เครือข่ายอาชญากรรม

สื่อออสเตรเลียจับตาผลการเยือนของไทย ชี้เป็นหุ้นส่วนสำคัญทางเศรษฐกิจ

เชื่อว่าหลายคนคงได้ติดตามข่าวการเยือนเครือรัฐออสเตรเลียอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรีไทยในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในเวทีโลก โดยล่าสุดสื่อออสเตรเลียจับตาผลการเยือนของไทย ชี้เป็นหุ้นส่วนสำคัญทางเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ ไม่เพียงแค่ในเชิงการทูตเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมไปถึงมิติด้านความมั่นคงและเทคโนโลยีอีกด้วย

สื่อออสเตรเลียจับตาผลการเยือนของไทย ชี้เป็นหุ้นส่วนสำคัญทางเศรษฐกิจ

รายงานจากสำนักข่าวชั้นนำในออสเตรเลียต่างวิเคราะห์ตรงกันว่า การเดินทางเยือนครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่าไทยกำลังก้าวขึ้นมาเป็นพันธมิตรยุทธศาสตร์ที่สำคัญในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก โดยนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย (ANU) ได้ชี้ให้เห็นว่า ไทยคือจุดหมายที่น่าสนใจในการกระจายโอกาสทางการค้า นอกเหนือไปจากการพึ่งพาตลาดใหญ่เพียงไม่กี่แห่ง นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมสื่อออสเตรเลียจับตาผลการเยือนของไทย ชี้เป็นหุ้นส่วนสำคัญทางเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด

ความร่วมมือรอบด้านเพื่ออนาคตที่มั่นคง

ในการเยือนครั้งนี้ ประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกมาหารือมีหลายมิติที่น่าสนใจ ดังนี้:

  • การปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ: ทั้งสองประเทศเห็นพ้องร่วมกันในการยกระดับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย เพื่อจัดการกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์และมิจฉาชีพออนไลน์ที่สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชน
  • ความมั่นคงและกลาโหม: มีการตกลงจัดประชุมระดับรัฐมนตรีกลาโหมร่วมกันทุก 2 ปี เพื่อสร้างเสถียรภาพในภูมิภาค
  • การขยายโอกาสทางธุรกิจ: เน้นการสร้างห่วงโซ่อุปทานที่มีความยืดหยุ่นและเข้มแข็งร่วมกัน

รัฐบาลไทยเน้นย้ำว่า พร้อมเดินหน้าผลักดันทุกข้อตกลงให้เกิดขึ้นจริง เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนทั้งสองประเทศ การที่นานาชาติให้ความสำคัญกับเราเช่นนี้ ยิ่งพิสูจน์ให้เห็นว่าไทยมีศักยภาพในการเป็นผู้เล่นหลักในเวทีเศรษฐกิจโลกอย่างเต็มตัว

ในมุมมองของผู้เขียน มองว่านี่เป็นนิมิตหมายอันดีที่ประเทศไทยจะได้รับอานิสงส์จากการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการลงทุนจากออสเตรเลีย ซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจในระยะยาว เราต้องคอยติดตามดูกันต่อไปว่า รัฐบาลจะสามารถเปลี่ยนความร่วมมือที่ตกลงกันไว้ให้กลายเป็นโครงการที่จับต้องได้จริงในเร็ววันอย่างไร เชื่อว่าหากทำได้สำเร็จ ประเทศไทยของเราจะก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคงแน่นอนครับ

ที่มา – สื่อออสเตรเลียจับตาผลการเยือนของไทย ชี้เป็นหุ้นส่วนสำคัญทางเศรษฐกิจ

สหรัฐฯ ทลายเครือข่ายมาเฟียอินเดียข้ามชาติ รวบ 24 ผู้ต้องหา

สหรัฐฯ ทลายเครือข่ายมาเฟียอินเดียข้ามชาติ รวบ 24 ผู้ต้องหา

กลายเป็นข่าวดังไปทั่วโลกเมื่อเจ้าหน้าที่จากสหรัฐอเมริกา แคนาดา และยุโรป ได้ร่วมมือกันเปิดปฏิบัติการครั้งใหญ่ภายใต้ชื่อ “Operation Hard Ball” เพื่อทำลายอิทธิพลมืดจากแดนภารตะ โดยมุ่งเน้นไปที่การกวาดล้างสหรัฐฯ ทลายเครือข่ายมาเฟียอินเดียข้ามชาติ รวบ 24 ผู้ต้องหา ซึ่งกลุ่มอาชญากรเหล่านี้มีพฤติกรรมสุดอุกอาจและเชื่อมโยงกับคดีร้ายแรงระดับโลก รวมถึงคดีฆาตกรรมแกนนำชาวซิกข์ในแคนาดาด้วยครับ

เบื้องหลังปฏิบัติการฮาร์ดบอลและการขยายผล

การสืบสวนที่ยาวนานกว่า 2 ปีนำไปสู่การประสานงานขององค์กรตำรวจสากลและ FBI จนสามารถระบุตัวผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้ถึง 37 ราย และล่าสุดสหรัฐฯ ทลายเครือข่ายมาเฟียอินเดียข้ามชาติ รวบ 24 ผู้ต้องหาได้สำเร็จ ซึ่งนับเป็นความสำเร็จครั้งใหญ่ในการจัดการกับอิทธิพลที่แฝงตัวอยู่ในคราบของความขัดแย้งทางการเมืองและอาชญากรรมข้ามชาติ กลุ่มผู้ต้องหาเหล่านี้ไม่ได้เพียงแค่เกี่ยวข้องกับการลักพาตัวหรือเรียกค่าไถ่เท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการลอบสังหารนายฮาร์ดีป ซิงห์ นิจจาร์ เมื่อปี 2023 ที่ผ่านมาอีกด้วยครับ

จากการตรวจสอบพบรายละเอียดที่น่าตกใจเกี่ยวกับเครือข่ายมาเฟียนี้ดังนี้:

  • หัวหน้าแก๊งหลายรายยังคงใช้วิธีสั่งการผ่านโทรศัพท์จากเรือนจำในอินเดีย
  • มีการใช้เยาวชนเป็นเครื่องมือในการบังหน้าและรับสมัครเข้าสู่แก๊งโดยอ้างเรื่องศาสนาและความรักชาติ
  • มีการลักลอบขนส่งยาเสพติดและอาวุธข้ามพรมแดนอย่างเป็นระบบ
  • ยุทธวิธีข่มขู่พยานและคู่แข่งทางการเมืองทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับโลก

ถือเป็นเรื่องที่น่าหวั่นใจไม่น้อยที่อาชญากรรมเหล่านี้มีต้นตอและรากฐานที่ลึกซึ้งถึงขั้นสั่งการข้ามทวีป การที่รัฐบาลสหรัฐฯ และแคนาดาร่วมมือกันในปฏิบัติการครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาสหรัฐฯ ทลายเครือข่ายมาเฟียอินเดียข้ามชาติ รวบ 24 ผู้ต้องหา ไม่ใช่เพียงแค่คดีอาชญากรรมทั่วไป แต่เป็นผลกระทบต่อความมั่นคงระหว่างประเทศที่เราต้องจับตามองครับ

ในฐานะผู้ติดตามข่าวสาร เชื่อว่านี่อาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเปิดโปงความฉาวโฉ่ของเครือข่ายมาเฟียเหล่านี้ ซึ่งเราต้องรอติดตามกันต่อไปว่าบทสรุปของคดีนี้จะนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอินเดียและแคนาดาอย่างไร หวังว่าความยุติธรรมจะเกิดขึ้นกับเหยื่อทุกรายครับ

ที่มา – สหรัฐฯ ทลายเครือข่ายมาเฟียอินเดียข้ามชาติ รวบ 24 ผู้ต้องหา โยงคดีสังหารแกนนำซิกข์ในแคนาดา

“กัมพูชา” ใช้ทุ่นระเบิดเบี่ยงเบน? โรมเสนอ 4 มาตรการ

“โรม” มั่นใจ “กัมพูชา” กำลังใช้ทุ่นระเบิดเบี่ยงเบนความสนใจ จากปัญหาสแกมเมอร์ให้กลับมาที่ความขัดแย้งตามแนวชายแดนอีกครั้ง เสนอ 4 มาตรการเด็ดขาดตัดวงจรฟอกเงิน

เมื่อเวลา 14.29 น. วันที่ 11 พ.ย. 2568 นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โพสต์เฟซบุ๊กแสดงความเสียใจที่ทหารไทยต้องสูญเสียขาและได้รับบาดเจ็บ โดยระบุว่า นี่คืออีกเหตุการณ์ที่แสดงถึงความป่าเถื่อนและไม่เคารพข้อตกลงใดๆ ระหว่างประเทศของฝ่ายกัมพูชา ซึ่งตนเชื่อว่าการกระทำของฝ่ายกัมพูชา เป็นความพยายามที่ต้องการเบี่ยงเบนความสนใจจากเรื่องสแกมเมอร์ มาเป็นเรื่องความขัดแย้งตามแนวชายแดน โดยเฉพาะเมื่อหนึ่งในข้อตกลงในการเจรจาสันติภาพที่มีเรื่องของการปราบปรามการหลอกลวงออนไลน์อย่างสแกมเมอร์เอาไว้ด้วย ซึ่งส่งผลเสียหายต่อแหล่งรายได้ของกัมพูชา ตลอดจนภาพลักษณ์นานาอารยประเทศที่เข้ามาว่ากัมพูชาเป็นศูนย์กลางของปัญหาอาชญากรรมทางไซเบอร์

นายรังสิมันต์ กล่าวด้วยว่า ด้วยแรงกดดันของสังคมไทยที่มีต่อรัฐบาลไทย ประกอบกับแรงกดดันจากนานาชาติ ซึ่งในระยะหลังทำให้มีการออกหมายจับกับบรรดาบุคคลสำคัญของแก๊งสแกมเมอร์ในกัมพูชามากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ก๊กอาน หรือลียงพัด ซึ่งมีความใกล้ชิดสนิทสนมกับตระกูลฮุนเป็นอย่างมาก นอกจากนี้เราต้องไม่ลืมว่าประเทศไทยได้เป็นสรวงสวรรค์ของการฟอกเงินผิดกฎหมายของอาชญากรข้ามชาติในกัมพูชา รวมถึงเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจระดับห้าดาวเพื่อให้หายเหนื่อยและหายเครียดจากการสแกมคนทั่วโลก ดังนั้นถ้าเมื่อไหร่ที่ประเทศไทยมีปฏิบัติการเชิงรุกต่อแก๊งสแกมเมอร์ในกัมพูชา กัมพูชาจะไม่มีทางอยู่เฉยเรื่องนี้ เพราะรายได้จากการหลอกลวงคนทั่วโลกในกัมพูชาคิดเป็น 60% ของจีดีพีกัมพูชา

นายรังสิมันต์ กล่าวด้วยว่า ด้วยเหตุนี้จึงเชื่อว่าการวางทุ่นระเบิด จึงมีความเป็นไปได้อย่างมาก เพื่อเปลี่ยนแรงกดดันจากฝ่ายไทยในเรื่องสแกมเมอร์ มาเป็นเรื่องปัญหาความขัดแย้งตามแนวชายแดนโดยกัมพูชาหวังว่าจะใช้ภาพลักษณ์ของความเป็นประเทศเล็กเป็นเหยื่อเพื่อหลอกลวงคนทั่วโลกว่าฝ่ายไทยได้รังแกกัมพูชา ทั้งนี้เราต้องไม่ลืมว่าฝ่ายกัมพูชาได้ติดตามข่าวสารจากเมืองไทยอย่างใกล้ชิดและพยายามใช้ความได้เปรียบตรงนี้เพื่อทำให้เรื่องราวของสแกมเมอร์ถูกลดความสำคัญลงไป

จึงมีข้อเสนอเพื่อแก้ปัญหาดังต่อไปนี้

  • 1. นายกรัฐมนตรีต้องสั่งการ และอนุมัติงบประมาณอย่างเร่งด่วนให้มีการติดตั้งกล้องวงจรปิดต่างๆ ซึ่งในปัจจุบันมีราคาที่ถูกลงเป็นอย่างมาก เพื่อให้สามารถที่จะมอนิเตอร์พื้นที่ปฏิบัติการหรือแนวปฏิบัติการได้ตลอด 24 ชั่วโมง ด้านหนึ่งก็จะเป็นการสร้างความปลอดภัยให้กับทหารไทย อีกด้านหนึ่งก็จะได้เห็นกันไปเลยว่าทหารกัมพูชาได้มีการวางทุ่นระเบิดอย่างไรตามแนวชายแดนของประเทศไทย ซึ่งจะเป็นหลักฐานที่สำคัญในการเอาไปบอกกล่าวกับนานาอารยประเทศ
  • 2. งานต่างประเทศต้องทำเรื่องนี้อย่างแข็งขัน เพื่อให้ประเทศต่างๆได้รับรู้ข้อเท็จจริงว่ามีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น ไม่ใช่ให้เขารู้ก่อนจากกัมพูชาแล้วเราค่อยไปแก้ตัวทีหลัง ทำแบบนี้จะสร้างความรู้สึกว่าประเทศไทยแค่เพียงแก้ตัวเท่านั้น
  • 3. เสนอให้เปิดปฏิบัติการเชิงรุกต่อเครือข่ายสแกมเมอร์มากยิ่งขึ้น โดยเน้นเป้าหมายที่บุคคลที่มีความสำคัญหรือความใกล้ชิดต่อรัฐบาลกัมพูชา ไม่ว่าจะเป็นฮุนโต ที่มีความสัมพันธ์เป็นลูกพี่ลูกน้องกับนายกรัฐมนตรีของกัมพูชา เกี่ยวข้องกับ บริษัท ฮุ่ยวัน ซึ่งถูกทางการ FinCEN ของสหรัฐอเมริกาคว่ำบาตรและจับตาอย่างใกล้ชิดในฐานะที่เกี่ยวข้องกับการหลอกลวงที่ผิดกฎหมาย ซึ่งเท่าที่ผมทราบทางการไทยก็มีข้อมูลของบริษัทนี้เช่นเดียวกัน การออกหมายจับ และการยึดอายัดทรัพย์ของฮุนโตจึงเป็นสิ่งที่พึงกระทำเป็นอย่างยิ่ง
  • 4. ตัดแขนตัดขาเครือข่ายที่กำลังทำปฏิบัติการฟอกเงินในประเทศไทย โดยเฉพาะในกรณีของเครือข่ายนายเบน สมิธ ซึ่งเป็นที่ปรึกษาที่ใกล้ชิดของสมเด็จฮุนเซน ใช้พาสปอร์ตทางการทูตของกัมพูชาและเข้าไปเกี่ยวข้องกับการฟอกเงินและแก๊งสแกมเมอร์ในกัมพูชา อีกทั้งยังมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับนักการเมืองไทย รัฐบาลสมควรจะเปิดปฏิบัติการใกล้ชิดในการกวาดล้างเครือข่ายเหล่านี้เพื่อทำให้การฟอกเงินผิดกฎหมายจากกัมพูชาในประเทศไทยถูกทำลายลง นอกจากนี้สำหรับเครือข่ายที่เชื่อมโยงกับนายยิม เลียก ก็สามารถดำเนินการในลักษณะเดียวกันได้ถึงเวลาประเทศไทยทำลายล้างเครือข่ายพวกนี้ให้สิ้นซากได้แล้ว

หวังรัฐบาลเข้าใจ

“ผมหวังว่ารัฐบาลจะมองปัญหาครั้งนี้อย่างเข้าใจ และตีโจทย์เรื่องนี้ได้แตกฉาน และแก้ปัญหาอย่างตรงประเด็น เชื่อว่าแนวทางนี้จะทะลุใจกลางปัญหาที่มีระหว่างไทยและกัมพูชา” นายรังสิมันต์ กล่าว

นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้ออกมาแสดงความเห็นอย่างชัดเจนว่ากัมพูชากำลังใช้การวางทุ่นระเบิดเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากปัญหาอาชญากรรมไซเบอร์ และสแกมเมอร์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์และเศรษฐกิจของกัมพูชาเอง เขาได้เสนอ 4 มาตรการเด็ดขาดเพื่อตัดวงจรฟอกเงินที่เชื่อมโยงกับกลุ่มอาชญากรเหล่านี้ในประเทศไทย

“กัมพูชา” ใช้ทุ่นระเบิดเบี่ยงเบน? โรมเสนอ 4 มาตรการ

มาตรการที่นายรังสิมันต์เสนอมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อนนี้ การติดตั้งกล้องวงจรปิดตามแนวชายแดนจะช่วยเพิ่มความโปร่งใสและสร้างความปลอดภัยให้กับทหารไทย ในขณะเดียวกัน การทำงานร่วมกับนานาชาติเพื่อให้รับรู้ถึงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจะช่วยสร้างแรงกดดันต่อกัมพูชาให้แก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง การเปิดปฏิบัติการเชิงรุกต่อเครือข่ายสแกมเมอร์ และการตัดวงจรฟอกเงินในประเทศไทย จะเป็นการทำลายฐานที่มั่นของกลุ่มอาชญากรเหล่านี้ และส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าประเทศไทยจะไม่ยอมให้มีการใช้ประเทศเป็นที่พักพิงของอาชญากรข้ามชาติ

ทำไมต้องตัดวงจรฟอกเงินที่เชื่อมโยงกับ “กัมพูชา” ใช้ทุ่นระเบิดเบี่ยงเบน?

การฟอกเงินเป็นปัญหาที่ซับซ้อนและส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ การตัดวงจรฟอกเงินที่เชื่อมโยงกับอาชญากรรมข้ามชาติจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อป้องกันไม่ให้ประเทศไทยกลายเป็นแหล่งฟอกเงินของกลุ่มอาชญากรเหล่านี้ การดำเนินการอย่างเด็ดขาดตามมาตรการที่นายรังสิมันต์เสนอ จะช่วยรักษาผลประโยชน์ของชาติ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับนานาชาติว่าประเทศไทยมีความมุ่งมั่นในการต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ

การแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างไทยและกัมพูชาต้องอาศัยความเข้าใจและร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด การที่นายรังสิมันต์ออกมาให้ความเห็นและเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างตรงไปตรงมา ถือเป็นการกระตุ้นให้รัฐบาลไทยตระหนักถึงความสำคัญของปัญหา และเร่งดำเนินการแก้ไขอย่างจริงจัง เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้าน และรักษาผลประโยชน์ของชาติ

ที่มา – “โรม” มั่นใจ “กัมพูชา” กำลังใช้ทุ่นระเบิดเบี่ยงเบนความสนใจ เสนอ 4 มาตรการเด็ดขาดตัดวงจรฟอกเงิน

สส.ไอซ์แฉ! ฟอกเงินดำเป็นขาว ผ่านเว็บลอตเตอรี่

“รักชนก” แฉกลางสภา สารพัดกระบวนการฟอกเงินดำเป็นขาว ผ่านเว็บลอตเตอรี่! การฟอกเงินดำเป็นขาวที่น่าตกใจนี้ เกี่ยวข้องกับการใช้เงินจากสแกมเมอร์เพื่อกว้านซื้อลอตเตอรี่รางวัลที่ 1 สร้างเครือข่ายอินฟลูเอนเซอร์ ตั้งมูลนิธิซื้อของแจกชาวบ้าน หวังผลคะแนนนิยมเพื่อสนับสนุนพรรคการเมือง โดยมีการซัดทอดว่ามี ‘โจร’ อยู่ในรัฐบาล ทำให้การปราบปรามทุนสีเทาไร้ผลอย่างสิ้นเชิง

วันที่ 30 ตุลาคม 2569 น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.กทม. พรรคประชาชน อภิปรายญัตติด่วนเรื่องการปราบปรามเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ แก๊งสแกมเมอร์ว่า ขอตั้งข้อสังเกตประเทศไทยไม่สามารถจัดการสแกมเมอร์ฟอกเงินดำเป็นขาวได้เพราะมีตัวการใหญ่อยู่ในรัฐบาลหรือไม่ พวกเขาใช้ช่องทางหลอกเงินประชาชนด้วยการทำเว็บพนัน และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หลังได้เงินมาแล้วจะนำเงินสีดำไปฟอกเป็นสีขาวในลอตเตอรี่ โดยไปซื้อจากคนที่ถูกรางวัลที่ 1 จำนวน 10-30 ใบ ขอซื้อด้วยราคาสูงกว่าปกติ เพื่อเปลี่ยนเงินดำเป็นเงินขาว ซึ่งเป็นสาเหตุให้พวกเขาพยายามตามหาโควตาลอตเตอรี่หลายแสนใบมาเป็นของตัวเอง จากนั้นเปิดเว็บขายลอตเตอรี่เพื่อให้เข้าถึงผู้ถูกรางวัลได้ง่ายขึ้น นี่คือวิธีการฟอกเงินดำเป็นขาวผ่านโควตาลอตเตอรี่

สส.ไอซ์ แฉกระบวนการฟอกเงินดำเป็นขาว ผ่านเว็บลอตเตอรี่

รวมถึงการฟอกเงินดำเป็นขาวผ่านการตั้งร้านขายของในแพลตฟอร์มต่างๆ เช่น ร้านที่ขายของถูกมากๆ เงินที่ขาดทุนไม่เสียดายเพราะคือเงินที่นำมาฟอกสีขาว นำเงินที่ถูกฟอกไปลงทุนอสังหาริมทรัพย์ ซื้อราคาแพงไม่อั้น ทั้งย่านห้วยขวาง เยาวราช บางส่วนเอาไปปั่นหุ้น เช่น หุ้นบางจาก และพยายามฮุบโครงสร้างพื้นฐานประเทศไทย บางคนเอาเงินเหล่านี้มาทำงานการเมืองเข้าสู่อำนาจรัฐ เอาเงินสีเทาที่ฟอกมาซื้อเสียงเลือกตั้งแบบจ่ายไม่อั้น บางส่วนมาสร้างเครือข่ายอินฟลูเอนเซอร์ ไปตั้งมูลนิธิ ซื้อของแจก ติดไฟ สร้างถนนให้ชาวบ้าน สุดท้ายอินฟลูเอนเซอร์เหล่านี้มีคะแนนนิยม และนำคะแนนนิยมมาสนับสนุนพรรคการเมืองที่ให้ต้นทุนทางสังคมกับตัวเอง

น.ส.รักชนก กล่าวว่า ทั้งหมดนี้ตอบคำถามว่าเหตุใดจึงไม่สามารถจัดการแก๊งสแกมเมอร์ได้ เพราะแก๊งสแกมเมอร์ตัวใหญ่ๆ วันนี้ อาจเข้ามามีอำนาจรัฐแล้ว มีหลายคนในรัฐบาลถูกตั้งข้อสงสัยว่าเทาหรือไม่เทา แต่ไม่ดำเนินการให้ชัดเจน เช่น กรณีของนายวรภัค ธันยาวงษ์ อดีตรมช.คลัง ที่ถูกกล่าวหาเรื่องการฟอกเงินดำเป็นขาวหรือไม่ แม้จะลาออกก็ไม่ควรจบแค่นั้น แต่ต้องสืบสวนว่าสิ่งที่ถูกกล่าวหาเป็นจริงหรือไม่ หรือกรณีของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรมว.เกษตรและสหกรณ์ ที่ถูกกล่าวหาว่าสนิทสนมกับตัวเอ้ของแก๊งสแกมเมอร์ แต่ไม่เคยมาชี้แจงต่อสภาฯ ซึ่งน่าสงสัยว่าคนรอบตัวของ ร.อ.ธรรมนัส มีแต่คนดีๆ จริงหรือไม่ ไม่ใช่แค่นายเบน สมิธ แต่ยังมีนักการเมือง ช. ที่หลายคนกำลังตามหา

การฟอกเงินดำเป็นขาวส่งผลกระทบอย่างไร?

เธอกล่าวเพิ่มเติมว่า เชื่อว่าคนใต้สามารถตัดสินใจได้ว่า คนที่ถูกครหาเช่นนี้สมควรได้รับการสนับสนุนให้มีอำนาจต่อไปหรือไม่ และน่าเสียดายที่ สส.กล้าธรรม ไม่ได้อยู่ในสภาฯ สักคน จึงสามารถอภิปรายได้อย่างเต็มที่โดยไม่มีใครประท้วง การไม่สามารถจัดการปัญหาสแกมเมอร์ได้นั้น เป็นเพราะมี ‘โจร’ อยู่ในรัฐบาลหรือไม่ โจรไม่จับโจร และปกป้องกันเอง ข้อมูลที่มีทั้งหมดพร้อมที่จะมอบให้กับรัฐบาล หากรับปากว่าจะจัดการเรื่องนี้ สิ่งที่รัฐบาลต้องทำคือ นำคนเหล่านี้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม หากพวกเขาสะอาดจริงและไม่ได้ทำผิด ก็ควรได้รับความยุติธรรม แต่ถ้าไม่สะอาดจริง ก็ควรมีคนติดคุก วันใดที่พรรคประชาชนมีอำนาจรัฐ จะไม่มีคนสีเทามากัดกินประเทศไทย

กระบวนการฟอกเงินดำเป็นขาวที่ซับซ้อนนี้ ไม่เพียงแต่บ่อนทำลายความน่าเชื่อถือของระบบการเงิน แต่ยังส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อรัฐบาลอีกด้วย การเร่งแก้ไขปัญหาจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อสร้างสังคมที่โปร่งใสและเป็นธรรม

ที่มา – “สส.ไอซ์” แฉ กระบวนการฟอกเงิน ผ่านเว็บลอตเตอรี่ ฟอกเงินดำเป็นขาว

Scroll to top