เงินหมุนเวียน

ขยายผลประธานสภา อบต. ขนยาบ้าคาริมโขง ยึดทรัพย์ 10 ล้าน

เรียกได้ว่าเป็นข่าวใหญ่ที่สร้างความตกใจให้กับชาวบ้านไม่น้อยเลยครับ สำหรับกรณีการจับกุมผู้มีอิทธิพลท้องถิ่น ซึ่งล่าสุดเจ้าหน้าที่ตำรวจได้มีการ ขยายผลประธานสภา อบต. ขนยาบ้าคาริมโขง ยึดทรัพย์ที่ดิน เงิน รถ รวมมูลค่ากว่า 10 ล้าน หลังจากที่ผู้ต้องหารายนี้ถูกจับกุมพร้อมของกลางยาบ้าจำนวนมหาศาลกลางคอกวัวริมแม่น้ำโขง จังหวัดนครพนม

เจาะลึกการขยายผลประธานสภา อบต. ขนยาบ้าคาริมโขง ยึดทรัพย์ 10 ล้าน

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อเจ้าหน้าที่ชุดเฉพาะกิจทหารพรานและฝ่ายความมั่นคง บุกเข้าจับกุม นายศิวัฒน์ ประธานสภา อบต. แห่งหนึ่งในอำเภอท่าอุเทน ขณะกำลังลำเลียงยาบ้ากว่า 400,000 เม็ด งานนี้ถือว่าเป็นการทลายเครือข่ายยาเสพติดข้ามชาติรายสำคัญที่แฝงตัวอยู่ในคราบนักการเมืองท้องถิ่น ซึ่งจากการติดตามมาอย่างยาวนาน ทำให้เจ้าหน้าที่สามารถรวบรวมพยานหลักฐานจนมัดตัวผู้ต้องหาได้คาหนังคาเขา แม้ตัวผู้ต้องหาจะปฏิเสธในชั้นจับกุม แต่หลักฐานทุกอย่างก็ชี้ชัดถึงพฤติกรรมดังกล่าว

เปิดรายการทรัพย์สินที่ถูกยึดจากการขยายผลประธานสภา อบต. ขนยาบ้าคาริมโขง ยึดทรัพย์ 10 ล้าน

หลังจากที่มีการ ขยายผลประธานสภา อบต. ขนยาบ้าคาริมโขง ยึดทรัพย์ที่ดิน เงิน รถ รวมมูลค่ากว่า 10 ล้าน ตามพ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด ทางเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนนครพนมได้ลงพื้นที่ตรวจสอบอย่างละเอียด โดยพบรายการทรัพย์สินที่น่าตกใจดังนี้ครับ:

  • โฉนดที่ดิน: รวม 8 ใบ เนื้อที่กว่า 20 ไร่ มูลค่ารวมกว่า 4 ล้านบาท
  • เงินสดและเงินหมุนเวียน: ตรวจพบเงินในตู้เซฟและบัญชีธนาคารรวมกว่า 4.7 ล้านบาท
  • ยานพาหนะ: รถยนต์และรถจักรยานยนต์อย่างละ 1 คัน
  • อาวุธปืน: ปืนขนาด 9 มม. พร้อมกระสุนครบมือ

การปราบปรามที่ต้องเข้มงวดกว่าเดิม

พื้นที่ชายแดนจังหวัดนครพนมถือเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่กลุ่มค้ายาเสพติดมักใช้เป็นช่องทางหลักในการนำเข้ายาเสพติดจากประเทศเพื่อนบ้าน ข้อมูลจากปีที่ผ่านมาชี้ให้เห็นว่ามีการยึดยาบ้าไปแล้วมากกว่า 40 ล้านเม็ด การที่เจ้าหน้าที่ออกมาเดินหน้ากวาดล้างและยึดทรัพย์ผู้กระทำผิดอย่างจริงจังในครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณที่ดีในการตัดวงจรการเงินของขบวนการค้ายาเสพติด เพื่อไม่ให้ผู้มีอิทธิพลเข้ามาทำลายสังคมของเราได้อีก

ในฐานะประชาชน เราคงต้องช่วยกันเป็นหูเป็นตาและสนับสนุนการทำงานของเจ้าหน้าที่ เพื่อให้พื้นที่ของเราปลอดภัยจากภัยมืดเหล่านี้มากที่สุด เพราะยาเสพติดคือบ่อนทำลายอนาคตของเยาวชนและสังคมอย่างแท้จริงครับ

ที่มา – ขยายผลประธานสภา อบต. ขนยาบ้าคาริมโขง ยึดทรัพย์ที่ดิน เงิน รถ รวมมูลค่ากว่า 10 ล้าน

เจาะลึก ไทยช่วยไทย พลัส ช่วยประชาชนกว่า 39 ล้านคน

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินข่าวคราวเกี่ยวกับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจกันมาบ้างแล้วนะครับ โดยเฉพาะโครงการ ไทยช่วยไทย พลัส ช่วยประชาชนกว่า 39 ล้านคน ที่ถือเป็นกระแสหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากในขณะนี้ วันนี้เราจะมาสรุปภาพรวมความสำเร็จและผลตอบรับที่น่าสนใจให้ทุกคนได้เข้าใจกันครับว่าเงินหมุนเวียน 7.8 หมื่นล้านบาทนั้นส่งผลดีอย่างไรบ้าง

ผลสำเร็จของโครงการ ไทยช่วยไทย พลัส ช่วยประชาชนกว่า 39 ล้านคน

รัฐบาลได้ดำเนินมาตรการนี้เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพจากราคาพลังงานที่สูงขึ้น โดยได้แบ่งการช่วยเหลือออกเป็น 3 โครงการย่อย ซึ่งเน้นทั้งกลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและประชาชนทั่วไป ระบบนี้ไม่เพียงแต่ช่วยลดรายจ่าย แต่ยังเป็นการอัดฉีดเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจอย่างมหาศาล ทำให้ร้านค้ารายย่อยได้รับอานิสงส์อย่างทั่วถึงครับ

รายละเอียดการกระจายเม็ดเงินและผลกระทบเชิงบวก

จากการรายงานล่าสุด พบว่าโครงการ ไทยช่วยไทย พลัส ช่วยประชาชนกว่า 39 ล้านคน นั้นได้สร้างปรากฏการณ์สำคัญในหลายมิติ ดังนี้:

  • การสนับสนุนกลุ่มเปราะบาง: บัตรสวัสดิการแห่งรัฐจำนวน 13.18 ล้านคนได้รับเงินเพิ่มวงเงิน ทำให้มีกำลังซื้อเพิ่มขึ้นในสินค้าจำเป็น
  • ความสำเร็จของโครงการร่วมจ่าย: มีประชาชนเข้าร่วมโครงการกว่า 26 ล้านคน เกิดยอดใช้จ่ายหมุนเวียนกว่า 7.8 หมื่นล้านบาท
  • ร้านค้ารายย่อยเติบโต: ร้านค้ากว่า 1.09 ล้านรายเข้าร่วมโครงการ โดยเป็นร้านค้ารายย่อยดั้งเดิมถึง 99%

นอกจากนี้ รัฐบาลยังได้นำเทคโนโลยีอย่าง AI ผู้ช่วย “นกกระซิบ คู่คิดร้านค้า” เข้ามาเสริมแกร่งให้พ่อค้าแม่ค้า สามารถวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้าและยอดขายได้อย่างมืออาชีพ ถือเป็นการปรับตัวสู่ยุคดิจิทัลที่น่าชื่นชม ซึ่งโครงการ ไทยช่วยไทย พลัส ช่วยประชาชนกว่า 39 ล้านคน ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่แจกเงิน แต่เป็นการวางรากฐานการทำธุรกิจให้ยั่งยืนผ่านการเข้าถึงแหล่งเงินทุนในอนาคตด้วย

ในส่วนของพื้นที่การกระจายรายได้นั้น พบว่าไม่ได้กระจุกตัวอยู่แค่ในเมืองใหญ่ แต่มีการกระจายตัวไปยังเมืองรอง 55 จังหวัดอย่างทั่วถึง ทำให้ผู้ประกอบการระดับท้องถิ่นมีรายได้สะพัดอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ถือเป็นนิมิตหมายอันดีในการฟื้นฟูเศรษฐกิจฐานรากของประเทศไทยครับ สำหรับใครที่เข้าร่วมโครงการอยู่ อย่าลืมใช้ฟีเจอร์เด็ดๆ ในแอปถุงเงินเพื่อเพิ่มโอกาสทางธุรกิจให้มากขึ้นนะครับ

ที่มา – รัฐบาลเผยผลสำเร็จ ไทยช่วยไทย พลัส ช่วยประชาชนกว่า 39 ล้านคน เงินหมุนเวียนกว่า 7.8 หมื่นล้าน

ตำรวจเวียดนามทลายเครือข่ายพนันบอลโลก มูลค่า 4.4 พันล้านบาท

เชื่อว่าคอฟุตบอลหลายคนคงได้ยินข่าวใหญ่จากเพื่อนบ้านของเรากันมาบ้างแล้ว กับกรณีที่ตำรวจเวียดนามทลายเครือข่ายพนันบอลโลก มูลค่า 4.4 พันล้านบาท ซึ่งถือเป็นปฏิบัติการครั้งสำคัญที่สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาการพนันออนไลน์ยังคงเป็นเรื่องที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในช่วงที่มีการแข่งขันทัวร์นาเมนต์ระดับโลกที่มักจะกระตุ้นให้เกิดนักพนันหน้าใหม่เพิ่มขึ้นอยู่เสมอ

ตำรวจเวียดนามทลายเครือข่ายพนันบอลโลก มูลค่า 4.4 พันล้านบาท

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อตำรวจในนครโฮจิมินห์ตัดสินใจบุกทลายเครือข่ายพนันออนไลน์ขนาดใหญ่ 2 แห่ง ซึ่งเปรียบเสมือนเครือข่ายข้ามชาติที่มีระบบการจัดการอย่างเป็นลำดับขั้น แถลงการณ์ระบุชัดเจนว่ากลุ่มผู้ต้องหาได้รับบัญชีพนันระดับมาสเตอร์มาจากผู้ร่วมขบวนการในประเทศกัมพูชา ทำให้เห็นว่าการพนันในยุคนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่เชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายระดับภูมิภาคที่สลับซับซ้อน

เบื้องลึกการจับกุมขบวนการพนันมูลค่ามหาศาล

จากการตรวจสอบพบว่าตั้งแต่วันที่ 7 กรกฎาคมที่ผ่านมา มีเงินหมุนเวียนในเครือข่ายกว่า 133 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 4.4 พันล้านบาท การที่ตำรวจเวียดนามทลายเครือข่ายพนันบอลโลก มูลค่า 4.4 พันล้านบาทในครั้งนี้ เป็นผลมาจากการวางแผนอย่างรัดกุมของเจ้าหน้าที่ เพื่อตัดวงจรการพนันที่กำลังระบาดหนักในช่วงฟุตบอลโลก โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นและประชาชนทั่วไปที่อาจหลงผิดเข้าไปเสี่ยงโชคด้วยความคึกคะนอง

สาเหตุสำคัญที่ทำให้การจับกุมครั้งนี้เป็นข่าวใหญ่ มีปัจจัยหลายประการดังนี้:

  • โครงสร้างระดับมาสเตอร์ที่กระจายบัญชีสมาชิกผ่านระบบออนไลน์อย่างเข้มงวด
  • การเชื่อมโยงข้ามพรมแดนกับเครือข่ายในกัมพูชา
  • ปริมาณเงินหมุนเวียนที่สูงถึง 4.4 พันล้านบาทในระยะเวลาอันสั้น
  • การขานรับนโยบายปราบปรามการพนันผิดกฎหมายที่รัฐบาลเวียดนามเอาจริงเอาจัง

หากมองในมุมของความมั่นคงทางสังคม ปฏิบัติการกวาดล้างนี้ไม่ได้มีแค่การจับกุมผู้กระทำผิด แต่เป็นการเตือนสติสังคมว่าการพนันไม่ได้มีแต่ผลเสียทางการเงิน แต่นำมาซึ่งปัญหาหนี้สิน ครอบครัวพังทลาย และอาชญากรรมต่อเนื่องอีกหลายประการ การที่เจ้าหน้าที่สามารถทลายขบวนการได้กว่า 73 แห่งทั่วประเทศในช่วงเวลาสั้นๆ ตอกย้ำว่าภาครัฐไม่นิ่งนอนใจต่อความเสี่ยงที่เกิดขึ้น

ท้ายที่สุด การเล่นพนันบอลไม่เคยทำให้ใครรวยขึ้นอย่างยั่งยืน มีแต่จะเสียทั้งทรัพย์สินและอนาคต หวังว่าข่าวนี้จะเป็นอุทาหรณ์ให้พวกเราทุกคนรู้เท่าทันเล่ห์เหลี่ยมของเว็บไซต์พนันออนไลน์ และหันมาเชียร์ฟุตบอลให้สนุกในฐานะกิจกรรมกีฬาที่สร้างความบันเทิงจะดีที่สุดครับ

ที่มา – ตำรวจเวียดนามทลายเครือข่ายพนันบอลโลก มูลค่า 4.4 พันล้านบาท

รวบเครือข่ายเว็บพนัน “argus99ss” ยอดเงินหมุนเวียน 20 ล้าน

เชื่อว่าหลายคนคงเคยเห็นข่าวการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีกันมาบ้าง ล่าสุดตำรวจไซเบอร์ได้เปิดปฏิบัติการครั้งสำคัญในการ รวบเครือข่ายเว็บพนัน “argus99ss” ยอดเงินหมุนเวียน 20 ล้าน ต่อเดือน ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่มหาศาลมากสำหรับกลุ่มวัยรุ่นที่หันมาทำธุรกิจผิดกฎหมายในลักษณะนี้

เผยเบื้องหลังการ รวบเครือข่ายเว็บพนัน “argus99ss” ยอดเงินหมุนเวียน 20 ล้าน

เหตุการณ์เริ่มต้นจากการที่เจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 5 (บก.สอท.5) ตรวจพบความเคลื่อนไหวที่ผิดปกติของเว็บไซต์พนันออนไลน์ โดยจากการสืบสวนพบว่ามีการจัดทำระบบอย่างเป็นขั้นตอน มีสมาชิกกว่า 20,000 คน และมีฐานการเงินที่ใหญ่โต โดยภายในระยะเวลาเพียงหนึ่งเดือน เว็บไซต์ดังกล่าวมีเงินหมุนเวียนสูงถึง 20 ล้านบาท หรือคิดเป็นยอดรวมกว่า 240 ล้านบาทต่อปีเลยทีเดียว

กระบวนการทำงานของเครือข่าย “argus99ss”

  • เปิดให้บริการพนันครบวงจร ไม่ว่าจะเป็นสล็อต หวย หรือคาสิโนออนไลน์
  • ใช้ระบบบัญชีม้าในการรับโอนเงินและกระจายรายได้
  • มีแอดมินคอยเชิญชวนและช่วยเหลือลูกค้าในการทำธุรกรรม

จากการปฏิบัติการ รวบเครือข่ายเว็บพนัน “argus99ss” ยอดเงินหมุนเวียน 20 ล้าน ในครั้งนี้ เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ทั้งหมด 5 ราย ซึ่งล้วนแต่เป็นกลุ่มวัยรุ่นที่ทำหน้าที่เป็นทั้งผู้จัดการการเงินและเจ้าของบัญชีม้า โดยผู้ต้องหาแต่ละคนมีหน้าที่กระจายเงินผ่านระบบเพย์เมนต์เกตเวย์เพื่ออำพรางเส้นทางการเงิน ก่อนที่จะส่งต่อไปยังกลุ่มผู้บงการหลักที่อยู่เบื้องหลังอีกทีหนึ่ง

สำหรับบทลงโทษของผู้กระทำผิดในฐานความผิดนี้ถือว่ารุนแรง โดยเฉพาะความผิดฐานฟอกเงินและการชักชวนให้ผู้อื่นเล่นพนันออนไลน์ ซึ่งเป็นคดีที่ทางตำรวจไซเบอร์ให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ เพราะนอกจากจะสร้างผลกระทบต่อสังคมแล้ว ยังมักเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหายาเสพติดและหนี้สินของเยาวชนไทยอีกด้วย

สุดท้ายนี้ เราขอเตือนให้ทุกคนระมัดระวังและไม่หลงเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการพนันออนไลน์ทุกรูปแบบ เพราะนอกจากความเสี่ยงในการถูกโกงแล้ว คุณยังอาจตกเป็นเหยื่อของการถูกนำชื่อไปเปิดบัญชีม้า ซึ่งมีความผิดตามกฎหมายสถานหนัก ไม่คุ้มกับเงินเพียงเล็กน้อยที่ได้รับจ้างแน่นอนครับ

ที่มา – รวบเครือข่ายเว็บพนัน “argus99ss” ยอดเงินหมุนเวียน 20 ล้านต่อเดือน

“โทน บางแค” แจงแจ้งความเอาผิด “บิ๊กเต่า” อ้างโดนข่มขู่

ในกรณีร้อน “โทน บางแค” แจงแจ้งความเอาผิด “บิ๊กเต่า” อ้างโดนข่มขู่ เร่งให้ชำระหนี้ที่กลายเป็นประเด็นใหญ่ในวงการพระเครื่องและสังคมออนไลน์ ล่าสุดเซียนพระชื่อดัง โทน บางแค หรือนายโทนทอง สุขแก่น ได้เปิดใจหลังจากถูกสอบปากคำนานกว่า 3 ชั่วโมงที่สน.พหลโยธิน ยืนยันว่าจะดำเนินคดีให้ถึงที่สุดกับ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผบช.ก. หรือที่รู้จักในชื่อ “บิ๊กเต่า” ในข้อหาเป็นเจ้าหน้าที่รัฐข่มขู่ทวงหนี้ที่ไม่ใช่ของตนเอง

“โทน บางแค” แจงแจ้งความเอาผิด “บิ๊กเต่า” อ้างโดนข่มขู่ เร่งให้ชำระหนี้

เหตุการณ์เริ่มต้นเมื่อวันที่ 17 เม.ย.ที่ผ่านมา โทน บางแค ได้รับการประสานงานจากบุคคลที่เกี่ยวข้องอย่าง “ป๋อง สุพรรณ” ให้ไปชี้แจงเรื่องหนี้สินที่สำนักงานชั้น 27 ของ บช.ก. แต่กลับถูก พล.ต.ต.จรูญเกียรติ พูดจาในลักษณะข่มขู่ เช่น “จะคุยหรือเปล่า ถ้าไม่คุยเดินออกไป” ทำให้โทนรู้สึกไม่สบายใจและสงสัยว่าการกระทำดังกล่าวเข้าข่ายผิดกฎหมาย พ.ร.บ.การทวงถามหนี้ พ.ศ.2558 หรือไม่

หลังจากนั้น โทน บางแค ได้เดินทางเข้าแจ้งความเมื่อวันที่ 5 พ.ค. 69 ที่สน.พหลโยธิน โดยมีทนายความและเอกสารหลักฐานครบถ้วน นอกจากบิ๊กเต่าแล้ว ยังแจ้งความกลุ่มบุคคลที่สนับสนุนการกระทำผิดด้วย แต่ยังไม่เปิดเผยรายชื่อเพราะอยู่ในสำนวนคดี โทนยืนยันว่าไม่มีใบสั่งจากใคร และพร้อมสาบานที่วัดพระแก้วหรือวัดใดก็ได้เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์

สาเหตุหนี้สินและการหมุนเวียนธุรกิจพระเครื่อง

โทน บางแค ยอมรับว่ามีหนี้กับเจ้าหนี้รายดังกล่าวจริง 2 สัญญา มูลค่าหลักร้อยล้านบาท แต่ได้ชำระล่วงหน้าถึงปี 2570 พร้อมค้ำประกันด้วยพระเครื่อง ตึกแถว และเช็คล่วงหน้า สาเหตุที่หนี้เยอะมาจากการหมุนเวียนทุนในธุรกิจพระเครื่อง ซึ่งบางครั้งพระบางองค์ขายไม่ออกหรือได้กำไรน้อย เป็นเรื่องปกติของนักธุรกิจที่ทำมานานกว่า 30 ปี

โทนปฏิเสธข่าวลือเรื่องฉ้อโกงหรือเช็คเด้ง ยืนยันว่าชำระหนี้ปกติ สามารถตรวจสอบเครดิตบูโรได้ มีหนี้ธนาคาร 2-3 แห่งและหนี้เอกชนรายเดียว หากมีปัญหาเช็คเด้งจะถูกฟ้องอาญาไปแล้ว แต่ส่วนใหญ่เคลียร์ได้ โทนยังเคยถูกฉ้อโกงเองและไล่ฟ้องตามกฎหมาย

  • ชำระหนี้ล่วงหน้าถึงปี 2570
  • ค้ำประกันด้วยทรัพย์สินจริง
  • ธุรกิจพระเครื่องต้องหมุนทุนบ่อย
  • ไม่มีประวัติผิดสัญญา

การพิสูจน์ตัวเองและคำขอโทษป๋อง สุพรรณ

โทนไม่กังวลเรื่องหมายจับหรือคดีที่อาจเกิดขึ้น มั่นใจในความบริสุทธิ์และจะใช้สิทธิประกันตัวหากจำเป็น เรื่องขายพระปลอมก็ปฏิเสธ ขายแต่พระแท้เพื่อชื่อเสียงยั่งยืน แม้กำไรน้อย ยอมรับบริหารเงินผิดพลาดบ้างแต่จะพิสูจน์ได้ด้วยความจริง

โทนยังยกมือไหว้ขอโทษ “ป๋อง สุพรรณ” ผ่านสื่อ ว่าไม่มีเจตนาทำให้รุ่นพี่ลำบากใจ ยังเคารพเหมือนเดิม หลังสอบปากคำ โทนจะไปยื่นอัยการสูงสุดตรวจสอบบุคคลอ้างเป็นพนักงานอัยการที่เกี่ยวข้อง

กรณี “โทน บางแค” แจงแจ้งความเอาผิด “บิ๊กเต่า” อ้างโดนข่มขู่ เร่งให้ชำระหนี้นี้ สะท้อนปัญหาการทวงหนี้ที่อาจเกินขอบเขต โดยเฉพาะเมื่อเกี่ยวข้องเจ้าหน้าที่รัฐ เราเห็นความสำคัญของกระบวนการกฎหมายที่โปร่งใส โทนย้ำว่าเงินอำนาจซื้อข่าวได้แต่ซื้อความจริงไม่ได้

คุณคิดอย่างไรกับดราม่าครั้งนี้? มันเป็นบทเรียนให้ธุรกิจพระเครื่องหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และติดตามอัปเดตข่าวสารล่าสุดได้ที่นี่!

ที่มา – “โทน บางแค” แจงแจ้งความเอาผิด “บิ๊กเต่า” อ้างโดนข่มขู่ เร่งให้ชำระหนี้

จับ 11 ผู้ต้องหาแก๊งเงินบุญ หลอกลงทุน 1 พัน ได้ 1 ล้าน

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้มีข่าวดีจากกองปราบปรามที่ทำให้ชาวเน็ตฮือฮาเลยทีเดียว นั่นคือ จับ 11 ผู้ต้องหาแก๊งเงินบุญ แก๊งหลอกลงทุนสุดแสบที่โฆษณาว่าใส่เงินแค่ 1,000 บาท จะได้คืนถึง 1 ล้านบาท! พบเงินหมุนเวียนในระบบกว่า 600 ล้านบาท ยึดทรัพย์สินรวมกว่า 250 ล้านบาท ใครที่เคยเจอการลงทุนแบบผลตอบแทนสูงเกินจริง ต้องอ่านบทความนี้ให้จบเลยนะครับ

จับ 11 ผู้ต้องหาแก๊งเงินบุญ

เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ ที่ห้องแถลงข่าวกองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์ บุปผาสุวรรณ หัวหน้าทีม พร้อมทีมงานแถลงข่าวการทลายขบวนการหลอกลวงประชาชนในนามโครงการ “เงินบุญ” พวกมันบุกค้น 11 จุดใน 5 จังหวัด คือ มหาสารคาม สิงห์บุรี ปทุมธานี นนทบุรี และสุราษฎร์ธานี จับผู้ต้องหาได้ครบ 11 รายตามหมายจับศาลอาญา

ผู้ต้องหาที่ถูกจับทั้งหมดถูกแจ้งข้อหาหนักๆ เช่น ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน ร่วมกู้ยืมเงินโดยทุจริต นำข้อมูลเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ และสมคบฟอกเงิน นี่คือรายชื่อผู้ต้องหาหลักๆ นะครับ:

  • น.ส.พรพรรณ อายุ 40 ปี – หัวหน้าขบวนการตัวจริง
  • นางกาญจนา อายุ 57 ปี – มือขวาของหัวหน้า
  • น.ส.จิรวดี อายุ 56 ปี
  • น.ส.ศุภากร อายุ 49 ปี
  • นางธัญมน อายุ 64 ปี
  • นายณัฐศักดิ์ อายุ 56 ปี
  • นางปราณี อายุ 44 ปี
  • นางลำไย อายุ 59 ปี
  • นางวรวิทย์ อายุ 62 ปี
  • นางจิราพร อายุ 65 ปี
  • นายปฐวี อายุ 39 ปี

ของกลางที่ยึดจากจับ 11 ผู้ต้องหาแก๊งเงินบุญ

เจ้าหน้าที่ไม่ยั้งมือ ยึดทรัพย์สินเพียบเลยครับ รวมกว่า 206 รายการ มูลค่า 250 ล้านบาท รายการเด็ดๆ มีดังนี้:

  • รถยนต์ 4 คัน
  • รถจักรยานยนต์ 1 คัน
  • โฉนดที่ดิน 22 ฉบับ
  • ปืนพกกึ่งอัตโนมัติ 3 กระบอก
  • โทรศัพท์มือถือ 21 เครื่อง
  • สมุดบัญชีธนาคาร 110 เล่ม
  • บัตร ATM 12 ใบ
  • เครื่องประดับทองคำ และทรัพย์อื่นๆ

น่าตกใจมากใช่ไหมครับ? เงินที่หลอกมาหมุนเวียนในเครือข่ายกว่า 600 ล้านบาท แต่ผู้เสียหายที่แจ้งความแล้วเสียหายกว่า 50 ล้านบาท และยังมีอีกเพียบที่ยังไม่แจ้ง

กลโกงสุดแสบของแก๊งเงินบุญ หลอกลงทุนอย่างไร?

แก๊งนี้เก่งเรื่องสร้างความน่าเชื่อถือ แอบอ้างเป็นโครงการหลวง เงินจากรัฐบาลฝากธนาคารโลก กำลังจะหมดอายุ ต้องระดมทุนค่าเดินเรื่องติดต่อศาลโลก กระทรวงต่างประเทศ สัญญาผลตอบแทน ลง 1,000 ได้ 1 ล้าน! ใช้ไลน์ตั้งกลุ่ม “ลงทุนเงินบุญ” ประชุมเสียงกดดันให้โอนซ้ำๆ ถ้าถามมากบล็อกทิ้งทันที

เป้าหมายหลักคือผู้สูงอายุและข้าราชการเกษียณ ที่มีเงินเก็บบั้นปลายชีวิต บางคนเสียหลักล้าน หมดตัวไปเลย สุดเศร้า!

น.ส.พรพรรณ หัวหน้าให้การว่าตัวเองเคยอยู่แก๊งเก่า แล้วมาทำเอง ส่วนคนอื่นรับสารภาพเกือบหมด บางคนทำมาตั้งแต่ปี 2551 พัฒนากลโกงเรื่อยๆ

ผู้เสียหายรายหนึ่ง นางติ๋ม บอกว่าเชื่อเพราะคนรู้จักชวน แอบอ้างชื่อบุคคลใหญ่ๆ น่าเชื่อถือ แต่สุดท้ายเสีย 4 แสนบาท

จากประสบการณ์นี้ ผมอยากฝากว่า การลงทุนที่สัญญาผลตอบแทนสูงเกิน 10-20% ต่อเดือน มักเป็นกลโกงเสมอ โดยเฉพาะที่ใช้ไลน์กลุ่มกดดัน รัฐบาลไม่มีโครงการแบบนี้จริงๆ นะครับ ตรวจสอบก่อนเสมอ!

คำแนะนำสำหรับคุณ: ถ้าถูกหลอกหรือสงสัย รีบแจ้งความที่ กก.3 บก.ป. หรือ สภ.ใกล้บ้านทันที อย่าปล่อยให้เงินหายไปฟรีๆ ช่วยกันแชร์ข่าวนี้เพื่อเตือนภัยให้เพื่อนๆ ด้วยนะครับ จะได้ไม่มีผู้เสียหายเพิ่ม

ทลายคอกม้า Car Scams หลอกซื้อขายรถยนต์

ผบช.ก. แถลง ตำรวจทางหลวงทลายคอกม้า Car Scams ขบวนการฉ้อโกงประชาชนด้วยวิธีหลอกซื้อ – ขายรถยนต์ผ่าน Facebook Marketplace พบ 6 เดือน เงินหมุนเวียนกว่า 30 ล้านบาท

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 12 พ.ย. 68 ที่ห้องแถลงข่าวชั้น 2 กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. พล.ต.ต.พรศักดิ์ เลารุจิราลัย ผบก.ทล. พ.ต.อ.ภคพล สุชล ผกก.2 บก.ทล., พ.ต.อ.สาธิต สมานภาพ ผกก.5 บก.ทล., พ.ต.ท.กฤตย์ ธีรเวศย์สุวรรณ สวญ.ส.ทล.2 กก.2 บก.ทล. พ.ต.ท.พิชญา ทวิชศรี สว.ส.ทล.1 กก.5 บก.ทล. ร่วมกันแถลงผลปฏิบัติการ ทลายคอกม้า Car Scams ขบวนการฉ้อโกงประชาชนด้วยวิธีหลอกซื้อ – ขายรถยนต์ผ่าน Facebook Marketplace

หลังจับกุมผู้ต้องหาขบวนการดังกล่าวได้ 4 รายประกอบด้วย นายญาณวุฒิ อายุ 37 ปี น.ส.ธัญชนก อายุ 34 ปี น.ส.ภัทราภา อายุ 37 ปี และ นายสิทธิวัฒน์ อายุ 33 ปี ตามหมายจับศาลจังหวัดสมุทรสาคร ข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนและร่วมกันทุจริตหรือหลอกลวงโดยนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลอันเป็นเท็จ, เปิดหรือยินยอมให้บุคคลอื่นใช้บัญชีเงินฝาก บัตรอิเล็กทรอนิกส์โดยรู้ว่าจะนำไปใช้กระทำความผิดกฎหมาย” โดยทั้งหมดถูกจับกุมได้ในพื้นที่ จ.เชียงใหม่

พ.ต.อ.ภคพล กล่าวว่า การจับกุมครั้งนี้สืบเนื่องจากกลุ่มผู้ต้องหาได้ใช้วิธีหลอกซื้อขายรถยนต์ผ่าน Facebook Marketplace เริ่มจากการค้นหาการประกาศขายรถของผู้เสียหายรายหนึ่ง แล้วนำข้อมูลรถและภาพไปโพสต์หลอกขายให้กับผู้เสียหายอีกรายหนึ่ง จากนั้นแอดมินกลุ่มจะนัดให้ผู้ซื้อและผู้ขายตัวจริงมาเจอกันให้เห็นรถยนต์ที่จะซื้อขายจริงๆ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ หลังจากนั้นแอดมินจะหลอกให้ผู้ซื้อโอนเงิน ผ่าน “บัญชีม้า” อ้างว่าเป็นบัญชีของบริษัทหรือแอดมินส่วนกลาง เมื่อผู้เสียหายโอนเงินเข้าบัญชีแล้ว แอดมินจะรีบตัดการติดต่อทั้งสองฝ่ายทันที และรีบแจ้งผู้ที่ทำหน้าที่กดเงินออกจากตู้ ATM ก่อนนำเงินที่ได้มาฝากเข้าตู้ ATM ส่วนหนึ่ง และนำเงินที่เหลือส่งต่อให้หัวหน้าเครือข่ายผ่านพนักงานไรเดอร์ ซึ่งไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการดังกล่าว ทำให้ผู้เสียหายทั้งสองฝ่ายเข้าใจผิดและไปแจ้งความผู้เสียหายด้วยกันเอง เป็นลักษณะของ “การหลอกสองทาง” ที่มีการแบ่งหน้าที่เป็นระบบชัดเจน ตั้งแต่คนหาบัญชีม้า ผู้กดเงิน จนถึงผู้ควบคุมเครือข่าย พบเงินหมุนเวียนในขบวนการ

อีกทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจยังพบว่าเครือข่ายดังกล่าวทำมาแล้วกว่า 6 เดือน พบเงินหมุนเวียนกว่า 30 ล้านบาท พบว่าเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่อยู่แถบประเทศเพื่อนบ้านซึ่งใช้บริการเอาต์ซอร์ส ทีมจัดหาบัญชีม้า และม้ากดเงินสด ร่วมวางแผนในการกระทำความผิด ทำให้ยากต่อการจับกุมและดำเนินคดี ซึ่งอยู่ในระหว่างการสืบสวนติดตามต่อไป

พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ กล่าวว่า ตำรวจ บช.ก. ได้ปราบปรามปัญหาสแกมเมอร์ ตามนโยบายของรัฐบาลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่ได้เร่งรัดในการแก้ปัญหาดังกล่าวโดยจะเห็นได้ชัดจากเคสดังกล่าวว่าพฤติกรรมของแก๊งสแกมเมอร์เปลี่ยนไปทุกวัน เพื่อเข้าถึงประชาชนที่ตกเป็นผู้เสียหายให้ได้มากที่สุด แต่ตำรวจ บช.ก. ขอยืนยันว่าจะดำเนินการกับกลุ่มแก๊งเหล่านี้อย่างต่อเนื่องและเด็ดขาดต่อไป

ทลายคอกม้า Car Scams หลอกซื้อขายรถยนต์

วิธีการของแก๊งทลายคอกม้า Car Scams

จากข่าวการทลายคอกม้า Car Scams ทำให้เราเห็นถึงกลโกงที่ซับซ้อนและมีการวางแผนเป็นอย่างดีของแก๊งเหล่านี้ การหลอกลวงผู้ซื้อและผู้ขายรถยนต์ให้ตกเป็นเหยื่อนั้น อาศัยความน่าเชื่อถือที่สร้างขึ้นผ่าน Facebook Marketplace และการใช้บัญชีม้าเพื่อปกปิดเส้นทางการเงิน สิ่งที่น่ากังวลคือการที่แก๊งเหล่านี้มีเงินหมุนเวียนจำนวนมาก และมีการดำเนินงานในลักษณะขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ทำให้การติดตามและจับกุมตัวเป็นไปได้ยากยิ่งขึ้น

ทลายคอกม้า Car Scams ไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากอาชญากรเหล่านี้มีการปรับเปลี่ยนวิธีการอยู่เสมอ การป้องกันตนเองจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับผู้ที่ต้องการซื้อหรือขายรถยนต์ออนไลน์

คำแนะนำเพื่อป้องกันตนเองจากกลโกงทลายคอกม้า Car scames

  • ตรวจสอบข้อมูลผู้ซื้อและผู้ขายอย่างละเอียดถี่ถ้วน
  • อย่าโอนเงินไปยังบัญชีที่ไม่น่าเชื่อถือ หรือบัญชีที่อ้างว่าเป็นบัญชีกลาง
  • นัดเจอเพื่อตรวจสอบรถยนต์และเอกสารด้วยตนเอง
  • ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านรถยนต์ หรือทนายความก่อนทำการซื้อขาย
  • หากพบความผิดปกติ ให้แจ้งความกับตำรวจทันที

การซื้อขายรถยนต์ออนไลน์อาจมีความเสี่ยง แต่หากเรามีความระมัดระวัง และตรวจสอบข้อมูลอย่างรอบคอบ ก็จะสามารถหลีกเลี่ยงการตกเป็นเหยื่อของแก๊งทลายคอกม้า Car Scams ได้

ที่มา – ทลายคอกม้า Car Scams หลอกซื้อขายรถยนต์ผ่านเพจ 6 เดือน เงินหมุนเวียนกว่า 30 ล้าน

“บิ๊กเต่า” เร่งตรวจสอบเส้นเงินวัดดังย้อนหลัง

“บิ๊กเต่า” เผยกองปราบ เร่งตรวจสอบเส้นเงินวัดดังย้อนหลังในหลายประเด็น พบเงินหมุนเวียนกว่า 500 ล้านบาท ขณะที่วัดยังไม่มีการประสานเข้ามาให้ข้อมูล

วันที่ 19 ก.ย. 68 พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว เปิดเผยภายหลังพูดคุยกับ ทนายอนันต์ชัย ไชยเดช ประธานมูลนิธิทนายกองทัพธรรม พร้อมคณะ ซึ่งนำหลักฐานเส้นทางการเงิน เพื่อเอาผิดพระวัดดัง มามอบให้ว่า จากกรณีสีกาจากประเทศเยอรมนีส่งทีมทนายความเข้ามาร้องเรียนกับทาง บก.ปปป. ให้ตรวจสอบพระวัดย่านปทุมธานีในฐานความผิดเกี่ยวกับการเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบ ตามมาตรา 157 และ 147 เรื่องนี้พนักงานสอบสวนได้ส่งสำนวนคดีไปที่ ป.ป.ช. แต่ตำรวจยังมีอำนาจในการสืบสวนอยู่

ส่วนกรณีของกองบังคับการปราบปรามที่ได้รับข้อร้องเรียนให้ตรวจสอบเส้นเงินวัดดังย้อนหลังตั้งแต่ปี 2556-2559 มีการตรวจสอบในหลายประเด็น แต่ขอสงวนไว้ก่อน ไม่สามารถเปิดเผยได้ แต่เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับผู้หญิงและเงิน จากการตรวจสอบพบว่ามีเงินหมุนเวียนประมาณ 500 ล้านบาท

พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ระบุว่า หลักฐานของทนายอนันต์ชัย ที่นำมามอบให้ ยังมีบางส่วนที่โต้แย้งกันไปมา แต่มีข้อมูลเพิ่มเติมจากที่ทนายของสีกาเข้ามาร้องทุกข์กล่าวโทษไว้ เป็นเรื่องบัญชีรายรับรายจ่ายของวัด และหลักฐานการคืนเงินของผู้เสียหาย เบื้องต้นวัดยังไม่มีการประสานเข้ามาให้ข้อมูล ส่วนข้อมูลที่ทีมทนายความของวัดออกมาชี้แจงก่อนหน้านี้ เป็นการชี้แจงเกี่ยวกับรายละเอียดเรื่องเงินตั้งมูลนิธิในประเทศเยอรมนี เป็นคนละส่วนกับการตรวจสอบ

“บิ๊กเต่า” เร่งตรวจสอบเส้นเงินวัดดังย้อนหลัง

คดีเส้นเงินวัดดังย้อนหลังกำลังเป็นที่จับตามองของสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเกี่ยวข้องกับเม็ดเงินจำนวนมหาศาลถึง 500 ล้านบาท การตรวจสอบที่โปร่งใสและเป็นธรรมจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งเพื่อให้ความจริงปรากฏและสร้างความกระจ่างให้แก่ประชาชน

ประเด็นสำคัญในการตรวจสอบเส้นเงินวัดดังย้อนหลัง

  • ที่มาของเงิน: เงินจำนวน 500 ล้านบาทนี้มาจากแหล่งใด มีการบริจาคจากผู้ใดบ้าง และมีวัตถุประสงค์ในการบริจาคอย่างไร
  • การใช้จ่ายเงิน: เงินจำนวนดังกล่าวถูกนำไปใช้จ่ายในด้านใดบ้าง มีการใช้จ่ายที่ถูกต้องตามวัตถุประสงค์หรือไม่
  • ความเชื่อมโยงกับบุคคล: มีบุคคลใดบ้างที่เกี่ยวข้องกับเส้นทางการเงินนี้ และมีส่วนได้ส่วนเสียอย่างไร

การเปิดเผยข้อมูลทั้งหมดอย่างละเอียดจะช่วยให้สาธารณชนได้รับทราบข้อเท็จจริงและสามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง การปกปิดหรือบิดเบือนข้อมูลจะยิ่งสร้างความเคลือบแคลงสงสัยและนำไปสู่ความไม่ไว้วางใจในที่สุด

การตรวจสอบเส้นทางการเงินของวัดอย่างละเอียดถี่ถ้วนเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม หากพบว่ามีการกระทำผิดจริง ผู้ที่เกี่ยวข้องจะต้องได้รับโทษตามกฎหมาย เพื่อเป็นตัวอย่างและป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีกในอนาคต การทำงานอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพของเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในคดีนี้

การที่วัดยังไม่ได้ให้ข้อมูลใดๆ เพิ่มเติม อาจทำให้การสืบสวนเป็นไปได้ยากลำบากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม ทางตำรวจก็ยังคงดำเนินการตรวจสอบต่อไป โดยอาศัยหลักฐานที่มีอยู่ และพยานบุคคลต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ความจริงปรากฏออกมา

คดีนี้จะเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับทุกวัด และทุกองค์กรที่เกี่ยวข้องกับการเงิน ควรมีการตรวจสอบภายในอย่างสม่ำเสมอ และปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต การมีระบบบัญชีที่โปร่งใส และตรวจสอบได้ จะเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุด

การตรวจสอบเส้นเงินวัดดังย้อนหลัง ไม่ได้เป็นเพียงแค่การค้นหาความจริงเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน และเป็นการรักษาภาพลักษณ์ของศาสนาอีกด้วย

ที่มา – “บิ๊กเต่า” เร่งตรวจสอบเส้นเงินวัดดังย้อนหลัง พบเงินหมุนเวียนกว่า 500 ล้านบาท

Scroll to top