เจนีวา

ประท้วงต้าน G7 ในเจนีวาบานปลาย เผารถเทสลา-ทุบอาคารยูเอ็น

เชื่อว่าหลายคนคงได้เห็นข่าวการชุมนุมที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ที่ดูเหมือนจะเต็มไปด้วยความตึงเครียดขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเหตุการณ์ประท้วงต้าน G7 ในเจนีวาบานปลาย เผารถเทสลา-ทุบอาคารหน่วยงานยูเอ็น สร้างความตกตะลึงให้แก่ผู้พบเห็นเป็นอย่างมาก จากเดิมที่เป็นการรวมตัวกันเพื่อส่งเสียงเรียกร้องเรื่องความเป็นธรรม กลับกลายเป็นสถานการณ์จลาจลในพริบตา

จุดเริ่มต้นของเหตุ ประท้วงต้าน G7 ในเจนีวาบานปลาย เผารถเทสลา-ทุบอาคารหน่วยงานยูเอ็น

เหตุการณ์นี้เริ่มต้นจากกลุ่มพันธมิตร No-G7 ที่รวมตัวกันกว่า 20,000 คน เพื่อแสดงพลังคัดค้านการประชุมสุดยอดผู้นำระดับโลกที่กำลังจะเกิดขึ้น บรรยากาศในช่วงแรกนั้นเปรียบเสมือนงานรื่นเริง มีทั้งเสียงดนตรีและศิลปะ แต่ทุกอย่างเปลี่ยนไปเมื่อกลุ่ม ‘แบล็กบล็อก’ แทรกซึมเข้ามา ทำให้เกิดการใช้ความรุนแรงทำลายทรัพย์สินสาธารณะและอาคารสำคัญอย่างอาคาร ITU ของสหประชาชาติ

เหตุผลเบื้องหลังของผู้ประท้วง

  • การคัดค้านการกระจุกตัวของความมั่งคั่งในกลุ่มมหาเศรษฐี
  • แรงจูงใจในการทำลายรถเทสลาเพื่อต่อต้านอีลอน มัสก์
  • ความไม่พอใจในนโยบายของกลุ่มผู้นำ G7 ที่สะท้อนความเหลื่อมล้ำ

ความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการประท้วงต้าน G7 ในเจนีวาบานปลาย เผารถเทสลา-ทุบอาคารหน่วยงานยูเอ็น ในครั้งนี้ถือเป็นบทเรียนสำคัญของการใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงออก การที่ผู้ประท้วงบางกลุ่มเลือกใช้ความรุนแรง ไม่เพียงแต่ทำลายทรัพย์สินและสถานที่ที่เป็นสัญลักษณ์ของสันติภาพ แต่ยังส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของกลุ่มผู้ชุมนุมที่ต้องการเรียกร้องความเป็นธรรมอย่างแท้จริง ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เร่งควบคุมสถานการณ์และดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาดเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย

ในมุมมองของเรา แม้การตั้งคำถามต่อการทำงานของกลุ่มผู้นำโลกจะเป็นสิทธิพื้นฐานที่ทำได้ แต่การใช้อำนาจมืดหรือความรุนแรงทำลายสิ่งของสาธารณะนั้นไม่ใช่วิธีการแก้ปัญหาที่ยั่งยืน การสื่อสารอย่างสร้างสรรค์และการแสดงพลังผ่านช่องทางที่สงบจึงเป็นสิ่งที่สังคมโลกให้การสนับสนุนมากกว่า หากทุกคนหันมาปรับจูนการสื่อสารใหม่ เราอาจเห็นโลกที่ขับเคลื่อนด้วยการรับฟังมากกว่าการเผชิญหน้าบนท้องถนนครับ

ที่มา – ประท้วงต้าน G7 ในเจนีวาบานปลาย เผารถเทสลา-ทุบอาคารหน่วยงานยูเอ็น

ทรัมป์งง ทำไมอิหร่านไม่ยอมจำนน แม้ส่งกองทัพเรือไปขู่

ทรัมป์งง ทำไมอิหร่านไม่ยอมจำนน แม้ส่งกองทัพเรือไปขู่ เป็นประเด็นร้อนที่กำลังเป็นที่พูดถึงในวงการข่าวต่างประเทศช่วงนี้ ด้วยสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางที่สหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังกดดันอิหร่านเรื่องโครงการนิวเคลียร์อย่างหนักหน่วง

ทรัมป์งง ทำไมอิหร่านไม่ยอมจำนน แม้ส่งกองทัพเรือไปขู่

นายสตีฟ วิตคอฟฟ์ ทูตพิเศษของทรัมป์ เผยในการให้สัมภาษณ์กับฟ็อกซ์นิวส์ เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2569 ว่าประธานาธิบดีทรัมป์กำลังตั้งข้อสงสัยว่าทำไมอิหร่านถึงยังไม่ยอมจำนน แม้สหรัฐฯ จะส่งกำลังทหารไปยังภูมิภาคตะวันออกกลางอย่างต่อเนื่อง และเตือนเรื่องการโจมตีทางทหารหากไม่บรรลุข้อตกลงนิวเคลียร์

“ผมไม่อยากใช้คำว่า ‘หงุดหงิด’ เพราะทรัมป์เข้าใจดีว่าเขายังมีทางเลือกอื่น แต่เขาสงสัยว่าทำไมอิหร่านถึงยังไม่ยอมจำนน” วิตคอฟฟ์กล่าว พร้อมตั้งคำถามว่า “ทำไมภายใต้ความกดดันจากกองทัพเรือและแสนยานุภาพมหาศาล พวกเขาถึงไม่มาพูดว่า ‘เราขอยืนยันว่าไม่ต้องการอาวุธนิวเคลียร์ และนี่คือสิ่งที่เราจะทำเพื่อพิสูจน์'”

กำลังทหารสหรัฐฯ ที่ถูกส่งไปขู่

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา สหรัฐฯ เสริมกำลังอย่างหนัก โดยส่งเรือบรรทุกเครื่องบินขนาดใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง USS Gerald R. Ford ไปยังตะวันออกกลาง ร่วมกับ USS Abraham Lincoln เรือพิฆาต ฝูงบินขับไล่ และกำลังพลจำนวนมาก สิ่งเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์กดดันให้อิหร่านยอมจำนนในประเด็นนิวเคลียร์

อย่างไรก็ตาม อิหร่านยังคงยืนกราน โดยนายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน ระบุกับ CBS News ว่ายังมีโอกาสแก้ไขด้วยการทูตที่ win-win และกำลังเตรียมร่างข้อตกลงเพื่อส่งให้วิตคอฟฟ์ในไม่กี่วัน

ความคืบหน้าในการเจรจา

การเจรจาทางอ้อมที่เจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ เมื่อ 17 ก.พ. มีความคืบหน้า โดยโอมานเป็นตัวกลาง รอบต่อไปกำหนด 26 ก.พ. แต่ทรัมป์ประกาศเมื่อ 19 ก.พ. ว่าโลกจะรู้ภายใน 10 วันว่าจะข้อตกลงหรือใช้กำลังทหาร

สถานการณ์นี้สะท้อนถึงความซับซ้อนของความขัดแย้ง ทรัมป์งง ทำไมอิหร่านไม่ยอมจำนน แม้ส่งกองทัพเรือไปขู่ เพราะอิหร่านมองว่าการยอมจำนนคือการสูญเสียอธิปไตย และมีพันธมิตรอย่างรัสเซีย จีนหนุนหลัง ทำให้ไม่หวั่นเกรง

นอกจากนี้ ประวัติศาสตร์ JCPOA (ข้อตกลงนิวเคลียร์ 2015) ที่ทรัมป์ถอนตัว ทำให้อิหร่านไม่เชื่อถือสหรัฐฯ อีกต่อไป สหรัฐฯ ใช้ ‘maximum pressure’ คว่ำบาตรและกำลังทหาร แต่ผลลัพธ์ยังไม่เป็นรูปธรรม

  • กำลังทหารสหรัฐฯ ในตะวันออกกลางเพิ่มขึ้น 20%
  • อิหร่านเสริมขีดความสามารถขีปนาวุธ
  • เจรจารอบใหม่ใกล้เข้ามา

จากมุมมองผู้เชี่ยวชาญ สถานการณ์นี้อาจนำไปสู่ข้อตกลงใหม่ หากทั้งสองฝ่ายยอมถอย แต่หากล้มเหลว อาจจุดชนวนสงครามใหญ่ในภูมิภาค

ทรัมป์งง ทำไมอิหร่านไม่ยอมจำนน แม้ส่งกองทัพเรือไปขู่ ชี้ให้เห็นว่าการทูตสมัยใหม่ต้องอาศัยมากกว่าแค่กำลังทหาร ควรผสมผสานการเจรจาและแรงจูงใจทางเศรษฐกิจ

ติดตามสถานการณ์ข่าวต่างประเทศแบบเรียลไทม์เพื่อไม่พลาดอัปเดตสำคัญ คุณคิดว่าอิหร่านจะยอมจำนนหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง!

ที่มา – ทรัมป์งง ทำไมอิหร่านไม่ยอมจำนน แม้ส่งกองทัพเรือไปขู่

รัสเซีย-ยูเครน เจรจาวันที่ 2 คืบหน้าเล็กน้อย แต่ยังติดปัญหาเรื่องดินแดน

รัสเซีย-ยูเครน เจรจาวันที่ 2 สิ้นสุดลงด้วยความคืบหน้าเล็กน้อย แต่ปัญหาเรื่องดินแดนยังคงเป็นอุปสรรคใหญ่ในการหาทางออกสันติภาพ สงครามที่ยืดเยื้อยาวนานเกือบ 4 ปี ยังคงต้องอาศัยการเจรจาเข้มข้นเพื่อยุติความขัดแย้งนี้

รัสเซีย-ยูเครน เจรจาวันที่ 2 คืบหน้าเล็กน้อย แต่ยังติดปัญหาเรื่องดินแดน

การเจรจาสันติภาพรอบที่ 2 ระหว่างรัสเซียและยูเครน โดยมีสหรัฐอเมริกาเป็นตัวกลาง จัดขึ้นที่กรุงเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ เมื่อวันพุธที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569 การประชุมครั้งนี้ใช้เวลารวมเพียง 2 ชั่วโมง ซึ่งสั้นกว่าวันแรกที่ยืดเยื้อถึงช่วงดึก แม้จะมีความคืบหน้าบางประการในด้านการทหาร แต่รัสเซีย-ยูเครน เจรจาวันที่ 2ยังไม่สามารถแก้ไขประเด็นดินแดนได้

สถานที่และระยะเวลาการเจรจา

การเจรจาแบบไตรภาคีนี้มีเป้าหมายชัดเจนเพื่อยุติสงครามที่เริ่มต้นตั้งแต่ปี 2565 โดยมีนายสตีฟ วิตคอฟฟ์ จากสหรัฐฯ เป็นผู้ไกล่เกลี่ยหลัก หลังการประชุมหลักจบลง หัวหน้าคณะเจรจารัสเซีย นายวลาดิเมียร์ เมดินสกี ยังกลับมาหารือแบบปิดลับกับฝ่ายยูเครนอีก 1 ชั่วโมงครึ่ง แต่ยังไม่มีรายละเอียดรั่วไหลออกมา

ความคืบหน้าในประเด็นการทหาร

แหล่งข่าวจากหน่วยงานการทูตยูเครนเปิดเผยว่ามีความก้าวหน้าเล็กน้อยในเรื่อง “ประเด็นทางการทหาร” เช่น การกำหนดแนวรบใหม่ การตรวจสอบการหยุดยิง และมาตรการลดความตึงเครียดชายแดน นี่ถือเป็นสัญญาณบวกที่อาจนำไปสู่การหยุดยิงชั่วคราวในอนาคตอันใกล้

  • กำหนดแนวรบชัดเจนขึ้น
  • กลไกตรวจสอบการหยุดยิง
  • ลดกำลังทหารบริเวณชายแดน

ปัญหาหลัก: เรื่องดินแดนที่ยังตกลงกันไม่ได้

อย่างไรก็ตาม ปัญหาใหญ่ที่สุดในรัสเซีย-ยูเครน เจรจาวันที่ 2 คืบหน้าเล็กน้อย แต่ยังติดปัญหาเรื่องดินแดน คือประเด็นการควบคุมดินแดน โดยเฉพาะภูมิภาคดอนบาส ซึ่งรวมแคว้นโดเนตสก์และลูฮานสก์ รัสเซียยืนกรานต้องการควบคุมเต็มรูปแบบ ขณะที่ยูเครนปฏิเสธอย่างเด็ดขาด โดยยืนยันว่าดินแดนทั้งหมดต้องอยู่ภายใต้อธิปไตยของยูเครน จุดยืนที่แตกต่างนี้ทำให้การเจรจายังคง “ยากลำบาก” ตามคำของทั้งสองฝ่าย

นายเมดินสกี กล่าวว่าบรรยากาศการพูดคุยเป็นไปอย่างมืออาชีพ และการประชุมรอบต่อไปจะเกิดขึ้น “เร็วๆ นี้” ขณะที่ประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี ของยูเครน ยอมรับว่า “ไม่ใช่เรื่องง่าย” แต่ยังมีความหวัง นายรุสเตม อูเมรอฟ หัวหน้าทีมยูเครน มองแง่ดีที่สุด โดยบอกว่าการหารือ “มีเนื้อหาสาระและเข้มข้น” แม้ยังไม่เปิดเผยรายละเอียด

พื้นหลังสงครามรัสเซีย-ยูเครนและความสำคัญของการเจรจา

สงครามรัสเซีย-ยูเครนเริ่มต้นจากความขัดแย้งในดอนบาสตั้งแต่ปี 2014 แต่ลุกลามใหญ่ในปี 2565 ส่งผลกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจโลก พลังงาน และความมั่นคงยุโรป การเจรจาครั้งนี้เป็นความพยายามครั้งสำคัญ โดยมีสหรัฐฯ สนับสนุน เพื่อป้องกันการขยายวงสงคราม หากประสบความสำเร็จ อาจนำไปสู่สันติภาพยั่งยืน แต่หากล้มเหลว อาจยืดเยื้อต่อไป

นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่าปัญหาดินแดนไม่ใช่แค่เรื่อง领土 แต่เกี่ยวข้องกับเอกลักษณ์ชาติพันธุ์ การเมืองภายใน และอิทธิพลจากมหาอำนาจอื่นๆ เช่น จีนและยุโรป

  • รัสเซีย: ต้องการรับประกันความมั่นคงชายแดนตะวันออก
  • ยูเครน: ปกป้องอธิปไตยและประชาธิปไตย
  • สหรัฐฯ: สนับสนุนยูเครนแต่ผลักดันสันติภาพ

มุมมองอนาคตและข้อเสนอแนะ

จากรัสเซีย-ยูเครน เจรจาวันที่ 2 แสดงให้เห็นว่าความหวังยังไม่หมดสิ้น แต่ต้องอาศัยความยืดหยุ่นจากทุกฝ่าย ในมุมมองของผู้เขียน การเจรจาครั้งต่อไปควรโฟกัสที่ข้อตกลงชั่วคราว เช่น หยุดยิง 90 วัน เพื่อสร้างความเชื่อมั่น ก่อนเจรจาดินแดนระยะยาว นอกจากนี้ ชาติมหาอำนาจควรเข้ามามีบทบาทมากขึ้นเพื่อลดแรงกดดัน

ติดตามพัฒนาการข่าวต่างประเทศได้ที่ ไทยรัฐข่าวต่างประเทศ สมัครรับแจ้งเตือนเพื่อไม่พลาดอัปเดตล่าสุด!

ที่มา – รัสเซีย-ยูเครน เจรจาวันที่ 2 คืบหน้าเล็กน้อย แต่ยังติดปัญหาเรื่องดินแดน

รัสเซีย-ยูเครน เจรจาสันติภาพวันแรกเสร็จสิ้น ยังไม่คืบหน้า

รัสเซีย-ยูเครน เจรจาสันติภาพวันแรกเสร็จสิ้น ยังไม่มีความคืบหน้า สร้างความผิดหวังให้กับนานาชาติที่เฝ้าติดตามสถานการณ์สงครามที่ยืดเยื้อมาหลายปี การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นที่กรุงเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ โดยมีสหรัฐอเมริกาเป็นผู้ประสานงานหลัก แต่ผลลัพธ์ยังคงเดิม การโจมตีทางทหารยังคงดำเนินต่อไปอย่างดุเดือด

รัสเซีย-ยูเครน เจรจาสันติภาพวันแรกเสร็จสิ้น ยังไม่มีความคืบหน้า รายละเอียดการประชุม

การเจรจาสันติภาพวันแรกระหว่างรัสเซียและยูเครนสิ้นสุดลงเมื่อวันอังคารที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 โดยคณะผู้แทนทั้งสองฝ่ายเดินทางมาจากกรุงเจนีวา ซึ่งเป็นสถานที่จัดงานที่เป็นกลาง คณะเจรจาของยูเครนนำโดยนายรุสเตม อูเมรอฟ หัวหน้าคณะ ได้ยืนยันว่าจะมีการประชุมต่อในวันพุธ โดยมุ่งเน้นไปที่ประเด็นปฏิบัติและกลไกการแก้ไขปัญหา

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่าความคืบหน้าจะยากลำบาก เนื่องจากรัสเซียยืนกรานข้อเรียกร้องเรื่องดินแดนที่ยึดครองในยูเครน เช่น ไครเมียและดอนบาส ในขณะที่ยูเครนยืนยันสิทธิ์ในการปกป้องดินแดนและเอกราชของตน

สถานการณ์การโจมตีทางทหารระหว่างรัสเซีย-ยูเครน

ก่อนการเจรจาเพียงไม่กี่ชั่วโมง รัสเซียได้发动การโจมตีทางอากาศครั้งใหญ่ใส่ยูเครน ใช้โดรนกว่า 400 ลำและขีปนาวุธเกือบ 30 ลูก โจมตี 12 ภูมิภาค สร้างความเสียหายหนักให้โครงข่ายไฟฟ้า โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาวที่อุณหภูมิติดลบ มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 3 รายตามรายงานของเจ้าหน้าที่ยูเครน

ฝั่งรัสเซียรายงานว่าสามารถสกัดโดรนยูเครนได้กว่า 150 ลำ แต่มีโรงกลั่นน้ำมันเกิดเพลิงไหม้จากโดรนโจมตี สถานการณ์นี้แสดงให้เห็นว่าการเจรจายังไม่หยุดยั้งการสู้รบ

  • การโจมตีทางอากาศของรัสเซีย: โดรน 400 ลำ + ขีปนาวุธ 30 ลูก
  • ผู้เสียชีวิต: อย่างน้อย 3 รายในยูเครน
  • ความเสียหาย: โครงข่ายไฟฟ้าและโรงกลั่นน้ำมันรัสเซีย
  • การสกัดกั้น: รัสเซียสกัดโดรนยูเครน 150+ ลำ

บทบาทผู้นำและตัวกลางในการเจรจา

ประธานาธิบดีโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ของยูเครน กล่าวว่า “เราพร้อมยุติสงคราม แต่คำถามอยู่ที่รัสเซีย” เขาย้ำว่ายูเครนกำลังปกป้องอิสรภาพ ขณะที่ฝั่งรัสเซียนำโดยวลาดิเมียร์ เมดินสกี ผู้ช่วยปูติน

ตัวกลางสำคัญคือสตีฟ วิตคอฟฟ์ และจาเรด คุชเนอร์ จากทีมทรัมป์ การเจรจาใช้รูปแบบทวิภาคีและไตรภาคี กินเวลา 6 ชั่วโมง แต่อย่างตึงเครียด

นี่คือบริบทของสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่เริ่มเต็มรูปแบบเมื่อ 4 ปีก่อน สถานการณ์ยังคงซับซ้อนด้วยผลกระทบทางเศรษฐกิจ พลังงาน และมนุษยธรรมทั่วโลก การเจรจาครั้งนี้แม้ไม่คืบหน้า แต่เป็นสัญญาณว่าทุกฝ่ายยังเปิดช่อง

ในมุมมองของผู้เขียน สงครามครั้งนี้ต้องการการประนีประนอมจากทั้งสองฝ่าย โดยเฉพาะรัสเซียที่ต้องยอมถอยเรื่องดินแดน หากต้องการสันติภาพที่ยั่งยืน ชาวยูเครนสมควรได้รับการสนับสนุนจากนานาชาติต่อไป

ติดตามข่าวสารสงครามรัสเซีย-ยูเครนเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของเรา เพื่อไม่พลาดอัปเดตล่าสุด!

ที่มา – รัสเซีย-ยูเครน เจรจาสันติภาพวันแรกเสร็จสิ้น ยังไม่มีความคืบหน้า

อิหร่านเผย บรรลุ “หลักการแนวทาง” กับสหรัฐฯ หลังเจรจานิวเคลียร์

อิหร่านเผย บรรลุ “หลักการแนวทาง” กับสหรัฐฯ หลังเจรจานิวเคลียร์ ที่นครเจนีวา ถือเป็นความคืบหน้าสำคัญในข้อพิพาทยืดเยื้อเรื่องโครงการนิวเคลียร์ แม้ยังมีประเด็นอีกมากที่ต้องเคลียร์ แต่ก็นับเป็นสัญญาณบวกท่ามกลางความตึงเครียดในตะวันออกกลาง

อิหร่านเผย บรรลุ “หลักการแนวทาง” กับสหรัฐฯ หลังเจรจานิวเคลียร์

การเจรจาครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อวันอังคารที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 ที่นครเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ โดยเป็นการพูดคุยทางอ้อมระหว่างเจ้าหน้าที่อิหร่านและสหรัฐฯ นายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน เปิดเผยหลังเสร็จสิ้นว่า ทั้งสองฝ่ายได้บรรลุความเข้าใจใน “หลักการแนวทาง” เพื่อแก้ไขข้อพิพาทนิวเคลียร์ แต่ย้ำว่ายังมีงานอีกหลายอย่างที่ต้องดำเนินการต่อ

ฝ่ายสหรัฐฯ ยังไม่แสดงท่าทีอย่างเป็นทางการ แต่จากข้อมูลที่รั่วไหล การสนทนาครั้งนี้มุ่งเน้นโครงการนิวเคลียร์ของเตหะราน และโอกาสยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ ขณะที่สหรัฐฯ ต้องการขยายไปยังประเด็นขีปนาวุธด้วย

บทบาทคนกลางสำคัญจากโอมาน

นายบาดร์ อัลบูไซดี รัฐมนตรีต่างประเทศโอมาน ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวกลาง กล่าวว่า การเจรจา “จบลงด้วยความคืบหน้าที่ดี เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายร่วมและประเด็นเทคนิค” สถานที่ประชุมคือทำเนียบเอกอัครราชทูตโอมานในเจนีวา ทำให้บรรยากาศผ่อนคลายขึ้น

  • อิหร่านยืนยันโครงการนิวเคลียร์เพื่อสันติภาพ
  • สหรัฐฯ และยุโรปสงสัยเรื่องพัฒนาอาวุธ
  • โอมานช่วยประสานทางอ้อม
  • ทรัมป์กดดันด้วยกองเรือรบในอ่าวเปอร์เซีย

แรงกดดันจากทรัมป์และเหตุการณ์ล่าสุด

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ข่มขู่อิหร่านหลายครั้ง ทั้งเรื่องปราบปรามผู้ชุมนุมและนิวเคลียร์ โดยส่งกองเรือรบไปอ่าวเปอร์เซียเพื่อกดดันก่อนเจรจา ทรัมป์บอกกับสื่อบนแอร์ฟอร์ซ วัน ว่า “อิหร่านมีแรงจูงใจเจรจา เพราะไม่อยากเจอผลที่ตามมา” เขาย้อนถึงการโจมตีทางอากาศฐานนิวเคลียร์ฤดูร้อนที่แล้ว ด้วยเครื่องบิน B-2

“เราอาจมีข้อตกลง แทนที่จะต้องส่ง B-2 ไปทำลาย” ทรัมป์กล่าว พร้อมหวังเตหะรานใช้เหตุผลมากขึ้น นี่คือครั้งแรกที่ทรัมป์เข้าร่วม “โดยอ้อม” ทำให้เจรจามีน้ำหนัก

ข้อพิพาทนิวเคลียร์อิหร่านยืดเยื้อมานาน สหรัฐฯ และพันธมิตรยุโรปมองว่าเตหะรานพัฒนาอาวุธ แต่รัฐบาลปฏิเสธ อิหร่านต้องการยกเลิกแซงชันเพื่อเศรษฐกิจ ขณะที่สหรัฐฯ เน้นไม่拡散นิวเคลียร์

ความคืบหน้าครั้งนี้อาจนำไปสู่ JCPOA ใหม่ หรือข้อตกลงนิวเคลียร์ที่ทรัมป์ถอนตัวไปแล้ว หากสำเร็จ จะลดความเสี่ยงสงครามในภูมิภาค ช่วยเศรษฐกิจอิหร่าน และคลายแรงกดดันสหรัฐฯ

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญเตือน ยังมีช่องว่างมาก โดยเฉพาะขีปนาวุธและพฤติกรรมภูมิภาคของอิหร่าน การเจรจาครั้งหน้าจะเป็นตัวชี้วัด

ติดตามพัฒนาการอิหร่านเผย บรรลุ “หลักการแนวทาง” กับสหรัฐฯ หลังเจรจานิวเคลียร์ ต่อไป เพราะอาจเปลี่ยนโฉมตะวันออกกลาง คุณคิดว่าข้อตกลงนี้จะยั่งยืนไหม? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ได้เลย!

ที่มา – อิหร่านเผย บรรลุ “หลักการแนวทาง” กับสหรัฐฯ หลังเจรจานิวเคลียร์

สหรัฐฯ-อิหร่าน เริ่มเจรจานิวเคลียร์ที่เจนีวา ทรัมป์เชื่อบรรลุข้อตกลง

สหรัฐฯ-อิหร่าน เริ่มเจรจานิวเคลียร์ที่เจนีวา ทรัมป์เชื่อบรรลุข้อตกลง เป็นข่าวใหญ่ที่ทั่วโลกจับตามองในช่วงนี้ เมื่อเจ้าหน้าที่ทั้งสองฝ่ายเริ่มการพูดคุยทางอ้อมที่นครเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์ เพื่อหาทางออกให้กับข้อพิพาทโครงการนิวเคลียร์ที่ยืดเยื้อมานานหลายปี สถานการณ์ตึงเครียดระหว่างมหาอำนาจสองฝ่ายนี้ ทำให้หลายคนหวังว่าการเจรจาครั้งนี้จะนำไปสู่สันติภาพในตะวันออกกลาง

สหรัฐฯ-อิหร่าน เริ่มเจรจานิวเคลียร์ที่เจนีวา ทรัมป์เชื่อบรรลุข้อตกลง

การเจรจาเริ่มขึ้นเมื่อวันอังคารที่ 17 กุมภาพันธ์ 2569 โดยมีโอมานเป็นตัวกลางสำคัญ นายสตีฟ วิตคอฟฟ์ และนายจาเรด คุชเนอร์ จากฝั่งสหรัฐฯ เข้าร่วมพูดคุยกับนายอับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แสดงความมั่นใจว่าอิหร่านไม่อยากเผชิญผลที่ตามมา หากไม่ยอมทำข้อตกลง เขากล่าวกับสื่อบนเครื่องบินแอร์ฟอร์ซ วันว่า “ผมไม่คิดว่าพวกเขาต้องการผลที่ตามมาจากการไม่ทำข้อตกลง เราอาจจะมีข้อตกลงได้ แทนที่จะต้องส่งเครื่องบิน B-2 ไปทำลายศักยภาพนิวเคลียร์ของพวกเขา”

背景ตึงเครียดก่อนสหรัฐฯ-อิหร่าน เริ่มเจรจานิวเคลียร์ที่เจนีวา

ก่อนหน้านี้ สถานการณ์รุนแรงขึ้นเมื่อสหรัฐฯ ร่วมกับอิสราเอลโจมตีทางอากาศโรงงานนิวเคลียร์อิหร่านเมื่อเดือนมิถุนายนปีก่อน ส่งกองเรือรบไปยังอ่าวเปอร์เซียเพื่อกดดัน ขณะที่อิหร่านตอบโต้ด้วยการซ้อมรบในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก และเคยขู่ว่าจะปิดช่องแคบหากถูกโจมตี

ผู้นำสูงสุดอิหร่าน อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ออกมาเตือนกร้าวว่า สหรัฐฯ จะล้มเหลวในการโค่นล้มรัฐบาลของเขา “ประธานาธิบดีสหรัฐฯ บอกว่ากองทัพของพวกเขาแข็งแกร่งที่สุดในโลก แต่กองทัพที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกบางครั้งก็อาจถูกตบหน้าแรงจนลุกไม่ขึ้น” สื่ออิหร่านรายงานหลังการเจรจาเริ่มต้น

  • จุดยืนสหรัฐฯ: ต้องการข้อจำกัดโครงการนิวเคลียร์และขีปนาวุธของอิหร่าน รวมถึงยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรอย่างจริงจัง
  • จุดยืนอิหร่าน: ยินดีคุยเรื่องนิวเคลียร์เท่านั้น ไม่ยุติการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมโดยสิ้นเชิง และไม่พูดถึงขีปนาวุธ
  • บทบาทตัวกลาง: โอมานช่วยประสาน สร้างโอกาสให้ทั้งสองฝ่าย

มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าวที่บูดาเปสต์ว่า “เป็นเรื่องยากที่จะทำข้อตกลงกับอิหร่าน แต่สหรัฐฯ ยินดีที่จะพยายาม” วอชิงตันหวังขยายขอบเขตเจรจาให้ครอบคลุมมากขึ้น แต่เตหะรานยืนกรานเฉพาะประเด็นนิวเคลียร์

โอกาสสำเร็จและความเสี่ยง

เจ้าหน้าที่อิหร่านระบุว่า ความสำเร็จขึ้นอยู่กับข้อเรียกร้องที่สมเหตุสมผลจากสหรัฐฯ และการยกเลิก санкцииเศรษฐกิจที่กระทบหนัก หากสำเร็จ จะช่วยลดความตึงเครียด ลดราคาน้ำมันโลก และเปิดทางสันติภาพ แต่หากล้มเหลว อาจนำไปสู่การเผชิญหน้าทางทหารที่ไม่มีใครต้องการ

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังกล่าวถึงการเปลี่ยนระบอบการปกครองในอิหร่านว่าเป็นทางออกที่ดีที่สุด แต่การเจรจาครั้งนี้โฟกัสที่นิวเคลียร์เป็นหลัก สหรัฐฯ-อิหร่าน เริ่มเจรจานิวเคลียร์ที่เจนีวา ทรัมป์เชื่อบรรลุข้อตกลง จึงเป็นก้าวสำคัญที่โลกต้องจับตา

ในมุมมองของผู้เขียน การเจรจาครั้งนี้มีโอกาสสูงเพราะทั้งสองฝ่ายต่างหลีกเลี่ยงสงครามใหญ่ ทรัมป์ที่เน้นดีลเมกเกอร์น่าจะผลักดันให้สำเร็จ คุณคิดอย่างไร? คิดว่าสหรัฐฯ-อิหร่านจะตกลงกันได้ไหม? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวอัปเดตจากเรา!

ที่มา – สหรัฐฯ-อิหร่าน เริ่มเจรจานิวเคลียร์ที่เจนีวา ทรัมป์เชื่อบรรลุข้อตกลง

อิหร่านเริ่มการซ้อมรบในช่องแคบฮอร์มุซ อ้างเพื่อรับมือภัยคุกคาม

อิหร่านเริ่มการซ้อมรบในช่องแคบฮอร์มุซ อ้างเพื่อรับมือภัยคุกคาม จากสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นข่าวร้อนที่กำลังสร้างความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง ช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์สำคัญสำหรับการขนส่งน้ำมันทั่วโลก โดยคิดเป็นสัดส่วนถึง 20% ของปริมาณน้ำมันทั้งหมด ทำให้เหตุการณ์นี้ได้รับความสนใจจากทั่วโลก

อิหร่านเริ่มการซ้อมรบในช่องแคบฮอร์มุซ อ้างเพื่อรับมือภัยคุกคาม

ตามรายงานจากสื่อรัฐบาลอิหร่าน กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ได้เริ่มปฏิบัติการฝึกซ้อมทางทหารในพื้นที่ช่องแคบฮอร์มุซตั้งแต่วันจันทร์ที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งเป็นเพียงวันก่อนการเจรจารอบใหม่กับสหรัฐฯ เกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ การซ้อมรบครั้งนี้ไม่มีกำหนดเวลาสิ้นสุดที่ชัดเจน แต่มีเป้าหมายหลักเพื่อเตรียมความพร้อมรับมือกับภัยคุกคามทางทหารและความมั่นคงที่อาจเกิดขึ้น

เหตุผลหลักที่อิหร่านเริ่มการซ้อมรบในช่องแคบฮอร์มุซ อ้างเพื่อรับมือภัยคุกคาม มาจากการเคลื่อนไหวของสหรัฐฯ ที่ส่งกองเรือบรรทุกเครื่องบินชุดใหญ่เข้าสู่อ่าวเปอร์เซีย โดยเฉพาะเรือยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์น และกำลังจะส่งเจอรัลด์ อาร์. ฟอร์ด ตามมา ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระบุว่าการส่งกำลังนี้เป็นเพื่อกดดันให้อิหร่านยอมทำข้อตกลงนิวเคลียร์

背景และความตึงเครียดที่นำไปสู่การซ้อมรบ

ช่องแคบฮอร์มุซมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นจุดผ่านของน้ำมันดิบจากอ่าวเปอร์เซียสู่ตลาดโลก นักการเมืองอิหร่านสายเหยี่ยวเคยขู่ว่าหากถูกโจมตี จะปิดช่องแคบนี้เพื่อตอบโต้ ซึ่งจะส่งผลกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจโลก การซ้อมรบภายใต้การบัญชาการของพลเอกโมฮัมหมัด ปัคปูร์ ผู้บัญชาการ IRGC มุ่งเน้นการเสริมขีดความสามารถในการตอบสนองอย่างรวดเร็วต่อภัยคุกคาม

  • เตรียมรับมือกองเรือสหรัฐฯ ในอ่าวเปอร์เซีย
  • ฝึกปฏิบัติการทางเรือและขีปนาวุธ
  • ทดสอบระบบป้องกันช่องแคบฮอร์มุซ

ทั้งนี้ การซ้อมรบเกิดขึ้นท่ามกลางการเจรจาที่โอมานเป็นตัวกลาง โดยทั้งสองฝ่ายกลับมาคุยกันครั้งแรกตั้งแต่เดือนมิถุนายนปีก่อน หลังจากความพยายามทางการทูตหยุดชะงักเนื่องจากสงครามอิหร่าน-อิสราเอล ซึ่งสหรัฐฯ และอิสราเอลโจมตีโรงงานนิวเคลียร์ของอิหร่าน

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากสถานการณ์นี้

หากอิหร่านเริ่มการซ้อมรบในช่องแคบฮอร์มุซ อ้างเพื่อรับมือภัยคุกคาม นำไปสู่การเผชิญหน้าจริง ราคาน้ำมันโลกอาจพุ่งสูงขึ้นทันที ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายด้านพลังงานทั่วโลกเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ยังอาจกระทบต่อเสถียรภาพในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันอย่างซาอุดีอาระเบียและสหรัฐฯ ที่พึ่งพาช่องทางนี้

ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่าการซ้อมรบครั้งนี้เป็นสัญญาณเตือนจากเตหะรานต่อวอชิงตัน เพื่อแสดงให้เห็นว่าพวกเขาพร้อมปกป้องผลประโยชน์ของตน แม้จะมีการเจรจาที่เจนีวาในวันอังคารนี้ แต่ความเสี่ยงยังคงสูง

สถานการณ์ปัจจุบันสะท้อนถึงความเปราะบางของห่วงโซ่อุปทานน้ำมันโลก ผู้ประกอบการธุรกิจพลังงานควรติดตามอย่างใกล้ชิด หากคุณสนใจข่าวต่างประเทศและการวิเคราะห์ geopolitical ลึกซึ้งยิ่งขึ้น สมัครรับข่าวสารจากเราเพื่อไม่พลาดอัปเดตล่าสุด!

ที่มา – อิหร่านเริ่มการซ้อมรบในช่องแคบฮอร์มุซ อ้างเพื่อรับมือภัยคุกคาม

เซเลนสกียินดี เจรจาสันติภาพคืบหน้า แต่ย้ำปัญหาดินแดน

เซเลนสกียินดี เจรจาสันติภาพคืบหน้า แต่ย้ำปัญหาหลักคือเรื่องดินแดนที่ถูกรัสเซียยึดครอง ประเด็นนี้ยังเป็นอุปสรรคสำคัญในการหาทางออกให้กับสงครามในยูเครน

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี แห่งยูเครน ได้ออกมาแสดงความยินดีกับความคืบหน้าในการเจรจาสันติภาพกับสหรัฐฯ ที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ อย่างไรก็ตาม เขาเน้นย้ำว่าข้อเรียกร้องของวลาดิมีร์ ปูติน ที่ต้องการให้ยูเครนรับรองดินแดนทางตะวันออกที่ถูกรัสเซียผนวกเป็นส่วนหนึ่งของรัสเซียนั้น ยังคงเป็นปัญหาหลักที่ต้องแก้ไข

การประชุมระหว่างเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ และยูเครนที่สวิตเซอร์แลนด์เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา มุ่งเน้นไปที่การหาทางออกเพื่อยุติสงครามกับรัสเซีย ทั้งสองฝ่ายรายงานว่ามีความคืบหน้า และจะทำงานร่วมกันต่อไปเพื่อหาจุดร่วม

ถึงกระนั้น ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับวิธีการที่แต่ละฝ่ายจะเชื่อมโยงความเห็นที่แตกต่างระหว่างรัสเซียและยูเครนในเรื่องดินแดน และการรับประกันความมั่นคงให้กับยูเครน ท่ามกลางกระแสข่าวว่านายเซเลนสกีอาจพบกับอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เพื่อหารือเกี่ยวกับประเด็นข้อพิพาท แต่ยังไม่มีการยืนยันกำหนดการ

ประเด็นเรื่องบูรณาภาพแห่งดินแดนเป็นจุดที่รัสเซียและยูเครนมีความเห็นแตกต่างกันอย่างมาก นายเซเลนสกีได้กล่าวย้ำมาโดยตลอดว่า รัสเซียไม่ควรได้รับดินแดนที่ยึดมาด้วยกำลังเป็นรางวัลจากการรุกราน เพราะจะสร้างบรรทัดฐานที่เป็นอันตราย

ภายหลังการเจรจาที่เจนีวา นายทรัมป์ได้โพสต์ข้อความบนโซเชียลมีเดียว่า “บางสิ่งที่ดีงามอาจกำลังจะเกิดขึ้น” แต่ย้ำว่า “อย่าเพิ่งเชื่อจนกว่าจะได้เห็นเอง”

ตัวแทนจากรัสเซียไม่ได้เข้าร่วมการประชุมที่สวิตเซอร์แลนด์ รัฐบาลเครมลินระบุว่า พวกเขาไม่ได้รับข้อมูลใดๆ เกี่ยวกับผลลัพธ์ของการหารือ อย่างไรก็ตาม นายดีมิทรี เปสคอฟ โฆษกรัฐบาลรัสเซียกล่าวว่า รัสเซียทราบว่ามีการ “ปรับเปลี่ยน” แผนที่เดิมที่นายปูตินเคยให้การยอมรับ

สื่อหลายสำนักรายงานว่า แผนสันติภาพ 28 ข้อที่อยู่ระหว่างการเจรจา ถูกร่างโดยเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ และรัสเซียในเดือนตุลาคม และนำเสนอต่อยูเครนเมื่อสัปดาห์ก่อน หลายองค์ประกอบของแผนดูเหมือนจะมุ่งเน้นไปที่เงื่อนไขที่มอสโกเรียกร้องมาเป็นเวลานาน ซึ่งสร้างความกังวลในยูเครนและยุโรป

แม้ว่าเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ และยูเครนจะระบุว่ามีความคืบหน้าในเรื่องแผนการสันติภาพ แต่ผู้นำยุโรปกลับแสดงท่าทีระมัดระวังมากกว่า นายโดนัลด์ ทุสก์ นายกรัฐมนตรีโปแลนด์กล่าวว่า “ผมไม่แน่ใจว่าเราเข้าใกล้สันติภาพมากขึ้นหรือไม่” ขณะที่นายฟรีดริช แมร์ซ นายกรัฐมนตรีเยอรมนีกล่าวว่าการหารือจะเป็น “กระบวนการที่ยืดเยื้อและยาวนาน”

มีการรายงานว่า สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส และเยอรมนี ได้ร่างแผนสันติภาพในยูเครนเพื่อตอบโต้แผนของสหรัฐฯ โดยตัดเรื่องการยอมรับดินแดนที่รัสเซียยึดไป เพิ่มขนาดกองทัพที่ยูเครนได้รับอนุญาตให้มีได้ และเปิดทางให้ยูเครนเข้าร่วมเป็นสมาชิกองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ หรือ นาโต ได้

อย่างไรก็ตาม นายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของสหรัฐฯ กล่าวว่า เขาไม่ทราบเรื่องแผนดังกล่าว และนายยูริ อูชาคอฟ ที่ปรึกษาฝ่ายนโยบายต่างประเทศของรัฐบาลเครมลินก็ออกมาปฏิเสธแผนดังกล่าว โดยระบุว่าเป็นสิ่งที่ไม่สร้างสรรค์อย่างสิ้นเชิง

แผนสันติภาพ 28 ข้ยังกำหนดให้ยูเครนถอนทหารออกจากดินแดนที่พวกเขายังคงควบคุมอยู่ในแคว้นโดเนตสก์ โดยจะกำหนดให้พื้นที่ดังกล่าวเป็นเขตกันชนปลอดทหารที่เป็นกลาง และได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติว่าเป็นดินแดนที่เป็นของสหพันธรัฐรัสเซีย

ข้อกำหนดเหล่านี้เป็นสิ่งที่ยูเครนยอมรับได้ยาก เคียฟและพันธมิตรยุโรปต่างระมัดระวังไม่ให้การยุติข้อพิพาทใด ๆ เป็นอันตรายต่อหลักการของบูรณภาพแห่งดินแดนและอธิปไตย นอกจากนั้นนายเซเลนสกีได้เตือนย้ำหลายครั้งว่า การยอมยกดอนบาสจะทำให้ยูเครนเสี่ยงต่อการถูกรัสเซียโจมตีในอนาคต

เซเลนสกียินดี เจรจาสันติภาพคืบหน้า แต่ย้ำปัญหาดินแดน

ความคืบหน้าในการเจรจาสันติภาพ และปัญหาดินแดน

สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนยังคงซับซ้อน การเจรจาสันติภาพมีความคืบหน้า แต่ปัญหาเรื่องเซเลนสกียินดี เจรจาสันติภาพคืบหน้า แต่ย้ำปัญหาหลักคือเรื่องดินแดนยังคงเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องหาทางออก

การที่เซเลนสกียินดี เจรจาสันติภาพคืบหน้า แต่ย้ำปัญหาหลักคือเรื่องดินแดน แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะรักษาอธิปไตยของชาติ แม้ว่าการเจรจาจะเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น แต่การยอมเสียดินแดนให้กับรัสเซียก็เป็นสิ่งที่ยูเครนไม่สามารถยอมรับได้

การเจรจาเป็นเพียงก้าวแรก การหาทางออกที่ยั่งยืนและเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายยังคงต้องใช้เวลาและความพยายามอย่างมาก สถานการณ์ยังคงมีความไม่แน่นอน และต้องติดตามความคืบหน้าต่อไป

ที่มา – เซเลนสกียินดี เจรจาสันติภาพคืบหน้า แต่ย้ำปัญหาหลักคือเรื่องดินแดน

รูบิโอ เผยความคืบหน้า เจรจาแผนสันติภาพยูเครน

มีความคืบหน้าครั้งใหญ่ในการเจรจาแผนสันติภาพยูเครน! รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ เผยข่าวดีที่นครเจนีวา แต่ยังเหลือรายละเอียดที่ต้องสะสางกันต่อไป

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา นายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอิสราเอล ได้ออกมาเปิดเผยว่า การเจรจาที่นครเจนีวาเพื่อสรุปแผนสันติภาพยูเครนที่สหรัฐฯ เสนอเพื่อยุติสงครามรัสเซีย-ยูเครนนั้น มีความคืบหน้าไปมาก แต่ก็ยังมีงานที่ต้องทำอีกเล็กน้อย

นายรูบิโอกล่าวว่า ทีมเจรจาในเจนีวา ซึ่งประกอบด้วยตัวเขาและทีมเจ้าหน้าที่จากสหรัฐฯ ยุโรป และยูเครน “มีวันที่ดีมาก” โดยเป้าหมายหลักของการเจรจาคือการพยายามจัดการกับประเด็นที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขในแผนสันติภาพ 28 ข้อของสหรัฐฯ และฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้บรรลุเป้าหมายนั้นในลักษณะที่เป็นรูปธรรม

อย่างไรก็ตาม นายรูบิโอกล่าวเสริมว่า ข้อตกลงขั้นสุดท้ายใด ๆ ก็ตามจะต้องได้รับการตกลงเห็นชอบโดยประธานาธิบดียูเครนและประธานาธิบดีสหรัฐฯ ก่อนที่ข้อเสนอจะถูกส่งไปยังรัสเซีย และยังมีประเด็นอีกเล็กน้อยที่พวกเขาจำเป็นต้องทำงานต่อไป

ด้านนายโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครนกล่าวว่า มีสัญญาณว่าทีมงานของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังรับฟังเรา

ทั้งนี้ ยูเครนและพันธมิตรยุโรปได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับข้อเสนอภายใต้แผนการสันติภาพดังกล่าว ซึ่งถูกมองว่าเข้าข้างรัสเซีย และได้รับการต้อนรับจากวลาดิเมียร์ ปูติน ว่าเป็น “พื้นฐาน” สำหรับการยุติปัญหา ก่อนหน้านี้ เซเลนสกีกล่าวว่า ยูเครน “อาจต้องเผชิญกับทางเลือกที่ยากลำบากมาก คือการสูญเสียศักดิ์ศรี หรือเสี่ยงต่อการสูญเสียพันธมิตรคนสำคัญ”

สื่อหลายสำนักรายงานว่า ร่างแผนสันติภาพ 28 ข้อของสหรัฐฯ นั้นรวมถึงการถอนกำลังทหารยูเครนออกจากพื้นที่ที่พวกเขากำลังควบคุมอยู่ในแคว้นโดเนตสก์ ทางตะวันออกของยูเครน, ยกแคว้นดังกล่าวกับแคว้นลูฮานสก์ที่อยู่ติดกันให้รัสเซีย ในขณะที่ตรึงพรมแดนของแคว้นเคอร์ซอนและแคว้นซาโปริซเซียทางใต้ของยูเครนเอาไว้ตามแนวรบในปัจจุบัน

แผนของสหรัฐฯ ยังจำกัดกำลังทหารของยูเครนไว้ที่ 600,000 นาย จากประมาณ 880,000 นายในปัจจุบัน และที่สำคัญคือ ยูเครนต้องสัญญาว่าจะไม่หาทางเข้าร่วมเป็นสมาชิกของ นาโต อีก แลกกับการที่เคียฟจะได้รับการรับประกันความมั่นคงที่เชื่อถือได้ ซึ่งไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดใดๆ

แผนการของสหรัฐฯ ระบุอีกว่า “คาดหวัง” ว่ารัสเซียจะไม่รุกรานประเทศเพื่อนบ้าน และ NATO จะไม่ขยายตัวเพิ่มเติม พร้อมทั้งเสนอให้รัสเซียกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโลกอีกครั้ง ด้วยการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร และการเชิญรัสเซียให้กลับเข้าร่วมกลุ่ม G7 ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศที่ทรงอำนาจที่สุดในโลก ทำให้กลับมาเป็น G8 อีกครั้ง

ก่อนหน้านี้ นายทรัมป์กล่าวว่า เขาให้เวลายูเครนจนถึงวันพฤหัสบดีที่จะถึงนี้ (27 พ.ย.) เพื่อเห็นชอบข้อเสนอดังกล่าว แต่ต่อมาเขาออกมาระบุว่า นี่ไม่ใช่ “ข้อเสนอสุดท้าย” สำหรับเคียฟ หลังจากที่พันธมิตรของยูเครนจากยุโรป แคนาดา และญี่ปุ่นแสดงความกังวล

รูบิโอเผย มีความคืบหน้าครั้งใหญ่ ในการเจรจาแผนสันติภาพยูเครน

รายละเอียดที่น่าสนใจในแผนสันติภาพยูเครน

สถานการณ์แผนสันติภาพยูเครนยังคงเป็นประเด็นที่น่าสนใจอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งความคืบหน้าในการเจรจาล่าสุดนี้ แม้ว่าจะมีรายละเอียดบางอย่างที่ยังต้องแก้ไข แต่การที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องสามารถหาจุดร่วมกันได้ ถือเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับอนาคต

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องจับตามองต่อไปคือ ท่าทีของรัสเซียต่อแผนสันติภาพยูเครนนี้ รวมถึงการตัดสินใจของประธานาธิบดียูเครนและประธานาธิบดีสหรัฐฯ ซึ่งจะมีผลต่อทิศทางของสถานการณ์ในอนาคตอย่างมาก

การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและต้องใช้เวลา แต่ความพยายามในการเจรจาและความคืบหน้าล่าสุดนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของทุกฝ่ายที่จะแสวงหาทางออกอย่างสันติ

สถานการณ์ในยูเครนยังคงมีความไม่แน่นอน และอนาคตยังคงขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของผู้นำและความร่วมมือของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง หากทุกฝ่ายสามารถทำงานร่วมกันเพื่อหาทางออกที่เป็นประโยชน์ร่วมกันได้ ก็ยังมีความหวังว่าสันติภาพจะสามารถเกิดขึ้นได้ในที่สุด

ถึงแม้ว่าข้อตกลงสันติภาพจะยังไม่เสร็จสมบูรณ์ แต่การที่มีความคืบหน้าเกิดขึ้นก็เป็นสัญญาณที่ดี และเป็นสิ่งที่ควรสนับสนุนเพื่อให้เกิดสันติภาพที่ยั่งยืนในยูเครน

ที่มา – รูบิโอเผย มีความคืบหน้าครั้งใหญ่ ในการเจรจาแผนสันติภาพยูเครน

Scroll to top