เขมรยิงไทย ล่าสุด

EOD สำรวจ! เหตุหลุมระเบิด 13 หลุม ชายแดนตราด


เจ้าหน้าที่ชุด EOD ลงพื้นที่สำรวจความเสียหาย “หลุมระเบิด 13 หลุม” ที่ตกในพื้นที่ชุมชน เหตุปะทะชายแดนตราด พบ 1 หลุมกลางถนนยังไม่ระเบิด และไม่สามารถเก็บกู้ได้ สถานการณ์ชายแดนตึงเครียด ส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 13 ธันวาคม 2568 เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง จ.ตราด ได้ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บ้านท่าเลื่อน และชุดเก็บกู้วัตถุระเบิด (EOD) เข้าตรวจสอบหลุมระเบิด 13 หลุม ที่ตกมาจากฝั่งประเทศกัมพูชา ภายในสวนทุเรียนแห่งหนึ่งในพื้นที่

โดยเบื้องต้นสามารถตรวจสอบหลุมระเบิดไปได้ 13 หลุม แบ่งเป็นหลุมระเบิดที่อยู่ตามสวน 11 หลุม ซึ่งระเบิดสมบูรณ์หมดแล้ว และหลุมที่ตกบนถนนจำนวน 2 หลุม โดยในจำนวนนี้ มีหนึ่งหลุมที่ยังไม่สามารถเก็บกู้ระเบิดได้

เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการตรวจสอบสภาพหลุม และสภาพความเสียหายบริเวณโดยรอบ เช่น ต้นไม้ ซึ่งส่วนใหญ่ถูกเผาไหม้จากแรงระเบิดได้รับความเสียหาย รวมทั้งได้เก็บนำเศษสะเก็ดระเบิด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นวัตถุโลหะ ไปตรวจสอบวิเคราะห์หาชนิดของระเบิดจากฝั่งกัมพูชา

ส่วนหลุมระเบิดที่อยู่บนถนน 1 หลุม ซึ่งตอนนี้ยังไม่ระเบิดนั้น เบื้องต้นยังไม่สามารถดำเนินการเก็บกู้วัตถุระเบิดได้ เนื่องจากต้องขุดเปิดหน้าถนน คาดว่าระเบิดน่าจะลงไปในหลุมลึกประมาณ 3 เมตร เจ้าหน้าที่จึงได้ดำเนินการวางกรวยถนนปิดกั้นบริเวณปากหลุม เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอันตรายจากรถที่ยังจำเป็นต้องสัญจรผ่านไปมา เพราะถนนเส้นดังกล่าวเป็นถนนเส้นหลักที่เชื่อมลงไปถึง อ.คลองใหญ่

นายภิญโญ ดีหลาย กำนันตำบลชำราก เปิดเผยว่า เบื้องต้นได้พาเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบ 13 หลุมที่สามารถระบุตำแหน่งที่ตั้งหลุมได้อย่างแน่ชัด โดยระเบิดไปแล้วทั้งหมด 12 หลุม เหลืออีก 1 หลุมคือบนถนนที่ระเบิดยังไม่ทำงาน ขณะเดียวกันยังมีอีกหลายจุดที่ยังไม่สามารถเข้าไปตรวจสอบได้ ส่วนใหญ่อยู่ในป่าลึก หรือมีใบไม้ปกคลุม ต้องรอให้สถานการณ์สงบจึงจะสามารถเข้าตรวจสอบได้

ซึ่งจุดที่ระเบิดลงนั้น ล้วนแต่เป็นเขตพลเรือนที่เป็นบ้านเรือน และสวนของชาวบ้าน โดยตนเองไม่อยากให้ทหารกัมพูชาตอบโต้ทหารไทยในพื้นที่หมู่บ้าน อย่างน้อยเรามีแผนการที่ดีในการอพยพชาวบ้านออกจากพื้นที่เกือบ 100% ไม่งั้นอาจจะมีชาวบ้านได้รับบาดเจ็บ หรือเสียชีวิตได้ ทั้งนี้ เมื่อชาวบ้านได้ทราบข่าวว่าไร่สวนของตนได้รับความเสียหาย ก็รู้สึกท้อแท้กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ถือว่าเป็นการปะทะกันที่หนักที่สุดของ จ.ตราด แล้ว

นอกจากนี้ กำนันตำบลชำราก ยังบอกให้ทางการกัมพูชายอมรับความจริง หลังจากที่กล่าวหาว่าระเบิดที่ตกในสวนและถนนในประเทศไทยนั้นเป็น Fake News ยืนยันว่า การที่กัมพูชายิงระเบิดมาตกใส่ถนน และไร่สวนของชาวบ้านในประเทศไทยนั้นเป็นเรื่องจริง

สำหรับสถานการณ์ในพื้นที่บ้านหนองรี ตำบลชำราก ยังได้มีเสียงปืนใหญ่จากฝ่ายไทย ดังขึ้นอีกครั้ง ติดต่อกัน 3 นัด ในช่วงเวลา 11.45 น. หลังจากการถล่มสะพานจัยจุมเนี้ยะ และ กาสิโนทมอดา จ.โพธิสัตว์ ประเทศกัมพูชา เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา

ชุด EOD ลงพื้นที่สำรวจหลุมระเบิด 13 หลุม ตกในบริเวณชุมชน เหตุปะทะชายแดนตราด

เจ้าหน้าที่ชุด EOD เร่งเข้าตรวจสอบและประเมินสถานการณ์ หลุมระเบิด 13 หลุม ในบริเวณชุมชน จ.ตราด เพื่อความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่

สถานการณ์ล่าสุดเกี่ยวกับหลุมระเบิด 13 หลุม

สถานการณ์ชายแดนยังคงน่ากังวล โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลกระทบต่อประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย การอพยพและการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

เหตุการณ์ หลุมระเบิด 13 หลุม สะท้อนให้เห็นถึงความรุนแรงของสถานการณ์และความจำเป็นในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งโดยสันติวิธี

สำหรับประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย ควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

ที่มา – ชุด EOD ลงพื้นที่สำรวจหลุมระเบิด 13 หลุม ตกในบริเวณชุมชน เหตุปะทะชายแดนตราด

**คนไทยยังกลับไม่ได้**: สภ.คลองลึกเผย

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นเรื่อง คนไทยยังกลับไม่ได้ ล่าสุด สถานีตำรวจภูธรคลองลึก (สภ.คลองลึก) ได้ออกมาเปิดเผยถึงความคืบหน้าในเรื่องนี้

จากรายงานของ สภ.คลองลึก พบว่า แม้ว่าฝ่ายไทยจะมีความพร้อมในการเปิดด่านเพื่อรับคนไทยที่ต้องการเดินทางกลับจากฝั่งปอยเปต ประเทศกัมพูชา แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่ได้รับการตอบสนองจากทางการกัมพูชา ทำให้ คนไทยยังกลับไม่ได้ อย่างที่หลายคนคาดหวัง

คนไทยยังกลับไม่ได้: สภ.คลองลึกรายงานสถานการณ์

สำหรับจุดผ่านแดนถาวรบ้านคลองลึก อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว ซึ่งเป็นจุดที่เตรียมไว้สำหรับการรับคนไทยกลับประเทศนั้น ได้มีการเตรียมความพร้อมในทุกด้าน ทั้งในส่วนของเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) และส่วนราชการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การรับตัวและคัดกรองเป็นไปตามขั้นตอนที่กำหนด

อย่างไรก็ตาม ปัญหาสำคัญที่ทำให้ คนไทยยังกลับไม่ได้ คือการที่ทางการกัมพูชายังไม่มีนโยบายในการปล่อยตัวคนไทยที่อยู่ในฝั่งปอยเปตกลับประเทศ ทำให้ฝ่ายไทยยังไม่สามารถดำเนินการใดๆ ได้ในขณะนี้

ทำไมคนไทยยังกลับไม่ได้?

สถานีตำรวจภูธรคลองลึกได้สรุปสถานการณ์ล่าสุดผ่านทางเฟซบุ๊ก โดยระบุว่า “ตอนนี้ทางการกัมพูชายังไม่มีนโยบายปล่อยตัวคนไทย ที่อยู่ฝั่งปอยเปตกลับประเทศ ทำให้ไทยยังไม่สามารถรับตัวกลับมาได้” ข้อความนี้เป็นการยืนยันว่าอุปสรรคสำคัญอยู่ที่นโยบายของทางกัมพูชา

แม้ว่าฝ่ายไทยจะมีความพร้อมอย่างเต็มที่ในการอำนวยความสะดวกและดูแลคนไทยที่เดินทางกลับประเทศ แต่การขาดความร่วมมือจากทางกัมพูชาทำให้สถานการณ์ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง

สถานีตำรวจภูธรคลองลึกยังได้ระบุเพิ่มเติมว่า “ฝ่ายไทยได้เตรียมเปิดด่านและจัดเจ้าหน้าที่ ตม. พร้อมส่วนราชการที่เกี่ยวข้องไว้ครบแล้ว แต่ยังต้องรอการตอบรับจากกัมพูชา ซึ่งจนถึงขณะนี้เป็นวันที่ 2 แล้วที่ยังไม่ได้รับการตอบสนอง” ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความพยายามของฝ่ายไทยในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว

สถานการณ์นี้สร้างความกังวลและความไม่แน่นอนให้กับคนไทยที่ต้องการเดินทางกลับประเทศ รวมถึงครอบครัวและญาติมิตรที่รอคอยอยู่ที่ประเทศไทย

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น:

  • ความล่าช้าในการเดินทางกลับประเทศของคนไทย
  • ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับอนาคตสำหรับผู้ที่ต้องการกลับมาใช้ชีวิตในประเทศไทย
  • ความกังวลและความเครียดของครอบครัวและญาติมิตร

แนวทางแก้ไขที่อาจเป็นไปได้:

  • การเจรจาและประสานงานระหว่างรัฐบาลไทยและกัมพูชา เพื่อหาทางออกร่วมกัน
  • การให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนแก่คนไทยที่ติดค้างอยู่ในกัมพูชา
  • การวางแผนและเตรียมพร้อมสำหรับการเปิดด่านอย่างรวดเร็วเมื่อได้รับการอนุมัติจากกัมพูชา

ทั้งนี้ สถานีตำรวจภูธรคลองลึกยืนยันว่าจะรายงานความคืบหน้าเพิ่มเติมให้ทราบอีกครั้งหากมีข้อมูลใหม่ๆ เกิดขึ้น ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการติดตามและแก้ไขสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง

ในฐานะประชาชนคนไทย สิ่งที่เราทำได้ในขณะนี้คือการติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และส่งกำลังใจให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์นี้ ขอให้การเจรจาและการประสานงานระหว่างประเทศเป็นไปด้วยดี และหวังว่า คนไทยยังกลับไม่ได้ จะเป็นเพียงสถานการณ์ชั่วคราว

อย่างไรก็ตาม ข้อควรระวังคือควรตรวจสอบข่าวสารจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ และหลีกเลี่ยงการแชร์ข้อมูลที่ไม่ได้รับการยืนยัน เพื่อป้องกันการสร้างความเข้าใจผิดและความตื่นตระหนกในสังคม

ที่มา – คนไทยยังกลับไม่ได้ “สภ.คลองลึก” เผย 2 วันแล้วยังไม่ได้รับการตอบสนองจากกัมพูชา

กองทัพภาคที่ 1 สรุปสถานการณ์ชายแดน กัมพูชายังไม่ให้ความร่วมมือ

กองทัพภาคที่ 1 สรุปสถานการณ์ชายแดนฝั่ง จ.สระแก้ว ระบุมีกำลังพลเสียชีวิต 2 คน ขณะที่การดำเนินกลยุทธ์ยึดพื้นที่ “บ้านคลองแผง-บ้านหนองจาน” ยังคงดำเนินต่อไป ท่ามกลางการระดมยิงจรวด BM-21 และปืนใหญ่จากกัมพูชาอย่างต่อเนื่อง ปัญหาสำคัญคือปัจจุบันกัมพูชายังไม่ให้ความร่วมมือในการปล่อยตัวคนไทยกลับประเทศ

กองทัพภาคที่ 1 สรุปสถานการณ์ชายแดน กัมพูชายังไม่ให้ความร่วมมือ

เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2568 ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 1 ได้สรุปสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ในพื้นที่ จ.สระแก้ว ประจำวัน โดยกองกำลังบูรพา (กกล.บูรพา) ยังคงปฏิบัติภารกิจปกป้องอธิปไตยในสถานการณ์ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ซึ่งดำเนินมาเป็นวันที่ 4 แล้ว สรุปการปฏิบัติที่สำคัญได้ดังนี้

สถานการณ์ล่าสุดตามพื้นที่ชายแดน: กองทัพภาคที่ 1 สรุป

  • พื้นที่บ้านคลองแผง อ.ตาพระยา: การดำเนินกลยุทธ์เพื่อยึดพื้นที่ยังคงดำเนินอยู่ ฝ่ายกัมพูชายังคงระดมยิงอย่างต่อเนื่องด้วยอาวุธ BM-21, ปืนใหญ่ และเครื่องยิงลูกระเบิด
  • พื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว อ.โคกสูง: สามารถยึดครองพื้นที่ได้ตั้งแต่วันที่ 8 ธันวาคม 2568 และได้วางกำลังตั้งรับตามแนวอ้างสิทธิ์ ฝ่ายกัมพูชายังคงระดมยิงด้วยอาวุธ BM-21 ประมาณ 40 นัด, ปืนใหญ่ และเครื่องยิงลูกระเบิด
  • พื้นที่บ้านหนองจาน อ.โคกสูง: อยู่ระหว่างการดำเนินกลยุทธ์เพื่อยึดพื้นที่เช่นกัน โดยฝ่ายกัมพูชายังคงระดมยิงด้วยอาวุธ BM-21, ปืนใหญ่ และเครื่องยิงลูกระเบิดอย่างต่อเนื่อง
  • พื้นที่บ้านคลองลึก อ.อรัญประเทศ: มีการวางกำลังคุ้มครองพื้นที่ นอกจากนี้ บริเวณด่านถาวรบ้านคลองลึก อ.อรัญประเทศ ฝ่ายไทยได้เตรียมการเปิดด่านเพื่อรับคนไทยจากฝั่งปอยเปต ประเทศกัมพูชากลับประเทศ เพื่อนำเข้าสู่กระบวนการรับตัวและคัดกรองตามขั้นตอน โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) พร้อมส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง จะดำเนินการคัดแยกและตรวจสอบหลักฐานการเข้า-ออกประเทศตามกฎหมายต่อไป ที่สำคัญคือจนถึงปัจจุบันยังไม่ได้รับความร่วมมือจากฝ่ายกัมพูชาในการปล่อยตัวคนไทยกลับเข้าประเทศ ซึ่งยังคงอยู่ระหว่างการเจรจาของทั้งสองฝ่าย
  • พื้นที่ อ.คลองหาด: วางกำลังคุ้มครองพื้นที่

สถานการณ์ความสูญเสียที่เกิดขึ้น มีกำลังพลได้รับบาดเจ็บเดิม 14 นาย แต่มีกำลังพลสูญเสียเพิ่มเติมคือเสียชีวิต 2 นาย และได้รับบาดเจ็บ 20 นาย ทำให้สรุปยอดกำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตตั้งแต่วันที่ 8 ธันวาคม 2568 จนถึงปัจจุบัน มีผู้บาดเจ็บรวม 34 นาย และเสียชีวิต 2 นาย

กองทัพภาคที่ 1 ขอยืนยันว่าจะปฏิบัติงานตามภารกิจอย่างเต็มกำลังความสามารถ โดยการปฏิบัติการทางทหารจะดำเนินการภายใต้กฎการปะทะและสิทธิในการป้องกันตนเอง จนกว่าภัยคุกคามในพื้นที่ชายแดน จ.สระแก้ว จะยุติลง เพื่อรักษาอธิปไตยของไทยและความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนเป็นสำคัญ สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้เห็นความสำคัญของการรักษาความมั่นคงของชาติ และความเสียสละของเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในพื้นที่เสี่ยงภัย การติดตามข่าวสารและให้กำลังใจเจ้าหน้าที่เป็นสิ่งที่เราทำได้ในฐานะประชาชนคนไทย

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะประเด็นที่กัมพูชายังไม่ให้ความร่วมมือในการส่งคนไทยกลับประเทศ การเจรจาและหาทางออกร่วมกันเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นและสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศ

ที่มา – กองทัพภาคที่ 1 สรุปสถานการณ์ชายแดน กัมพูชายังไม่ให้ความร่วมมือส่งคนไทยกลับบ้าน

กัมพูชายิงปืน ค. ทหารไทยดับ! อัปเดตล่าสุด

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาตึงเครียดขึ้น เมื่อมีรายงานเหตุการณ์ กัมพูชายิงปืน ค. ลงข้างยานเกราะสไตรเออร์ บริเวณด่านบึงตะกวน อำเภอตาพระยา จังหวัดสระแก้ว ส่งผลให้มีทหารไทยเสียชีวิต 1 นาย และได้รับบาดเจ็บอีก 10 นาย

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อช่วงค่ำของวันที่ 10 ธันวาคม 2568 หลังจากที่กองทัพภาคที่ 1 ได้ส่งกำลังทหารราบพร้อมยานเกราะล้อยาง Stryker 8×8 เข้าควบคุมพื้นที่บริเวณด่านบึงตะกวน ซึ่งเป็นจุดที่ตั้งอยู่ตรงข้ามจุดผ่อนปรนทางการค้าบ้านตาพระยา การเคลื่อนกำลังพลดังกล่าวมีขึ้นภายหลังความตึงเครียดที่เกิดขึ้นต่อเนื่องในช่วงหลายวันที่ผ่านมา โดยก่อนหน้านี้มีการปักธงชาติไทยและตั้งรั้วลวดหนามหีบเพลงเพื่อแสดงอาณาเขต (ยานเกราะ Stryker บุกยึดคืน “ด่านบึงตะกวน” ปักธงชาติไทย-ตั้งรั้วลวดหนามหีบเพลง)

กัมพูชายิงปืน ค.

รายงานข่าวระบุว่า กัมพูชายิงปืน ค. ลงข้างยานเกราะสไตรเออร์ ทำให้ทหารไทยได้รับบาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิตในเวลาต่อมา ทหารที่ได้รับบาดเจ็บได้รับการนำส่งโรงพยาบาลตาพระยาเพื่อทำการรักษาอย่างเร่งด่วน

สถานการณ์ล่าสุดหลังกัมพูชายิงปืน ค.

ขณะนี้ยังไม่มีรายงานเพิ่มเติมเกี่ยวกับสถานการณ์ล่าสุดบริเวณชายแดน อย่างไรก็ตาม คาดการณ์ว่ากองทัพไทยจะเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัย และมีการเจรจาเพื่อหาทางออกร่วมกันกับฝ่ายกัมพูชาเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์รุนแรงซ้ำรอย

เหตุการณ์ กัมพูชายิงปืน ค. ลงข้างยานเกราะสไตรเออร์ นับเป็นความสูญเสียที่สร้างความเสียใจให้กับครอบครัวผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บ รวมถึงประชาชนชาวไทยเป็นอย่างยิ่ง การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธีและการเจรจาจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อรักษาความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศและป้องกันไม่ให้เกิดความสูญเสียเช่นนี้อีกในอนาคต

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ยังคงต้องจับตาอย่างใกล้ชิด การรายงานข่าวที่ถูกต้องและเป็นกลางมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลที่ครบถ้วนและรอบด้าน การวิเคราะห์สถานการณ์อย่างมีเหตุผลจะช่วยให้สังคมเข้าใจถึงรากเหง้าของปัญหา และร่วมกันหาทางออกอย่างสร้างสรรค์

ความสูญเสียจากเหตุการณ์ความรุนแรงย่อมนำมาซึ่งความเศร้าโศกและบาดแผลในจิตใจ การให้กำลังใจและช่วยเหลือเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจึงเป็นสิ่งที่เราทุกคนสามารถทำได้ เพื่อร่วมกันสร้างสังคมที่เข้มแข็งและพร้อมเผชิญหน้ากับความท้าทายต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น

การพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศต้องอาศัยความเข้าใจและความเคารพซึ่งกันและกัน การสร้างความร่วมมือในด้านต่างๆ จะช่วยลดความขัดแย้งและสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนในภูมิภาค

ที่มา – กัมพูชายิงปืน ค. ลงข้างยานเกราะสไตรเออร์ ทหารไทยเสียชีวิต 1 บาดเจ็บ 10

ส่อง ปรส ปืนไร้แรงสะท้อน: ทำลายล้าง!

ปืนไร้แรงสะท้อนกลับ หรือ ปรส. (Recoilless Rifle) คือปืนใหญ่ขนาดเบาที่ออกแบบมาเพื่อให้หน่วยทหารขนาดเล็กสามารถพกพาไปใช้งานได้สะดวก คล้ายกับบาซูก้า แต่ปืนไร้แรงสะท้อนสามารถยิงกระสุนได้หลากหลายชนิดมากกว่า

แรงสะท้อนของ ปืนไร้แรงสะท้อน ถูกออกแบบมาเพื่อชดเชยแรงถีบ ทำให้ลำกล้องปืนบางลงและเบาขึ้น เหมาะสำหรับการเป็นอาวุธหนักที่พลประจำการ 2-3 คนสามารถนำติดตัวไปได้ สามารถยิงจากไหล่โดยทหารราบเพียงคนเดียว ติดตั้งบนรถทหาร หรือติดตั้งในบังเกอร์ ปืน ปรส. มอบพลังโจมตีแบบปืนใหญ่ขนาดเล็กให้กับหน่วยทหารเคลื่อนที่มาตั้งแต่ต้นสงครามโลกครั้งที่ 2 กองกำลังทหารที่นิยมใช้ปืนชนิดนี้คือ หน่วยพลร่ม หน่วยรบพิเศษ และหน่วยทหารที่ต้องรบบนพื้นที่ภูเขา

แม้จะถูกใช้งานมานานหลายทศวรรษ ปืนไร้แรงสะท้อน ก็ยังคงถูกมองว่าเป็นอาวุธต่อต้านรถถังที่ทรงพลังและสามารถสร้างความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อทหารฝ่ายตรงข้ามได้

อย่างไรก็ตาม เกราะรถถังในปัจจุบันมีความแข็งแกร่งมากขึ้น ทำให้อาวุธต่อต้านรถถังโบราณอย่างปืน ปรส. ถูกมองว่าล้าสมัย แต่ด้วยการปรับปรุงลูกปืน ปรส. และเทคนิคใหม่ ๆ ทำให้มันมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ข้อดีอย่างหนึ่งของปืนไร้แรงสะท้อน คือ ประโยชน์ใช้สอยในการทำลายเป้าหมายอย่างรวดเร็วและเฉียบขาด ปรส. มีกระสุนหลากหลายประเภท รวมถึง HEAT, HE, flechette และอื่น ๆ เพื่อใช้ยิงทำลายเป้าหมายที่หลากหลายในสนามรบ

ปืนไร้แรงสะท้อนบางรุ่นมีน้ำหนักเบาพอที่จะประทับบ่ายิง หรือติดตั้งในยานพาหนะทางทหารขนาดเล็ก มีขีดความสามารถในการทำลายบังเกอร์ หรือหยุดยั้งยานเกราะทหารราบได้ ในขณะที่มีระยะยิงไกลกว่าอาวุธติดตัวของทหารราบส่วนใหญ่ ตัวอย่างคือ SPG-9/9M ปรส. ของโซเวียต ซึ่งมีระยะยิงกระสุนแรงสูงไกลเกิน 4,000 เมตร

ปรส. นับเป็นอาวุธต่อสู้รถถังที่มีความมุ่งหมายทางยุทธวิธี 2 ประการคือ ภารกิจหลักใช้ยิงต่อสู้รถถัง ส่วนภารกิจรองใช้ยิงสังหารบุคคลและทำลายสิ่งกำบัง จัดเป็นอาวุธวิถีราบลำกล้องเรียบ ทำการเล็งด้วยวิธีการเล็งตรง มีการใช้งานมาอย่างยาวนาน และถูกพัฒนาอย่างต่อเนื่องหลากหลายขนาด ตั้งแต่ขนาดลำกล้อง 57 มม. , 75 มม. , 84 มม. , 106 มม. เป็นอาวุธยิงสนับสนุนของทหารราบในการดำเนินกลยุทธ์ทั้งการตั้งรับและเข้าตี

ปืน ปรส. มีลูกกระสุนหลายชนิดให้เลือกใช้ เช่น High Explosive (HE) กระสุนระเบิดแรงสูงสังหารบุคคล High Explosive Anti Tank (HEAT) กระสุนระเบิดแรงสูงต่อต้านรถถัง High Explosive Dual Purpose (HEDP) กระสุนระเบิดแรงสูง

แรงสะท้อนกลับหรือแรงถีบจากระบบปืนที่ติดตั้งบนยานพาหนะ อาจทำให้รถจิ้บคันเล็กพลิกคว่ำได้ กฎการเคลื่อนที่ข้อที่สามของนิวตัน กล่าวคือ ในทุกแรงกระทำจะมีแรงปฏิกิริยาที่เท่ากันเสมอ โมเมนตัมที่ปรากฏภายในระบบปืนในระหว่างการยิงอาวุธ จะเท่ากันและตรงข้ามกับผลรวมของโมเมนตัมที่ส่งไปยังกระสุนที่ยิงออกจากระบบปืน รวมถึงก๊าซขับดันที่ถูกขับออกจากระบบปืน การลดแรงถีบกลับให้น้อยที่สุด ช่วยลดอันตรายจากแรงสะท้อนที่เกิดจากการยิง

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 พันเอกเรเน อาร์. สตัดเลอร์ แห่งกองทัพบกสหรัฐฯ ได้พัฒนาปืนไร้แรงถีบกลับน้ำหนักเบา ซึ่งส่งผลให้ได้ปืนยิงจากไหล่ที่สามารถขับเคลื่อนกระสุนระเบิดขนาด 3 ปอนด์ (1.36 กิโลกรัม) ด้วยความเร็วปลายปากกระบอกปืน 1,200 ฟุตต่อวินาที (366 เมตร/วินาที)

แนวคิดนี้ ถูกนำมาใช้ในปืน ปรส. ไร้แรงถีบกลับ M40AD ขนาด 106 มม. ของกองทัพบกสหรัฐฯ ซึ่งสามารถปล่อยก๊าซเชื้อเพลิงออกมาผ่านปลอกกระสุนแบบเจาะรูระหว่างหัวกระสุนและท้ายปืน ส่วนปืนฮาววิตเซอร์ไร้แรงถีบกลับ LG 42 ขนาด 105 มม. ของเยอรมัน ใช้จานระเบิดที่ท้ายปืน เพื่อกักเก็บเชื้อเพลิงไว้ด้วยการจุดระเบิด แทนที่จะใช้ห้องกระสุนแบบเจาะรูเพื่อระบายแรงระเบิด

ประสิทธิภาพอยู่ที่ความร้ายแรงของพลังการทำลาย ด้วยอัตราการยิงที่สูงกว่าระบบยิงขีปนาวุธนำวิถีต่อต้านรถถัง (ATGM) ส่วนใหญ่ที่ 5 นัดหรือมากกว่าต่อนาที ปรส. จึงมีประโยชน์ในฐานะอุปกรณ์สนับสนุนการยิงที่สามารถเพิ่มอำนาจการยิงของอาวุธอื่นๆ ไปยังเป้าหมายต่างๆ ได้

สามารถย่อยกระสุนได้หลายนัดเพื่อทำลายรถถัง จากนั้นก็สังหารกำลังพลที่กำลังออกจากพื้นที่ด้วยกระสุนหัวรบระเบิดแรงสูงขนาดใหญ่ ในการต่อสู้ระยะประชิดหรือการซุ่มโจมตี ปรส. สามารถทำลายยานพาหนะ นอกเหนือจากรถถังหลัก บางชนิดสามารถสร้างความเสียหายหรือทำลายรถถังหลัก (MBT) ทั้งจากด้านข้างหรือด้านหลัง

ส่อง ปรส ปืนไร้แรงสะท้อน

ข้อจำกัดของปืนไร้แรงสะท้อน คือ ความสามารถในการหลบเลี่ยงการตรวจจับ เนื่องจากการยิงทำให้เกิดควันและเสียงดังสนั่น ปรส. ส่วนใหญ่ติดตั้งค่อนข้างสูง พลยิงอาจโดนสอยร่วงได้ และต้องบรรจุกระสุนด้วยมือจากท่ายืนหรือคุกเข่า ซึ่งทำให้ต้องเสี่ยงกับการถูกยิงสวนกลับ

ปรส. รุ่นเก่ามีน้ำหนักมากจนต้องแยกชิ้นส่วนและบรรจุกระสุนใส่ยานพาหนะเพื่อเคลื่อนที่ ซึ่งเป็นข้อจำกัดในการยิงและการเคลื่อนที่อย่างรวดเร็วหลังจากยิง ตัวอย่างหนึ่งของความคล่องตัวต่ำคือ B-10 รุ่นเก่าของรัสเซีย (มีน้ำหนัก 85 กิโลกรัมเมื่อลากจูง และ 72 กิโลกรัมเมื่อไม่ลากจูง) ด้วยระยะยิงต่อต้านเกราะ 400-1,000 เมตร การยิงครั้งแรกจะต้องแม่นยำและรุนแรงสูงสุด มิฉะนั้น พลประจำรถจะตกอยู่ในอันตรายร้ายแรง ทหารจึงใช้อาวุธรุ่นเก่าเหล่านี้เฉพาะในการป้องกันและซุ่มโจมตีแบบผสมผสาน เพื่อเสริมอำนาจทางการยิง

เครื่องยิงรุ่นเก่าบางรุ่นได้รับการดัดแปลงเพื่อลดน้ำหนัก และแยกชิ้นส่วนออกเป็นชิ้นส่วนสำหรับการเคลื่อนที่แบบถอดประกอบได้ Type 65 ของจีนเป็นรุ่นน้ำหนักเบากว่า B-10 ที่ 28 กิโลกรัม และใช้กระสุนที่ได้รับการปรับปรุง ส่วน M79 ของเซอร์เบียก็มีน้ำหนักน้อยกว่า 30 กิโลกรัมเช่นกัน ด้วยศูนย์เล็งที่ได้รับการปรับปรุง จึงมีระยะต่อต้านเกราะที่ 670-1,000 เมตร ระยะที่ไกลขึ้นช่วยเพิ่มความอยู่รอดของพลยิง ไม่ต้องเข้าไปใกล้เป้าหมาย ซึ่งอาจเสี่ยงต่อการถูกตรวจพบและถูกยิงสวนกลับ

สรุปเกี่ยวกับปืนไร้แรงสะท้อน

โดยรวมแล้ว ปืนไร้แรงสะท้อน เป็นอาวุธที่มีประโยชน์อย่างมากในสนามรบ ถึงแม้จะมีข้อจำกัดบางประการ แต่ด้วยความสามารถในการทำลายเป้าหมายที่หลากหลาย และความสะดวกในการพกพา ทำให้มันยังคงเป็นที่นิยมในหมู่ทหารราบและหน่วยรบพิเศษ

ที่มา – ส่อง ปรส ปืนไร้แรงสะท้อน พี่จ่าจัดม้าทองไม่เหลือซาก

สรุป! สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา 9 ธ.ค. 68

ศูนย์แถลงข่าวร่วมสรุปความคืบหน้าภาพรวมสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ประจำวันที่ 9 ธ.ค. 68 ย้ำทุกหน่วยงานจะปฏิบัติการเต็มความสามารถ เพื่อปกป้องประชาชนและอธิปไตยไทย จนกว่าภัยคุกคามพื้นที่ชายแดนจะยุติลง

เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568 ศูนย์แถลงข่าวร่วมสถานการณ์ชายแดนไทย – กัมพูชารายงานความคืบหน้าสถานการณ์ในภาพรวม เพื่อให้ประชาชนเเละสื่อมวลชนได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน เเละเป็นปัจจุบัน ดังนี้:

กระทรวงการต่างประเทศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนต่างประเทศ อาทิ BBC, CNN, Reuters, Al Jazeera และ CNA เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานการณ์ล่าสุด และแก้ไขความเข้าใจผิดจากข้อมูลบิดเบือนในสื่อสังคมออนไลน์ นอกจากนั้นกระทรวงการต่างประเทศดำเนินการทางการทูตอย่างเป็นทางการ ได้แก่ ส่งหนังสือประท้วงถึงกัมพูชา ส่งหนังสือชี้แจงไปยังประเทศสมาชิกอาเซียน หนังสือแจ้งต่อเลขาธิการสหประชาชาติ และประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ตลอดจนมอบหมายให้สถานเอกอัครราชทูตและสถานกงสุลใหญ่ไทยทั่วโลก ชี้แจงข้อเท็จจริงต่อรัฐบาลและสื่อในประเทศเจ้าบ้านอย่างเชิงรุก เพื่อยืนยันจุดยืนของประเทศไทยที่ยึดมั่นในสันติวิธี กฎหมายระหว่างประเทศ และความถูกต้องของข้อเท็จจริง

กองทัพบก ปฏิบัติการทางทหารเพิ่มเติมภายหลังจากการแถลงในช่วงเช้า ดังนี้

  1. พื้นที่กองทัพภาคที่ 2 เนื่องจากกองทัพกัมพูชาเปิดฉากโจมตีใส่ฐานที่มั่นของฝ่ายไทยตั้งแต่ช่วงเช้า ด้วยจรวดหลายลำกล้อง BM-21 โดรนทิ้งระเบิด และโดรนพลีชีพ ในหลายแนวรบ เช่น ช่องบก ช่องอานม้า ปราสาทตาควาย ปราสาทคนา โดยเฉพาะพื้นที่ภูมะเขือ และ ปราสาทตาเมือนธม ที่ฝ่ายกัมพูชามีความพยายามอย่างหนักที่จะยึดคืน ฝ่ายไทยจึงตอบโต้ด้วยอาวุธยิงเล็งตรง อาวุธวิถีโค้งด้วยความพยายามอย่างเต็มที่ ที่จะรักษาฐานที่มั่น แม้จะมีอุปสรรคจากการใช้อาวุธของฝ่ายกัมพูชา ปัจจุบัน กองกำลังสุรนารียังคงปฏิบัติตามแผนในการต่อต้านการโจมตีของกองทัพกัมพูชาอย่างต่อเนื่องและผลักดันผู้ที่รุกล้ำอธิปไตยให้ออกจากพื้นที่
  2. พื้นที่กองทัพภาคที่ 1 (กองกำลังบูรพา )
    1. เข้าเคลียร์พื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว เป็นวันที่ 2 และตรวจพบว่าฝ่ายกัมพูชาใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิด PMN-2 ในพื้นที่ จำนวน 2 ทุ่น (สภาพพร้อมใช้งาน) พบระเบิดแสวงเครื่องจำนวน 2 ชุด ได้แก่ ชุดที่ 1 ประกอบด้วยกระสุน RPG-2 จำนวน 3 นัด และ ค.60 จำนวน 1 นัด และชุดที่ 2 ประกอบด้วยกระสุน ปรส.82 และ Dynamite (สภาพพร้อมใช้งาน) ซึ่งดำเนินการเก็บกู้เรียบร้อยแล้ว
    2. หน่วยเฉพาะกิจที่ 11 ได้ปฏิบัติการใช้ปืนใหญ่รถถังยิงทำลายบ่อนกาสิโนในฝั่งกัมพูชา ซึ่งตั้งอยู่ติดแนวชายแดนซึ่งถูกใช้เป็นที่ตั้งของอาวุธยิงสนับสนุน ป้อมปืนกล คลังอาวุธเพื่อโจมตีฝ่ายไทยในพื้นที่ตรงข้ามจุดผ่อนปรนทางการค้า บ้านตาพระยา อำเภอตาพระยา จังหวัดสระแก้ว 

ปัจจุบันในขณะที่กองกำลังบูรพากำลังเข้าปฏิบัติการ ได้พบการโจมตีของทหารกัมพูชาด้วยจรวด BM-21 และอาวุธวิถีโค้ง เช่น ปืนใหญ่ และเครื่องยิงลูกระเบิด อย่างต่อเนื่อง

  1. ผลกระทบต่อประชาชน เริ่มพบบ้านเรือนประชาชนได้รับความเสียหายจากการโจมตีของฝ่ายกัมพูชา คือ พบร่องรอยลูกจรวด BM-21 ตกใส่บ้านเรือนประชาชนในพื้นที่บ้านโศกชามป้อมตำบลภูผาหมอก อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ จำนวน 1 นัด บ้านเรือนได้รับความเสียหาย เบื้องต้น ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ และพบกระสุนปืนใหญ่ของฝ่ายกัมพูชาตกใส่บ้านเรือนประชาชนในพื้นที่บ้านโคกทหาร หมู่ 5 ตำบลทัพเสด็จ อำเภอตาพระยา โดยยังไม่พบผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต
  2. กองทัพบกขอยืนยันว่าจะปฏิบัติการอย่างเต็มกำลังความสามารถ ภายใต้กฎการใช้กำลังและสิทธิในการป้องกันตนเอง จนกว่าภัยคุกคามในพื้นที่ชายแดนจะยุติลง เพื่อปกป้องอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดน และความปลอดภัยของประชาชนไทยตามกรอบกฎหมายระหว่างประเทศ และหลักมนุษยธรรม ยืนยันไม่ได้เป็นฝ่ายริเริ่มความรุนแรง แต่มีหน้าที่ตอบสนองต่อการล่วงละเมิดอธิปไตยอย่างจำเป็นและเหมาะสม

กองทัพเรือ ยังคงดำเนินการทางทหารต่อเป้าหมายทางทหารที่เป็นภัยต่อความมั่นคงบริเวณชายแดนฝั่งทะเล เพื่อหยุดยั้งการคุกคามต่อฝ่ายไทย โดยยืนยันว่า ทุกการปฏิบัติเป็นไปเพื่อการป้องกันอธิปไตย และความปลอดภัยของประชาชน

กองทัพอากาศ ยึดมั่นหลักการปฏิบัติการว่าด้วยการลดความเสียหายต่อพลเรือน การดำเนินการร่วมกับกำลังภาคพื้น การดำเนินการทางทหารเพื่อทำลายเป้าหมายของฝ่ายตรงข้ามที่ต้องกระทำด้วยความระมัดระวังสูงสุด โดยใช้อาวุธที่มีความแม่นยำสูง เพื่อให้เกิดผลกระทบต่อพลเรือนน้อยที่สุด (Minimal Collateral Damage) อีกทั้งยังยึดมั่นพันธกิจในการคุ้มครองพลเรือนโดยมีจุดมุ่งหมายสำคัญในการมุ่งรักษาชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนของทั้งสองฝ่ายเป็นหลัก

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยืนยันดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในพื้นที่ส่วนหลังอย่างเต็มที่ เพิ่มการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่เสี่ยง เช่น ห้างสรรพสินค้า สถานที่ราชการ จุดคมนาคม และระบบสาธารณูปโภค และขอความร่วมมือประชาชน หากพบบุคคลต้องสงสัย หรือวัตถุต้องสงสัย ให้แจ้ง 191 หรือ 1599 ตลอด 24 ชั่วโมง

ประเทศไทยยึดการปฏิบัติตามหลักกฎหมายสากล (International Humanitarian Law) การยึดหลักมนุษยธรรมระหว่างประเทศ และสิทธิในการป้องกันตนเองตามกฎบัตรสหประชาชาติ ตลอดจนการโจมตีก่อนเมื่อมีภัยคุกคามชัดเจน (Preemptive Strike) ได้แก่ ภัยคุกคามที่มีความเป็นไปได้ว่าจะเกิดขึ้น ต้องใช้กำลังในการกำจัดเป้าหมายเท่านั้น รัฐบาลและหน่วยงานความมั่นคงทุกเหล่าทัพให้ความสำคัญสูงสุดกับความปลอดภัยของประชาชน การอพยพ การช่วยเหลือ และการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ และการบริหารจัดการสถานการณ์ด้วยความรอบคอบ ภายใต้หลักมนุษยธรรม

สรุปสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ประจำวันที่ 9 ธ.ค. 68

จากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ประจำวันที่ 9 ธ.ค. 68 ที่เกิดขึ้น การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิดเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เราเข้าใจสถานการณ์และเตรียมพร้อมรับมือกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นได้

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ประจำวันที่ 9 ธ.ค. 68: สิ่งที่เราควรรู้

ดังนั้น การรับรู้ข้อมูลที่ถูกต้องเเละเเม่นยำเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ประจำวันที่ 9 ธ.ค. 68 จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้ท่านสามารถตัดสินใจเเละปฏิบัติตนได้อย่างเหมาะสม

สถานการณ์ชายเเดนไทย-กัมพูชาในปัจจุบันยังคงมีความไม่เเน่นอนอยู่ การติดตามข่าวสารอย่างสม่ำเสมอเเละการเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ เป็นสิ่งที่ควรทำอย่างยิ่ง นอกจากนี้ การให้กำลังใจเเละสนับสนุนเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานตามแนวชายเเดนก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน ขอให้ทุกท่านปลอดภัยเเละผ่านพ้นสถานการณ์นี้ไปด้วยกัน

ที่มา – ศูนย์แถลงข่าวร่วม สรุปภาพรวมสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ประจำวันที่ 9 ธ.ค. 68

ด่วน! กองทัพภาคที่ 2 อัปเดตสถานการณ์ กัมพูชา

“กองทัพภาคที่ 2” อัปเดตสถานการณ์ชายแดน การสู้รบขยายวงกว้าง รุนแรงด้วยจรวดหลายลำกล้อง “ฝ่ายกัมพูชา” เสียชีวิต 61 ศพ บาดเจ็บยังประเมินไม่ได้

เฟซบุ๊ก กองทัพภาคที่ 2 โพสต์ข้อความโดยระบุว่า “ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 สรุปสถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ประจำวันที่ 9 ธันวาคม 2568 (เวลา 17.00 น.) สถานการณ์ตั้งแต่เวลา 09.00 ถึง 17.00 ของวันนี้ ทหารกัมพูชาโจมตีฝ่ายเราอย่างหนัก การสู้รบขยายวงกว้างและมีความรุนแรงด้วยจรวดหลายลำกล้อง BM-21 ประมาณ 125 ครั้ง กระสุนลูกจรวด 5,000 นัด โดรนพลีชีพหรือโดรน FPV จำนวน 33 พื้นที่ ใส่ฐานและที่มั่นของฝ่ายเราในหลายแนวรบ โดยเฉพาะในพื้นที่ช่องอานม้าและช่องบก จังหวัดอุบลราชธานี, เถียงตาม็อก จังหวัดศรีสะเกษ และช่องคนา ปราสาทตาควาย จังหวัดสุรินทร์ ฝ่ายเราตอบโต้ด้วยอาวุธอย่างได้สัดส่วน

ปัจจุบันยังมีสถานการณ์อยู่ตลอดแนวการวางกำลัง จากผลการปะทะกันอย่างหนักตลอดห้วงเวลาที่ผ่านมา ฝ่ายเราได้สูญเสียนักรบกล้าสละชีพเพื่อพิทักษ์ชาติไปจำนวน 4 นาย บาดเจ็บรวม 68 นาย ฝ่ายกัมพูชาเสียชีวิต 61 นาย บาดเจ็บยังประเมินไม่ได้

กองทัพภาคที่ 2 จะดำเนินการทุกมาตรการเพื่อความมั่นคงปลอดภัย และรักษาอธิปไตยของประเทศอย่างเต็มกำลัง”.

ขอบคุณเฟซบุ๊ก กองทัพภาคที่ 2

กองทัพภาคที่ 2 อัปเดตสถานการณ์ กัมพูชาเสียชีวิต 61 ศพ บาดเจ็บยังประเมินไม่ได้

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงตึงเครียด โดยล่าสุด กองทัพภาคที่ 2 ได้ออกมาอัปเดตสถานการณ์การสู้รบที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีความรุนแรงและขยายวงกว้างมากขึ้น การปะทะครั้งนี้ส่งผลให้เกิดความสูญเสียทั้งสองฝ่าย โดยเฉพาะฝ่ายกัมพูชาที่มีผู้เสียชีวิตจำนวนมากถึง 61 ศพ และยังมีผู้บาดเจ็บอีกจำนวนมากที่ยังไม่สามารถประเมินได้

รายละเอียดสถานการณ์ล่าสุดจากกองทัพภาคที่ 2

จากข้อมูลที่ กองทัพภาคที่ 2 ได้รายงานผ่านทางเฟซบุ๊ก ระบุว่า ทหารกัมพูชาได้ทำการโจมตีอย่างหนักหน่วง โดยมีการใช้จรวดหลายลำกล้อง BM-21 จำนวนมากถึง 125 ครั้ง และกระสุนลูกจรวดอีกกว่า 5,000 นัด นอกจากนี้ยังมีการใช้โดรนพลีชีพหรือโดรน FPV โจมตีฐานและที่มั่นของฝ่ายไทยในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริเวณช่องอานม้าและช่องบก จังหวัดอุบลราชธานี, เถียงตาม็อก จังหวัดศรีสะเกษ และช่องคนา ปราสาทตาควาย จังหวัดสุรินทร์

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้แสดงให้เห็นถึงความรุนแรงของการสู้รบที่ยังคงดำเนินอยู่ แม้ว่าฝ่ายไทยจะมีการตอบโต้ด้วยอาวุธอย่างได้สัดส่วนแล้วก็ตาม การโจมตีอย่างต่อเนื่องจากฝ่ายกัมพูชาส่งผลให้เกิดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินของทั้งสองฝ่าย

ความสูญเสียที่เกิดขึ้น:

  • ฝ่ายไทย: เสียชีวิต 4 นาย บาดเจ็บ 68 นาย
  • ฝ่ายกัมพูชา: เสียชีวิต 61 นาย บาดเจ็บยังประเมินไม่ได้

กองทัพภาคที่ 2 ยืนยันว่าจะดำเนินการทุกมาตรการเพื่อรักษาความมั่นคงปลอดภัยและอธิปไตยของประเทศอย่างเต็มกำลัง การอัปเดตสถานการณ์อย่างต่อเนื่องนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้องและเข้าใจถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างแท้จริง

การสู้รบที่เกิดขึ้นนี้ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และอาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงมากยิ่งขึ้นในอนาคต การแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธีและการเจรจาจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อหลีกเลี่ยงความสูญเสียและความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น

สถานการณ์ชายแดนยังคงเป็นสิ่งที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด และหวังว่าทุกฝ่ายจะใช้ความอดทนอดกลั้นและหาทางออกร่วมกัน เพื่อนำไปสู่สันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

ที่มา – “กองทัพภาคที่ 2” อัปเดตสถานการณ์ กัมพูชาเสียชีวิต 61 ศพ บาดเจ็บยังประเมินไม่ได้

แจ้งเลี่ยง! ถนนโนนดินแดง-ตาพระยา (ช่องตะโก)

ขอแจ้งให้ทราบและวางแผนการเดินทางล่วงหน้า หากคุณมีแผนจะเดินทางบนถนน ทล. 348 โนนดินแดง-ตาพระยา (ช่องตะโก) เนื่องจากสถานการณ์ชายแดนที่ไม่ปกติ

จากสถานการณ์การปะทะตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา แขวงทางหลวงบุรีรัมย์ได้แจ้งให้ประชาชนเลี่ยงการเดินทางบนถนน ทล. 348 โนนดินแดง-ตาพระยา (ช่องตะโก) จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลายกลับสู่สภาวะปกติ เพื่อความปลอดภัยของทุกท่าน

แจ้งเลี่ยงเดินทางถนน ทล. 348 โนนดินแดง-ตาพระยา (ช่องตะโก)

เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานสถานการณ์ตึงเครียดบริเวณชายแดนบ้านกรวด จังหวัดบุรีรัมย์ โดยตลอดทั้งวันยังคงได้ยินเสียงปืนใหญ่ดังอย่างต่อเนื่อง ชาวบ้านในพื้นที่ส่วนใหญ่ได้อพยพไปยังบ้านญาติและศูนย์อพยพแล้วกว่า 80% ส่วนที่เหลือยังคงเป็นห่วงทรัพย์สินและมีผู้นำชุมชนพร้อมชุด ชรบ. คอยดูแลความปลอดภัย

นายประเสริฐ แต่งพลกรัง ผู้ใหญ่บ้าน กล่าวว่าได้จัดเวรยามเฝ้าระวังในแต่ละหมู่บ้าน โดยมีผู้นำชุมชนและชุด ชรบ. คอยดูแลเพื่อให้ลูกบ้านที่อพยพไปแล้วรู้สึกอุ่นใจว่าทรัพย์สินจะไม่สูญหาย และยังดูแลสัตว์เลี้ยงโดยการจัดหาอาหารให้

สำหรับชาวบ้านที่ยังไม่ได้อพยพ ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในหลุมหลบภัยของหมู่บ้าน จากการตรวจสอบพบว่ามีไม่เกิน 10 หลังคาเรือนที่ยังคงอยู่ในพื้นที่ ผู้นำชุมชนเข้าใจถึงเหตุผลของแต่ละครอบครัวที่ไม่สามารถอพยพได้ จึงให้ความช่วยเหลือและอำนวยความสะดวกทั้งกลางวันและกลางคืน

นายอิ๊ว จันทร์ประโคน อายุ 62 ปี ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในหลุมหลบภัย เล่าว่าเขาพักอาศัยอยู่ที่หลุมหลบภัยเป็นคืนที่สองแล้ว เนื่องจากอยู่ใกล้บ้านและเป็นพื้นที่ปลอดภัย สามารถเดินทางไปกลับได้สะดวก เขาและชาวบ้านประมาณ 20 คนจะมาหลบภัยที่นี่ในช่วงกลางคืนหรือช่วงที่สถานการณ์รุนแรง

เมื่อคืนที่ผ่านมาได้ยินเสียงปืนใหญ่ดังตั้งแต่เที่ยงคืน และดังอีกครั้งในช่วงตีสี่ ทุกครั้งที่ได้ยินเสียงปืนใหญ่ ผู้ที่อยู่ในหลุมหลบภัยจะต้องตื่นขึ้นมาเพื่อตรวจสอบชนิดของปืน แต่โดยส่วนตัวเขามองว่าสถานการณ์เริ่มคุ้นชินแล้วและไม่ค่อยตื่นตระหนก

เส้นทางเลี่ยง ถนน ทล. 348 โนนดินแดง-ตาพระยา (ช่องตะโก)

สำหรับผู้ที่ต้องการเดินทางไปยัง สระแก้ว, ปราจีนบุรี, ชลบุรี, ระยอง, จันทบุรี และตราด สามารถใช้เส้นทางเลี่ยงดังนี้:

  • ใช้ทางหลวงหมายเลข 24 (โชคชัย-เดชอุดม)
  • ต่อด้วยทางหลวงหมายเลข 304 (ปักธงชัย-กบินทร์บุรี)

ทางเลือกนี้จะช่วยให้คุณหลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยงภัยและเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางได้อย่างปลอดภัยมากขึ้น โปรดติดตามข่าวสารและประกาศจากหน่วยงานราชการอย่างใกล้ชิดเพื่อรับทราบข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับสถานการณ์และเส้นทางที่ควรหลีกเลี่ยง

โปรดตรวจสอบสภาพรถและเตรียมพร้อมสำหรับการเดินทางไกล หากจำเป็นต้องใช้เส้นทางเลี่ยง เพื่อความปลอดภัยในการเดินทาง

การหลีกเลี่ยง ถนน ทล. 348 โนนดินแดง-ตาพระยา (ช่องตะโก) ในช่วงสถานการณ์เช่นนี้ เป็นการตัดสินใจที่รอบคอบ เพื่อความปลอดภัยของตัวคุณเองและผู้ร่วมเดินทาง ขอให้ทุกท่านเดินทางโดยสวัสดิภาพ

ที่มา – แจ้งเลี่ยงเดินทางถนน ทล. 348 โนนดินแดง-ตาพระยา (ช่องตะโก) จากเหตุปะทะแนวชายแดน

Scroll to top