เงินช่วยเหลือ

สหรัฐฯ ประกาศ มอบเงินช่วยเหลือ 15.5 ล้านดอลลาร์ หลังแผ่นดินไหวโคลอมเบีย

สวัสดีครับทุกคน วันนี้เรามีข่าวสถานการณ์ภัยพิบัติที่น่าเห็นใจอย่างยิ่งจากฝั่งอเมริกาใต้มาอัปเดตกันครับ เมื่อเร็วๆ นี้ เกิดเหตุแผ่นดินไหวครั้งรุนแรงขนาด 7.4 ในโคลอมเบีย ซึ่งสร้างความเสียหายให้กับชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในพื้นที่อย่างมหาศาล ล่าสุดทาง สหรัฐฯ ประกาศ มอบเงินช่วยเหลือ 15.5 ล้านดอลลาร์ หลังแผ่นดินไหวโคลอมเบีย เพื่อบรรเทาทุกข์ในเบื้องต้นครับ

สหรัฐฯ ประกาศ มอบเงินช่วยเหลือ 15.5 ล้านดอลลาร์ หลังแผ่นดินไหวโคลอมเบีย

เหตุการณ์แผ่นดินไหวในครั้งนี้ส่งผลกระทบวงกว้าง โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองซานโฮเซเดลปัลมาร์ จังหวัดโชโก ด้วยระดับความลึกกว่า 100 กิโลเมตร แรงสั่นสะเทือนที่รุนแรงทำให้ยอดผู้เสียชีวิตพุ่งสูงถึง 111 ราย และยังมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกจำนวนมาก ทางการสหรัฐฯ จึงได้รีบส่งความช่วยเหลือทันทีเพื่อสนับสนุนรัฐบาลโคลอมเบียในการกู้ภัย

รายละเอียดการสนับสนุนและความคืบหน้าของสถานการณ์

เงินทุนจำนวน 15.5 ล้านดอลลาร์ที่ สหรัฐฯ ประกาศ มอบเงินช่วยเหลือ 15.5 ล้านดอลลาร์ หลังแผ่นดินไหวโคลอมเบีย นั้น จะถูกนำไปใช้ในวัตถุประสงค์ที่เร่งด่วนดังนี้:

  • จัดหาที่พักพิงชั่วคราวให้ผู้ไร้ที่อยู่อาศัย
  • จัดเตรียมอาหารและน้ำสะอาดเพื่อการอุปโภคบริโภค
  • สนับสนุนภารกิจการคุ้มครองและการช่วยเหลือทางการแพทย์
  • การประเมินความเสียหายเชิงโครงสร้างในพื้นที่ประสบภัย

ในขณะนี้ ภารกิจกู้ภัยยังคงดำเนินไปอย่างเข้มข้น เจ้าหน้าที่ต้องเร่งแข่งกับเวลาเพื่อค้นหาผู้รอดชีวิตที่ติดอยู่ใต้ซากปรักหักพัง โดยเฉพาะกรณีที่น่าเศร้าสลดใจคือโรงพยาบาลในเมืองกาลิที่พังทลายลงมาบางส่วน ทำให้มีทั้งคนไข้และเจ้าหน้าที่ติดอยู่ภายในอาคาร ทางการท้องถิ่นกำลังระดมกำลังเข้าช่วยเหลืออย่างเต็มที่ครับ

เหตุการณ์ในครั้งนี้ถือเป็นบททดสอบครั้งสำคัญของโคลอมเบีย การได้รับความร่วมมือระดับนานาชาติถือเป็นเรื่องที่ดีและจำเป็นมากในยามวิกฤต หวังว่าสถานการณ์จะคลี่คลายลงโดยเร็วและไม่มีความสูญเสียเพิ่มขึ้นไปมากกว่านี้ครับ สำหรับเพื่อนๆ ที่ต้องการติดตามความช่วยเหลือหรือสถานการณ์ในพื้นที่อย่างใกล้ชิด สามารถติดตามได้จากสำนักข่าวต่างประเทศที่เชื่อถือได้นะครับ

ที่มา – สหรัฐฯ ประกาศ มอบเงินช่วยเหลือ 15.5 ล้านดอลลาร์ หลังแผ่นดินไหวโคลอมเบีย

ญี่ปุ่นจ่อลดภาษีบริโภค หมวดอาหาร-เครื่องดื่ม เหลือ 1% นาน 2 ปี

ข่าวใหญ่ในแวดวงเศรษฐกิจเอเชียเมื่อเร็วๆ นี้ คงหนีไม่พ้นเรื่องที่รัฐบาลญี่ปุ่นกำลังวางแผนเด็ดเพื่อช่วยประชาชนสู้กับภาวะเงินเฟ้อ โดยนายกรัฐมนตรี ซานาเอะ ทาคาอิจิ ได้ออกมาประกาศเตรียมดำเนินมาตรการ ญี่ปุ่นจ่อลดภาษีบริโภค หมวดอาหาร-เครื่องดื่ม เหลือ 1% นาน 2 ปี ซึ่งถือเป็นข่าวดีของทั้งนักท่องเที่ยวและชาวญี่ปุ่นเองที่จะได้รับอานิสงส์นี้เต็มๆ

รายละเอียดมาตรการ ญี่ปุ่นจ่อลดภาษีบริโภค หมวดอาหาร-เครื่องดื่ม เหลือ 1% นาน 2 ปี

การปรับลดภาษีในครั้งนี้จะเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เดือนเมษายนปี 2570 เป็นต้นไป โดยเป็นการลดจากอัตราปกติ 8% เหลือเพียง 1% เท่านั้น ซึ่งนับเป็นปรากฏการณ์ครั้งแรกนับตั้งแต่มีการเริ่มเก็บภาษีการบริโภคในญี่ปุ่นเมื่อปี 2532 เลยทีเดียว นอกจากนี้ รัฐบาลยังเตรียมแจกเงินสดให้กับกลุ่มผู้มีรายได้น้อยถึงปานกลางอีกด้วย เพื่อให้ภาระภาษีในทางปฏิบัติเหลือเท่ากับ 0% ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนจากวิกฤตค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้น

ทำไมต้อง 1% ไม่ใช่ 0% อย่างที่หาเสียงไว้?

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมสูตรสำเร็จถึงจบลงที่ 1% ทางรัฐบาลได้ให้เหตุผลที่น่าสนใจว่า ระบบแคชเชียร์ในร้านค้าปลีกส่วนใหญ่ยังไม่รองรับตัวเลข 0% ซึ่งต้องใช้เวลานานในการปรับปรุง ดังนั้นการใช้ตัวเลข 1% ควบคู่ไปกับการแจกเงินเยียวยาจึงเห็นผลรวดเร็วกว่าและตอบโจทย์ปัญหาปากท้องได้ทันท่วงทีมากกว่าในระยะสั้น

  • ระยะเวลาโครงการ: 2 ปี ตั้งแต่เมษายน 2570 – 2572
  • เป้าหมายหลัก: ลดภาระค่าใช้จ่ายหมวดอาหารและเครื่องดื่ม
  • มาตรการเสริม: แจกเงินสดช่วยผู้มีรายได้น้อย-ปานกลาง
  • อนาคต: จะมีการปฏิรูประบบสวัสดิการใหม่ในปี 2572

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์หลายฝ่ายยังคงจับตามองนโยบายญี่ปุ่นจ่อลดภาษีบริโภค หมวดอาหาร-เครื่องดื่ม เหลือ 1% นาน 2 ปี นี้อย่างใกล้ชิด เพราะมีความท้าทายหลายด้านไม่ว่าจะเป็นเรื่องงบประมาณที่ต้องสูญเสียไปถึง 10 ล้านล้านเยน ซึ่งส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางการคลัง รวมถึงคำถามที่ว่าเมื่อสิ้นสุดโครงการในปี 2572 ราคาอาหารจะพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรงหรือไม่เมื่อภาษีถูกปรับกลับมาที่ 8% ตามเดิม

สำหรับใครที่วางแผนจะไปเที่ยวญี่ปุ่นในช่วงนั้น นี่ถือเป็นช่วงเวลาที่ทองคำสำหรับการประหยัดงบค่ากินอยู่เลยทีเดียว แต่อย่าลืมติดตามการอัปเดตข่าวสารจากทางการญี่ปุ่นอย่างต่อเนื่อง เพราะสถานการณ์ทางการเมืองและการเงินในญี่ปุ่นช่วงนี้มีความผันผวนสูงพอสมควรครับ

ที่มา – ญี่ปุ่นจ่อลดภาษีบริโภค หมวดอาหาร-เครื่องดื่ม เหลือ 1% นาน 2 ปี

ครม. เว้นภาษีเงินได้ “ทหารเออร์ลี่” แจกเงินก้อนเต็มเม็ดเต็มหน่วย

สวัสดีครับทุกท่าน วันนี้มีข่าวดีสำหรับพี่น้องข้าราชการทหารที่กำลังวางแผนเรื่องชีวิตหลังเกษียณมาฝากกันครับ ล่าสุดรัฐบาลได้มีมติสำคัญที่ส่งผลบวกโดยตรงกับผู้ที่จะเข้าร่วมโครงการเกษียณอายุราชการก่อนกำหนด หรือที่เรียกกันติดปากว่าโครงการเออร์ลี่รีไทร์นั่นเอง โดยมีรายละเอียดเรื่อง ครม. เว้นภาษีเงินได้ “ทหารเออร์ลี่” แจกเงินก้อนเต็มเม็ดเต็มหน่วย ซึ่งถือเป็นข่าวดีที่หลายคนรอคอยเลยทีเดียว

ครม. เว้นภาษีเงินได้ “ทหารเออร์ลี่” แจกเงินก้อนเต็มเม็ดเต็มหน่วย

การตัดสินใจครั้งนี้ของคณะรัฐมนตรีเป็นการอนุมัติหลักการเพื่อยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้กับทหารที่เข้าโครงการฯ ในช่วงปีงบประมาณ 2568–2570 ซึ่งครอบคลุมทั้งเงินช่วยเหลือและเงินจากกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ทำให้ผู้เข้าร่วมโครงการได้รับเงินก้อนกลับไปใช้จ่ายหรือวางแผนเกษียณได้อย่างเต็มจำนวนโดยไม่ต้องหักภาษีครับ

เหตุผลและเป้าหมายของมาตรการ ครม. เว้นภาษีเงินได้ “ทหารเออร์ลี่” แจกเงินก้อนเต็มเม็ดเต็มหน่วย

เป้าหมายหลักของการที่ ครม. เว้นภาษีเงินได้ “ทหารเออร์ลี่” แจกเงินก้อนเต็มเม็ดเต็มหน่วย ในครั้งนี้ คือการสนับสนุนนโยบายปรับโครงสร้างกำลังพลภาครัฐให้มีประสิทธิภาพ ลดความซ้ำซ้อนของตำแหน่งระดับสูง และลดภาระงบประมาณระยะยาวของประเทศ โดยเงื่อนไขเบื้องต้นสำหรับผู้ที่จะเข้าร่วมโครงการมีดังนี้ครับ:

  • เป็นข้าราชการทหารยศพันเอก, นาวาเอก, นาวาอากาศเอกขึ้นไป
  • มีอายุตัวตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป
  • มีอายุราชการไม่น้อยกว่า 25 ปี
  • มีเวลาเหลือถึงเกษียณอายุราชการจริงไม่น้อยกว่า 2 ปี

สำหรับสิทธิประโยชน์ที่ผู้เข้าร่วมจะได้รับนั้น ถือว่าเป็นเงินก้อนใหญ่ที่จะช่วยสร้างความมั่นคงให้ชีวิตหลังเกษียณได้เป็นอย่างดี โดยเงินช่วยเหลือจะอยู่ที่ 7-10 เท่าของเงินเดือนเดือนสุดท้ายรวมเงินประจำตำแหน่ง ซึ่งการที่รัฐบาลใจป้ำยกเว้นภาษีให้แบบนี้นับว่าเป็นการช่วยเหลือข้าราชการที่ทำงานหนักมาตลอดชีวิตได้อย่างดีเยี่ยมครับ

แม้รัฐบาลอาจต้องสูญเสียรายได้จากภาษีรวมประมาณ 120 ล้านบาทในช่วง 3 ปีนี้ แต่หากมองในมุมบริหารจัดการ ถือว่าคุ้มค่ามากเพราะช่วยให้องค์กรมีความคล่องตัวขึ้น ส่วนตัวผมมองว่ามาตรการนี้คือจุดเปลี่ยนที่ดีสำหรับทหารระดับสูงที่ต้องการไปวางแผนทำธุรกิจส่วนตัวหรือพักผ่อนกับครอบครัว โดยมีเงินก้อนนี้เป็นทุนสำรองที่อุ่นใจเพราะไม่ต้องกังวลเรื่องภาษีหัก ณ ที่จ่ายครับ

หวังว่าข้อมูลนี้จะเป็นประโยชน์ต่อการวางแผนชีวิตของพี่ๆ ทหารทุกท่าน ใครที่กำลังตัดสินใจอยู่ถือว่าเป็นโอกาสที่ดีมากครับ ให้เตรียมเอกสารและสอบถามรายละเอียดกับต้นสังกัดเพื่อให้ได้รับสิทธิประโยชน์ครบถ้วนที่สุดครับ

ที่มา – ครม. เว้นภาษีเงินได้ “ทหารเออร์ลี่” แจกเงินก้อนเต็มเม็ดเต็มหน่วย

Spirit Airlines ประกาศ “ปิดกิจการ” เซ่นพิษสงครามอิหร่าน

Spirit Airlines ประกาศ “ปิดกิจการ” เซ่นพิษสงครามอิหร่าน สร้างความตกใจให้กับวงการการบินทั่วโลก สายการบินต้นทุนต่ำชื่อดังจากสหรัฐฯ ต้องยุติการดำเนินงานท่ามกลางวิกฤตราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

Spirit Airlines ประกาศ “ปิดกิจการ” เซ่นพิษสงครามอิหร่าน

ข่าวร้ายมาถึงในวันเสาร์ที่ 2 พฤษภาคม 2569 เมื่อ Spirit Airlines สายการบินราคาประหยัดที่กำลังเผชิญภาวะล้มละลาย ประกาศปิดตัวอย่างเป็นทางการ นับเป็นสายการบินรายแรกที่ล้มละลายจากผลกระทบโดยตรงของ “สงครามอิหร่าน” หลังจากเจรจาขอความช่วยเหลือจากรัฐบาลสหรัฐฯ ไม่สำเร็จ แม้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะเสนอแพ็กเกจช่วยเหลือ 500 ล้านดอลลาร์ แต่也被คัดค้านจากเจ้าหนี้และสมาชิกสภาคองเกรส

สาเหตุหลักมาจากราคาเชื้อเพลิงเครื่องบินที่พุ่งสูงขึ้นสองเท่า เนื่องจากสงครามที่เริ่มต้นตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ เมื่อสหรัฐฯ และอิสราเอลโจมตีอิหร่าน ทำให้เตหะรานปิดช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก ส่งผลให้เกิดวิกฤตพลังงานครั้งใหญ่ คล้ายกับช่วงโควิด-19 แต่รุนแรงยิ่งกว่า

ผลกระทบจากสงครามอิหร่านต่อ Spirit Airlines

ก่อนหน้านี้ Spirit Airlines ก็มีปัญหาการทำกำไรอยู่แล้ว โดยเฉพาะหลังโควิดที่ผู้โดยสารหันไปนิยมบริการที่สะดวกสบายมากขึ้น แทนที่จะเลือก ultra-low-cost ที่ต้องจ่ายเพิ่มสำหรับกระเป๋าและที่นั่ง แต่พิษสงครามอิหร่านมาซ้ำเติม ทำให้ต้นทุนพุ่งไม่ไหว

  • ราคาน้ำมัน航空พุ่ง 2 เท่าใน 2 เดือน
  • เที่ยวบินทั้งหมดยกเลิก ผู้โดยสารอย่ามาสนามบิน
  • เดิมมีเที่ยวบิน 4,119 เที่ยวต่อเดือน 809,638 ที่นั่ง
  • หุ้นร่วง 25% ในตลาด OTC

บริษัทแถลงว่า “แม้พยายามเต็มที่ แต่ราคาน้ำมันและแรงกดดันธุรกิจส่งผลกระทบหนัก” สายการบินนี้เคยครองส่วนแบ่งตลาด 5% และช่วยกดราคาตั๋วให้ต่ำในสหรัฐฯ

คู่แข่งได้ประโยชน์จาก Spirit Airlines ประกาศ “ปิดกิจการ”

การปิดตัวของ Spirit ส่งผลดีต่อ JetBlue Airways และ Frontier Airlines ที่กำลังเจอปัญหาคล้ายกัน หุ้น Frontier พุ่ง 10% JetBlue +4% JetBlue ประกาศขยายเส้นทางจากฟอร์ต ลอเดอร์เดล ฐานหลักของ Spirit เพิ่ม 11 เมืองใหม่และเพิ่มความถี่

ทรัมป์ยืนยันว่าเสนอช่วยสุดท้าย แต่ต้องคำนึงผลประโยชน์ชาติ “ถ้าทำได้และเป็นข้อตกลงดี เราจะทำ” เขากล่าว

วิกฤตนี้เตือนใจอุตสาหกรรมการบินทั่วโลก โดยเฉพาะสายการบิน low-cost ที่พึ่งพาน้ำมันมาก ราคาน้ำมันที่พุ่งอาจทำให้เกิด domino effect หากสงครามยืดเยื้อ

สำหรับนักเดินทาง แนะนำตรวจสอบตั๋วและเลือกสายการบินที่มั่นคงมากขึ้น อนาคตการบินอาจเปลี่ยนไป ลองติดตามข่าวอัปเดตเพื่อวางแผนการเดินทางให้ปลอดภัย

ที่มา – Spirit Airlines ประกาศ “ปิดกิจการ” เซ่นพิษสงครามอิหร่าน

ปชป. โวย 6 เดือนเยียวยาน้ำท่วมอืด ทวงงบ 1,000 ล้าน

หลังจากเกิดน้ำท่วมหนักในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะจังหวัดสงขลา ชาวบ้านจำนวนมากยังคงรอคอยการเยียวยาจากรัฐบาลอย่างใจจดใจจ่อ ล่าสุด ปชป. โวย 6 เดือนเยียวยาน้ำท่วมอืด หลังผ่านไปครึ่งปีแล้ว แต่เงินช่วยเหลือยังไม่ถึงมือครบถ้วน ส.ส.ศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง จากพรรคประชาธิปัตย์ ได้เปิดโฉมหน้าทวงถามในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร เรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรัดการจ่ายเงิน โดยเฉพาะงบประมาณซ่อมแซมบ้านเรือนกว่า 1,000 ล้านบาท และเงินเยียวยาเกษตรกรที่ค้างจ่าย

ปชป. โวย 6 เดือนเยียวยาน้ำท่วมอืด

เหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่เมื่อปลายปีที่ผ่านมา สร้างความเสียหายรุนแรงให้กับครัวเรือนนับหมื่นรายในภาคใต้ โดยเฉพาะสงขลาที่ได้รับผลกระทบหนัก บ้านเรือนพังพินาศ สัตว์เลี้ยงจมน้ำตาย พืชผลเสียหาย แต่ที่ทำให้ประชาชนเดือดร้อนยิ่งกว่าคือความล่าช้าของระบบราชการในการเยียวยา ปชป. โวย 6 เดือนเยียวยาน้ำท่วมอืด เพราะแม้รัฐบาลจะอนุมัติงบประมาณซ่อมแซมบ้านเรือนจำนวน 1,098 ล้านบาท ครอบคลุม 60,000 ครัวเรือนแล้ว แต่การดำเนินการกลับเชื่องช้า ไม่มีกำหนดการโอนเงินที่ชัดเจน ชาวบ้านบางรายที่บ้านพังหนัก กลับได้รับเงินเยียวยาน้อยเกินจริง ไม่พอสำหรับการซ่อมแซม

ส.ส.ประชาธิปัตย์ย้ำถึงปัญหาหลักๆ ที่เกิดขึ้น ดังนี้

  • ข้อมูลผู้ประสบภัยตกหล่น ทำให้บางครัวเรือนไม่ได้รับสิทธิ์
  • วงเงินเยียวยาไม่สอดคล้องกับความเสียหายจริง
  • ขั้นตอนราชการยุ่งยาก ล่าช้าเกิน 6 เดือน
  • ไม่มีช่องทางร้องเรียนที่สะดวกสำหรับผู้ได้รับผลกระทบ

เพื่อแก้ไขปัญหา ส.ส.ศักดิ์สิทธิ์เรียกร้องให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เปิดไทม์ไลน์จ่ายเงินชัดเจน และจัดตั้งช่องทางร้องเรียนสำหรับผู้ที่ข้อมูลคลาดเคลื่อนหรือได้รับเงินไม่เป็นธรรม ชาวบ้านที่รอคอยด้วยความหวัง ไม่อยากให้ความช่วยเหลือกลายเป็นภาระที่ต้องไล่ตามอีกต่อไป

ทวงงบซ่อมบ้าน 1,000 ล้าน จี้จ่ายเงินเกษตรกรด่วน

นอกจากปัญหาที่อยู่อาศัยแล้ว กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ในสงขลากว่า 1,725 ราย ยังไม่ได้รับเงินเยียวยาแม้แต่บาทเดียว แม้ความเสียหายรวมจะสูงถึง 114 ล้านบาท เกษตรกรเหล่านี้สูญเสียสัตว์เศรษฐกิจไปจำนวนมาก ไม่มีทุนหมุนเวียนในการเริ่มต้นใหม่ ส.ส.ปชป. จึงจี้กรมปศุสัตว์และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เร่งกำหนดกรอบเวลาจ่ายเงินที่ชัดเจน เพื่อให้เกษตรกรสามารถฟื้นฟูอาชีพได้ทันท่วงที

ความล่าช้านี้ไม่เพียงสร้างความทุกข์ยากให้ประชาชนเท่านั้น แต่ยังกระทบต่อเศรษฐกิจท้องถิ่น โดยเฉพาะภาคเกษตรที่เป็นเส้นเลือดใหญ่ของสงขลา หากรัฐบาลปล่อยให้ยืดเยื้อต่อไป ความเชื่อมั่นในระบบบรรเทาภัยอาจสั่นคลอน น้ำท่วมเป็นภัยพิบัติที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง การมีกลไกเยียวยาที่รวดเร็วและโปร่งใสจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนต้องลำบากซ้ำซ้อน

ในมุมมองของผู้เขียน การที่ ปชป. โวย 6 เดือนเยียวยาน้ำท่วมอืด ถือเป็นสัญญาณเตือนให้รัฐบาลปรับปรุงระบบราชการให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ควรนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาช่วย เช่น แอปพลิเคชันยื่นขอเยียวยาออนไลน์ เพื่อลดขั้นตอนและเพิ่มความโปร่งใส หากทำได้ ชาวบ้านจะได้รับความช่วยเหลืออย่างแท้จริง

คุณคิดอย่างไรกับปัญหานี้? รัฐบาลควรเร่งแก้ไขอย่างไรเพื่อไม่ให้เกิดซ้ำ แชร์ความเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวสารการเมืองและภัยพิบัติจากเรา เพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุด!

ที่มา – ปชป. โวย 6 เดือนเยียวยาน้ำท่วมอืด ทวงงบซ่อมบ้าน 1,000 ล้าน จี้จ่ายเงินเกษตรกรด่วน

นายกฯ เผย ไทยช่วยไทยพลัส แจก 4,000 บาท เริ่ม มิ.ย.

ข่าวดีกำลังมา! นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ได้เผยความคืบหน้าของโครงการ ไทยช่วยไทยพลัส ที่จะช่วยเหลือประชาชนชาวไทยให้มีกำลังใจในการใช้ชีวิตท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจที่ผันผวน โดยเฉพาะผลกระทบจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง โครงการนี้จะแจกเงินช่วยเหลือคนละ 4,000 บาท แบ่งจ่ายเดือนละ 1,000 บาท เป็นเวลา 4 เดือน และคาดว่าจะเริ่มจ่ายจริงในเดือนมิถุนายนนี้

ไทยช่วยไทยพลัส

โครงการ ไทยช่วยไทยพลัส ถือเป็นการต่อยอดจากโครงการคนละครึ่งพลัสที่เคยประสบความสำเร็จอย่างมากในอดีต ซึ่งเป็นนโยบายหลักที่พรรคภูมิใจไทยใช้หาเสียงเลือกตั้ง ครั้งแรกเริ่มต้นเป็นโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น เพียง 4 เดือน แต่ได้รับการตอบรับดีเยี่ยมจากประชาชน ทำให้เกิดกระแสเรียกร้องให้มีเฟสต่อไป ทว่าแล้วการยุบสภาทำให้โครงการต้องหยุดชะงัก วันนี้รัฐบาลใหม่จึงนำกลับมาพัฒนาใหม่ โดยเปลี่ยนชื่อเป็น ไทยช่วยไทยพลัส เพื่อเน้นการช่วยเหลือโดยตรง แทนการแบ่ง 50:50 แบบเดิม

กำหนดการไทยช่วยไทยพลัส เข้าครม. พฤษภาคม

ตามที่ นายกฯ อนุทิน ระบุไว้ในการให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2567 โครงการ ไทยช่วยไทยพลัส จะเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายในเดือนพฤษภาคมนี้ เพื่อให้ทันเริ่มดำเนินการในเดือนมิถุนายน โดย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นผู้รับผิดชอบหลักในการจัดสรรงบประมาณและกำหนดรายละเอียดการจ่ายเงิน

  • จ่ายเงินเดือนละ 1,000 บาท
  • รวมทั้งหมด 4 เดือน = 4,000 บาทต่อราย
  • เริ่มเสนอครม. พฤษภาคม 2567
  • เริ่มจ่ายจริง มิถุนายน 2567
  • เน้นช่วยเหลือประชาชนให้เงินไหลเวียนสู่เศรษฐกิจฐานราก

นายกรัฐมนตรียังย้ำว่าตนพร้อมสนับสนุนโครงการนี้ในหลักการ แต่รายละเอียดการลงทะเบียนและคุณสมบัติผู้รับสิทธิ์ ควรสอบถามโดยตรงจากกระทรวงการคลัง เพื่อให้การดำเนินงานราบรื่น

ประโยชน์ของโครงการไทยช่วยไทยพลัส

โครงการนี้ไม่ใช่แค่แจกเงิน แต่เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจจากฐานราก โดยเงินที่แจกจะไหลเข้าสู่ร้านค้าปลีก ร้านอาหาร และผู้ประกอบการรายย่อย ทำให้เกิดการหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไทย จากประสบการณ์โครงการคนละครึ่งเดิมที่ช่วยพยุงเศรษฐกิจช่วงโควิด-19 ได้อย่างดี ไทยช่วยไทยพลัส จะยิ่งตอบโจทย์มากขึ้นในยุคที่ราคาน้ำมันและสินค้าพุ่งสูงจากความขัดแย้งระหว่างประเทศ

ประชาชนจำนวนมากต่างรอคอย โดยเฉพาะกลุ่มรายได้น้อยและผู้ได้รับผลกระทบจากการว่างงาน คาดว่าโครงการนี้จะครอบคลุมผู้ที่มีคุณสมบัติคล้ายโครงการคนละครึ่ง เช่น บัตรประชาชนไทย อายุ 16 ปีขึ้นไป และไม่จำกัดอาชีพ แต่ต้องรอประกาศอย่างเป็นทางการ

วิธีลงทะเบียนไทยช่วยไทยพลัส

ยังไม่มีการเปิดลงทะเบียนอย่างเป็นทางการ แต่จากข้อมูลเบื้องต้น คาดว่าจะใช้ระบบออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ www.thaikhaothai.com หรือแอปพลิเคชันเป๋าตัง เหมือนโครงการก่อนหน้า ผู้สนใจควรเตรียมบัตรประชาชนและสมาร์ทโฟนให้พร้อม เพื่อไม่ให้พลาดสิทธิ์ ติดตามอัพเดทได้ที่เว็บไซต์กระทรวงการคลัง

นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีแผนเชื่อมโยงกับมาตรการอื่นๆ เช่น ลดราคาน้ำมันหรือสินค้าจำเป็น เพื่อให้ประชาชนมีชีวิตที่ดีขึ้น โครงการ ไทยช่วยไทยพลัส จึงเป็นสัญญาณบวกที่แสดงถึงความใส่ใจของรัฐบาลต่อประชาชน

ในมุมมองของผู้เขียน โครงการนี้จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนได้ทันท่วงที และหากดำเนินการได้ดี จะเป็นต้นแบบสำหรับมาตรการช่วยเหลือในอนาคต อย่างไรก็ตาม ประชาชนควรใช้เงินอย่างมีสติเพื่อสร้างประโยชน์สูงสุด

เรียกร้องให้คุณ! แชร์ข่าวนี้ให้เพื่อนๆ รู้ เพื่อไม่ให้ใครพลาดสิทธิ์ และติดตามบล็อกของเราเพื่ออัพเดทข่าวสารเศรษฐกิจล่าสุด

ที่มา – นายกฯ เผย ไทยช่วยไทยพลัส แจก 4,000 บาท เข้า ครม. ภายใน พ.ค. นี้ เริ่มจ่ายจริง มิ.ย.

ญี่ปุ่นอัดฉีด 1 หมื่นล้านดอลลาร์ ช่วยเอเชียรับมือวิกฤตราคาน้ำมันพุ่ง

ญี่ปุ่นอัดฉีด 1 หมื่นล้านดอลลาร์ ช่วยเอเชียรับมือวิกฤตราคาน้ำมันพุ่ง ที่กำลังเป็นประเด็นร้อนในภูมิภาคเอเชีย โดยเฉพาะหลังจากเกิดวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซที่ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานพลังงานทั่วโลก นายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ ของญี่ปุ่น ได้ประกาศมาตรการช่วยเหลือครั้งใหญ่ โดยจัดสรรเงินจำนวน 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 3.19 แสนล้านบาท เพื่อสนับสนุนชาติพันธมิตรในเอเชีย รวมถึงประเทศไทย ในการสร้างความมั่นคงทางพลังงานและเพิ่มการสำรองน้ำมันดิบ

ญี่ปุ่นอัดฉีด 1 หมื่นล้านดอลลาร์ ช่วยเอเชียรับมือวิกฤตราคาน้ำมันพุ่ง

การประกาศครั้งนี้เกิดขึ้นหลังการประชุมทางไกลระหว่างผู้นำญี่ปุ่นกับกลุ่มอาเซียนและประเทศพันธมิตร เช่น ไทย ออสเตรเลีย อินเดีย และเกาหลีใต้ นางซานาเอะ ทาคาอิจิ ระบุว่า ญี่ปุ่นมีความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจอย่างลึกซึ้งกับเอเชียผ่านห่วงโซ่อุปทาน หากเกิดการขาดแคลนน้ำมัน จะกระทบเศรษฐกิจญี่ปุ่นโดยตรง โดยเฉพาะการผลิตสินค้าที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลาง

รายละเอียดเงินช่วยเหลือและการนำไปใช้

เงินช่วยเหลือ 1 หมื่นล้านดอลลาร์นี้ จะอยู่ในรูปแบบเงินกู้ต่ำดอกเบี้ยผ่านธนาคารเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (JBIC) เพื่อให้ประเทศเอเชียสามารถจัดซื้อน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม รวมถึงขยายคลังน้ำมันสำรอง มูลค่านี้เทียบเท่าน้ำมันดิบ 1.2 พันล้านบาร์เรล ซึ่งครอบคลุมการนำเข้าทั้งปีของอาเซียน ญี่ปุ่นกังวลว่าประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีคลังสำรองจำกัด อาจขาดเงินชำระค่าน้ำมันที่ราคาพุ่งสูง ส่งผลให้การผลิตเวชภัณฑ์และอุปกรณ์การแพทย์หยุดชะงัก

  • รูปแบบ: เงินกู้สำหรับซื้อน้ำมันและขยายคลังสำรอง
  • ผู้รับ: อาเซียนและพันธมิตร เช่น ไทย อินโดนีเซีย เวียดนาม
  • ไม่กระทบญี่ปุ่น: ไม่ใช่การแจกน้ำมันจากคลังสำรองญี่ปุ่น

วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซที่ถูกปิดล้อม ทำให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เอเชียซึ่งพึ่งพาเส้นทางนี้มากที่สุด จึงได้รับผลกระทบหนัก ผู้นำจาก 15 ประเทศ ได้แก่ ไทย ออสเตรเลีย บังกลาเทศ บรูไน กัมพูชา ติมอร์-เลสเต อินเดีย อินโดนีเซีย ลาว มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ เกาหลีใต้ ศรีลังกา และเวียดนาม ได้ออกแถลงการณ์ร่วมกัน เน้นย้ำความสำคัญของการรักษาความปลอดภัยเส้นทางเดินเรือ

ผลกระทบต่อประเทศไทยและโอกาสที่ได้รับ

สำหรับประเทศไทย ญี่ปุ่นอัดฉีด 1 หมื่นล้านดอลลาร์ ช่วยเอเชียรับมือวิกฤตราคาน้ำมันพุ่ง นี้ จะช่วยเสริมคลังน้ำมันสำรองของไทยที่ยังจำกัด ป้องกันการขาดแคลนเชื้อเพลิงที่อาจกระทบอุตสาหกรรมยานยนต์และการส่งออก ไทยซึ่งเป็นฐานผลิตสำคัญของญี่ปุ่น จะได้รับประโยชน์โดยตรงในการรักษาห่วงโซ่การผลิต นอกจากนี้ ยังช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนราคาน้ำมันโลก

ญี่ปุ่นเองมีคลังสำรองน้ำมันสูงถึง 240 วัน ซึ่งสูงกว่ามาตรฐานสากล เพื่อรับมือการพึ่งพานำเข้าจากตะวันออกกลาง 95% มาตรการนี้จึงเป็นการลงทุนเชิงกลยุทธ์เพื่อความมั่นคงร่วมกัน

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ ญี่ปุ่นอัดฉีด 1 หมื่นล้านดอลลาร์ ช่วยเอเชียรับมือวิกฤตราคาน้ำมันพุ่ง จะเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความยืดหยุ่นทางพลังงานภูมิภาค ลดการพึ่งพาตะวันออกกลาง และส่งเสริมการกระจายแหล่งนำเข้า ผู้ประกอบการไทยควรติดตามและเตรียมแผนสำรองพลังงานเพื่อรับมือวิกฤตต่อไป หากสนใจข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดตามข่าวสารพลังงานโลกกับเราได้

ที่มา – ญี่ปุ่นอัดฉีด 1 หมื่นล้านดอลลาร์ ช่วยเอเชียรับมือวิกฤตราคาน้ำมันพุ่ง

สส.สงขลา ภูมิใจไทย หนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำฟื้นน้ำท่วมหาดใหญ่

หลังจากเหตุน้ำท่วมใหญ่ในหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เมื่อปลายปี 2568 ที่สร้างความเสียหายมหาศาลต่อประชาชนและผู้ประกอบการ สส.สงขลา ภูมิใจไทย จึงไม่นิ่งนอนใจ ร่วมกันยื่นหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อผลักดันมาตรการช่วยเหลือที่เป็นรูปธรรม โดยเฉพาะ สส.สงขลา ภูมิใจไทย หนุนมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ฟื้นฟูหลังน้ำท่วมหาดใหญ่ ซึ่งจะช่วยให้ธุรกิจฟื้นตัวได้เร็วขึ้น

สส.สงขลา ภูมิใจไทย หนุนมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ฟื้นฟูหลังน้ำท่วมหาดใหญ่

วันที่ 11 มีนาคม 2569 นายสรรเพชญ บุญญามณี สส.สงขลา พรรคภูมิใจไทย พร้อมด้วยสส.เขต 3, 6 และ 7 ได้รวมพลังยื่นข้อเสนอสำคัญต่อหน่วยงานรัฐ หลังรับฟังปัญหาจากพี่น้องประชาชนในอำเภอหาดใหญ่ที่ประสบอุทกภัยหนัก สร้างความเสียหายต่อบ้านเรือน ทรัพย์สิน และกิจการค้าขายมากมาย ประชาชนจำนวนมากยังรอคอยมาตรการเยียวยาที่ชัดเจน โดยเฉพาะด้านการเงินสำหรับผู้ประกอบการ

สส.สงขลา ภูมิใจไทย หนุนมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ฟื้นฟูหลังน้ำท่วมหาดใหญ่ ด้วยเงื่อนไขพิเศษ

ข้อเสนอหลักคือการขยายวงเงิน Soft Loan หรือสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ จากเดิมไม่เกิน 1 ล้านบาทต่อราย เป็นสูงสุด 40 ล้านบาทต่อราย เพื่อให้ครอบคลุมความเสียหายจริงในพื้นที่หาดใหญ่ที่เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของภาคใต้ นอกจากนี้ ยังผ่อนปรนเงื่อนไข โดยให้ภาคเอกชนหรือสมาคมรับรองผู้กู้อย่างน้อย 2 แห่ง แม้จะมีปัญหาเครดิตบูโร เพื่อเปิดโอกาสให้ทุกคนเข้าถึงทุน

เงื่อนไขดอกเบี้ยที่เป็นมิตรมาก: 6 เดือนแรกปลอดดอกเบี้ยทั้งหมด จากนั้นเดือนที่ 7 ถึงปีที่ 5 ใช้อัตราดอกเบี้ยคงที่เพียง 1.5% ต่อปี ซึ่งจะช่วยลดภาระหนี้และให้เวลาฟื้นฟูกิจการได้อย่างยั่งยืน มาตรการนี้ตอบโจทย์ผู้ประกอบการค้าปลีก โรงแรม และธุรกิจท้องถิ่นที่ได้รับผลกระทบหนักสุด

  • วงเงินกู้สูงสุด 40 ล้านบาทต่อราย
  • ปลอดดอกเบี้ย 6 เดือนแรก
  • ดอกเบี้ย 1.5% ต่อปี ปีที่ 1-5
  • รับรองโดยสมาคมเอกชน 2 แห่ง แทนเครดิตบูโร
  • ผ่านสถาบันการเงินของรัฐ

ผลกระทบน้ำท่วมหาดใหญ่และความจำเป็นของมาตรการ

น้ำท่วมครั้งนี้ทำให้หาดใหญ่ซึ่งเป็นหัวใจเศรษฐกิจใต้จมน้ำนานนับสัปดาห์ ตลาดสด ห้างสรรพสินค้า และโรงงานผลิตหยุดชะงัก สร้างมูลค่าความเสียหายหลายพันล้านบาท มาตรการช่วยเหลือเดิมมักเน้นเยียวยาบุคคล แต่ละเลยธุรกิจที่เป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ดังนั้น สส.สงขลา ภูมิใจไทย หนุนมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ฟื้นฟูหลังน้ำท่วมหาดใหญ่ จึงเป็นทางออกที่ตรงจุด ช่วยให้ผู้ประกอบการรีสตาร์ทกิจการ สร้างงาน สร้างรายได้คืนสู่ชุมชน

นอกจากสินเชื่อ สส.ยังผลักดันให้เร่งจ่ายเงินเยียวยาค่าซ่อมบ้าน และขยายเวลาสำรวจความเสียหายให้ อบต. อบจ. เพื่อไม่ให้ใครตกหล่น ขณะที่ภาคเอกชนสงขลากำลังรวมตัวประชุมเพื่อยกระดับข้อเสนอ ส่งตรงถึงนายกฯ และ รมว.คลัง

ประโยชน์ระยะยาวต่อเศรษฐกิจสงขลา

หากมาตรการนี้ได้รับการอนุมัติ จะไม่เพียงช่วยฟื้นหาดใหญ่ แต่ยังกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งภาคใต้ได้อีกทาง Soft Loan ดอกเบี้ยต่ำแบบนี้เคยประสบความสำเร็จในภัยพิบัติอื่นๆ ช่วยให้ SME กลับมาหมุนเงินได้ไว ผู้ประกอบการหลายรายบอกว่าถ้ามีทุนหมุนเวียน พวกเขาพร้อมลุยต่อ แม้ฝนจะตกหนักแค่ไหน

ในมุมมองของเรา มาตรการนี้แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบของ สส.ท้องถิ่นที่เข้าใจปัญหาจริง การผลักดันแบบนี้จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนและนักลงทุน หากคุณเป็นผู้ประกอบการในพื้นที่ ลองติดตามความคืบหน้าและเตรียมเอกสารให้พร้อม สนับสนุน สส.สงขลา ภูมิใจไทย ในการต่อสู้เพื่อพี่น้องชาวหาดใหญ่กันเถอะ! แสดงความเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่างว่าคุณคาดหวังมาตรการอะไรเพิ่มเติม

ที่มา – “สส.สงขลา ภูมิใจไทย” หนุนมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ฟื้นฟูหลังน้ำท่วมหาดใหญ่

ก.คลัง ออกหลักเกณฑ์ใหม่ เงินทดรองจ่ายช่วยผู้ประสบภัยพิบัติ

ในยุคที่ประเทศไทยเผชิญภัยพิบัติธรรมชาติอย่างน้ำท่วม ไฟป่า หรือพายุบ่อยครั้ง การช่วยเหลือผู้ประสบภัยต้องรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ กระทรวงการคลังจึงออกหลักเกณฑ์ใหม่ เงินทดรองจ่ายช่วยผู้ประสบภัยพิบัติ พ.ศ. 2569 ซึ่งมีผลบังคับใช้กับเหตุการณ์ภัยตั้งแต่วันที่ 6 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป หลักเกณฑ์นี้สอดคล้องกับระเบียบเงินทดรองราชการ พ.ศ. 2568 ทำให้การช่วยเหลือทั่วประเทศมีมาตรฐานเดียวกัน โปร่งใส ตรวจสอบได้ และปรับให้เหมาะกับค่าครองชีพปัจจุบัน

รองโฆษกรัฐบาล นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา เปิดเผยเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2569 ว่า หลักเกณฑ์ใหม่นี้ยกเลิกของเดิม พ.ศ. 2563 เพื่อให้ความช่วยเหลือเข้าถึงประชาชนได้ทันท่วงที ลดความซ้ำซ้อน และบูรณาการกับหน่วยงานอื่นๆ จังหวัดต้องรายงานผลการช่วยเหลืออย่างสม่ำเสมอ เพื่อความโปร่งใสสูงสุด

หลักเกณฑ์ใหม่ เงินทดรองจ่ายช่วยผู้ประสบภัยพิบัติ มีสาระสำคัญอะไรบ้าง

หลักเกณฑ์ครอบคลุมหลายด้าน เพื่อฟื้นฟูชีวิตผู้ประสบภัยอย่างครบถ้วน โดยแบ่งเป็นหมวดหมู่หลัก ดังนี้

1. ด้านการดำรงชีพ

เน้นช่วยเหลือพื้นฐาน เช่น อาหาร ที่อยู่อาศัย และสิ่งจำเป็นอื่นๆ

  • ค่าอาหารจัดเลี้ยง ไม่เกินวันละ 3 มื้อ มื้อละ 80 บาท/คน ช่วยให้ผู้ประสบภัยไม่ขาดแคลนโภชนาการในช่วงฉุกเฉิน
  • ค่าถุงยังชีพ ไม่เกิน 1,000 บาท/ครอบครัว และเพิ่มอีก 1,000 บาท/คน สำหรับเด็กอายุไม่เกิน 7 ปี คนพิการ หรือผู้สูงอายุในฐานข้อมูลกระทรวงพัฒนาสังคมฯ
  • ค่าน้ำบริโภค จ่ายตามจริงจนสถานการณ์ปกติ
  • กรณีบ้านพังทั้งหลัง ค่าใช้จ่ายเบื้องต้น ไม่เกิน 4,900 บาท/ครอบครัว
  • ค่าซ่อมบ้านเรือน ไม่เกิน 88,600 บาท/หลัง ช่วยให้ครอบครัวกลับมาอยู่ได้เร็ว
  • ค่าซ่อมยุ้งข้าว โรงเรือน คอกสัตว์ ไม่เกิน 6,800 บาท/ครอบครัว
  • ค่าเช่าบ้านชั่วคราว ไม่เกิน 2,500 บาท/เดือน สูงสุด 2 เดือน สำหรับบ้านเช่าที่เสียหาย
  • ค่าเครื่องนอน ไม่เกิน 1,200 บาท/คน
  • ห้องน้ำชั่วคราว เช่ารถสุขาเฉลี่ย 5,000 บาท/10 คน หรือสุขากระดาษ 1,000 บาท/คน

2. ด้านสังคมสงเคราะห์

ฟื้นอาชีพระยะสั้น

  • อุปกรณ์ฝึกอาชีพ ไม่เกิน 2,400 บาท/คน
  • ค่าวิทยากร 600 บาท/วัน สูงสุด 10 วัน
  • ค่าใช้จ่ายอบรม ไม่เกิน 12,000 บาท
  • ทุนประกอบอาชีพ 4,800 บาท/ครอบครัว

3. ด้านการแพทย์และสาธารณสุข

  • ล้างบ่อน้ำ 750 บาท/บ่อ
  • ค่าน้ำดื่ม 250 บาท/ครอบครัว
  • วัสดุสุขาภิบาล 500 บาท/ครัวเรือน กำจัดเชื้อ 600 บาท/ครัวเรือน
  • หน้ากากอนามัย 1 ชิ้น/คน/วัน สำหรับกรณีเร่งด่วน เช่น PM2.5 โดย優先กลุ่มเปราะบาง

4. ด้านการเกษตร

ช่วยเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนก่อนเกิดภัย ครอบคลุมพืช ประมง ปศุสัตว์ หนอนไหม แมลงเศรษฐกิจ ตามเพดานที่กำหนด

5. วิธีการจ่ายเงิน

จ่ายเป็นเงินสด เช็ค หรือ e-Payment ตามระเบียบราชการ สะดวกและทันสมัย

ประโยชน์ของหลักเกณฑ์ใหม่นี้ต่อประชาชน

หลักเกณฑ์ใหม่ เงินทดรองจ่ายช่วยผู้ประสบภัยพิบัติ ไม่เพียงเพิ่มเพดานช่วยเหลือให้สูงขึ้น เช่น ค่าซ่อมบ้านจากเดิม แต่ยังย้ำการไม่ซ้ำซ้อน โดยบูรณาการข้อมูลระหว่างหน่วยงาน ทำให้เงินช่วยเหลือถึงมือผู้เดือดร้อนจริงๆ ในภาวะค่าครองชีพสูง หลักเกณฑ์นี้ช่วยลดภาระและเร่งฟื้นฟูชุมชนได้ดีกว่าเดิม

สำหรับเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น การมีมาตรฐานชัดเจนช่วยลดความสับสนในการปฏิบัติงาน สุดท้าย ประชาชนควรเตรียมเอกสารให้พร้อม หากเกิดภัยเพื่อรับความช่วยเหลือโดยเร็ว

หลักเกณฑ์นี้แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลใส่ใจประชาชนจริงจัง หากคุณอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย ติดตามประกาศจากหน่วยงานท้องถิ่นและเตรียมตัวล่วงหน้า เพื่อลดความเสียหายให้น้อยที่สุด

ที่มา – ก.คลัง ออกหลักเกณฑ์ใหม่ เงินทดรองจ่ายช่วยผู้ประสบภัยพิบัติ มีผลตั้งแต่ 6 มี.ค. 69

Scroll to top