เงินประกันสังคม

ประกันสังคมแจงปมเช่าเชื่อมโยงเครือข่ายสัญญาณเดือนละ 8.5 แสน ไม่ใช่ 24 ล้าน

เชื่อว่าหลายคนคงได้เห็นข่าวคราวที่สร้างความตกใจเกี่ยวกับประเด็นค่าใช้จ่ายของภาครัฐกันมาบ้าง โดยเฉพาะล่าสุดที่มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการเช่าสัญญาณอินเทอร์เน็ตของหน่วยงานรัฐ ล่าสุดทางสำนักงานประกันสังคมได้ออกมาไขข้อข้องใจเกี่ยวกับประเด็น ประกันสังคมแจงปมเช่าเชื่อมโยงเครือข่ายสัญญาณเดือนละ 8.5 แสน ไม่ใช่ 24 ล้าน เพื่อให้ผู้ประกันตนทุกคนเกิดความสบายใจและเข้าใจถึงที่มาที่ไปของงบประมาณก้อนนี้ครับ

ประกันสังคมแจงปมเช่าเชื่อมโยงเครือข่ายสัญญาณเดือนละ 8.5 แสน ไม่ใช่ 24 ล้าน

เหตุการณ์เริ่มต้นจากมีกระแสข่าวลือแพร่สะพัดในโลกออนไลน์ว่า ประกันสังคมจ่ายค่าเช่าระบบเน็ตเวิร์กที่เรียกว่า Dark Fiber สูงถึงเดือนละ 24 ล้านบาท ซึ่งตัวเลขนี้ถือว่าสูงมากจนประชาชนเกิดความสงสัยว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่ ทางสำนักงานประกันสังคมจึงได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลทางการว่า ตัวเลข 24 ล้านนั้นไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด

ข้อเท็จจริงคือ งบประมาณที่ได้รับอนุมัติสำหรับโครงการนี้นั้นอยู่ที่ 7,713,000 บาท ซึ่งเมื่อหารออกมาเป็นรายเดือนแล้วจะตกอยู่ที่เดือนละ 857,000 บาทเท่านั้น สำหรับระยะเวลาสัญญาทั้งสิ้น 9 เดือน ดังนั้นการที่แชร์ข้อมูลผิดพลาดว่าต้องจ่ายสูงถึง 24 ล้านบาท จึงเป็นการเข้าใจคลาดเคลื่อนอย่างร้ายแรงครับ

เหตุผลความจำเป็นในการเช่าเครือข่ายสัญญาณ

ทำไมหน่วยงานระดับมหภาคถึงต้องให้ความสำคัญกับระบบเครือข่ายมากขนาดนี้? การดำเนินการของประกันสังคมไม่ได้เป็นแค่เรื่องของอินเทอร์เน็ตทั่วไป แต่เป็นการเชื่อมโยงระหว่างศูนย์คอมพิวเตอร์หลักที่นนทบุรีและศูนย์คอมพิวเตอร์สำรองที่ระยอง ซึ่งมีระยะทางห่างกันเกือบ 300 กิโลเมตร โดยมีเหตุผลสนับสนุนดังนี้ครับ:

  • การสำรองข้อมูล (Data Backup): เพื่อป้องกันข้อมูลของผู้ประกันตนสูญหาย หากเกิดภัยพิบัติหรือเหตุฉุกเฉินที่ศูนย์แห่งใดแห่งหนึ่ง ระบบจะยังคงทำงานได้ต่อเนื่อง
  • ความเสถียรและความปลอดภัย: การใช้ Dark Fiber ซึ่งเป็นสายใยแก้วนำแสงส่วนตัว มีความหน่วงที่ต่ำมากและมีความปลอดภัยสูงกว่าการใช้อินเทอร์เน็ตสาธารณะ เพราะเป็นการเชื่อมต่อตรงแบบจุดต่อจุด (Point-to-Point)
  • การป้องกันการรั่วไหล: ด้วยความที่เป็นเครือข่ายส่วนตัว ข้อมูลของผู้ประกันตนจึงถูกส่งผ่านช่องทางที่ปลอดภัยและตรวจสอบได้ ป้องกันการถูกโจมตีทางไซเบอร์ที่มีความรุนแรงมากขึ้นในปัจจุบัน

ในฐานะผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เราทุกคนย่อมต้องการเห็นความโปร่งใส ซึ่งการที่หน่วยงานออกมาชี้แจงข้อมูลเรื่อง ประกันสังคมแจงปมเช่าเชื่อมโยงเครือข่ายสัญญาณเดือนละ 8.5 แสน ไม่ใช่ 24 ล้าน ได้ทันท่วงทีแบบนี้ ถือเป็นเรื่องดี เพราะเป็นการรักษาสิทธิและเงินสมทบของผู้ประกันตนให้ถูกนำไปใช้อย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด เราควรช่วยกันตรวจสอบและติดตามข้อมูลจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ เพื่อป้องกันการตื่นตระหนกจากข่าวลือที่บิดเบือนข้อเท็จจริงครับ

ที่มา – ประกันสังคมแจงปมเช่าเชื่อมโยงเครือข่ายสัญญาณเดือนละ 8.5 แสน ไม่ใช่ 24 ล้าน

เปิดรับฟังความคิดเห็นแก้ไข พ.ร.บ.เงินทดแทนหวังยกระดับความคุ้มครองลูกจ้าง

สำนักงานประกันสังคม (สปส.) กำลังเปิดรับฟังความคิดเห็นแก้ไข พ.ร.บ.เงินทดแทนหวังยกระดับความคุ้มครองลูกจ้าง ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 15 มิถุนายน 2569 เพื่อให้กฎหมายนี้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว นี่เป็นโอกาสสำคัญสำหรับนายจ้าง ลูกจ้าง และผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนในการมีส่วนร่วมกำหนดอนาคตของสิทธิประโยชน์ที่เป็นธรรมและครอบคลุมมากขึ้น

เปิดรับฟังความคิดเห็นแก้ไข พ.ร.บ.เงินทดแทนหวังยกระดับความคุ้มครองลูกจ้าง

การแก้ไข พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ. 2537 ครั้งนี้ มุ่งเน้นยกระดับความคุ้มครองลูกจ้างในหลายด้าน โดยเฉพาะการขยายสิทธิให้ครอบคลุมกลุ่มที่เคยถูกละเลย เช่น ลูกจ้างทำงานบ้าน ที่จะได้รับความคุ้มครองเท่าเทียมกับลูกจ้างทั่วไป นอกจากนี้ ยังปรับปรุงสิทธิของครอบครัวให้ตรงกับความเป็นจริงมากขึ้น

สิทธิประโยชน์ใหม่ที่ลูกจ้างจะได้รับ

  • ปลดล็อกข้อจำกัดคู่สมรส: คู่สมรสของลูกจ้างจะไม่ถูกตัดสิทธิรับเงินทดแทนแม้สมรสใหม่ ทำให้ครอบครัวได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง
  • ขยายสิทธิบุตร: บุตรของลูกจ้างที่เสียชีวิตจะได้รับเงินทดแทนตามความเป็นจริง โดยไม่จำกัดจำนวนหรือเงื่อนไขเดิม
  • หนังสือระบุตัวบุคคล: ลูกจ้างสามารถทำเอกสารกำหนดผู้รับสิทธิล่วงหน้าได้ เพิ่มความยืดหยุ่นและมั่นใจ
  • ทุพพลภาพต่อเนื่อง: ผู้มีสิทธิทุพพลภาพทั้งก่อนและหลัง 9 ธันวาคม 2561 จะได้รับค่าทดแทนต่อเนื่องตามกฎหมายใหม่

การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้จะช่วยให้ลูกจ้างและครอบครัวรู้สึกมั่นใจมากขึ้นในระบบประกันสังคม โดยเฉพาะในยุคที่ค่าใช้จ่ายชีวิตสูงขึ้นและโครงสร้างครอบครัวหลากหลาย

ปรับโครงสร้างการบริหารกองทุนให้โปร่งใส

นอกจากสิทธิประโยชน์แล้ว การเปิดรับฟังความคิดเห็นแก้ไข พ.ร.บ.เงินทดแทนหวังยกระดับความคุ้มครองลูกจ้าง ยังรวมถึงการปฏิรูประบบบริหารด้วย โดยกำหนดให้รัฐมนตรีแต่งตั้งคณะกรรมการสรรหาผู้เชี่ยวชาญ เพิ่มตัวแทนนายจ้างและลูกจ้างในคณะกรรมการการแพทย์

  • วาระกรรมการ: 2 ปี ติดต่อกันไม่เกิน 2 วาระ ป้องกันการผูกขาด
  • คุณสมบัติชัดเจน: ไม่ซ้ำกับคณะกรรมการประกันสังคม
  • อำนาจคณะกรรมการตรวจสอบ: เรียกเอกสารหรือบุคคลชี้แจงได้ เพิ่มความโปร่งใส

การปรับปรุงเหล่านี้จะทำให้กองทุนเงินทดแทนบริหารงานได้มีประสิทธิภาพและเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น สร้างความเชื่อมั่นให้ผู้ประกันตน

ทุกคนสามารถร่วมแสดงความคิดเห็นได้ตั้งแต่วันนี้ถึง 15 มิ.ย. 2569 ผ่านเว็บไซต์ www.law.go.th www.sso.go.th หรือสแกน QR Code ที่ปรากฏบนเว็บไซต์ หลังรับฟัง สปส. จะนำเสนอต่อคณะกรรมการกองทุนเงินทดแทนและรัฐมนตรีแรงงาน

การมีส่วนร่วมของคุณสำคัญมาก เพราะจะช่วยให้กฎหมายตอบโจทย์ชีวิตจริง รีบไปแสดงความเห็นวันนี้ เพื่ออนาคตที่ดีกว่าของลูกจ้างทุกคน! ในมุมมองของผม การแก้ไขนี้เป็นก้าวสำคัญที่แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลใส่ใจสิทธิแรงงานอย่างแท้จริง

ที่มา – เปิดรับฟังความคิดเห็นแก้ไข พ.ร.บ.เงินทดแทนหวังยกระดับความคุ้มครองลูกจ้าง

ย้ำสถานะกองทุนประกันสังคมปี 2568 แข็งแกร่ง เน้นลงทุนมีเสถียรภาพ

ในยุคที่เศรษฐกิจมีความผันผวน ย้ำสถานะกองทุนประกันสังคมปี 2568 แข็งแกร่ง เน้นลงทุนมีเสถียรภาพ เป็นข่าวดีสำหรับพี่น้องผู้ประกันตนทั่วประเทศ สำนักงานประกันสังคม (สปส.) ได้ออกมาประกาศสถานะกองทุนที่มั่นคง พร้อมยอดเงินลงทุนสะสมทะลุ 2.9 ล้านล้านบาท ซึ่งสะท้อนถึงการบริหารจัดการที่รอบคอบและมีประสิทธิภาพ

ย้ำสถานะกองทุนประกันสังคมปี 2568 แข็งแกร่ง เน้นลงทุนมีเสถียรภาพ

เมื่อวันที่ 11 มีนาคม นางสาวกาญจนา พูลแก้ว เลขาธิการ สปส. ได้แถลงข่าวอย่างเป็นทางการ โดยข้อมูล ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 แสดงให้เห็นว่ากองทุนประกันสังคมมีเงินลงทุนสะสมรวม 2,859,400 ล้านบาท เกิดจากเงินสมทบจากนายจ้าง ลูกจ้าง และรัฐบาล รวม 1,728,722 ล้านบาท และผลตอบแทนจากการลงทุนสะสม 1,130,678 ล้านบาท ในปี 2568 นี้ สร้างผลตอบแทนที่รับรู้แล้วกว่า 80,000 ล้านบาท คิดเป็นอัตรา 6.1% ของพอร์ตการลงทุน

กลยุทธ์การลงทุนที่ยึดหลักเสถียรภาพเป็นสำคัญ โดยแบ่งสัดส่วนหลักทรัพย์มั่นคงสูง 69.01% และหลักทรัพย์เสี่ยง 30.99% การลงทุนในประเทศ 60.47% และต่างประเทศ 39.53% ทำให้กองทุนสามารถรับมือกับความเสี่ยงได้ดี สร้างความมั่นใจให้กับผู้ประกันตนกว่า 12 ล้านคนทั่วไทย

รายละเอียดการลงทุนกองทุนประกันสังคมปี 2568

  • เงินลงทุนสะสม: 2,859,400 ล้านบาท
  • เงินสมทบ: 1,728,722 ล้านบาท
  • ผลตอบแทนสะสม: 1,130,678 ล้านบาท
  • ผลตอบแทนปี 2568: 80,000 ล้านบาท (6.1%)
  • สัดส่วนลงทุน: มั่นคง 69.01%, เสี่ยง 30.99%

นอกจากนี้ กองทุนเงินทดแทนก็แข็งแกร่งไม่แพ้กัน มีเงินลงทุนสะสม 88,136 ล้านบาท จากเงินสมทบนายจ้างสุทธิ 52,664 ล้านบาท และผลตอบแทน 35,472 ล้านบาท ปี 2568 สร้างผลตอบแทน 4,228 ล้านบาท หรือ 5.68% โดยลงทุนมั่นคง 81.37% เสี่ยง 18.63% ในประเทศ 71.54% ต่างประเทศ 28.46%

ประโยชน์ที่ผู้ประกันตนได้รับจากเสถียรภาพกองทุน

การบริหารกองทุนที่ย้ำสถานะกองทุนประกันสังคมปี 2568 แข็งแกร่ง ช่วยให้สิทธิประโยชน์ เช่น กรณีชราภาพ สูงอายุ ว่างงาน และเจ็บป่วย มีความยั่งยืน ผู้ประกันตนสามารถวางใจได้ว่าสวัสดิการจะจ่ายครบถ้วนทันเวลา สอดคล้องมาตรฐานสากล

เลขาธิการ สปส. เน้นย้ำว่า การดำเนินงานเป็นไปตามระเบียบอย่างรัดกุม มุ่งสร้างผลตอบแทนยั่งยืน เพื่อสวัสดิการที่มั่นคงให้ทุกคน ในอนาคต สปส. จะปรับกลยุทธ์ให้เหมาะสมกับสถานการณ์เศรษฐกิจโลกต่อไป

สำหรับผู้ประกันตนที่สนใจตรวจสอบสถานะกองทุนหรือสิทธิประโยชน์ สามารถเข้าเว็บไซต์ สปส. หรือแอป SSO Connect ได้ทันที

สรุปแล้ว ย้ำสถานะกองทุนประกันสังคมปี 2568 แข็งแกร่ง เน้นลงทุนมีเสถียรภาพ เป็นสัญญาณบวกที่แสดงถึงความรับผิดชอบต่อแรงงานไทย หวังว่าทุกท่านจะได้รับประโยชน์เต็มที่ ลองเช็กสิทธิของคุณวันนี้เพื่อความอุ่นใจในวันพรุ่งนี้!

ที่มา – ย้ำสถานะกองทุนประกันสังคมปี 2568 แข็งแกร่ง เน้นลงทุนมีเสถียรภาพ

เดินหน้าสร้างหลักประกันความมั่งคงแรงงานนอกระบบ-อาชีพอิสระ

ในยุคที่เศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว แรงงานนอกระบบและอาชีพอิสระกลายเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ แต่หลายคนยังขาดหลักประกันชีวิตที่มั่นคง สำนักงานประกันสังคม (สปส.) จึงเดินหน้าสร้างหลักประกันความมั่งคงแรงงานนอกระบบ-อาชีพอิสระ อย่างจริงจัง ผ่านโครงการ “ประกันสังคมทั่วไทยสู่แรงงานภาคอิสระ รุ่นที่ 2 (กรุงเทพฯ/ปริมณฑล)” ที่เพิ่งจัดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้

เดินหน้าสร้างหลักประกันความมั่งคงแรงงานนอกระบบ-อาชีพอิสระ

โครงการนี้จัดขึ้นเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ ณ โรงแรมโนโวเทล กรุงเทพฯ ฟิวเจอร์ พาร์ค รังสิต จังหวัดปทุมธานี โดยนางสาวกาญจนา พูลแก้ว เลขาธิการ สปส. มอบหมายให้นางสาวนันทินี ทรัพย์ศิริ ที่ปรึกษาด้านประสิทธิภาพ เป็นประธานเปิด มีผู้เข้าร่วมกว่า 200 คน จากกรุงเทพฯ และปริมณฑล เช่น ปทุมธานี สมุทรปราการ สมุทรสาคร นครปฐม และนนทบุรี รวมถึงเครือข่ายประกันสังคม อาสาสมัครแรงงาน บัณฑิตแรงงาน และประชาชนทั่วไป

สปส. มุ่งมั่นสร้างหลักประกันทางสังคมที่ครอบคลุมทุกกลุ่ม โดยเฉพาะแรงงานนอกระบบที่ปัจจุบันมีผู้ประกันตนทั่วประเทศ 24.86 ล้านคน แบ่งเป็นมาตรา 33 (13 ล้านคน), มาตรา 39 (1.6 ล้านคน) และมาตรา 40 (11 ล้านคน) การรณรงค์อย่างต่อเนื่องช่วยให้แรงงานอิสระตระหนักถึงสิทธิประโยชน์มากขึ้น

สิทธิประโยชน์ประกันสังคมมาตรา 40 ที่ไม่ควรพลาด

มาตรา 40 ออกแบบมาเพื่อแรงงานนอกระบบและอาชีพอิสระโดยเฉพาะ ค่าใช้จ่ายเริ่มต้นแค่ 70 บาท/เดือน (จ่ายรายปี 840 บาท) แต่คุ้มครองครบถ้วน ดังนี้:

  • เจ็บป่วย: ชดเชยรายได้ 50% ของค่าจ้างฐาน ไม่เกิน 30 วัน/ปี
  • ทุพพลภาพ: ได้บำเหน็จหรือบำนาญตลอดชีวิต
  • เสียชีวิต: เงินทดแทนการเสียชีวิตและงานศพ
  • ชราภาพ: บำนาญเมื่ออายุ 60 ปี
  • สงเคราะห์บุตร: ช่วยเหลือบุตรอายุไม่เกิน 6 ปี

นอกจากนี้ยังมีสิทธิรักษาพยาบาล 30 บาทรักษาทุกโรค และสิทธิอื่นๆ ที่ช่วยลดภาระชีวิต

ทำไมต้องเดินหน้าสร้างหลักประกันความมั่งคงแรงงานนอกระบบ-อาชีพอิสระ ในตอนนี้?

สังคมผู้สูงวัยกำลังมา แรงงานอิสระอย่างฟรีแลนซ์ ขายของออนไลน์ คนขับแท็กซี่ หรือแม่ค้าอาชีพอิสระ เผชิญความเสี่ยงสูง หากไม่มีหลักประกัน อาจลำบากในวัยชรา โครงการนี้ไม่เพียงให้ความรู้ แต่ยังสร้างแรงจูงใจให้สมัคร เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของตัวเองและครอบครัว การตอบรับดีเยี่ยม แสดงให้เห็นว่าทุกคนเริ่มให้ความสำคัญ

ปัจจุบัน สปส. ยังมีช่องทางสมัครง่ายๆ ผ่านแอป SSO Connect, เว็บไซต์, หรือที่สำนักงานประกันสังคมใกล้บ้าน ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร หากเป็นแรงงานนอกระบบ สมัครวันนี้เพื่ออนาคตที่มั่นคง

สรุปแล้ว การเดินหน้าสร้างหลักประกันความมั่งคงแรงงานนอกระบบ-อาชีพอิสระ เป็นนโยบายที่ตอบโจทย์ยุคดิจิทัล ลองนึกภาพชีวิตที่ไร้กังวลจากโรคภัยหรือวัยชรา สมัครเลยเพื่อก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นใจ! หากสนใจ สามารถติดต่อ สปส. จังหวัดของคุณ หรือเยี่ยมชมเว็บไซต์เพื่อข้อมูลเพิ่มเติม

ที่มา – เดินหน้าสร้างหลักประกันความมั่งคงแรงงานนอกระบบ-อาชีพอิสระ

เร่งสร้างการรับรู้ประโยชน์กองทุนเงินทดแทนเพื่อลูกจ้าง

สำนักงานประกันสังคม (สปส.) เร่งสร้างการรับรู้ประโยชน์กองทุนเงินทดแทน เพื่อให้ลูกจ้างทุกคนได้รับทราบสิทธิประโยชน์ที่ตนเองพึงได้รับ และได้รับการคุ้มครองอย่างเป็นธรรม ทั่วถึง เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของแรงงาน

นางสาวกาญจนา พูลแก้ว เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม (สปส.) กล่าวว่า ได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการสร้างการรับรู้ประโยชน์กองทุนเงินทดแทน ซึ่งดูแลโดยสำนักงานประกันสังคม เพื่อให้ประชาชนและแรงงานทุกภาคส่วนได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้องและครอบคลุมมากยิ่งขึ้น เนื่องจากแรงงานเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาประเทศ การดูแลให้ลูกจ้างทุกคนได้รับการคุ้มครองอย่างเป็นธรรม มีคุณภาพชีวิตที่ดี และได้รับการคุ้มครองอย่างทั่วถึงจึงเป็นเรื่องสำคัญ

สำนักงานประกันสังคมจึงได้จัดตั้งกองทุนเงินทดแทนขึ้น เพื่อเป็นหลักประกันความมั่นคงให้แก่ลูกจ้างในยามที่ประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยเนื่องจากการทำงาน โดยนายจ้างจะเป็นผู้ส่งเงินสมทบเข้ากองทุน

เร่งสร้างการรับรู้ประโยชน์กองทุนเงินทดแทน

กองทุนเงินทดแทนให้ความคุ้มครองลูกจ้างตั้งแต่วันแรกที่เข้าทำงาน และเมื่อลูกจ้างประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยเนื่องจากการทำงาน จะได้รับเงินทดแทนใน 4 กรณีดังนี้:

  1. ค่ารักษาพยาบาล: กองทุนจะดูแลค่ารักษาพยาบาลตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 65,000 บาท กรณีบาดเจ็บรุนแรง จะดูแลค่ารักษาพยาบาลสูงสุดไม่เกิน 1,000,000 บาท
  2. ค่าทดแทนรายเดือน: ลูกจ้างจะได้รับค่าทดแทนรายเดือนในอัตราร้อยละ 70% ของค่าจ้างรายเดือน โดยได้รับไม่เกิน 14,000 บาทต่อเดือน กรณีแพทย์สั่งให้หยุดพักรักษาตัว ตั้งแต่วันแรก รวมไม่เกิน 1 ปี กรณีสูญเสียสมรรถภาพในการทำงานของร่างกายไม่เกิน 10 ปี ทุพพลภาพตลอดชีวิต หรือถึงแก่ความตายหรือสูญหาย 10 ปี และค่าทำศพ
  3. ค่าทำศพ: กรณีเสียชีวิต จะได้รับค่าทำศพ 50,000 บาท โดยจะจ่ายให้แก่ทายาท
  4. การฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงาน: สำหรับลูกจ้างที่จำเป็นต้องได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงาน กองทุนจะสนับสนุนค่าใช้จ่ายดังนี้:
    • ค่าใช้จ่ายในกระบวนการเวชกรรมฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงานด้านการแพทย์ ไม่เกินครั้งละ 200 บาท และค่าใช้จ่ายจัดการโครงการไม่เกินรายวันละ 100 บาท โดยรวมแล้วในแต่ละปีไม่เกิน 24,000 บาท
    • ค่าใช้จ่ายฟื้นฟูสมรรถภาพด้านอาชีพและทักษะการทำงาน เพื่อประโยชน์ในอาชีพสมรรถภาพเต็มตามแผนไม่เกิน 40,000 บาท หากเกินต้องเป็นไปตามเหตุจำเป็นไม่เกิน 140,000 บาท แต่กรณีรวมกันไม่เกิน 180,000 บาท โดยเป็นค่าพาหนะการพาลูกจ้างไปยังสถานที่ฝึกอบรมด้วย
    • ค่าใช้จ่ายในส่วนของการฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงานในอาชีพ ที่นายจ้างต้องตรวจสอบความสามารถของลูกจ้าง โดยรวมไม่เกิน 180,000 บาท
    • ค่าใช้จ่ายในส่วนของการสนับสนุนและบริการฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงานให้พนักงานที่เป็นภาวะทุพพลภาพอันเนื่องมาจากอันตราย หรือเจ็บป่วยจากการทำงานโดยไม่เกินปีละ 24,000 บาท

ทำไมต้องเร่งสร้างการรับรู้ประโยชน์กองทุนเงินทดแทน?

การสร้างการรับรู้ประโยชน์กองทุนเงินทดแทนเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้ลูกจ้างเข้าใจถึงสิทธิและความคุ้มครองที่ตนเองได้รับจากกองทุนนี้ ช่วยให้ลูกจ้างสามารถเข้าถึงสิทธิประโยชน์ได้อย่างถูกต้องและทันท่วงทีเมื่อประสบเหตุอันตรายหรือเจ็บป่วยจากการทำงาน นอกจากนี้ ยังเป็นการสร้างความมั่นใจและความอุ่นใจให้กับลูกจ้างในการทำงานอีกด้วย

สำหรับค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงานด้านอาชีพ จะจ่ายได้เฉพาะการฝึกอบรมตามหลักสูตรที่หน่วยงานของสำนักงานประกันสังคมเป็นผู้ดำเนินการ

หากมีข้อสงสัยเพิ่มเติม สามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่สายด่วน 1506 โทรฟรีตลอด 24 ชั่วโมง หรือติดต่อผ่านไลน์ @ssothai หรือเว็บไซต์ www.sso.go.th

การที่สำนักงานประกันสังคมเร่งสร้างการรับรู้ประโยชน์กองทุนเงินทดแทนนั้น เป็นสัญญาณที่ดีว่าภาครัฐให้ความสำคัญกับการดูแลและคุ้มครองแรงงาน ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ การรับรู้ถึงสิทธิประโยชน์ของตนเอง จะช่วยให้แรงงานมีความมั่นใจในการทำงาน และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

ที่มา – เร่งสร้างการรับรู้ประโยชน์กองทุนเงินทดแทนสิทธิประโยชน์ของแรงงานลูกจ้าง

ประกันสังคมแจง ปรับเพดานค่าจ้าง-เงินสมทบ

ประกันสังคมแจงปรับเพดานค่าจ้าง-เงินสมทบ เพิ่มสิทธิประโยชน์ผู้ประกันตนรอบด้าน

ประกันสังคมแจงรายละเอียดการปรับเพดานค่าจ้างจะมี 3 ระยะ ระหว่างปี 2569-2575 กำหนดเพดานค่าจ้างสูงสุดและการคิดเงินสมทบ ย้ำเพิ่มสิทธิประโยชน์ผู้ประกันตนรอบด้าน

เมื่อวันที่ 9 ธ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเร็วๆ นี้ นางสาวกาญจนา พูลแก้ว เลขาธิการสำนักงานประกันสังคมและนางนิยดา เสนีย์มโนมัย รองเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม ปฏิบัติหน้าที่โฆษกสำนักงานประกันสังคม พร้อมด้วยรองโฆษกสำนักงานประกันสังคมและผู้บริหารที่เกี่ยวข้อง แถลงข่าวโดยระบุคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 2 ธ.ค.2568 อนุมัติในหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดค่าจ้างขั้นสูงที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบกองทุนประกันสังคม พ.ศ… โดยร่างกฎกระทรวงฉบับดังกล่าว มีวัตถุประสงค์ เพื่อปรับปรุงค่าจ้างขั้นสูงที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมของผู้ประกันตนตามมาตรา 33 แต่ละคนให้เหมาะสมและสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน เพื่อให้ผู้ประกันตนได้รับประโยชน์ทดแทนเพิ่มขึ้นตามฐานค่าจ้างในการคำนวณเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคม ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของการพัฒนาระบบประกันสังคมอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านรายได้และเพิ่มสิทธิประโยชน์ในส่วนของเงินทดแทนการขาดรายได้กรณีต่างๆ ให้แก่ผู้ประกันตนในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นกรณีเจ็บป่วย ทุพพลภาพ คลอดบุตร ตาย ชราภาพและว่างงาน 

ทั้งนี้ การปรับเพดานค่าจ้างในครั้งนี้ จะดำเนินการเป็น 3 ระยะ เพื่อให้เกิดความเหมาะสมและลดผลกระทบต่อผู้ประกันตนและนายจ้าง แบ่งออกเป็น ระยะที่ 1 ระหว่างปี พ.ศ. 2569–2571 กำหนดเพดานค่าจ้างสูงสุด 17,500 บาท คิดเป็นเงินสมทบสูงสุด 875 บาทต่อเดือน ระยะที่ 2 ระหว่างปี พ.ศ. 2572–2574 กำหนดเพดานค่าจ้างสูงสุด 20,000 บาท เงินสมทบสูงสุด 1,000 บาทต่อเดือน และระยะที่ 3 ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2575 เป็นต้นไป กำหนดเพดานค่าจ้างสูงสุด 23,000 บาท เงินสมทบสูงสุด 1,150 บาทต่อเดือน

สำหรับการปรับเพดานค่าจ้างจะส่งผลให้ผู้ประกันตนได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมในหลายกรณี ตอบโจทย์การยกระดับคุณภาพชีวิตผู้ประกันตน ครอบคลุมตั้งแต่เกิดจนเสียชีวิต หากคำนวณประโยชน์ทดแทนการขาดรายได้ในกรณีต่างๆ ที่มีการปรับเพดานค่าจ้างเป็น 17,500 บาท เงินทดแทนกรณีต่างๆ ที่ผู้ประกันตนได้รับเพิ่มขึ้น  เช่น เงินทดแทนกรณีว่างงานที่สามารถรับได้สูงสุด 7,500 บาทต่อเดือน จะปรับเพิ่มเป็น 8,750 บาทต่อเดือน เงินสงเคราะห์การหยุดงานในการคลอดบุตร เพิ่มจาก 22,500 บาท เป็น 26,250 บาทต่อครั้ง เงินสงเคราะห์กรณีเสียชีวิตเมื่อส่งเงินสมทบ 10 ปีขึ้นไป เพิ่มจาก 90,000 บาท เป็น 105,000 บาท และเงินบำนาญชราภาพ ซึ่งในกรณีส่งเงินสมทบครบ 15 ปี จะเพิ่มจาก 3,000 บาท เป็น 3,500 บาทต่อเดือน และในกรณีส่งครบ 25 ปี จะเพิ่มจาก 5,250 บาท เป็น 6,125 บาทต่อเดือน 

นางสาวกาญจนา กล่าวว่า ผู้ประกันตนที่ค่าจ้างต่ำกว่า 15,000 บาท ไม่ต้องจ่ายเงินสมทบเพิ่มขึ้นจากการปรับเพดานค่าจ้างในครั้งนี้ ยังคงนำส่งเงินสมทบ 5% ของค่าจ้างตามปกติ การปรับเพดานค่าจ้างเป็นการยกระดับหลักประกันด้านรายได้ให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจและระดับค่าจ้างในปัจจุบัน เพื่อให้ผู้ประกันตนได้รับความคุ้มครองและสิทธิประโยชน์อย่างเหมาะสม เป็นธรรม การจ่ายเงินสมทบที่เพิ่มขึ้นของนายจ้างและรัฐบาลถือเป็นการลงทุนระยะยาวที่จะทำให้ลูกจ้างมีหลักประกันความมั่นคงและคุณภาพชีวิตที่ดี ส่วนผลดีต่อการเพิ่มผลิตภาพแรงงานให้กับประเทศในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม โดยสำนักงานประกันสังคมจะเร่งดำเนินการเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานลงนามในร่างกฎกระทรวงและประกาศในราชกิจจานุเบกษา เพื่อให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่ 1 ม.ค.2569 ต่อไป

ทำไมต้องปรับเพดานค่าจ้างและเงินสมทบ?

การปรับเพดานค่าจ้างและเงินสมทบเป็นเรื่องที่สำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งต่อการพัฒนาระบบประกันสังคมให้มีความยั่งยืนและสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป การปรับปรุงดังกล่าวจะช่วยให้ผู้ประกันตนได้รับสิทธิประโยชน์ที่เหมาะสมและเพียงพอต่อการดำรงชีวิตในปัจจุบัน

  • ช่วยให้ผู้ประกันตนได้รับสิทธิประโยชน์ที่เพิ่มขึ้น เช่น เงินทดแทนกรณีว่างงาน เงินสงเคราะห์บุตร เงินบำนาญชราภาพ
  • ทำให้ระบบประกันสังคมมีความมั่นคงทางการเงินในระยะยาว
  • เป็นธรรมต่อทุกฝ่าย ทั้งผู้ประกันตน นายจ้าง และรัฐบาล

การปรับเพดานค่าจ้างและเงินสมทบครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ประกันตนและสร้างความมั่นคงให้กับสังคมโดยรวม อย่ารอช้าที่จะทำความเข้าใจสิทธิประโยชน์ที่คุณจะได้รับจากการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้!

ที่มา – ประกันสังคมแจงปรับเพดานค่าจ้าง-เงินสมทบ เพิ่มสิทธิประโยชน์ผู้ประกันตนรอบด้าน

“ตรีนุช” สั่งประกันสังคม ช่วยผู้ประสบภัยภาคใต้



สถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ส่งผลกระทบต่อประชาชนเป็นวงกว้าง ล่าสุด นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้สั่งการให้สำนักงานประกันสังคม (สปส.) เร่งออกมาตรการช่วยเหลือนายจ้าง-ผู้ประกันตนประสบอุทกภัยภาคใต้ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและฟื้นฟูชีวิตความเป็นอยู่ให้กลับสู่ภาวะปกติโดยเร็ว

มาตรการเร่งด่วนที่ สปส. ดำเนินการคือ การจ่ายสิทธิประโยชน์กรณีว่างงานจากเหตุสุดวิสัยให้แก่ผู้ประกันตนที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ ทำให้ไม่สามารถเดินทางมาทำงานได้ หรือสถานประกอบการจำเป็นต้องหยุดกิจการชั่วคราว โดยผู้ประกันตนจะได้รับเงินทดแทนร้อยละ 50 ของค่าจ้างรายวัน สูงสุดไม่เกิน 180 วัน ซึ่งเป็นเงินจำนวนไม่น้อยที่จะช่วยประคับประคองค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันได้ในช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้

“ตรีนุช” สั่งการประกันสังคม ช่วยนายจ้าง-ผู้ประกันตนประสบอุทกภัยภาคใต้

สำหรับขั้นตอนการขอรับสิทธิประโยชน์ ผู้ประกันตนสามารถยื่นแบบคำขอพร้อมหนังสือรับรองจากนายจ้างได้ที่สำนักงานประกันสังคมในพื้นที่ นอกจากนี้ ในกรณีที่ผู้ประกันตนมาตรา 33 และมาตรา 39 เสียชีวิตจากเหตุที่ไม่เกี่ยวข้องกับการทำงาน ทายาทจะได้รับสิทธิประโยชน์เป็นค่าทำศพ 50,000 บาท เงินสงเคราะห์กรณีตาย (สำหรับผู้ประกันตนที่ส่งเงินสมทบไม่น้อยกว่า 36 เดือน) และเงินบำเหน็จชราภาพ เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในการจัดการงานศพและเป็นทุนสำรองเลี้ยงชีพให้กับครอบครัว

ในส่วนของผู้ประกันตนมาตรา 40 หากเสียชีวิต ทางเลือกที่ 1 และทางเลือกที่ 2 จะได้รับค่าทำศพ 25,000 บาท ส่วนทางเลือกที่ 3 จะได้รับค่าทำศพ 50,000 บาท พร้อมเงินบำเหน็จชราภาพในทางเลือกที่ 2 และ 3

นอกเหนือจากมาตรการช่วยเหลือผู้ประกันตนโดยตรง สปส. ยังมีโครงการสินเชื่อเพื่อส่งเสริมการจ้างงานระยะที่ 3 (พ.ศ. 2568-2569) วงเงินรวม 30,000 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการที่รักษาระดับการจ้างงานอย่างต่อเนื่อง โดยมีเงื่อนไขว่าสถานประกอบการที่เข้าร่วมโครงการจะต้องจ่ายเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 12 เดือนติดต่อกัน และต้องรักษาการจ้างงานไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ในช่วง 3 ปีแรกของสัญญา

สินเชื่อเพื่อช่วยเหลือสถานประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย

วงเงินสินเชื่อสูงสุดจะแตกต่างกันไปตามขนาดของธุรกิจ ตั้งแต่ 15 ล้านบาท สูงสุดถึง 50 ล้านบาท โดยมีอัตราดอกเบี้ยพิเศษในช่วง 3 ปีแรก กรณีมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน คิดอัตราดอกเบี้ยสูงสุดไม่เกินร้อยละ 2.35 ต่อปี และกรณีไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันหรือใช้บุคคลค้ำประกัน คิดอัตราดอกเบี้ยสูงสุดไม่เกินร้อยละ 4.75 ต่อปี

ณ ปัจจุบัน มีสถานประกอบการที่ได้รับอนุมัติสินเชื่อภายใต้โครงการนี้แล้ว 616 แห่ง รวมวงเงิน 6,270.64 ล้านบาท ซึ่งสามารถช่วยรักษาการจ้างงานลูกจ้างได้กว่า 82,771 คน

นางสาวกาญจนา พูลแก้ว เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม ย้ำว่า สปส. จะยังคงติดตามสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้อย่างใกล้ชิด และเร่งขับเคลื่อนมาตรการช่วยเหลือและฟื้นฟูในทุกด้าน เพื่อให้นายจ้าง-ผู้ประกันตนประสบอุทกภัยภาคใต้ได้รับการคุ้มครองและสามารถกลับคืนสู่ชีวิตปกติโดยเร็วที่สุด

สถานการณ์อุทกภัยครั้งนี้นับเป็นบททดสอบสำคัญของระบบประกันสังคมในการให้ความช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบอย่างทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพ การดำเนินการอย่างรวดเร็วและทั่วถึงตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการบรรเทาความเดือดร้อนและสร้างขวัญกำลังใจให้กับนายจ้าง-ผู้ประกันตนประสบอุทกภัยภาคใต้

การช่วยเหลือเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติเป็นหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงสำนักงานประกันสังคมที่ต้องทำหน้าที่ให้ดีที่สุด เพื่อให้ประชาชนสามารถกลับมายืนหยัดได้อีกครั้ง

ที่มา – “ตรีนุช” สั่งการประกันสังคม ออกมาตรการช่วยนายจ้าง-ผู้ประกันตนประสบอุทกภัยภาคใต้

Scroll to top