความเข้าใจ (Memorandum of Understanding: MOU) ฉบับที่ 43 ว่าด้วยแนวเขตทางบก และฉบับที่ 44 ว่าด้วยแนวเขตทางทะเล ระหว่างประเทศไทยและกัมพูชาแล้ว พบว่าประเด็นข้อถกเถียงและความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบต่อผลประโยชน์และอาณาเขตอธิปไตยของชาติทั้งทางบกและทางทะเลนั้น จำเป็นต้องดำเนินการให้ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ โดยรัฐสภาควรใช้อำนาจตามมาตรา 178 เพื่อยกเลิก MOU 43-44 เขตทางบก เขตทางทะเล ทั้งสองฉบับ

พรรคฯ เสนอให้เปิดการเจรจาในรูปแบบทวิภาคี โดยกำหนดอาณาเขตอธิปไตยของไทยทางบกตามมาตรฐานสากล ด้วยการใช้แผนที่มาตราส่วน 1:50,000 ซึ่งแสดงรายละเอียดของสภาพภูมิประเทศที่ชัดเจนและสอดคล้องกับความเป็นจริง สำหรับพื้นที่ทางทะเล ให้ยึดพระบรมราชโองการประกาศกำหนดเขตไหล่ทวีปของประเทศไทยด้านอ่าวไทย ตามราชกิจจานุเบกษา ลงวันที่ 1 มิถุนายน 2516 ซึ่งอ้างอิงอนุสัญญาเจนีวาว่าด้วยทะเลอาณาเขตและเขตต่อเนื่อง ที่จัดทำขึ้น ณ กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2501

ยกเลิก MOU 43-44 เขตทางบก เขตทางทะเล

พรรคไทยสร้างไทยย้ำว่า การแก้ไขปัญหาแนวเขตแดนระหว่างประเทศกับประเทศเพื่อนบ้านนั้น ต้องยึดหลักมาตรฐานสากล โดยมีหลักกฎหมายระหว่างประเทศรองรับ และสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ เพื่อแสดงให้เห็นว่าไทยเป็นประเทศที่รักสงบ เคารพกติกา แต่ก็พร้อมตอบโต้ในรูปแบบที่เหมาะสม หากอีกฝ่ายไม่ยึดมั่นในหลักการดังกล่าว

ทำไมต้องยกเลิก MOU 43-44 เขตทางบก และ เขตทางทะเล

การที่พรรคไทยสร้างไทยออกมาเรียกร้องให้มีการยกเลิก MOU 43-44 เขตทางบก เขตทางทะเล นั้น สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่ออธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติ การใช้รัฐธรรมนูญมาตรา 178 เพื่อให้รัฐสภาเข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินใจครั้งนี้ ถือเป็นการดำเนินการที่โปร่งใสและเป็นไปตามหลักการประชาธิปไตย

นอกจากนี้ การเปิดเจรจาทวิภาคีโดยยึดหลักสากล จะช่วยให้การกำหนดแนวเขตแดนเป็นไปอย่างชัดเจนและเป็นธรรม โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของทั้งสองฝ่าย การใช้แผนที่มาตราส่วน 1:50,000 สำหรับพื้นที่ทางบก และการอ้างอิงอนุสัญญาเจนีวาสำหรับพื้นที่ทางทะเล จะช่วยลดข้อพิพาทและความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

การดำเนินการตามแนวทางที่พรรคไทยสร้างไทยเสนอ จะช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้าน และส่งเสริมสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค การแก้ไขปัญหาแนวเขตแดนโดยยึดหลักกฎหมายและมาตรฐานสากล จะเป็นรากฐานที่มั่นคงสำหรับการพัฒนาและความร่วมมือระหว่างประเทศในระยะยาว

การตัดสินใจครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของประเทศไทย ดังนั้น รัฐสภาควรพิจารณาเรื่องนี้อย่างรอบคอบและถี่ถ้วน โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติและประชาชนเป็นสำคัญ การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการแก้ไขปัญหาแนวเขตแดน จะช่วยให้เราสามารถก้าวข้ามความท้าทายและสร้างอนาคตที่ดีกว่าสำหรับประเทศของเรา

ที่มา – ไทยสร้างไทย หนุน สภาฯ พิจารณายกเลิก MOU 43-44 เขตทางบก เขตทางทะเล

Scroll to top