เงินบริจาค หลวงพ่ออลงกต

มอบเงินบริจาคโครงการแท็กซี่อุ้มบุญวัดพระบาทน้ำพุ

ประธานมูลนิธิแท็กซี่กรุงเทพมหานคร นำเงินบริจาคจากโครงการ “แท็กซี่อุ้มบุญ มอบวัดพระบาทน้ำพุ” ยืนยันไม่มีส่วนแบ่ง 70:30 เผยหลวงพ่อยังอยู่ที่วัดพระบาทน้ำพุ ไม่ได้หลบหนีไปไหน แต่สีหน้าค่อนข้างเครียด

นำเงินบริจาค โครงการแท็กซี่อุ้มบุญ มอบวัดพระบาทน้ำพุ โต้ได้ส่วนแบ่ง 70:30

เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2568 ที่วัดพระบาทน้ำพุ ตำบลเขาสามยอด อำเภอเมืองลพบุรี นายฤทธิชัย เศษเพ็ง ประธานมูลนิธิแท็กซี่กรุงเทพมหานคร พร้อมด้วยกลุ่มแท็กซี่ ได้นำกระปุกจากโครงการ “แท็กซี่อุ้มบุญ มอบวัดพระบาทน้ำพุ” ที่ได้รับจากการบริจาคของประชาชน มาถวายให้กับวัดพระบาทน้ำพุ

นายฤทธิชัย เศษเพ็ง กล่าวว่า โครงการ “แท็กซี่อุ้มบุญ มอบวัดพระบาทน้ำพุ” นี้ เกิดจากความร่วมมือของกลุ่มแท็กซี่ที่ต้องการทำบุญร่วมกับวัด โดยได้ออกแบบและจัดทำกระปุกรับบริจาคขึ้นมาเอง เงินบริจาคที่ได้จะนำมาถวายวัดเป็นประจำทุกเดือน แม้จะไม่มากนัก ประมาณเดือนละหมื่นกว่าบาท โดยจะนำกระปุกที่ปิดล็อคมาเปิดนับเงินที่วัดต่อหน้าสักขีพยาน วันนี้นับเงินได้ 18,950 บาท และจะนำไปมอบให้กับห้องรับบริจาคของวัด อย่างไรก็ตาม ทางมูลนิธิฯ จะขอระงับโครงการไว้ก่อน และจะพิจารณาว่าจะกลับมาเปิดโครงการอีกครั้งเมื่อใด

ประธานมูลนิธิฯ ปฏิเสธข่าวลือเรื่องส่วนแบ่ง 70:30

นายฤทธิชัย ยังได้ปฏิเสธข่าวลือเรื่องการแบ่งผลประโยชน์ 70:30 จากโครงการ “ใจฟ้ากระปุกบุญ” ที่มีการติดสติกเกอร์รูปหลวงพ่ออลงกตบนกล่องรับบริจาค โดยยืนยันว่าไม่เป็นความจริง และผู้ที่ออกมาให้ข้อมูลดังกล่าวไม่ใช่สมาชิกของโครงการใจฟ้ากระปุกบุญ จากการตรวจสอบรายชื่อสมาชิกแล้วไม่พบชื่อชายคนดังกล่าว คาดว่าอาจจะเป็นอดีตสมาชิกที่ถูกไล่ออกเนื่องจากมีการทุจริต

ประธานทีมงานใจฟ้ากระปุกบุญยังกล่าวเสริมว่า การตัดสินใจหยุดโครงการใจฟ้ากระปุกบุญเป็นการชั่วคราว ได้ปรึกษาหารือกับหลวงพ่ออลงกตแล้ว โดยได้เข้าพบและกราบหลวงพ่อในช่วงเช้าของวันเดียวกัน ซึ่งท่านยังคงจำพรรษาอยู่ที่วัดพระบาทน้ำพุ และยืนยันว่าหลวงพ่อไม่ได้หลบหนีไปไหน อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าหลวงพ่ออลงกตมีสีหน้าค่อนข้างเครียด แต่ไม่ได้สอบถามถึงสาเหตุ เพียงแค่เข้าไปกราบท่านเท่านั้น

การระงับโครงการชั่วคราวนี้ อาจส่งผลกระทบต่อรายได้ของวัดพระบาทน้ำพุบ้าง แต่ทางมูลนิธิฯ ยืนยันว่าจะหาแนวทางอื่นในการช่วยเหลือวัดต่อไป การบริจาคเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วย HIV/AIDS และเด็กกำพร้ายังคงเป็นสิ่งจำเป็น และผู้มีจิตศรัทธายังสามารถร่วมบริจาคได้โดยตรงที่วัดพระบาทน้ำพุ

แม้จะมีข่าวลือและความเข้าใจผิดเกิดขึ้น แต่วัดพระบาทน้ำพุยังคงเป็นที่พึ่งของผู้ยากไร้และผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ การสนับสนุนวัดในรูปแบบต่างๆ ยังคงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้วัดสามารถดำเนินงานในการช่วยเหลือสังคมต่อไปได้

ที่มา – นำเงินบริจาค โครงการแท็กซี่อุ้มบุญ มอบวัดพระบาทน้ำพุ โต้ได้ส่วนแบ่ง 70:30

พี่สาว”พระอลงกต”เผย บวชแก้เคล็ดไม่สึกถึงปัจจุบัน

พี่สาวของ “พระอลงกต” ยืนยันว่าน้องชายมีชื่อเดิมที่พ่อแม่ตั้งให้ว่า “เกรียงไกร” ญาติพาไปบวชแก้เคล็ด เพื่อให้เริ่มต้นทำมาหากินราบรื่น แต่ไม่ยอมสึกจนถึงปัจจุบัน ฝากถึงน้องให้ทำความดีต่อไป และขอให้นักข่าวนำเสนอข้อมูลให้ตรงกับความจริง

พี่สาว “พระอลงกต” เผย น้องชายบวชเพื่อแก้เคล็ด แต่ไม่ยอมสึกจนถึงปัจจุบัน

เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 25 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวเดินทางไปที่บ้านของพี่สาวของพระอลงกต อดีตเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ ซึ่งอยู่ในพื้นที่ ต.พระลับ อ.เมือง จ.ขอนแก่น โดยพี่สาวเล่าเพียงว่า ชื่อเดิมของน้องชายตั้งแต่แรกเกิดที่พ่อแม่ตั้งให้ คือ เกรียงไกร เพ็ชรแก้ว ซึ่งเป็นนามสกุลของพ่อ แต่วันเดือนเกิดจำไม่ได้ จำได้เพียง พ.ศ. เกิด คือ พ.ศ. 2503 มีพี่น้องรวมทั้งหมด 6 คน แต่ไม่ทราบว่าทำไมจึงเปลี่ยนชื่อเป็นอลงกต

ส่วนตอนที่บวชนั้น พระไม่ได้บอกครอบครัว แต่มีลูกพี่ลูกน้องที่เป็นญาติกันพาไปบวชเพื่อแก้เคล็ด เพื่อที่จะเริ่มต้นทำมาหากินให้ราบรื่น เพราะครอบครัวเตรียมจะไปค้าขายที่ กทม. และเมื่อบวชสมควรแก่เวลา ครอบครัวก็ไปชวนให้สึก เพื่อจะได้ช่วยกันทำมาหากิน ปรากฏว่าพระไม่ขอสึก ขอเป็นพระต่อ และก็บวชพระตลอดมาตั้งแต่นั้นมาจนถึงปัจจุบัน 

พี่สาวบอกอีกว่า ช่วงที่พระอลงกต เป็นพระที่วัดพระบาทน้ำพุ ตนเองก็ได้เป็นแม่ครัวดูแลเรื่องอาหารที่วัดประมาณ 3 ปี แต่สุขภาพไม่ค่อยแข็งแรง จึงกลับมาอยู่ที่บ้านที่ขอนแก่น โดยบ้านหลังเดิมที่อยู่ชุมชนแห่งหนึ่ง ต.ในเมือง อ.เมือง จ.ขอนแก่น แต่น้ำท่วมบ่อย จึงย้ายบ้านมาอยู่ที่บ้านปัจจุบัน ซึ่งลูกชายซื้อที่เอาไว้ให้ 

หลังจากที่ตนกลับมาอยู่ที่บ้านก็ไม่ค่อยได้คุยได้ติดต่อกับพระอลงกต โดยส่วนตัวจะได้คุยกันปีละครั้ง ช่วงที่พระอลงกตมาทำบุญที่ขอนแก่น เป็นการทำบุญตามประเพณีของชาวอีสาน คือการทำบุญแจกข้าวอุทิศส่วนกุศลให้พ่อแม่ที่เสียชีวิต  โดยส่วนใหญ่ที่คุย พระจะถามเกี่ยวกับความเป็นอยู่ของลูกหลานเท่านั้น ไม่เคยคุยเรื่องอื่น

พี่สาวพระอลงกต ยังฝากถึงพระน้องชายว่า ให้รักษาสุขภาพให้ดี ถ้าทำดีแล้วก็ทำดีต่อไป ทั้งยังฝากถึงนักข่าวด้วยว่า อยากให้ทำหน้าที่ติดตามข่าวเสนอข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริง ออกให้ตรงกับความเป็นจริง เพราะที่ผ่านมา พระทำความดีให้กับสังคมมาก็มากแล้ว ให้เห็นแก่ความดีที่พระเคยสร้างเคยทำไว้ด้วย.

ทำไม”พระอลงกต”ถึงไม่สึก

จากคำบอกเล่าของพี่สาว “พระอลงกต” การบวชของท่านเริ่มต้นจากการแก้เคล็ด แต่เหตุผลที่ท่านไม่สึกนั้น อาจเป็นเพราะท่านพบความสุขและความสงบในร่มกาสาวพัสตร์ ท่านอาจพบว่าการช่วยเหลือผู้อื่นและการทำประโยชน์เพื่อสังคมนั้นเป็นสิ่งที่เติมเต็มชีวิตของท่านมากกว่าการใช้ชีวิตทางโลก

เรื่องราวของ “พระอลงกต” เป็นเครื่องเตือนใจให้เราได้ตระหนักว่า บางครั้งเส้นทางชีวิตที่เราไม่ได้คาดหวัง อาจนำพาเราไปสู่จุดหมายปลายทางที่ยิ่งใหญ่และมีความหมายมากกว่าที่เราเคยคิดไว้ การตัดสินใจของท่านในการบวชตลอดชีวิตนั้น เป็นสิ่งที่น่ายกย่องและเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับสังคม แม้ว่าการบวชครั้งแรกจะเป็นเพียงการแก้เคล็ด แต่สุดท้ายแล้วท่านก็ได้อุทิศตนเพื่อช่วยเหลือผู้คนและสร้างคุณงามความดีมากมาย

สิ่งที่พี่สาวของท่านฝากถึงนักข่าว ก็เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งในการนำเสนอข่าวสาร ควรนำเสนอข้อมูลที่เป็นจริงและเป็นกลาง เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วน และที่สำคัญคือการให้เกียรติและเห็นคุณค่าของผู้ที่ทำความดีให้กับสังคม

การทำความดีนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญ ไม่ว่าจะอยู่ในสถานะใดก็ตาม “พระอลงกต” ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า การอุทิศตนเพื่อผู้อื่นนั้นเป็นสิ่งที่นำมาซึ่งความสุขและความสงบที่แท้จริง แม้ว่าการเริ่มต้นจะมาจากเหตุผลที่เรียบง่าย แต่ผลลัพธ์ที่ได้นั้นยิ่งใหญ่และงดงามเกินกว่าจะคาดเดาได้ การทำความดีและช่วยเหลือผู้อื่นนั้นเป็นสิ่งที่ทุกคนสามารถทำได้ ไม่ว่าจะเล็กน้อยเพียงใด ก็สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ให้กับสังคมได้

เรื่องราวของ “พระอลงกต” จึงเป็นแรงบันดาลใจให้กับเราทุกคน ให้ทำความดีและช่วยเหลือผู้อื่นอย่างสม่ำเสมอ เพราะการทำความดีนั้นไม่ว่าเมื่อไหร่ก็ย่อมนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่ดีเสมอ เพราะ “พระอลงกต” ได้ทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมอย่างมากมาย

ที่มา – พี่สาว “พระอลงกต” เผย น้องชายบวชเพื่อแก้เคล็ด แต่ไม่ยอมสึกจนถึงปัจจุบัน

ปลัด มท. ยัน “หลวงพ่ออลงกต” คนละเลขบัตรประชาชน

ปลัด มท. ยันเลขบัตรประชาชน “หลวงพ่ออลงกต” กับ “นายอลงกต” คนละเลขกัน กระทรวงมหาดไทยสั่งตรวจสอบเพิ่มเติมกรณีเลขบัตรประชาชนของหลวงพ่ออลงกต อดีตเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ ตรงกับของนายอลงกต พลมุข ข้าราชการกรมชลประทานที่เสียชีวิตไปแล้ว โดยยืนยันว่าทั้งสองเป็นคนละคนกัน

นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2568 ถึงกรณีดังกล่าวว่า สำนักบริหารทะเบียน กรมการปกครอง ยืนยันว่าเลขบัตรประจำตัวประชาชนของแต่ละบุคคลจะไม่ซ้ำกัน และได้ชี้แจงต่อสื่อมวลชนแล้วว่า เลขบัตรประชาชนของ “หลวงพ่ออลงกต” กับ “นายอลงกต” คนละเลขกัน โดยหลวงพ่ออลงกต นามสกุลเดิม พูลมุข (มีสระอู) ขณะที่นายอลงกต พลมุข (ไม่มีสระอู) ที่เสียชีวิตไปแล้ว เป็นคนละคนกันอย่างแน่นอน ทำให้เลขบัตรประจำตัวประชาชนก็แตกต่างกันด้วย ซึ่งเป็นหลักฐานทางทะเบียนที่ชัดเจน

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ยังต้องตรวจสอบคือ การนำเลขบัตรประจำตัวประชาชนไปทำธุรกรรมของธนาคาร ซึ่งต้องตรวจสอบว่าเหตุใดจึงมีการใช้เลขบัตรของผู้เสียชีวิต ปลัดกระทรวงมหาดไทยกล่าวว่า ได้สั่งการให้กรมการปกครองตรวจสอบในส่วนที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม เพื่อให้เกิดความกระจ่าง และคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 2 สัปดาห์จึงจะทราบผล

ทั้งนี้ ปลัด มท. ยันเลขบัตรประชาชน “หลวงพ่ออลงกต” กับ “นายอลงกต” คนละเลขกัน โดยยืนยันว่าหลวงพ่ออลงกต ซึ่งเกิดในปี พ.ศ. 2503 และนายอลงกต ที่เกิดในปี พ.ศ. 2505 เป็นคนละคนกันอย่างแน่นอน และเลขบัตรประจำตัวประชาชนก็แตกต่างกัน

หลวงพ่ออลงกต

ผู้สื่อข่าวได้สอบถามถึงกรณีที่ข้อมูลของหลวงพ่ออลงกต ตั้งแต่ปี 2503 จนถึงปี 2552 ไม่ปรากฏในทะเบียนราษฎร์ แต่มีการนำเลขบัตรประชาชนไปใช้ทำธุรกรรมหรือออกหนังสือราชการ ซึ่งอาจมีความผิด ปลัดกระทรวงมหาดไทยตอบว่า เป็นเลขบัตรประจำตัวประชาชนเดิมที่ทำไว้ตั้งแต่มีการทำบัตรประชาชน แต่จะให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบ หากพบข้อผิดพลาดหรือไม่ถูกต้อง ก็จะดำเนินการตามกฎหมาย

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเรื่องกองทุนอาทรประชานาถของวัดพระบาทน้ำพุ ที่อาจมีการนำเลขบัตรประชาชนของผู้เสียชีวิตไปเปิดเป็นพร้อมเพย์ ซึ่งนายอรรษิษฐ์ระบุว่า ต้องตรวจสอบว่าเหตุใดจึงใช้เลขของผู้เสียชีวิต เนื่องจากเลขของหลวงพ่ออลงกตนั้นเป็นคนละเลขกัน และต้องตรวจสอบผู้ที่นำไปใช้ เนื่องจากยังไม่แน่ใจว่าผู้ที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการอย่างไร

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า มีเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงมาขอข้อมูลจากกระทรวงมหาดไทยหรือไม่ นายอรรษิษฐ์ตอบว่า กรมการปกครองเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบ และน่าจะดำเนินการในเรื่องนี้อยู่ ซึ่งหากมีความคืบหน้าก็จะมีการรายงานมายังกระทรวงมหาดไทยต่อไป

ปลัด มท. ยันเลขบัตรประชาชน “หลวงพ่ออลงกต” กับ “นายอลงกต” คนละเลขกัน

กรณีนี้เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและเกี่ยวข้องกับข้อมูลส่วนบุคคล การตรวจสอบข้อเท็จจริงจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้เกิดความกระจ่างและเป็นธรรมต่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทางกระทรวงมหาดไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงต้องดำเนินการอย่างรอบคอบและโปร่งใส

ข้อควรระวังเกี่ยวกับการใช้เลขบัตรประชาชน

จากกรณีนี้ เราได้เรียนรู้ถึงความสำคัญของการรักษาข้อมูลส่วนตัว โดยเฉพาะเลขบัตรประชาชน ซึ่งเป็นข้อมูลที่ละเอียดอ่อนและอาจถูกนำไปใช้ในทางมิชอบได้ เราจึงควรระมัดระวังในการให้ข้อมูลส่วนตัวแก่ผู้อื่น และตรวจสอบให้แน่ใจว่าข้อมูลของเราถูกนำไปใช้อย่างถูกต้อง

ปลัด มท. ยันเลขบัตรประชาชน “หลวงพ่ออลงกต” กับ “นายอลงกต” คนละเลขกัน เรื่องนี้สอนให้เรารู้ว่าทุกข้อมูลต้องได้รับการตรวจสอบอย่างละเอียด แม้ว่าจะเป็นข้อมูลที่ดูเหมือนจะชัดเจนแล้วก็ตาม การตรวจสอบซ้ำและการยืนยันข้อมูลจากแหล่งที่เชื่อถือได้จึงเป็นสิ่งสำคัญ

สรุปได้ว่า กระทรวงมหาดไทยกำลังเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงทั้งหมดเกี่ยวกับกรณีเลขบัตรประชาชนของหลวงพ่ออลงกต และจะดำเนินการตามกฎหมายหากพบว่ามีการกระทำผิดเกิดขึ้น

ที่มา – ปลัด มท. ยันเลขบัตรประชาชน “หลวงพ่ออลงกต” กับ “นายอลงกต” คนละเลขกัน

อดีตโค้ชเผย! หลวงพ่ออลงกตเคยเป็นนักฟุตบอลเยาวชน


เรื่องราวที่น่าสนใจถูกเปิดเผยจากอดีตโค้ชทีมฟุตบอลเยาวชน ที่ออกมากล่าวว่า หลวงพ่ออลงกต อดีตเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ เคยเป็นนักฟุตบอลเยาวชนของจังหวัดขอนแก่น สร้างความประหลาดใจและสะเทือนใจให้กับผู้ที่ทราบข่าวนี้

อดีตโค้ชเผย หลวงพ่ออลงกตเคยเป็นนักฟุตบอลเยาวชน

นายณภัค นามสีฐาน อดีตครูและหัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมเยาวชนจังหวัดขอนแก่น ได้เปิดเผยภาพถ่ายเก่าแก่ของพระราชวิสุทธิประชานาถ หรือ หลวงพ่ออลงกต ในสมัยที่ยังเป็นนักฟุตบอลเยาวชน โดยเป็นภาพที่ถ่ายไว้เมื่อปี 2523 ขณะเข้าร่วมการแข่งขันชิงแชมป์ระดับภาคเพื่อคัดเลือกไปแข่งขันฟุตบอลเยาวชนชิงแชมป์ประเทศไทย

นายณภัค เล่าว่า ในสมัยนั้น หลวงพ่ออลงกต หรือ นายเกรียงไกร เพ็ชร์แก้ว (ชื่อเดิม) เล่นในตำแหน่งกองหลัง และเป็นผู้เล่นที่มีความแข็งแกร่ง มีฝีเท้าโดดเด่น และมีความรับผิดชอบสูง เป็นที่ยอมรับของเพื่อนร่วมทีมและโค้ช

หลวงพ่ออลงกตสมัยเป็นนักฟุตบอลเยาวชน

ความสามารถของหลวงพ่ออลงกตในสมัยเป็นนักฟุตบอลเยาวชน

“การคัดเลือกตัวนักฟุตบอลสมัยนั้น จะเป็นคณะกรรมการในจังหวัดคัดเลือก พระอลงกตเป็นผู้หนึ่งที่ถูกคัดเลือกเข้ามาโดยยอมรับว่าสมัยนั้นถือว่าพระอลงกตเล่นบอลดีมาก เรียกได้ว่าเป็นกองหลังที่มีความครบเครื่อง แข็งแกร่ง มีพื้นฐานฟุตบอลที่ดี มีพลังที่วิ่งได้ตลอดทั้งเกมส์ และมีความรับผิดชอบสูง” นายณภัค กล่าว

อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้น นายเกรียงไกร ก็ได้หายไปจากการแข่งขัน และไม่ได้เข้าร่วมทีมชุดที่จังหวัดขอนแก่นได้แชมป์ภาคอีสาน ทำให้ไม่มีใครทราบว่าเขาหายไปไหน

นายณภัค กล่าวเพิ่มเติมว่า เมื่อทราบข่าวเกี่ยวกับ หลวงพ่ออลงกต ในปัจจุบัน ก็รู้สึกเศร้าใจ และไม่อยากรับฟังเรื่องราวที่เกิดขึ้น พร้อมทั้งขอเป็นกำลังใจให้ท่านผ่านพ้นอุปสรรคไปได้

ทนายความวัดพระบาทน้ำพุเปิดเผยข้อมูล

ในขณะเดียวกัน นายศุภชัย สิงคาลวานิช หัวหน้าทีมทนายความวัดพระบาทน้ำพุ ได้ออกมาเปิดเผยถึงประเด็นข้อผิดพลาดเกี่ยวกับเอกสารของ หลวงพ่ออลงกต ซึ่งอาจเกิดจากความผิดพลาดของเจ้าหน้าที่ในการกรอกข้อมูลเมื่อหลายสิบปีก่อน

เรื่องราวของหลวงพ่ออลงกตที่เคยเป็นนักฟุตบอลเยาวชน แสดงให้เห็นถึงความหลากหลายในชีวิตของคนเรา และการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นได้เสมอ แม้ว่าอดีตจะเป็นอย่างไร สิ่งสำคัญคือการทำปัจจุบันให้ดีที่สุด

เรื่องราวชีวิตของหลวงพ่ออลงกต แสดงให้เห็นถึงความไม่แน่นอนของชีวิต และเส้นทางที่แต่ละคนเลือกเดิน อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุด ไม่ว่าจะอยู่ในบทบาทใดก็ตาม

ที่มา – อดีตโค้ชเผย “หลวงพ่ออลงกต” เคยเป็นนักฟุตบอลเยาวชน รู้สึกเศร้าใจเมื่อรับรู้ข่าว

Scroll to top