เงินบริจาค

คอนเสิร์ตการกุศล “เสก โลโซ” ร่วมทำบุญช่วยเครื่องดนตรีเด็กนักเรียน รร.วัดบางพูน

เชื่อว่าแฟนเพลงร็อกหลายคนคงจะคุ้นเคยกับความใจบุญของพี่เสก โลโซ กันดีอยู่แล้ว ล่าสุดมีกิจกรรมที่น่าประทับใจเกิดขึ้นที่ร้านสมหวังไก่ย่าง จังหวัดปทุมธานี กับงาน คอนเสิร์ตการกุศล “เสก โลโซ” ร่วมทำบุญช่วยเครื่องดนตรีเด็กนักเรียน รร.วัดบางพูน ซึ่งถือเป็นกิจกรรมที่สร้างรอยยิ้มและโอกาสที่ดีให้กับเยาวชนอย่างมากครับ

คอนเสิร์ตการกุศล “เสก โลโซ” ร่วมทำบุญช่วยเครื่องดนตรีเด็กนักเรียน รร.วัดบางพูน

เหตุผลที่เราต้องหยิบยกเรื่องนี้มาพูดถึง ก็เพราะทราบมาว่าทางโรงเรียนวัดบางพูนกำลังประสบปัญหาขาดแคลนอุปกรณ์ดนตรีและอุปกรณ์กีฬา เนื่องจากของเดิมชำรุดทรุดโทรมไปตามกาลเวลา ทำให้เด็กๆ ที่มีความฝันอยากเล่นดนตรีไม่มีโอกาสได้ฝึกฝนอย่างเต็มที่ เมื่อทางร้านสมหวังไก่ย่างทราบข่าว จึงได้จัดงานคอนเสิร์ตการกุศล “เสก โลโซ” ร่วมทำบุญช่วยเครื่องดนตรีเด็กนักเรียน รร.วัดบางพูน ขึ้นเพื่อระดมทุนช่วยเหลือสังคม

บรรยากาศแห่งการให้จากน้ำใจคนดนตรี

บรรยากาศในค่ำคืนนั้นเต็มไปด้วยความสนุกสนาน นอกจากจะได้ฟังเพลงร็อกสุดมันส์แล้ว ยังมีไฮไลท์พิเศษคือการประมูลภาพวาดถ่านชาร์โคลรูปพี่เสกโดย “อาจารย์อี๊ด ฟุตบาท” ซึ่งมียอดประมูลสูงถึง 25,000 บาท และยังมีการสมทบทุนเพิ่ม ทำให้ยอดรวมทั้งหมดพุ่งไปถึง 80,000 บาทเลยทีเดียว! นี่คือพลังของคนใจบุญที่ต้องการเห็นเด็กๆ เติบโตไปพร้อมกับเสียงดนตรีและมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงจากการเล่นกีฬา

  • เพื่อสนับสนุนทักษะดนตรีแก่นักเรียน
  • เพื่อส่งเสริมให้นักเรียนใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์
  • เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้ห่างไกลยาเสพติด

ทำไมดนตรีถึงสำคัญกับเด็ก? คุณอ๊อด เจ้าของร้านสมหวังไก่ย่างได้กล่าวทิ้งท้ายไว้อย่างน่าสนใจว่า ดนตรีคือเครื่องมือที่ช่วยฝึกสมาธิและขัดเกลาจิตใจ การที่เด็กๆ ได้จับเครื่องดนตรีไม่ใช่แค่เรื่องของการเรียนวิชาศิลปะเท่านั้น แต่คือการสร้างโลกที่สดใสให้พวกเขาเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพในอนาคต

ผมเชื่อว่าโครงการดีๆ แบบนี้จะเป็นแรงบันดาลใจให้คนในสังคมหันมาแบ่งปันกันมากขึ้นครับ ไม่ว่าจะเป็นเงินสมทบทุนหรือเพียงแค่การเข้าร่วมกิจกรรม ก็ถือเป็นการสนับสนุนอนาคตของชาติอย่างยิ่งใหญ่แล้ว ใครที่อยากร่วมทำดีแบบนี้ อย่าลืมติดตามข่าวสารกิจกรรมการกุศลในพื้นที่ใกล้บ้านคุณนะครับ

ที่มา – คอนเสิร์ตการกุศล “เสก โลโซ” ร่วมทำบุญช่วยเครื่องดนตรีเด็กนักเรียน รร.วัดบางพูน

“ไทด์ เอกพัน” ชะลอรับเงิน 1.8 ล้านจากน้องเบญ

เรื่องราวของไทด์ เอกพัน ชะลอรับเงิน 1.8 ล้าน จากน้องเบญกำลังเป็นประเด็นร้อนในโซเชียลมีเดีย น้องเบญ เด็กสาววัย 15 ปี ผู้เป็นที่รักของหลายๆ คนจากภาพเดินเก็บขวดพลาสติกหลังเลิกเรียนเพื่อช่วยครอบครัว กลายเป็นไวรัลจนได้รับเงินบริจาครวมกว่า 3.1 ล้านบาท แต่ท่ามกลางกระแสชื่นชม ก็เกิดดราม่าขึ้น จนครอบครัวตัดสินใจแบ่งเงินส่วนหนึ่งไว้เป็นทุนการศึกษา และบริจาคส่วนที่เหลือให้มูลนิธิเพื่อสังคม

ไทด์ เอกพัน ชะลอรับเงิน 1.8 ล้าน จากน้องเบญ เหตุไม่ตรงวัตถุประสงค์ของผู้บริจาค

ความคืบหน้าล่าสุด เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2567 ไทด์ เอกพันธ์ บรรลือฤทธิ์ หัวหน้าอาสาสมัครมูลนิธิร่วมกตัญญู เดินทางไปพบครอบครัวน้องเบญที่ห้องเช่าในอำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี เพื่อรับเงินบริจาคจำนวน 1.8 ล้านบาท แต่สุดท้ายต้องชะลอการรับเงินออกไป ด้วยเหตุผลหลักคือความกังวลเรื่องกฎหมาย โดยเฉพาะการใช้เงินไม่ตรงตามเจตนาของผู้บริจาค ซึ่งส่วนใหญ่ตั้งใจให้เป็นทุนการศึกษาสำหรับน้องเบญโดยตรง

ไทด์ เอกพัน ระบุว่า ต้องขอเวลาอีก 1 เดือน เพื่อให้ผู้บริจาคที่สนใจสามารถแสดงเจตจำนงได้ หากยินยอมให้เงินถูกนำไปใช้ในงานกุศลต่อ หรือต้องการขอคืนโดยแสดงสลิปโอนเงิน มาตรการนี้แสดงให้เห็นถึงความรอบคอบและโปร่งใสของมูลนิธิในการจัดการเงินบริจาค

พื้นหลังเรื่องราวของน้องเบญ

น้องเบญ หรือน.ส.เบญญาภา นักเรียนชั้น ม.3 อาศัยอยู่กับพ่อที่ป่วยติดเตียงมานาน 16 ปี และแม่ที่รับจ้างทั่วไป ภาพของเธอในชุดนักเรียนกำลังเก็บขวดจากถังขยะริมถนนกลายเป็นสัญลักษณ์ของความกตัญญู จนมีผู้ใจบุญโอนเงินช่วยเหลืออย่างล้นหลาม เริ่มต้นจาก 1.1 ล้านบาท และพุ่งถึง 3,110,932 บาทภายในไม่กี่วัน แม้ครอบครัวจะประกาศปิดรับบริจาคแล้วก็ตาม

ไทด์ เอกพัน พบน้องเบญ

กระแสดราม่าและการตัดสินใจของครอบครัว

หลังจากไวรัล เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์หนัก ทั้งเรื่องรับความช่วยเหลือซ้ำซ้อน นำของบริจาคไปขาย หรือข้อมูลสถานะครอบครัวไม่ตรงตามที่เล่า น้องเบญเครียดหนักจนสุขภาพแย่และร้องไห้ไม่หยุด ครอบครัวจึงตัดสินใจเก็บเงิน 1.3 ล้านบาทไว้เป็นทุนการศึกษาสำหรับน้องและดูแลพ่อแม่ ส่วน 1.8 ล้านบาทจะบริจาคให้มูลนิธิร่วมกตัญญู มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง และโรงเรียนต่างๆ

นายธนเดช พ่อของน้องเบญ วัย 59 ปี ยอมรับว่ากังวลไม่แพ้กัน กลัวเกิดปัญหาซ้ำรอยเคสเก่าๆ แต่ยืนยันเจตนาดีที่จะช่วยสังคม โดยย้ำว่าข้อหานำของบริจาคไปขายไม่เป็นความจริง

ประเด็นกฎหมายที่ไทด์ เอกพันกังวล

หัวใจของปัญหาคือ “วัตถุประสงค์ของผู้บริจาค” หากเงินถูกตั้งใจให้น้องเบญเพื่อการศึกษา การนำไปบริจาคต่ออาจเข้าข่ายใช้เงินผิดวัตถุประสงค์ตามกฎหมายกุศล สามารถลงโทษได้ นี่คือเหตุผลที่ไทด์ เอกพัน ชะลอรับเงิน 1.8 ล้าน จากน้องเบญ

  • ขอเวลาผู้บริจาค 1 เดือนตัดสินใจ
  • ยินยอมให้ใช้ต่อ หรือขอคืนเงิน
  • ป้องกันปัญหาทางกฎหมายในอนาคต
  • รักษาความน่าเชื่อถือของมูลนิธิ
ครอบครัวน้องเบญกับไทด์ เอกพัน

เรื่องนี้สอนให้เห็นว่าการบริจาคต้องระบุเจตนาชัดเจน เพื่อป้องกันความเข้าใจผิด มูลนิธิอย่างร่วมกตัญญูแสดงความรับผิดชอบสูงสุดต่อสังคมและผู้บริจาค ในมุมมองของผม นี่คือตัวอย่างที่ดีของการทำงานโปร่งใส คุณล่ะคิดอย่างไรกับกรณีไทด์ เอกพัน ชะลอรับเงิน 1.8 ล้าน จากน้องเบญ? คอมเมนต์แสดงความเห็นด้านล่าง และแชร์เพื่อให้ทุกคนรับรู้ข้อมูลที่ถูกต้องกันเถอะ!

ที่มา – “ไทด์ เอกพัน” ชะลอรับเงิน 1.8 ล้าน จากน้องเบญ เหตุไม่ตรงวัตถุประสงค์ของผู้บริจาค

“จ๋า-ธนนนท์” ภริยานายกฯ อนุทิน สวยใจบุญ บริจาคโลงศพ

วันนี้เรามาพูดถึงข่าวดีใจอุ่นๆ กันบ้างนะคะ กับเรื่องของ “จ๋า-ธนนนท์” ภริยานายกฯ อนุทิน สวยใจบุญ บริจาคโลงศพแก่ผู้ยากไร้ ที่นิติเวช รพ.ตำรวจ ที่กำลังเป็นที่พูดถึงในโซเชียลอย่างมาก เพราะไม่ใช่แค่สวยแต่ยังใจดีสุดๆ ด้วย การกระทำแบบนี้ทำให้เห็นว่าคนดังหรือภริยาผู้นำบ้านเมืองก็ยังคงทำบุญช่วยเหลือสังคมอย่างสม่ำเสมอ

จ๋า-ธนนนท์ ภริยานายกฯ อนุทิน สวยใจบุญ บริจาคโลงศพ

“จ๋า-ธนนนท์” ภริยานายกฯ อนุทิน สวยใจบุญ บริจาคโลงศพแก่ผู้ยากไร้ ที่นิติเวช รพ.ตำรวจ

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 28 มีนาคม 2567 ที่สถาบันนิติเวช โรงพยาบาลตำรวจ นางธนนนท์ ชาญวีรกูล หรือที่ทุกคนเรียกติดปากว่า “จ๋า” ภรรยาของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางมาบริจาคเงินเพื่อซื้อโลงศพให้กับผู้ยากไร้ที่ไม่มีโลงศพฝังศพอย่างเพียงพอ เป็นการช่วยเหลือผู้ที่จากไปโดยไม่มีญาติหรือฐานะยากจนให้สามารถไปสู่สุคติได้อย่างสมเกียรติ

จ๋า-ธนนนท์ ทำบุญบริจาค

หลังจากเสร็จสิ้นการบริจาค จ๋ายังได้จุดธูปบูชาพระปางนาคปรก และกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลให้กับผู้ล่วงลับอีกด้วย โดยมีผู้ติดตามเพียง 1 คน และเดินทางกลับด้วยรถส่วนตัวทันที แสดงให้เห็นถึงความเรียบง่ายและจริงใจในการทำบุญครั้งนี้ เธอยังเผยกับสื่อด้วยว่า “ปกติมักมาทำบุญบริจาคโลงศพที่สถาบันนิติเวช โรงพยาบาลตำรวจแห่งนี้เป็นประจำอยู่แล้ว” ซึ่งเป็นคำพูดที่ทำให้หลายคนชื่นชมในความสม่ำเสมอและน้ำใจของเธอ

จ๋า-ธนนนท์ จุดธูปบูชา

ทำไมการบริจาคโลงศพถึงสำคัญ?

การบริจาคโลงศพเป็นหนึ่งในบุญกิริยาที่ทรงคุณค่ามากในทางพุทธศาสนา เพราะช่วยให้ผู้ยากไร้หรือผู้ไม่มีผู้ดูแลสามารถมีที่พักร่างกายหลังมรณภาพได้อย่างสมควร ไม่ต้องถูกทิ้งหรือเผาทิ้งแบบไร้เกียรติ เป็นการแผ่เมตตาให้สรรพสัตว์และผู้ล่วงลับทั้งหลาย นอกจากนี้ยังสะสมบุญให้ผู้บริจาคได้ไปสู่ภพภูมิที่ดีในอนาคตด้วยนะคะ

  • ช่วยเหลือผู้ยากไร้ที่ไม่มีค่าใช้จ่ายฝังศพ
  • เป็นการอุทิศบุญให้วิญญาณผู้ตาย
  • สร้างกุศลใหญ่หลวงตามหลักธรรม
  • เป็นตัวอย่างที่ดีให้สังคมเห็น

ประวัติและบทบาทของจ๋า-ธนนนท์ ในฐานะภริยานายกฯ

นางธนนนท์ ชาญวีรกูล เป็นภรรยาคู่ชีวิตของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เธอเป็นคนสวย สง่า และมีภาพลักษณ์ที่อบอุ่น มักปรากฏตัวในงานสังคมและการกุศลต่างๆ อยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการช่วยเหลือเด็กกำพร้า สร้างวัด หรือกิจกรรมเพื่อสังคมอื่นๆ จ๋าไม่ใช่แค่เงาของสามี แต่เป็นผู้หญิงที่เข้มแข็งและมีจิตใจเมตตา การที่เธอเลือกมาบริจาคที่โรงพยาบาลตำรวจแบบไม่โจษจันทร์ ทำให้หลายคนยกย่องว่าเป็น “สวยใจบุญ” จริงๆ

ในยุคที่ข่าวการเมืองมักเต็มไปด้วยดราม่า การกระทำของจ๋า-ธนนนท์ ภริยานายกฯ อนุทิน ครั้งนี้ ถือเป็นแสงสว่างที่ทำให้เรายิ้มได้ และเห็นว่าผู้นำกับครอบครัวยังคงยึดมั่นในคุณธรรมแบบไทยๆ อยู่ หากเทียบกับคนดังอื่นๆ อย่างภริยานักการเมืองท่านอื่นๆ ก็มีหลายคนที่ทำบุญเช่นกัน แต่ของจ๋านี่พิเศษเพราะทำประจำและเน้นผู้ยากไร้จริงๆ

ไม่เพียงเท่านั้น การทำบุญแบบนี้ยังช่วยลดภาระของโรงพยาบาลและเจ้าหน้าที่นิติเวชที่ต้องรับศพไม่ทราบชื่อจำนวนมากในแต่ละปี โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ ที่มีผู้พลัดพรากมากมาย สวย เก่ง ใจดี แบบนี้แหละที่เราชาวไทยชื่นชอบ!

สุดท้ายนี้ ขอชวนทุกคนมาทำบุญบริจาคโลงศพหรือช่วยเหลือผู้ยากไร้กันบ้างนะคะ ไม่ต้องมาก แค่ใจจริงก็เพียงพอแล้ว สามารถติดต่อวัดหรือโรงพยาบาลใกล้บ้านได้เลย รับรองบุญใหญ่แน่นอน หรือถ้าชอบข่าวแบบนี้ อย่าลืมแชร์และติดตามบล็อกเราเพื่ออัปเดตเรื่องราวดีๆ เพิ่มเติมค่ะ!

ที่มา – “จ๋า-ธนนนท์” ภริยานายกฯ อนุทิน สวยใจบุญ บริจาคโลงศพแก่ผู้ยากไร้ ที่นิติเวช รพ.ตำรวจ

ภูมิใจไทย ได้เงินบริจาคพรรคการเมืองมากสุด 66 ล้าน- ปชน. ได้แค่ 9 ล้าน

ในวงการการเมืองไทยที่กำลังร้อนระอุ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ได้เปิดเผยข้อมูลยอดเงินบริจาคให้พรรคการเมืองประจำเดือนธันวาคม 2568 ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าสนใจมาก โดยเฉพาะ ภูมิใจไทย ได้เงินบริจาคพรรคการเมืองมากสุด 66 ล้านบาท ขณะที่พรรคประชาชน (ปชน.) ได้รับเพียง 9 ล้านบาทเท่านั้น ข้อมูลนี้มาจากผู้บริจาคที่มีจำนวนเงินตั้งแต่ 5,000 บาทขึ้นไป รวม 848 ราย เป็นเงินรวมกว่า 187 ล้านบาท จาก 28 พรรคการเมือง

ภูมิใจไทย ได้เงินบริจาคพรรคการเมืองมากสุด 66 ล้าน- ปชน. ได้แค่ 9 ล้าน

ตัวเลขนี้สะท้อนถึงความนิยมและฐานสนับสนุนของแต่ละพรรคได้อย่างชัดเจน พรรคภูมิใจไทยนำโด่งด้วยเงินบริจาค 66,249,900 บาท จากผู้บริจาคถึง 160 ราย แสดงถึงเครือข่ายที่แข็งแกร่งและผู้สนับสนุนจำนวนมาก ในขณะที่พรรคเพื่อไทยตามมาเป็นอันดับสองด้วย 28,500,000 บาท จากผู้บริจาคเพียง 4 รายเท่านั้น ซึ่งบ่งบอกถึงการบริจาคก้อนใหญ่จากบุคคลสำคัญ

อันดับเงินบริจาคพรรคการเมืองยอดนิยม

  • 1. พรรคภูมิใจไทย: 66,249,900 บาท (160 ราย)
  • 2. พรรคเพื่อไทย: 28,500,000 บาท (4 ราย)
  • 3. พรรคไทยก้าวใหม่ (รักษ์ป่า): 21,200,000 บาท (4 ราย)
  • 4. พรรคประชาธิปัตย์: 14,850,000 บาท (7 ราย)
  • 5. พรรคเสรีรวมไทย: 10,100,000 บาท (2 ราย)
  • พรรคโอกาสใหม่: 10,300,000 บาท + ทรัพย์สิน 590,000 บาท (8 ราย)
  • พรรคประชาชน: 7,937,942.46 บาท + ประโยชน์อื่น 1,524,900 บาท รวม 9 ล้านกว่า (580 ราย)

นอกจากนี้ยังมีพรรคอื่นๆ ที่ได้รับเงินจำนวนมาก เช่น พรรคพลังประชารัฐ 4,730,000 บาท พรรคไทยสร้างไทย 4,410,900 บาท และพรรครวมไทยสร้างชาติ 1,563,000 บาท ข้อมูลทั้งหมดนี้ช่วยให้ประชาชนเห็นภาพความโปร่งใสในการรับเงินสนับสนุนพรรคการเมือง ซึ่งตามกฎหมาย พรรคต้องรายงานต่อ กกต. อย่างสม่ำเสมอเพื่อป้องกันการทุจริต

วิเคราะห์เบื้องหลังตัวเลขบริจาค

ทำไมพรรคภูมิใจไทยถึงได้เงินมากที่สุด? อาจมาจากฐานเสียงที่มั่นคงในภาคอีสานและกรุงเทพฯ รวมถึงนโยบายที่ดึงดูดนักธุรกิจและประชาชนทั่วไป ผู้บริจาค 160 ราย แสดงถึงการกระจายฐาน ไม่ใช่พึ่งก้อนใหญ่เหมือนเพื่อไทยที่ 4 รายแต่ก้อนโต ส่วนพรรคประชาชนที่ผู้บริจาคมากถึง 580 ราย แต่เงินรวมน้อย แสดงถึงการสนับสนุนจากมวลชนตัวเล็กๆ ซึ่งเป็นจุดแข็งในระยะยาว

ตัวเลขนี้ยังบอกถึงแนวโน้มการเมืองก่อนเลือกตั้งใหญ่ พรรคที่ได้เงินมากมักมีโอกาสพัฒนากลยุทธ์หาเสียงได้ดีกว่า เช่น การทำโฆษณา สร้างทีมงาน หรือลงพื้นที่ อย่างไรก็ตาม กฎหมายกำหนดให้พรรคต้องใช้เงินบริจาคอย่างถูกต้อง มิเช่นนั้นอาจถูกเพิกถอนสิทธิ์

ข้อมูลเดือนธันวาคมนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของปี 2568 ซึ่งรวมเงินบริจาคทั้งสิ้นกว่า 187 ล้านบาท แสดงถึงความคึกคักในวงการการเมืองไทย นักการเมืองและพรรคต้องรักษาความโปร่งใสเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน

คุณคิดอย่างไรกับ ภูมิใจไทย ได้เงินบริจาคพรรคการเมืองมากสุด 66 ล้าน- ปชน. ได้แค่ 9 ล้าน นี้? มันสะท้อนฐานเสียงจริงหรือไม่ หรือมีปัจจัยอื่น? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามข่าวการเมืองอัปเดตที่นี่เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – ภูมิใจไทย ได้เงินบริจาคพรรคการเมืองมากสุด 66 ล้าน- ปชน. ได้แค่ 9 ล้าน

“ไผ่ ลิกค์” สวน “รักชนก” ครอบครัวรวย วอนแจงที่มาเงิน

“ไผ่ ลิกค์” สวน “รักชนก” ครอบครัวฐานะดีตั้งแต่เกิด วอนอย่าบิดเบือนประเด็นแจงที่มาเงินบริจาค

จากกรณีที่เป็นประเด็นร้อนแรงในโลกออนไลน์ระหว่าง สส.ไผ่ ลิกค์ และ สส.รักชนก ศรีนอก ล่าสุด สส.ไผ่ ได้ออกมาโพสต์เฟซบุ๊กเพื่อชี้แจงถึงประวัติครอบครัวและเรียกร้องให้ สส.รักชนก ตอบคำถามเรื่องที่มาของเงินบริจาคจำนวน 200,000 บาท

“ไผ่ ลิกค์” แจงที่มาครอบครัว ยันฐานะดีก่อนเล่นการเมือง

สส.ไผ่ ระบุว่า ปกติแล้วเป็นคนที่ไม่ค่อยเปิดเผยเรื่องส่วนตัวมากนัก แต่เนื่องจากมีการตั้งคำถามถึงที่มาของทรัพย์สิน จึงขอชี้แจงว่า คุณปู่คุณย่าคือคุณปู่วิลเลียม ลิกค์ และคุณย่าบุญรอด ล่ำซำ ที่บ้านทำธุรกิจหลายอย่าง เช่น หมู่บ้านจัดสรร โรงโม่หิน อสังหาริมทรัพย์ อพาร์ตเมนต์ สถานบันเทิง และตลาด แต่ปัจจุบันตนได้ยุติบทบาททางธุรกิจทั้งหมดเพื่อมาทำงานการเมืองรับใช้ประชาชน

“เข้าใจคนที่ตั้งคำถามผมนะว่าคุณคิดอะไรอยู่ ผมไม่ได้คิดแบบพวกคุณแน่นอนที่จะเข้าทำอย่างอื่นที่ไม่ใช่ทำเพื่อประชาชน” สส.ไผ่ กล่าว

จี้ “รักชนก” แจงที่มาเงินบริจาค 2 แสน

ประเด็นสำคัญที่ สส.ไผ่ ต้องการให้ สส.รักชนก ตอบคือ เรื่องที่มาของเงินบริจาคจำนวน 200,000 บาท ว่ามีเส้นทางเงินที่ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ เพราะจนถึงปัจจุบัน สส.รักชนก ยังไม่ได้แสดงหลักฐานทางการเงินใดๆ มีเพียงคำอธิบายว่า “เงินเดือนพอทำได้” หรือ “พรรคไม่มีทุนใหญ่” ซึ่งไม่เพียงพอต่อการตรวจสอบ

สส.ไผ่ ย้ำว่า เรื่องนี้ไม่ใช่ความขัดแย้งส่วนตัว แต่เป็นเรื่องที่ประชาชนควรได้รับคำตอบที่ชัดเจน และไม่ควรมีการเบี่ยงประเด็นโดยการนำเรื่องอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องมาโยง เช่น คดีรถหรูที่ศาลยกฟ้องไปแล้ว หรือประเด็นส่วนตัวเมื่อหลายสิบปีก่อน เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ช่วยไขข้อสงสัยเรื่อง “ไผ่ ลิกค์” สวน “รักชนก” ครอบครัวฐานะดีตั้งแต่เกิด วอนอย่าบิดเบือนประเด็นแจงที่มาเงินบริจาค แต่อย่างใด

ยืนยันไม่ขาดคุณสมบัติรัฐมนตรี พร้อมให้ตรวจสอบทรัพย์สิน

สส.ไผ่ ยังกล่าวถึงกรณีที่ถูกกล่าวหาว่าขาดคุณสมบัติรัฐมนตรีจากคดีทำร้ายร่างกายเมื่อปี 2548 ว่า หน่วยงานรัฐได้วินิจฉัยแล้วว่ากรณีดังกล่าวไม่เข้าลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ และเป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรีในการพิจารณา

นอกจากนี้ สส.ไผ่ ยังยินดีให้ตรวจสอบหนี้สินจำนวน 550,000 บาท และพร้อมให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินทั้งหมด เพราะไม่มีเหตุผลใดที่จะต้องปกปิด ตรงกันข้าม สส.รักชนก กลับไม่ยอมเปิดเผยเส้นทางการเงินจำนวน 200,000 บาท ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรทำเพื่อความโปร่งใส

สส.ไผ่ กล่าวทิ้งท้ายว่า การเมืองที่ดีต้องอยู่บนมาตรฐานเดียวกัน ไม่ใช่ใช้วาทกรรมเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ และยืนยันว่าจะให้ความร่วมมือในการตรวจสอบทุกประเด็นตามกฎหมาย

ประเด็นที่เกิดขึ้นนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบที่มาของเงินทุนที่ใช้ในการทำงานการเมือง เพื่อสร้างความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือต่อประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และสุดท้ายนี้ “ไผ่ ลิกค์” สวน “รักชนก” ครอบครัวฐานะดีตั้งแต่เกิด วอนอย่าบิดเบือนประเด็นแจงที่มาเงินบริจาคเป็นสิ่งที่สังคมควรให้ความสนใจและติดตามอย่างใกล้ชิด

ที่มา – “ไผ่ ลิกค์” สวน “รักชนก”ครอบครัวฐานะดีตั้งแต่เกิด วอนอย่าบิดเบือนประเด็นแจงที่มาเงินบริจาค

“ไผ่ ลิกค์” ซัด “ไอซ์ รักชนก” ปมเงินบริจาค

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงทางการเมือง เมื่อ “ไผ่ ลิกค์” ส.ส.กำแพงเพชร พรรคกล้าธรรม ออกมาตั้งคำถามถึง “ไอซ์ รักชนก” ส.ส.พรรคประชาชน เกี่ยวกับที่มาของเงินบริจาคจำนวน 2 แสนบาทที่ “ไอซ์ รักชนก” บริจาคให้กับพรรค เรื่องราวนี้ได้รับความสนใจจากประชาชนและสื่อมวลชนอย่างกว้างขวาง

“ไผ่ ลิกค์” ซัด “ไอซ์ รักชนก” ถามที่มาเงินบริจาคพรรค 2 แสนบาท

นายไผ่ ลิกค์ ได้โพสต์ข้อความผ่าน Facebook ส่วนตัว โดยระบุว่า ต้องการให้ ส.ส.รักชนก ชี้แจงถึงแหล่งที่มาของเงินจำนวนดังกล่าว เนื่องจากข้อมูลที่นายไผ่ ลิกค์ มีอยู่ พบว่าเมื่อนางสาวรักชนก เข้ามาเป็น ส.ส. มีทรัพย์สินเพียง 300,000 บาท การบริจาคเงินจำนวน 200,000 บาท จึงเป็นข้อสงสัยที่ต้องการคำอธิบาย

นายไผ่ ลิกค์ ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า แม้จำนวนเงิน 2 แสนบาทอาจจะไม่มากนัก แต่ในฐานะนักการเมืองที่มาจากประชาชน ทุกคนต้องพร้อมที่จะถูกตรวจสอบที่มาที่ไปของทรัพย์สินและความถูกต้องของธุรกรรมทางการเงินต่างๆ

“ถามเพราะอยากรู้แค่นั้นครับ ขั้นตอนออกไปถ้ายังไม่ได้คำตอบอาจจะต้องไปยื่น ปปช. ตรวจสอบเส้นทางการเงิน” นายไผ่ ระบุ

นายไผ่ ลิกค์ ยืนยันว่า จุดประสงค์ของการตั้งคำถามครั้งนี้ ไม่ได้มีเจตนาที่จะกล่าวหาใคร แต่เป็นการดำเนินการตามหลักการความโปร่งใส ซึ่งเป็นสิ่งที่นักการเมืองทุกคนควรยึดถือปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกัน นายไผ่ หวังว่ากระบวนการชี้แจงนี้จะเป็นการสร้างบรรทัดฐานที่ดีให้กับการทำงานของสภาผู้แทนราษฎรและการเมืองไทยโดยรวม

ประเด็นสำคัญที่ “ไผ่ ลิกค์” ยกขึ้นมาถาม “ไอซ์ รักชนก”

  • ที่มาของเงินบริจาค 200,000 บาท
  • ความโปร่งใสทางการเงินของนักการเมือง
  • การตรวจสอบทรัพย์สินของ ส.ส.
  • บรรทัดฐานความโปร่งใสในการเมืองไทย

เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของความโปร่งใสและความรับผิดชอบทางการเงินของนักการเมือง การตรวจสอบที่มาของทรัพย์สินและการบริจาคเงินเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน และป้องกันการทุจริตคอร์รัปชันที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต

การออกมาตั้งคำถามของ “ไผ่ ลิกค์” ในครั้งนี้ ถือเป็นการกระตุ้นให้สังคมตระหนักถึงความสำคัญของการตรวจสอบนักการเมือง และเรียกร้องให้มีการเปิดเผยข้อมูลทางการเงินอย่างโปร่งใส เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบและตัดสินใจได้อย่างถูกต้องในการเลือกผู้แทนของตนเอง

ทั้งนี้ คงต้องติดตามกันต่อไปว่า “ไอซ์ รักชนก” จะออกมาตอบข้อสงสัยเกี่ยวกับที่มาของเงินบริจาค 2 แสนบาทนี้อย่างไร และเรื่องนี้จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในเรื่องของความโปร่งใสทางการเมืองมากน้อยแค่ไหน

สิ่งที่เกิดขึ้น แสดงให้เห็นว่า การเมืองไทยยังคงต้องเผชิญกับความท้าทายในเรื่องของความโปร่งใสและความรับผิดชอบ การผลักดันให้เกิดกฎหมายและกลไกที่จะช่วยตรวจสอบนักการเมืองอย่างเข้มงวดจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อสร้างการเมืองที่สะอาดและเป็นประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริง

ที่มา – “ไผ่ ลิกค์” ซัด “ไอซ์ รักชนก” ถามที่มาเงินบริจาคพรรค 2 แสนบาท

มูลนิธิ กันจอมพลัง ช่วยสู้ แจงเงินบริจาค 24 ต.ค.นี้

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจ เมื่อ “กัน จอมพลัง” เตรียมชี้แจงเรื่อง “เงินบริจาค” ของ “มูลนิธิ กันจอมพลัง ช่วยสู้” ในวันศุกร์ที่ 24 ตุลาคม 2568 ที่จะถึงนี้ หลายคนคงอยากรู้ถึงรายละเอียดและข้อสงสัยต่างๆ ที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับมูลนิธิฯ

ก่อนหน้านี้ “กัน จอมพลัง” ได้โพสต์คลิปวิดีโอเพื่ออธิบายเกี่ยวกับบทบาทของตนเองใน “มูลนิธิ กันจอมพลัง ช่วยสู้” โดยระบุว่า แม้ตนเองจะไม่ใช่ประธานหรือกรรมการ แต่เป็นผู้ก่อตั้งและที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ของมูลนิธิฯ ซึ่งทำให้เกิดคำถามตามมาว่า การที่ไม่มีชื่อในตำแหน่งบริหารนั้นผิดหรือไม่? กัน จอมพลัง อธิบายว่า การทำงานมีการแบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบ คนทำงานก็ทำไป คนตรวจสอบก็ทำหน้าที่ตรวจสอบไป ตามที่เคยมีการรายงานข่าวไปแล้ว

มูลนิธิ กันจอมพลัง ช่วยสู้ แถลงข่าวชี้แจงเงินบริจาค

ล่าสุด ทางเฟซบุ๊กของ มูลนิธิ กันจอมพลัง ช่วยสู้ ได้ประกาศอย่างเป็นทางการว่า จะมีการแถลงข่าวเพื่อชี้แจงประเด็นเรื่องเงินบริจาคในวันศุกร์ที่ 24 ตุลาคม เวลา 10.00 น. ณ โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น ชั้น 2 ทุกท่านที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียดได้

ทำไมต้องติดตามการแถลงข่าว มูลนิธิ กันจอมพลัง ช่วยสู้?

การแถลงข่าวครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะจะช่วยให้เกิดความโปร่งใสและความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับ มูลนิธิ กันจอมพลัง ช่วยสู้ และการบริหารจัดการเงินบริจาคที่ได้รับมา ซึ่งเป็นสิ่งที่ประชาชนให้ความสนใจและเป็นสิทธิที่ประชาชนจะได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน และเป็นปัจจุบัน

สำหรับผู้ที่ติดตามข่าวสารและให้ความสนใจในกิจกรรมของ มูลนิธิ กันจอมพลัง ช่วยสู้ การแถลงข่าวครั้งนี้จะเป็นโอกาสที่ดีที่จะได้รับฟังข้อมูลโดยตรงจากผู้เกี่ยวข้อง และคลายข้อสงสัยต่างๆ ที่อาจมีอยู่ในใจ หากคุณเป็นหนึ่งในผู้ที่เคยบริจาคเงินให้กับมูลนิธิฯ หรือเป็นผู้ที่ได้รับความช่วยเหลือจากมูลนิธิฯ การติดตามการแถลงข่าวครั้งนี้จะช่วยให้คุณมั่นใจได้ว่า เงินบริจาคของคุณถูกนำไปใช้อย่างถูกต้องและโปร่งใส

นอกจากนี้ การแถลงข่าวครั้งนี้ยังเป็นโอกาสให้ มูลนิธิ กันจอมพลัง ช่วยสู้ ได้แสดงความรับผิดชอบต่อสังคม และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในการดำเนินงานของมูลนิธิฯ ในอนาคต การเปิดเผยข้อมูลและตอบข้อสงสัยต่างๆ อย่างตรงไปตรงมา จะเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีและความน่าเชื่อถือให้กับมูลนิธิฯ และส่งผลดีต่อการระดมทุนและการช่วยเหลือผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม การแถลงข่าวเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอที่จะสร้างความโปร่งใสอย่างแท้จริง สิ่งสำคัญคือ มูลนิธิ กันจอมพลัง ช่วยสู้ จะต้องมีการเปิดเผยข้อมูลทางการเงินและกิจกรรมต่างๆ ของมูลนิธิฯ อย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบและติดตามการดำเนินงานของมูลนิธิฯ ได้ตลอดเวลา นอกจากนี้ ยังควรมีการจัดตั้งกลไกการตรวจสอบภายในที่เข้มแข็ง เพื่อป้องกันการทุจริตและประพฤติมิชอบในอนาคต

สุดท้ายนี้ ขอเชิญชวนทุกท่านที่สนใจติดตามการแถลงข่าวของ มูลนิธิ กันจอมพลัง ช่วยสู้ ในวันศุกร์ที่ 24 ตุลาคม เวลา 10.00 น. ณ โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น ชั้น 2 เพื่อรับทราบข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นปัจจุบันเกี่ยวกับประเด็นเงินบริจาค และร่วมเป็นกำลังใจให้มูลนิธิฯ สามารถดำเนินงานเพื่อช่วยเหลือสังคมต่อไปได้อย่างยั่งยืน

ที่มา – “มูลนิธิ กันจอมพลัง ช่วยสู้” นัดชี้แจงประเด็น “เงินบริจาค” 24 ต.ค.นี้

สรุปดราม่า วัดนาป่าพง ยักยอกเงิน ทนายแจง!

สรุปดราม่า วัดนาป่าพง หลัง พระอาจารย์คึกฤทธิ์ ถูกกล่าวหายักยอกและฟอกเงิน 12.2 ล้านบาท ทีมทนายออกมาแจงอีกมุม ยืนยันเงินยังอยู่ครบ เรื่องราวเป็นอย่างไร มาติดตามกัน

จากกรณีที่ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. เปิดเผยถึงข่าว พระวัดดังจังหวัดปทุมธานี ที่เกี่ยวข้องกับเงินวัดจำนวนมากถึง 12.2 ล้านบาท ซึ่งถูกโอนเข้าบัญชีของสีกา และทนายความชื่อดังได้นำข้อมูลบางส่วนมาโพสต์ลงบนเฟซบุ๊ก ทำให้เกิดข้อสงสัยว่าพระรูปนี้ทำการยักยอกเงินวัดและฟอกเงินหรือไม่ โดยมีหลักฐานเป็นสลิปการโอนเงินที่ได้มาจากสีกาท่านหนึ่งในประเทศเยอรมนี

สรุปดราม่า วัดนาป่าพง ถูกกล่าวหายักยอก-ฟอกเงิน ทีมทนายแจงอีกมุม

  • ทนายอนันต์ชัย ไชยเดช หรือทนายกระดูกเหล็ก เปิดข้อมูลพระวัดดังในปทุมธานี ยักยอกเงินวัด ฟอกเงิน?
  • ทนายได้รับหนังสือร้องเรียนจากสีกาท่านหนึ่งในเยอรมนีว่า พระดังระดับเจ้าอาวาสในปทุมธานี มีพฤติกรรมยักยอกเงินวัดและฟอกเงิน
  • มูลนิธิทนายกองทัพธรรมตรวจสอบแล้ว พบว่ามีการโอนเงินของวัดไปให้สีกาผ่านธนาคาร 4 ครั้ง รวม 12,200,000 บาท
  • สีกาในเยอรมนีโอนเงินจากธนาคารกรุงไทยไปยังธนาคารในเยอรมนี 27 ครั้ง และโอนในเยอรมนีอีก 2 ครั้ง รวม 29 ครั้ง จากนั้นโอนเงินเข้าบัญชีองค์กรของพระที่เปิดในเยอรมนี
  • กลุ่มพระบีบบังคับให้สีกาโอนเงินจากองค์กรเข้าบัญชีส่วนตัวของพระที่เปิดในเยอรมนี
  • พระใช้องค์กรในเยอรมนีเป็นศูนย์กลางฟอกเงินที่ยักยอกมาจากวัด ทำให้สีกาถูกทางการเยอรมนีกล่าวหาว่าเป็นผู้ต้องสงสัยฟอกเงิน
  • สีกาเริ่มระแคะระคายและไม่ต้องการทำงานให้พระรูปดังกล่าวอีก ทำให้พระฟ้องร้องทั้งคดีแพ่งและอาญาในเยอรมนี
  • พบหลักฐานว่าพระรูปดังได้รับเงินบริจาคจากทั้งในประเทศและต่างประเทศจำนวนมากที่ไม่เข้าบัญชีวัด
  • พระรูปดังมีความสัมพันธ์สนิทสนมกับสีกาท่านหนึ่งอย่างออกหน้าออกตา
  • มีการร้องทุกข์กล่าวโทษผู้กระทำผิดไปยัง บก.ปปป., ปปช., ปปง. แล้ว

วัดนาป่าพง ตั้งโต๊ะแจงดราม่า

  • ทีมทนาย 4 คนเป็นตัวแทนแถลงข่าว โดยพระอาจารย์คึกฤทธิ์ไม่ได้ร่วมแถลง
  • นันทน อินทนนท์ ตัวแทนทีมทนายแถลงเกี่ยวกับกระแสการยักยอกเงินและการฟอกเงิน
  • ประเด็นพระอาจารย์กับสีกาในทำนองชู้สาวเป็นเรื่องของพระธรรมวินัย ไม่ใช่ข้อกฎหมาย จึงอยู่นอกกรอบอำนาจของทนายความที่จะชี้แจง
  • ประเด็นพระธรรมวินัยได้เข้าสู่กระบวนการทางสงฆ์แล้ว พระอาจารย์ยินดีชี้แจง

สีกาที่เป็นโยมอุปฐากมีตัวตนและชื่อเสียง

  • สีกาที่มาเป็นโยมอุปฐากคอยปรนนิบัติพระอาจารย์ มีตัวตนชัดเจน มีฐานะ มีชื่อเสียงทางสังคม และปฏิบัติหน้าที่ในฐานะโยมอุปฐากมานาน
  • สีกาคนนี้เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการจัดทำคำสอนของพระอาจารย์คึกฤทธิ์ผ่านสื่อโซเชียล โดยเฉพาะเพจ Facebook และ YouTube ที่ใช้ชื่อว่า “พุทธวจนะเรียล”
  • ข้อมูลและวิดีโอตัดต่อต่างๆ พยายามเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของโยมอุปฐากกับพระอาจารย์ในลักษณะพิเศษ
  • ทนายความเชิญชวนให้ดูข้อมูลเหล่านั้นในโซเชียลและใช้วิจารณญาณในการตัดสินใจเองว่าถูกต้องเหมาะสมหรือไม่

แจงปมยักยอกทรัพย์และฟอกเงิน

  • ปี 2561 พระอาจารย์คึกฤทธิ์ริเริ่มจัดตั้งมูลนิธิพุทธวจนเยอรมนีเพื่อเป็นองค์กรการกุศลในเยอรมนี
  • ตามกฎหมายเยอรมนีต้องมีแหล่งเงินทุนเบื้องต้น จึงแต่งตั้งผู้รับมอบอำนาจในเยอรมนีเพื่อดำเนินการให้สำเร็จตามวัตถุประสงค์
  • การโอนเงินดังกล่าวจึงเป็นไปเพื่อจัดตั้งมูลนิธิฯโดยเฉพาะ
  • เดิมพระอาจารย์คึกฤทธิ์แต่งตั้งตัวแทนผู้รับมอบอำนาจในการดำเนินธุรกรรมทางการเงินเพื่อจัดตั้งมูลนิธิ โดยมีอำนาจเบิกถอนเงินด้วย ตั้งแต่วันที่ 20 มีนาคม 2561
  • มีข้อพิพาทเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของตัวแทนในเยอรมนี พระอาจารย์คึกฤทธิ์จึงเพิกถอนการมอบอำนาจดังกล่าว ตั้งแต่วันที่ 7 กรกฎาคม 2564
  • ฟ้องร้องบุคคลดังกล่าวต่อศาลภูมิภาคเดกเกนดอร์ฟ ปัจจุบันอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาล
  • จัดตั้งมูลนิธิฯ แล้วเสร็จในชื่อ Stiftung Buddhawaiana Germany ซึ่งได้รับการรับรองและอนุญาตจัดตั้งโดยประธานาธิบดี รัฐบาวาเรียตอนล่าง เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2562
  • ปัจจุบันมีหมายเลขประจำตัวผู้เสียภาษีเลขที่ 132/110/9000 จากสำนักงานสรรพากรจังหวัดลันทช์ฮูท (Landshut)
  • โอนเงินเข้าบัญชีมูลนิธิพุทธวจนเยอรมนีที่ธนาคาร SozialBank ตั้งแต่จัดตั้งมูลนิธิเรียบร้อยแล้ว และเงินจำนวนดังกล่าวยังคงอยู่ในบัญชีธนาคารดังกล่าวต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน
  • กรณีนี้จึงไม่มีการยักยอกทรัพย์สินหรือการฟอกเงินตามที่เป็นข่าว

“อาจารย์เบียร์” ยันไม่ปกป้องพระ หากทำให้พุทธศาสนาเสื่อมเสีย

  • อาจารย์เบียร์ คนตื่นธรรม เผยว่าไม่มีความเห็นใดๆ เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว
  • ยืนยันว่าไม่เคยคิดจะปกป้องพระที่กระทำความผิดจนทำให้พระพุทธศาสนาเสื่อมเสีย
  • ที่ออกมาพูดวันนี้ ในฐานะลูกศิษย์, เพราะก่อนหน้านี้ ทุกคนรับรู้เพียงมุมของคู่กรณีของพระอาจารย์คึกฤทธิ์เท่านั้น
  • หลังฟังพระอาจารย์คึกฤทธิ์ มีบางประเด็นที่สงสัยและซักถามไปแล้ว แต่พระอาจารย์สามารถตอบได้ทุกประเด็นจนสิ้นสงสัย
  • ขณะที่ยังไม่มีโอกาสได้คุยกับสีกาคู่กรณี
  • เรื่องที่เกิดขึ้น อยากให้ทุกคนใช้วิจารณญาณและใช้ดุลยพินิจในการตัดสิน
  • ไม่ว่าผลสุดท้าย พระอาจารย์คึกฤทธิ์ หรือสีกาคู่กรณี กระทำผิดจริง ก็ต้องยอมรับกับสิ่งที่จะเกิดขึ้น
  • ดังนั้นอยากให้คนที่มีพยานหลักฐานจริงๆ นำข้อมูลดังกล่าวไปให้กับพนักงานสอบสวน

ลูกศิษย์ไม่เชื่อ ยังศรัทธาพระอาจารย์คึกฤทธิ์

  • ลูกศิษย์ที่มาร่วมฟังการแถลงข่าวยังไม่เชื่อในข่าวที่ออกมาก่อนหน้า
  • บอกยังเชื่อมั่นพร้อมทั้งศรัทธาในตัวของพระอาจารย์คึกฤทธิ์ และไม่เชื่อว่าอาจารย์จะเป็นพระเช่นนั้น

สรุปดราม่า วัดนาป่าพง

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น สิ่งสำคัญคือการพิจารณาข้อมูลอย่างรอบด้าน ใช้วิจารณญาณในการตัดสิน และรอผลการสอบสวนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับดราม่า วัดนาป่าพง นี้

ที่มา – สรุปดราม่า วัดนาป่าพง ถูกกล่าวหายักยอก-ฟอกเงิน ทีมทนายแจงอีกมุม

บิ๊กเต่าคาดเส้นเงิน อลงกตการละคร แตะหมื่นล้าน!

“บิ๊กเต่า” คาดการณ์เส้นทางการเงินของ “อลงกตการละคร” อาจสูงถึงหมื่นล้านบาท หลังพบเครือข่ายจำนวนมาก ยืนยันจะดำเนินคดีทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นดารา อินฟลูเอนเซอร์ หรือนักการเมือง

เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม ที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. เปิดเผยความคืบหน้าในการดำเนินคดีเครือข่าย “หมอบี” และ “อดีตพระอลงกต” ว่า หลังจากนี้จะมีผู้เข้ามาให้ข้อมูลกับตำรวจเรื่อยๆ เช่น วันนี้จะมีคณะกรรมการมูลนิธิพุทธสถานลพบุรีศรีสุวรรณภูมิ จังหวัดลพบุรี เข้ามา ซึ่งน่าจะเป็นกลุ่มบุคคลที่พบเห็นการกระทำความผิดหลายเรื่อง รวมถึงคนที่เกี่ยวข้องกับเส้นทางการเงินที่จะมาให้ข้อมูลด้วย

พล.ต.ต.จรูญเกียรติ เผยว่า ตอนนี้ตำรวจมีข้อมูลจำนวนมาก เพียงแต่อาจต้องขอหลักฐานเส้นทางการเงินมาประกอบ พฤติการณ์ของเครือข่ายนี้มีลักษณะเป็นบริษัท “อลงกตการละคร” มีเจ้าหน้าที่แต่ละตำแหน่งคอยเก็บเงินและบริหารการเงิน หากตำรวจมีความชัดเจนในทุกเรื่องจะมีการแถลงข่าวอย่างเป็นทางการ ขอให้ตำรวจทำงานให้เกิดความชัดเจนอีกสักระยะหนึ่ง

ส่วนกรณีที่มีกระแสข่าวว่าเส้นทางการเงินของวัดหรือ “อดีตพระอลงกต” และเครือข่ายเชื่อมโยงกับดาราหรือกลุ่มอินฟลูเอนเซอร์นั้น ยืนยันว่าตำรวจจะดำเนินคดีโดยไม่มีละเว้น ไม่ว่าจะเป็นดารา อินฟลูเอนเซอร์ หรือนักการเมือง หากใครเข้ามาเกี่ยวข้องกับเส้นทางการเงินหรือผลประโยชน์ ก็จะต้องดำเนินคดีทั้งหมด หากตนเองยังดำรงตำแหน่งอยู่ เพราะคดีนี้ “อดีตพระอลงกต” ได้ตระเวนเรี่ยไรเงินไปทั่วประเทศ ไม่เหมือนกับวัดทั่วไปที่จะมีคนเข้ามาบริจาคแค่ในพื้นที่ เพราะฉะนั้นคดีนี้จึงมีความเสียหายอยู่ทั่วประเทศ และอาจไม่ใช่แค่หลักพันล้านบาท แต่อาจแตะถึงหลักหมื่นล้านบาท หรือมากกว่านั้น ซึ่งตำรวจจะขยายผลให้ชัดเจน เพื่อเป็นตัวอย่างให้กับวัดบางวัดที่มีพฤติกรรมคล้ายๆ กันนี้

บิ๊กเต่าคาดเส้นเงิน อลงกตการละคร อาจแตะหมื่นล้าน!

ความคืบหน้าล่าสุดเกี่ยวกับคดีอดีตพระอลงกตและเครือข่าย ยังคงเป็นประเด็นที่สังคมจับตามองอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นเรื่องของเส้นทางการเงินที่คาดว่าจะมีความซับซ้อนและโยงใยไปถึงบุคคลหลากหลายวงการ

เส้นเงิน อลงกตการละคร ที่อาจแตะหมื่นล้านคืออะไร?

ประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึงอย่างมากคือตัวเลข “หมื่นล้านบาท” ที่ถูกคาดการณ์ว่าเป็นมูลค่ารวมของเส้นทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับ “อลงกตการละคร” ตัวเลขนี้สร้างความตกตะลึงให้กับหลายฝ่าย และนำไปสู่คำถามมากมายเกี่ยวกับที่มาที่ไปของเงินจำนวนมหาศาลนี้

พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. ได้ให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นนี้ว่า ทางตำรวจกำลังเร่งรวบรวมหลักฐานและตรวจสอบเส้นทางการเงินอย่างละเอียด เพื่อให้ทราบถึงที่มาของเงิน และหาผู้ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมาย ไม่ว่าบุคคลนั้นจะเป็นใครก็ตาม

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับการดำเนินคดีกับดาราและอินฟลูเอนเซอร์ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเส้นทางการเงินของ “อลงกตการละคร” ซึ่งทางตำรวจยืนยันว่าจะไม่มีการละเว้น และจะดำเนินคดีกับทุกคนที่เกี่ยวข้องอย่างเท่าเทียมกัน

คดีนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของการฉ้อโกงเงินบริจาค แต่ยังเป็นเรื่องของการทำลายความศรัทธาและความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อศาสนา ดังนั้น การดำเนินคดีอย่างโปร่งใสและเป็นธรรมจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

ดังนั้น การตรวจสอบเส้นทางการเงินของ “อลงกตการละคร” อย่างละเอียดจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ทราบถึงที่มาที่ไปของเงิน และนำผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมาย นอกจากนี้ การดำเนินคดีกับดาราและอินฟลูเอนเซอร์ที่เกี่ยวข้องก็เป็นสิ่งจำเป็น เพื่อแสดงให้เห็นว่ากฎหมายมีความศักดิ์สิทธิ์และทุกคนต้องอยู่ภายใต้กฎหมายอย่างเท่าเทียมกัน

คดีนี้เป็นบทเรียนสำคัญสำหรับสังคมไทย ที่จะต้องตระหนักถึงความสำคัญของการตรวจสอบและติดตามเส้นทางการเงินขององค์กรต่างๆ โดยเฉพาะองค์กรที่เกี่ยวข้องกับการบริจาคและการกุศล เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการทุจริตและฉ้อโกงขึ้นอีกในอนาคต

ที่มา – “บิ๊กเต่า” คาดเส้นเงิน “อลงกตการละคร” อาจแตะหมื่นล้านบาท โยงใครดำเนินคดีหมด

Scroll to top