เจรจา

ทรัมป์ลั่น ไม่อยากขยายหยุดยิงอิหร่าน

ทรัมป์ลั่น ไม่อยากขยายหยุดยิงกับอิหร่าน ชี้ไม่ได้มีเวลามากขนาดนั้น เป็นประเด็นร้อนที่กำลังเป็นที่พูดถึงในแวดวงการเมืองโลก โดยเฉพาะความสัมพันธ์ตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่านที่ดูเหมือนจะไม่คลายลง ล่าสุดประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ออกมาแสดงท่าทีชัดเจนในการให้สัมภาษณ์กับสื่อชั้นนำ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลางอย่างมาก

ทรัมป์ลั่น ไม่อยากขยายหยุดยิงกับอิหร่าน ชี้ไม่ได้มีเวลามากขนาดนั้น

เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ให้สัมภาษณ์กับรายการ Squawk Box ของสถานี CNBC ทางโทรศัพท์ โดยย้ำชัดว่าเขาไม่ต้องการขยายเวลาการหยุดยิงกับอิหร่าน เพราะเวลามีจำกัด และคาดว่าจะกลับไปทิ้งระเบิดโจมตีต่อหากไม่บรรลุข้อตกลงก่อนเส้นตายเย็นวันพุธนี้ ทรัมป์กล่าวว่า “ผมคาดว่าจะมีการทิ้งระเบิด เพราะผมคิดว่านั่นเป็นทัศนคติที่ดีกว่าในการเริ่มการเจรจา”

ทรัมป์ยังชื่นชมนายทหารสหรัฐฯ ว่ากองทัพพร้อมรบและกระตือรือร้นมาก โดยยกย่องการฟื้นฟูกองทัพที่เขาดำเนินการมา “กองทัพของเรากระตือรือร้นที่จะลุยมาก พวกเขาเหลือเชื่อจริงๆ” เขากล่าว นอกจากนี้ ทรัมป์ยังยืนยันว่า ทรัมป์ลั่น ไม่อยากขยายหยุดยิงกับอิหร่าน ชี้ไม่ได้มีเวลามากขนาดนั้น เพราะการเจรจาต้องเร่งด่วน อิหร่านไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องยอมเจรจา

ผลกระทบจากการโจมตีที่ทรัมป์ขู่

ทรัมป์อธิบายถึงเป้าหมายการโจมตี เช่น สะพานและโรงไฟฟ้าในอิหร่าน โดยเน้นว่ามันจะสร้างความเสียหายทางทหารอย่างหนัก “มันจะทำร้ายพวกเขาด้วย มันจะส่งผลกระทบต่อพวกเขาในทางทหาร พวกเขาใช้สะพานเหล่านั้นเพื่อลำเลียงอาวุธและเคลื่อนย้ายขีปนาวุธ” เขากล่าว ทั้งสองฝ่ายต่างใช้ช่วงหยุดยิงนี้สะสมกำลังและเสบียงใหม่ ทำให้สถานการณ์ยิ่งตึงเครียด

ทรัมป์มองว่าประชาชนอิหร่าน “น่าเหลือเชื่อ” แต่ผู้นำเป็น “กระหายเลือดและแข็งกร้าว” เขาเชื่อว่าอิหร่านมีแรงจูงใจทำข้อตกลงเพื่อกลับมาเข้มแข็ง “อิหร่านสามารถกลับมายืนหยัดได้อย่างมั่นคงหากพวกเขายอมทำข้อตกลง พวกเขาสามารถทำให้ตัวเองกลับมาเป็นประเทศที่เข้มแข็งและวิเศษได้อีกครั้ง”

บริบทและความเสี่ยงของสถานการณ์

สถานการณ์หยุดยิงนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งยืดเยื้อ โดยสหรัฐฯ ภายใต้ทรัมป์ใช้กลยุทธ์กดดันสูงสุด (maximum pressure) เพื่อบังคับให้อิหร่านกลับสู่โต๊ะเจรจาเรื่องนิวเคลียร์ หากไม่ขยายหยุดยิง อาจนำไปสู่การปะทะรุนแรงขึ้น ส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันทั่วโลกและเสถียรภาพตะวันออกกลาง

  • ทรัมป์ย้ำไม่ขยายหยุดยิงเพราะเวลาจำกัด
  • เตรียมทิ้งระเบิดเป้าหมายทหารอิหร่าน
  • กองทัพสหรัฐพร้อมรบเต็มที่
  • เรียกร้องให้อิหร่านเจรจาเพื่อหลีกเลี่ยงสงคราม

จากมุมมองผู้เชี่ยวชาญ นโยบายนี้ของทรัมป์อาจเป็นการต่อรองแบบฮาร์ดบอลเพื่อผลประโยชน์สูงสุดของสหรัฐฯ แต่ก็มีความเสี่ยงสูงที่จะลุกลามเป็นสงครามใหญ่

ในความเห็นของเรา สถานการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงสไตล์การนำของทรัมป์ที่เด็ดขาด แต่ประชาคมโลกควรติดตามอย่างใกล้ชิดเพื่อป้องกันวิกฤต หากคุณสนใจข่าวต่างประเทศ ลองติดตามเพิ่มเติมที่นี่ เพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุด

ที่มา – ทรัมป์ลั่น ไม่อยากขยายหยุดยิงกับอิหร่าน ชี้ไม่ได้มีเวลามากขนาดนั้น

สหรัฐฯ-อิหร่านจ่อเจรจารอบใหม่ที่ปากีสถาน

สถานการณ์ระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านจ่อเจรจารอบใหม่ที่ปากีสถานกำลังเป็นประเด็นร้อนที่ทั่วโลกจับตามอง หลังจากแหล่งข่าวจากอิหร่านเผยว่าทั้งสองฝ่ายเตรียมเปิดโต๊ะเจรจาที่ประเทศปากีสถานในช่วงต้นสัปดาห์หน้า แม้ฝั่งวอชิงตันจะยังไม่ยืนยันกำหนดการอย่างเป็นทางการ แต่ความเคลื่อนไหวนี้ถือเป็นความหวังใหม่ในการคลี่คลายความตึงเครียดที่ยืดเยื้อมานาน

สหรัฐฯ-อิหร่านจ่อเจรจารอบใหม่ที่ปากีสถาน: รายละเอียดล่าสุด

ตามรายงานจากแหล่งข่าวอิหร่านที่ให้สัมภาษณ์กับ CNN คณะผู้แทนจากทั้งสหรัฐฯ และอิหร่านจะเดินทางถึงปากีสถานภายในสุดสัปดาห์นี้ เพื่อเริ่มการสนทนาอย่างเป็นทางการในวันจันทร์ ปากีสถานถูกเลือกเป็นสถานที่เจรจาเพราะถือเป็นประเทศที่เป็นกลางทางการเมืองในภูมิภาค และมีบทบาทสำคัญในการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทระหว่างชาติมหาอำนาจ

การเจรจารอบนี้มุ่งเน้นไปที่ประเด็นหลักอย่างโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน รวมถึงการขนย้ายยูเรเนียมเสริมสมรรถนะ และการลดระดับการเผชิญหน้าทางทหารในตะวันออกกลาง อย่างไรก็ตาม ฝั่งสหรัฐฯ ยังคงนิ่งเงียบ ไม่ยืนยันหรือปฏิเสธกำหนดการ ทำให้เกิดคำถามว่าสหรัฐฯ-อิหร่านจ่อเจรจารอบใหม่ที่ปากีสถานจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่

คำพูดของทรัมป์สร้างแรงกระเพื่อม

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ออกมาแสดงความมั่นใจระหว่างปราศรัยที่รัฐแอริโซนา โดยระบุว่า “เรากำลังใกล้บรรลุข้อตกลงกับอิหร่านแล้ว หลายประเด็นสำคัญได้ตกลงกันไปแล้ว และทุกอย่างกำลังดำเนินไปอย่างรวดเร็ว” ทรัมป์ยังยกตัวอย่างการหยุดยิง 10 วันในเลบานอนว่าเป็นสัญญาณบวกของสถานการณ์โดยรวม

แต่เจ้าหน้าที่อิหร่านระดับสูงกลับปฏิเสธทันควัน โดยยืนยันว่าเตหะรานจะไม่ส่งยูเรเนียมเสริมสมรรถนะระดับสูงออกนอกประเทศ และจะไม่ยุติโครงการนิวเคลียร์อย่างไม่มีกำหนด คำกล่าวของทรัมป์ถูกมองว่าเป็นเพียง “ทางเลือกหนึ่ง” ที่อาจเกิดขึ้นได้ แต่การแถลงต่อสาธารณะเช่นนี้อาจทำให้การเจรจาซับซ้อนยิ่งขึ้น

พื้นหลังความขัดแย้งสหรัฐฯ-อิหร่าน

ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านยืดเยื้อมาตั้งแต่สหรัฐฯ ถอนตัวจากข้อตกลงนิวเคลียร์ JCPOA ในปี 2018 ภายใต้การนำของทรัมป์ ส่งผลให้อิหร่านเร่งเสริมสมรรถนะยูเรเนียมเกินขีดจำกัด และเกิดการโจมตีทางอ้อมในอ่าวเปอร์เซียหลายครั้ง การเลือกปากีสถานเป็นเวทีเจรจาใหม่นี้ อาจช่วยลดแรงกดดันจากอิสราเอลและซาอุดีอาระเบียที่เป็นพันธมิตรสหรัฐฯ

  • ประเด็นหลักในการเจรจา: การจำกัดโครงการนิวเคลียร์, การยกเลิกการคว่ำบาตร, และความมั่นคงในภูมิภาค
  • อุปสรรค: คำพูดสาธารณะของผู้นำทั้งสองฝ่ายที่อาจทำลายความเชื่อมั่น
  • ผลกระทบ: หากสำเร็จ อาจนำไปสู่เสถียรภาพน้ำมันและเศรษฐกิจโลก

นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญยังวิเคราะห์ว่าปากีสถานมีส่วนได้ส่วนเสียจากสถานการณ์นี้ เนื่องจากเป็นชาติมีนิวเคลียร์และมีพรมแดนติดอิหร่าน การเป็นเจ้าภาพเจรจาจะช่วยยกระดับบทบาททางการทูตของอิสลามาบัด

ความเป็นไปได้และความเสี่ยง

แม้สหรัฐฯ-อิหร่านจ่อเจรจารอบใหม่ที่ปากีสถานจะสร้างความหวัง แต่ประวัติศาสตร์แสดงให้เห็นว่าการเจรจาระหว่างสองชาติมักล้มเหลวจากความไม่ไว้วางใจ เช่น การโจมตีโดยโดรนที่สังหารนายพลโซไลมานีในปี 2020 หากรอบนี้ล้มเหลว อาจนำไปสู่การยกระดับความขัดแย้งใหม่

ในมุมมองของนักวิเคราะห์ การเจรจานี้เป็นโอกาสทองสำหรับทรัมป์ในการสร้างมรดกทางการทูตก่อนเลือกตั้ง แต่สำหรับอิหร่านคือการต่อสู้เพื่ออธิปไตย โอกาสประสบความสำเร็จอยู่ที่ 50-50 ขึ้นอยู่กับว่าวอชิงตันจะยอมรับเงื่อนไขของเตหะรานหรือไม่

สุดท้ายแล้ว สหรัฐฯ-อิหร่านจ่อเจรจารอบใหม่ที่ปากีสถานนี้อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของตะวันออกกลาง คุณคิดอย่างไรกับสถานการณ์นี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และติดตามอัปเดตล่าสุดจากเราเพื่อไม่พลาดข่าวสำคัญ!

ที่มา – สหรัฐฯ-อิหร่านจ่อเจรจารอบใหม่ที่ปากีสถาน แต่ยังไม่ชัดวอชิงตัน ตอบรับหรือไม่

หยุดยิง “อิสราเอล–เลบานอน” มีผลแล้ว ประชาชนเฮ!

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อกข่าวต่างประเทศ! วันนี้มีข่าวดีสุดๆ มาบอกกันเลย เมื่อ หยุดยิง “อิสราเอล–เลบานอน” มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการแล้ว เป็นเวลา 10 วันเต็มๆ หลังจากที่ทั้งสองฝ่ายสู้รบกันเดือดร้อนมานานกว่าหนึ่งเดือน ประชาชนเลบานอนหลายหมื่นคนโล่งใจสุดๆ เริ่มทยอยกลับบ้านเกิดในพื้นที่ภาคใต้ที่ถูกโจมตีหนัก บรรยากาศเต็มไปด้วยความหวังและเสียงฉลองตามท้องถนนเลยครับ

หยุดยิง “อิสราเอล–เลบานอน” มีผลแล้ว

ข้อตกลงนี้ถูกประกาศโดยประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อช่วงเช้ามืดวันนี้ ท่ามกลางความตึงเครียดที่รุนแรงในตะวันออกกลาง ประธานาธิบดีเลบานอน โจเซฟ อาอูน ออกมาแสดงความยินดีทันที ส่วนนายกฯ อิสราเอล เบนจามิน เนทันยาฮู ก็บอกว่านี่คือ “โอกาสประวัติศาสตร์สำหรับสันติภาพ” เลยทีเดียว แม้ก่อนหน้านั้นไม่นาน กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ที่ได้รับการหนุนหลังจากอิหร่าน จะยังยิงตอบโต้กองทัพอิสราเอลอย่างต่อเนื่อง แต่ตอนนี้ทั้งหมดหยุดชะงักแล้ว

ฮิซบอลเลาะห์เองก็ยืนยันว่าจะเคารพข้อตกลงนี้ภายใต้เงื่อนไขต่างๆ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าสถานการณ์ยังคงเปราะบางมากๆ ถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งผิดพลาด ก็อาจปะทุขึ้นอีกได้ง่ายๆ แต่ตอนนี้ทุกคนกำลังเฝ้ามองด้วยความหวังครับ

ประชาชนเลบานอนฉลองใหญ่ เริ่มกลับบ้าน

หลังจาก หยุดยิง “อิสราเอล–เลบานอน” มีผล ภาพประชาชนเลบานอนออกมาเต้นรำตามถนนในเบรุตและเมืองอื่นๆ กลายเป็นภาพที่ประทับใจสุดๆ พวกเขาต้องอพยพหนีภัยสงครามไปอยู่ที่ปลอดภัยมานาน โดยเฉพาะภาคใต้ที่โดนระเบิดอิสราเอลถล่มหนักหน่วง ทำให้บ้านเรือนพังยับเยิน รายงานบอกว่ามีผู้เสียชีวิตนับพันคนและบาดเจ็บอีกมากมาย

ตอนนี้ขบวนรถยนต์และรถบัสเริ่มเคลื่อนขบวนกลับภูมิลำเนาแล้วครับ บางครอบครัวถึงกับร้องไห้ดีใจที่ได้กลับบ้านเกิด แม้บ้านจะเสียหายแต่ก็ยังดีกว่าอยู่ในที่หลบภัย

ที่มาของความขัดแย้งและบทบาทของสหรัฐฯ

ย้อนกลับไป สงครามรอบนี้ปะทุขึ้นจากความตึงเครียดระหว่างอิสราเอลกับฮิซบอลเลาะห์ ซึ่งเป็นกลุ่มติดอาวุธชิอะห์ในเลบานอน อิสราเอลกล่าวหาว่าฮิซบอลเลาะห์วางยิงข้ามชายแดน และบุกโจมตีทางอากาศทางบกอย่างหนัก สหรัฐฯ ที่เป็นพันธมิตรใกล้ชิดอิสราเอล เลยเข้าไกล่เกลี่ยจนได้ข้อตกลงหยุดยิงนี้มา นี่ไม่ใช่ครั้งแรกนะครับที่ตะวันออกกลางมีไฟหยุดไฟต่อ แต่คราวนี้ทรัมป์ดูมั่นใจมาก

  • ประโยชน์ของข้อตกลง: ลดการสูญเสียชีวิตทหารและพลเรือน
  • ความเสี่ยง: ฮิซบอลเลาะห์อาจไม่ยอมถอนกำลังตามกำหนด
  • โอกาส: เปิดทางเจรจาสันติภาพระยะยาว

สถานการณ์หลังจากนี้ต้องจับตาใกล้ชิด โดยเฉพาะว่าจะครบ 10 วันได้หรือไม่ และจะต่ออายุหรือไม่ ประชาคมโลกอย่าง UN และ EU ก็กำลังกดดันให้ทั้งสองฝ่ายยึดมั่นครับ

ในมุมมองของผม นี่คือก้าวแรกที่สำคัญมาก ถ้าทุกฝ่ายแสดงเจตนาดีจริง สันติภาพในตะวันออกกลางอาจใกล้เข้ามาแล้ว ลองคิดดูสิครับ ถ้าไม่มีสงคราม ผู้คนจะได้ใช้ชีวิตปกติ 孩子ได้ไปโรงเรียน เศรษฐกิจฟื้นตัวได้เลย

คุณคิดยังไงกับ หยุดยิง “อิสราเอล–เลบานอน” ครั้งนี้? คอมเมนต์มาบอกกันหน่อยครับ และอย่าลืมกดไลค์ แชร์ ติดตามบล็อกเพื่ออัปเดตข่าวต่างประเทศล่าสุดนะ!

ที่มา – หยุดยิง “อิสราเอล–เลบานอน” มีผลแล้ว 10 วัน ประชาชนเฮ! ทยอยกลับบ้าน หลังสู้รบเดือดกว่าหนึ่งเดือน

สหรัฐฯ-อิหร่านต่างเข้าพบผู้นำปากีสถาน ก่อนตัดสินใจเปิดเจรจาถกดีลสำคัญ

ในสถานการณ์ตึงเครียดของภูมิภาคตะวันออกกลาง สหรัฐฯ-อิหร่านต่างเข้าพบผู้นำปากีสถาน ก่อนตัดสินใจเปิดเจรจาถกดีลสำคัญ ซึ่งเป็นก้าวเดินที่ทั่วโลกกำลังจับตาอย่างใกล้ชิด การเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นที่กรุงอิสลามาบัด เมืองหลวงของปากีสถาน โดยทั้งสองมหาอำนาจต่างส่งผู้แทนระดับสูงเข้าพบ เชห์บาซ ชารีฟ นายกรัฐมนตรีปากีสถาน เพื่อหาทางออกในการเจรจาครั้งประวัติศาสตร์

สหรัฐฯ-อิหร่านต่างเข้าพบผู้นำปากีสถาน ก่อนตัดสินใจเปิดเจรจาถกดีลสำคัญ

เจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ นำทีมเข้าพบนายกฯ ชารีฟ โดยมีสตีฟ วิตคอฟฟ์ ทูตพิเศษ และจาเร็ด คุชเนอร์ ลูกเขยของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ร่วมคณะ ฝั่งปากีสถานมี โมฮัมหมัด อิชาค ดาร์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต่างประเทศ และไซเอ็ด โมห์ซิน ราซา นักวี รัฐมนตรีมหาดไทย เข้าร่วมหารือ การประชุมครั้งนี้ปิดประตูไม่ให้สื่อมวลชนเข้าติดตาม ทำให้เกิดความลึกลับและความสนใจจากนานาชาติ

ก่อนหน้านั้นไม่นาน คณะผู้แทนจากอิหร่านก็ได้เข้าพบชารีฟเช่นกัน ตามรายงานของสื่อ Tasnim สื่อทางการอิหร่าน การหารือระหว่างเตหะรานและวอชิงตันอาจเริ่มต้นในช่วงบ่ายของวันเดียวกัน แต่ฝ่ายอิหร่านยังคงประเมินท่าทีของสหรัฐฯ อย่างละเอียดก่อนตัดสินใจขั้นสุดท้าย

บทบาทของปากีสถานในการเป็นกลาง

ปากีสถานถูกเลือกเป็นสถานที่เจรจาเนื่องจากความสัมพันธ์อันดีกับทั้งสองฝ่าย แถลงการณ์จากสำนักงานนายกฯ ชารีฟ ระบุว่านายกฯ ชื่นชมความมุ่งมั่นของทั้งสหรัฐฯ และอิหร่านในการเจรจาอย่างสร้างสรรค์ และหวังว่าการหารือครั้งนี้จะนำไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืนในภูมิภาค หากการเจรจาเกิดขึ้นจริง จะเป็นรูปแบบวันเดียว โดยอิหร่านยังจับตาสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

ความสำคัญของดีลสำคัญนี้

ดีลสำคัญที่กำลังถกกันอาจครอบคลุมประเด็นนิวเคลียร์ สงครามตัวแทนในตะวันออกกลาง และการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจที่สหรัฐฯ ใช้กดดันอิหร่านมานาน สหรัฐฯ-อิหร่านต่างเข้าพบผู้นำปากีสถาน ก่อนตัดสินใจเปิดเจรจาถกดีลสำคัญ แสดงถึงความพยายามลดความตึงเครียดที่อาจลุกลามเป็นสงครามใหญ่ ปากีสถานซึ่งมีพรมแดนติดอิหร่านและความสัมพันธ์ซับซ้อนกับสหรัฐฯ จึงกลายเป็นตัวกลางที่น่าเชื่อถือ

  • สหรัฐฯ ส่งทีมระดับสูงนำโดยแวนซ์ เพื่อแสดงความจริงจัง
  • อิหร่านประเมินท่าที ก่อนตัดสินใจเจรจา
  • ปากีสถานแสดงบทบาทเป็นกลาง สนับสนุนสันติภาพ
  • การเจรจาอาจเป็นวันเดียว ทิศทางขึ้นกับนาทีสุดท้าย

นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่าการเคลื่อนไหวครั้งนี้อาจเชื่อมโยงกับสถานการณ์ในซีเรีย อิรัก และเยเมน ซึ่งทั้งสองฝ่ายมีผลประโยชน์ขัดแย้ง หากสำเร็จ จะเป็นชัยชนะทางการทูตครั้งใหญ่ของทรัมป์ในการสมัยที่สอง แต่หากล้มเหลว อาจนำไปสู่ความขัดแย้งรุนแรงยิ่งขึ้น

สถานการณ์ยังคงคลุมเครือ เนื่องจากทั้งสองฝ่ายยังไม่ยืนยันการเจรจาอย่างเป็นทางการ แต่การที่ สหรัฐฯ-อิหร่านต่างเข้าพบผู้นำปากีสถาน ก่อนตัดสินใจเปิดเจรจาถกดีลสำคัญ ยืนยันถึงความเป็นไปได้สูง เราควรติดตามพัฒนาการอย่างใกล้ชิด

ในมุมมองของผู้เขียน การเจรจาครั้งนี้คือโอกาสทองในการลดอาวุธและสร้างเสถียรภาพ หากทั้งสองฝ่ายยอมถอยคนละก้าว สันติภาพในตะวันออกกลางอาจใกล้เข้ามา ลองติดตามข่าวสารเพิ่มเติมจากเราเพื่ออัปเดตล่าสุด!

ที่มา – สหรัฐฯ-อิหร่านต่างเข้าพบผู้นำปากีสถาน ก่อนตัดสินใจเปิดเจรจาถกดีลสำคัญ

ทรัมป์มั่นใจเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ไม่ว่าอิหร่านจะร่วมมือหรือไม่

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แสดงความมั่นใจเต็มเปี่ยมก่อนการเจรจาครั้งสำคัญกับอิหร่าน โดยย้ำว่าสหรัฐฯ จะสามารถทรัมป์มั่นใจ เปิดช่องแคบฮอร์มุซได้แน่ ไม่ว่าอิหร่านจะร่วมมือหรือไม่ก็ตาม ช่องแคบฮอร์มุซที่เป็นเส้นเลือดใหญ่ของการขนส่งน้ำมันโลก กลายเป็นประเด็นร้อนที่ทุกฝ่ายจับตา ท่าทีแข็งกร้าวของทรัมป์ครั้งนี้ สะท้อนถึงนโยบายแกร่งของสหรัฐฯ ในภูมิภาคตะวันออกกลาง

ทรัมป์มั่นใจ เปิดช่องแคบฮอร์มุซได้แน่ ไม่ว่าอิหร่านจะร่วมมือหรือไม่ก็ตาม

ทรัมป์เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวก่อนขึ้นเครื่องบิน Air Force One เพื่อมุ่งหน้าไปงานระดมทุนที่เมืองชาร์ลอตส์วิลล์ รัฐเวอร์จิเนีย เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา เขากล่าวถึงรองประธานาธิบดี เจดี แวนซ์ ที่ได้รับมอบหมายให้เป็นหัวหน้าคณะเจรจาสหรัฐฯ กับอิหร่านที่กรุงอิสลามาบัด ประเทศปากีสถานว่า “ผมอวยพรให้เขาโชคดี นี่เป็นภารกิจใหญ่ เราจะได้รู้กันว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ในเชิงทหาร พวกเขาพ่ายแพ้แล้ว”

คำพูดนี้ชัดเจนว่า สหรัฐฯ มองว่าอิหร่านอยู่ในสถานะเสียเปรียบทางทหารแล้ว และจะไม่ยอมให้ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดกั้นต่อไป ช่องแคบฮอร์มุซมีความยาวประมาณ 33 กิโลเมตร กว้างสุด 96 กิโลเมตร เป็นทางผ่านน้ำมันดิบกว่า 20% ของโลก จากอ่าวเปอร์เซียสู่ทะเลอาหรับ การปิดกั้นที่นี่ส่งผลกระทบรุนแรงต่อราคาน้ำมันและเศรษฐกิจโลก

ทรัมป์มั่นใจ เปิดช่องแคบฮอร์มุซได้แน่ ไม่ว่าอิหร่านจะร่วมมือหรือไม่ก็ตาม จะเป็นอย่างไร

การเจรจาครั้งนี้มีเป้าหมายลดความตึงเครียด โดยเฉพาะประเด็นเสรีภาพในการเดินเรือและความมั่นคงในอ่าวเปอร์เซีย แต่ท่าทีของทรัมป์ที่ยืนยันว่าจะเปิดช่องแคบให้ได้ อาจทำให้อิหร่านรู้สึกถูกกดดันมากขึ้น สถานการณ์ในตะวันออกกลางที่เปราะบางอยู่แล้ว อาจยิ่งทวีความรุนแรงหากการพูดคุยไม่เป็นผล

ย้อนดูประวัติศาสตร์ ช่องแคบฮอร์มุซเคยถูกอิหร่านขู่อีกหลายครั้ง โดยเฉพาะช่วงสงครามอิหร่าน-อิรัก และวิกฤตนิวเคลียร์ล่าสุด สหรัฐฯ เคยส่งกองเรือบรรทุกเครื่องบินมาประจำการเพื่อปกป้องเส้นทางนี้มาแล้ว นโยบาย “America First” ของทรัมป์ ทำให้เขาไม่ลังเลที่จะใช้กำลังทหารหากจำเป็น

ความสำคัญของช่องแคบฮอร์มุซต่อเศรษฐกิจโลก

ช่องแคบฮอร์มุซขนส่งน้ำมันวันละ 21 ล้านบาร์เรล คิดเป็น 1 ใน 5 ของปริมาณน้ำมันโลก ประเทศผู้ส่งออกหลักอย่างซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และอิรัก ต้องพึ่งพาเส้นทางนี้ หากปิดกั้น ราคาน้ำมันอาจพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลให้เงินเฟ้อทั่วโลกสูงขึ้น โดยเฉพาะไทยที่นำเข้าน้ำมันเกือบทั้งหมด

  • ผลกระทบทางเศรษฐกิจ: ราคาน้ำมันแพงขึ้น นำไปสู่ต้นทุนโลจิสติกส์สูง
  • ผลกระทบด้านความมั่นคง: เพิ่มความเสี่ยงสงครามในภูมิภาค
  • ผลกระทบต่อไทย: ค่าน้ำมัน ค่าขนส่งพุ่ง กระทบผู้บริโภคและธุรกิจ
  • ทางเลือกอื่น: ท่อส่งน้ำมันของซาอุฯ หรือเส้นทางอ้อม แต่ไม่เพียงพอ

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังเน้นย้ำว่าสหรัฐฯ กำลังจะเปิดอ่าวแห่งนี้ ไม่ว่าอิหร่านจะยอมรับหรือไม่ แต่สุดท้ายช่องแคบจะเปิดแน่นอน คำกล่าวนี้สร้างความหวังให้ตลาดน้ำมันที่ผันผวน แต่ก็ก่อความกังวลว่าอาจนำไปสู่การเผชิญหน้าทางทหาร

การเจรจาที่อิสลามาบัดครั้งนี้ ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ หากสำเร็จจะช่วยคลายวิกฤต หากล้มเหลว สถานการณ์อาจร้อนระอุยิ่งขึ้น ผู้เชี่ยวชาญมองว่าสหรัฐฯ มีอำนาจเหนือกว่า แต่การทูตยังจำเป็นเพื่อหลีกเลี่ยงสงครามเต็มรูปแบบ

ในมุมมองของเรา ท่าทีทรัมป์มั่นใจ เปิดช่องแคบฮอร์มุซได้แน่ ไม่ว่าอิหร่านจะร่วมมือหรือไม่ก็ตาม แสดงถึงความเด็ดขาดที่จำเป็นในสถานการณ์นี้ แต่ควรระมัดระวังไม่ให้จุดชนวนความขัดแย้งใหญ่ คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวต่างประเทศจากเราเพื่ออัปเดตล่าสุด!

ที่มา : AP

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ข่าวต่างประเทศ

ที่มา – ทรัมป์มั่นใจ เปิดช่องแคบฮอร์มุซได้แน่ ไม่ว่าอิหร่านจะร่วมมือหรือไม่ก็ตาม

สหรัฐฯ เผย เตรียมเป็นตัวกลางเจรจา ทูตอิสราเอล-เลบานอน

สหรัฐฯ เผย เตรียมเป็นตัวกลางเจรจา ทูตอิสราเอล-เลบานอน เพื่อลดระดับความรุนแรงบริเวณชายแดนที่ตึงเครียดมานาน สถานการณ์ล่าสุดนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ของเลบานอน ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน ทำให้เกิดการปะทะกันบ่อยครั้ง

สหรัฐฯ เผย เตรียมเป็นตัวกลางเจรจา ทูตอิสราเอล-เลบานอน

ตามรายงานจาก CBS News เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 เจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศไทยสหรัฐฯ ระบุว่า ตัวแทนจากเลบานอนและอิสราเอลจะเดินทางมาพบกันที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ในสัปดาห์หน้า โดยสหรัฐฯ จะทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการเจรจาครั้งนี้ การประชุมจะจัดขึ้นที่ตึกกระทรวงการต่างประเทศ โดยมีเป้าหมายหลักคือการลดระดับความรุนแรงตามแนวชายแดนอิสราเอล-เลบานอน

แหล่งข่าวที่ใกล้ชิดกับเรื่องนี้ รวมถึงเจ้าหน้าที่เลบานอน เปิดเผยว่าการหารือครั้งนี้มุ่งสำรวจแนวทางในการเริ่มเจรจาโดยตรง เพื่อคลายความตึงเครียดที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะการโจมตีข้ามพรมแดนจากกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ซึ่งเป็นภัยคุกคามหลักต่อความมั่นคงของอิสราเอล

ผู้เข้าร่วมสำคัญในการเจรจา

  • ไมเคิล อิสสา: เอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำเลบานอน จะเป็นผู้ dẫnด่านำการเจรจา
  • นาดา ฮามาเดห์ โมอาวาด: เอกอัครราชทูตเลบานอนประจำสหรัฐฯ
  • เยคีล ไลเตอร์: เอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำสหรัฐฯ

อย่างไรก็ตาม มีความไม่แน่นอนจากฝั่งเลบานอน สำนักข่าว CNN รายงานว่า เจ้าหน้าที่เลบานอน 2 รายยืนยันว่ารัฐบาลเลบานอนยังไม่ได้รับแจ้งอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับการประชุมนี้ และไม่เคยได้ยินข้อมูลการนัดหมายในสัปดาห์หน้าเลย แม้เจ้าหน้าที่อิสราเอลและสหรัฐฯ จะประกาศแล้วก็ตาม

ท่าทีของผู้นำทั้งสองฝ่าย

ก่อนหน้านี้ นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล ประกาศสั่งการให้รัฐบาลเปิดเจรจาโดยตรงกับเลบานอน “โดยเร็วที่สุด” หลังได้รับคำร้องขอหลายครั้งจากฝั่งเลบานอน แต่เลบานอนย้ำว่า “จะไม่เจรจาภายใต้ห่ากระสุน” และยังไม่มีคำเชิญอย่างเป็นทางการจากกระทรวงการต่างประเทศหรือทำเนียบประธานาธิบดี

นอกจากนี้ เนทันยาฮู ยังยืนยันว่าจะไม่มีการหยุดยิงในเลบานอน แม้จะผลักดันการเจรจาก็ตาม สถานการณ์นี้สะท้อนถึงความซับซ้อนของความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะบทบาทของฮิซบอลเลาะห์ที่ได้รับอาวุธจากอิหร่าน ทำให้การไกล่เกลี่ยของสหรัฐฯ เป็นความหวังสำคัญในการลดความรุนแรง

ความตึงเครียดชายแดนอิสราเอล-เลบานอนยืดเยื้อมายาวนาน ตั้งแต่สงครามปี 2006 ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนนับพัน การเจรจาครั้งนี้อาจเป็นก้าวแรกสู่ข้อตกลงหยุดยิงระยะยาว หากทั้งสองฝ่ายยอมรับเงื่อนไข สหรัฐฯ ในฐานะมหาอำนาจมีประสบการณ์ในการเป็นตัวกลาง เช่น ในข้อตกลงอับราฮัมแอคคอร์ด

นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่าการเจรจานี้อาจเชื่อมโยงกับสถานการณ์ในกาซาและอิหร่าน ซึ่งสหรัฐฯ ภายใต้การนำของทรัมป์ (ตามบริบทปี 2569) กำลังพยายามสร้างสมดุลในภูมิภาค หากสำเร็จ จะช่วยลดความเสี่ยงสงครามใหญ่

ในมุมมองของผู้เขียน การริเริ่มของ สหรัฐฯ เผย เตรียมเป็นตัวกลางเจรจา ทูตอิสราเอล-เลบานอน นี้เป็นสัญญาณบวกท่ามกลางความมืดมน แต่ต้องติดตามว่าฝั่งเลบานอนจะตอบรับอย่างไร หากพลาดโอกาส อาจนำไปสู่การปะทะรุนแรงยิ่งขึ้น สนใจข่าวต่างประเทศ ติดตามเพิ่มเติมเพื่ออัปเดตสถานการณ์ล่าสุด!

ที่มา – สหรัฐฯ เผย เตรียมเป็นตัวกลางเจรจา ทูตอิสราเอล-เลบานอน

อิหร่านยอมรับ แลกเปลี่ยนข้อความกับสหรัฐฯ แต่ปฏิเสธเรื่องเจรจา

อิหร่านยอมรับ แลกเปลี่ยนข้อความกับสหรัฐฯ แต่ปฏิเสธเรื่องเจรจา เป็นประเด็นร้อนที่กำลังเป็นที่สนใจของโลกในขณะนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่าทีของรัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านที่ออกมาเปิดเผยข้อมูลล่าสุด เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2569 นายอับบาส อารักชี ได้ให้สัมภาษณ์ทางโทรทัศน์ผ่านเครือข่าย IRIB ของรัฐบาล โดยยืนยันว่ามีการสื่อสารผ่าน “ประเทศที่เป็นมิตร” แต่ย้ำชัดว่าไม่ใช่การเจรจาแต่อย่างใด

อิหร่านยอมรับ แลกเปลี่ยนข้อความกับสหรัฐฯ แต่ปฏิเสธเรื่องเจรจา

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดระหว่างอิหร่านและสหรัฐอเมริกาที่ยืดเยื้อมานาน โดยก่อนหน้านี้ สหรัฐฯ เคยเรียกร้องให้อิหร่าน “ยอมจำนนโดยไม่มีเงื่อนไข” แต่ล่าสุดวอชิงตันเปลี่ยนท่าที มาพูดถึงการเจรจาแทน นายอารักชีตั้งคำถามตรงๆ ว่า “พวกอเมริกันไม่ได้พูดว่า ‘ยอมจำนนโดยไม่มีเงื่อนไข’ หรอกหรือ? แล้วทำไมตอนนี้ถึงมาพูดเรื่องการเจรจาล่ะ?” เขามองว่านี่คือการยอมรับความพ่ายแพ้ของสหรัฐฯ โดยตรง

รายละเอียดการแลกเปลี่ยนข้อความระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ

ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา สหรัฐฯ ได้ส่งข้อความหลายฉบับมาที่เตหะรานผ่านช่องทางบุคคลที่สาม โดยข้อความเหล่านี้มีแนวคิดต่างๆ ที่ถูกส่งต่อไปยังผู้นำระดับสูงของอิหร่านแล้ว หากจำเป็นต้องกำหนดจุดยืนใหม่ พวกเขาจะเป็นผู้ประกาศเอง นายอารักชีชี้แจงว่า การส่งข้อความและการตอบกลับด้วยคำเตือนหรือจุดยืนของอิหร่าน นั้นเรียกว่า “การแลกเปลี่ยนข้อความ” เท่านั้น ไม่ใช่การเจรจาหรือการหารือ

  • สหรัฐฯ ส่งข้อความผ่าน “ประเทศที่เป็นมิตร”
  • อิหร่านตอบกลับด้วยการย้ำจุดยืน
  • ยังไม่มีการยอมรับแผน 15 ประเด็นจากทำเนียบขาว
  • ทำเนียบขาวยืนยันว่าการพูดคุยยังดำเนินไปอย่างรวดเร็ว

สถานการณ์นี้สะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงกลยุทธ์ของทั้งสองฝ่าย ท่ามกลางสงครามตัวแทนและประเด็นนิวเคลียร์ที่ค้างคา โดยเฉพาะ JCPOA (ข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่าน) ที่สหรัฐฯ ถอนตัวไปตั้งแต่สมัยประธานาธิบดีทรัมป์ ทำให้ความสัมพันธ์ย่ำแย่ลงเรื่อยๆ

บริบทความตึงเครียดอิหร่าน-สหรัฐฯ ในปัจจุบัน

อิหร่านกำลังเผชิญแรงกดดันจากหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ การโจมตีจากอิสราเอล และบทบาทในตะวันออกกลาง สหรัฐฯ ภายใต้การนำของทรัมป์รอบสอง พยายามกดดันให้อิหร่านยอมตามเงื่อนไข แต่การที่ต้องส่งข้อความมาแทนการเผชิญหน้าโดยตรง แสดงถึงจุดอ่อนของวอชิงตัน นอกจากนี้ ทำเนียบขาวยังระบุว่าการพูดคุยยังคงดำเนินต่อไป แม้อิหร่านจะปฏิเสธแผนยุติสงคราม 15 ประเด็นก็ตาม

ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่า อิหร่านยอมรับ แลกเปลี่ยนข้อความกับสหรัฐฯ แต่ปฏิเสธเรื่องเจรจา อาจเป็นกลยุทธ์เพื่อซื้อเวลาและรักษาหน้าตา โดยไม่ยอมเสียเปรียบในเวทีโลก การเคลื่อนไหวครั้งนี้ยังส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันโลกและเสถียรภาพในภูมิภาค

ในมุมมองของนักวิเคราะห์ การเปลี่ยนท่าทีของสหรัฐฯ อาจมาจากแรงกดดันภายใน เช่น เศรษฐกิจที่เปราะบางและการเลือกตั้งที่ใกล้เข้ามา ขณะที่อิหร่านใช้โอกาสนี้เย้ยหยันและเสริมสร้างภาพลักษณ์แข็งกร้าวต่อประชาชน

ติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมได้ที่ ไทยรัฐ ข่าวต่างประเทศ เพื่ออัปเดตสถานการณ์ล่าสุด

สรุปแล้ว เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นว่าความขัดแย้งระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ ยังคงซับซ้อน ผู้สนใจควรติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงใหญ่ในตะวันออกกลาง คุณคิดอย่างไรกับท่าทีของอิหร่าน? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลย!

ที่มา – อิหร่านยอมรับ แลกเปลี่ยนข้อความกับสหรัฐฯ แต่ปฏิเสธเรื่องเจรจา

ปากีสถานเสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดเจรจา สหรัฐฯ-อิสราเอล-อิหร่าน

ปากีสถานเสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดเจรจา สหรัฐฯ-อิสราเอล-อิหร่าน ท่ามกลางความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่รุนแรงขึ้น ล่าสุดปากีสถานประกาศความพร้อมเป็นกลางในการไกล่เกลี่ยฝ่ายต่างๆ เพื่อลดความขัดแย้ง

ปากีสถานเสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดเจรจา สหรัฐฯ-อิสราเอล-อิหร่าน

เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2569 โฆษกกระทรวงการต่างประเทศไทยปากีสถานได้ให้สัมภาษณ์กับ CNN โดยระบุว่าประเทศของตนพร้อมเป็นเจ้าภาพจัดการเจรจาระหว่างสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และอิหร่านทันที หากทุกฝ่ายเห็นพ้องกัน การเสนอตัวครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากที่เตหะรานปฏิเสธข้อกล่าวหาว่าสหรัฐฯ และอิหร่านได้เริ่มเจรจาลับกันในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

“หากทั้งสองฝ่ายเห็นพ้อง ปากีสถานก็พร้อมเสมอที่จะเป็นเจ้าภาพจัดการเจรจา” นายตาฮีร์ ฮุสเซน อันดราบี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศไทยปากีสถานกล่าวในวันจันทร์

ความขัดแย้งในแถลงการณ์ของทั้งสองฝ่าย

ก่อนหน้านี้ มีการแถลงข่าวที่ขัดแย้งกันระหว่างเจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิหร่านและสหรัฐฯ เกี่ยวกับการเจรจาระหว่างสองประเทศ กระทรวงการต่างประเทศไทยิหร่านยืนยันว่า “ไม่มีการเจรจาใดๆ” ระหว่างเตหะรานและวอชิงตัน ในขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กล่าวกับ CNN ว่าการพูดคุยในสุดสัปดาห์บรรลุข้อตกลงร่วมกันถึง 15 ประเด็นแล้ว

สถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางซึ่งจุดชนวนจากการโจมตีอิหร่านของสหรัฐฯ และอิสราเอล ได้เข้าสู่สัปดาห์ที่ 4 แล้ว ความรุนแรงยังคงเพิ่มขึ้น ทำให้ชาติต่างๆ ในภูมิภาคต้องหาทางออก แหล่งข่าวรายงานว่าจนถึงวันจันทร์ อิหร่านและสหรัฐฯ สื่อสารกันผ่านตัวกลางจากประเทศอื่นๆ เช่น ตุรกีและอียิปต์ เพื่อลดระดับความขัดแย้ง

บทบาทของปากีสถานในภูมิภาค

ปากีสถานซึ่งมีพรมแดนติดกับอิหร่านและมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับสหรัฐฯ มานาน มีตำแหน่งที่เหมาะสมในการเป็นเจ้าภาพ ปากีสถานเสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดเจรจา สหรัฐฯ-อิสราเอล-อิหร่าน เพื่อแสดงบทบาทเป็นมหาอำนาจใหม่ในเอเชียใต้ นอกจากนี้ ปากีสถานยังมีประสบการณ์ในการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในอดีต เช่น กรณีระหว่างอินเดียและอัฟกานิสถาน

  • ปากีสถานมีความเป็นกลางทางการเมือง
  • มีโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการประชุมระดับสูง
  • สัมพันธ์ดีกับทั้งมุสลิมและชาติตะวันตก
  • สามารถรองรับความปลอดภัยสูงสุด

การเสนอตัวครั้งนี้อาจช่วยลดความเสี่ยงจากการเผชิญหน้าทางทหาร โดยเฉพาะหลังจากที่อิสราเอลและสหรัฐฯ เพิ่มการโจมตีฐานที่มั่นของอิหร่าน

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

หาก ปากีสถานเสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดเจรจา สหรัฐฯ-อิสราเอล-อิหร่าน สำเร็จ อาจนำไปสู่ข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราว และเปิดทางสู่การเจรจาเรื่องนิวเคลียร์อิหร่านในระยะยาว ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่าประเทศอื่นๆ เช่น จีนและรัสเซีย อาจเข้าร่วมด้วยเพื่อสร้างสมดุลอำนาจ

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายยังมีมาก เนื่องจากอิหร่านยังคงยืนกรานเรื่องอธิปไตย และสหรัฐฯ ภายใต้ทรัมป์เน้นนโยบายกดดันสูงสุด

ในมุมมองของผู้เขียน การเคลื่อนไหวนี้อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ หากทุกฝ่ายยอมลดท่าทีแข็งกร้าว สันติภาพในตะวันออกกลางจะใกล้เข้ามา ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมและแสดงความคิดเห็นของคุณในช่องคอมเมนต์ด้านล่าง!

ที่มา – ปากีสถานเสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดเจรจา สหรัฐฯ-อิสราเอล-อิหร่าน

อิหร่านปฏิเสธลั่น ไม่ได้กำลังเจรจากับสหรัฐฯ อัดทรัมป์แค่หวังลดราคาน้ำมัน

อิหร่านปฏิเสธลั่น ไม่ได้กำลังเจรจากับสหรัฐฯ อัดทรัมป์แค่หวังลดราคาน้ำมัน เป็นประเด็นร้อนที่กำลังเป็นที่พูดถึงในแวดวงการเมืองระหว่างประเทศ โดยเฉพาะสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางที่กำลังคุกรุ่น ล่าสุด สำนักข่าวเมห์รของอิหร่านรายงานเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2569 ว่า กระทรวงการต่างประเทศไทยได้ออกมาปฏิเสธอย่างหนักแน่นต่อคำกล่าวอ้างของโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ที่ระบุว่าทั้งสองฝ่ายกำลังเจรจากันเพื่อคลี่คลายปัญหาในภูมิภาค

อิหร่านปฏิเสธลั่น ไม่ได้กำลังเจรจากับสหรัฐฯ อัดทรัมป์แค่หวังลดราคาน้ำมัน

อิหร่านชี้แจงชัดเจนว่า ไม่มีการเจรจาใดๆ เกิดขึ้นกับสหรัฐฯ ตามที่ทรัมป์โพสต์ผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social โดยมองว่าคำกล่าวนี้เป็นเพียงกลยุทธ์เพื่อกดดันราคาน้ำมันโลกให้ถูกลง และซื้อเวลาเพื่อเตรียมแผนการทางทหารต่อไป ด้านอิหร่านยืนยันจุดยืนว่า พวกเขาไม่ใช่ผู้เริ่มต้นความขัดแย้ง และเรียกร้องให้คำร้องขอทั้งปวงถูกส่งไปยังวอชิงตันแทน

บริบทของสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง

สถานการณ์ล่าสุดเกิดขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างอิหร่านกับอิสราเอลที่รุนแรงขึ้น โดยทรัมป์เคยประกาศเลื่อนการโจมตีโรงไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐานพลังงานของอิหร่านออกไป 5 วัน เพื่อเปิดโอกาสให้การเจรจาดำเนินไป แต่ฝั่งอิหร่านกลับมองว่าเป็นเพียงเล่ห์เหลี่ยมทางการเมืองเท่านั้น นอกจากนี้ กลุ่มประเทศในภูมิภาคยังส่งข้อเสนอเพื่อลดความตึงเครียด แต่คำตอบจากเตหะรานยังคงชัดเจนเสมอ

  • อิหร่านปฏิเสธการเจรจากับสหรัฐฯ อย่างสิ้นเชิง
  • กล่าวหาทรัมป์ว่าต้องการลดราคาน้ำมันเพื่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ
  • ยืนยันไม่ใช่ผู้ก่อสงคราม และเรียกร้องให้สหรัฐรับผิดชอบ
  • ทรัมป์สั่งเลื่อนโจมตีโครงสร้างพลังงานอิหร่าน 5 วัน

ความสัมพันธ์ระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ ตึงเครียดมานานนับทศวรรษ โดยเฉพาะหลังจากสหรัฐถอนตัวจากข้อตกลงนิวเคลียร์ JCPOA ในสมัยทรัมป์ชุดแรก ล่าสุด การโจมตีของอิสราเอลต่อเป้าหมายของอิหร่านทำให้สถานการณ์ยิ่งรุนแรง ทรัมป์ซึ่งเพิ่งกลับมารับตำแหน่ง ใช้โซเชียลมีเดียเป็นเครื่องมือสื่อสารหลัก โดยโพสต์ว่าการเจรจา “ดีมาก” และสั่งกองทัพหยุดปฏิบัติการชั่วคราว

ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่า การปฏิเสธของอิหร่านอาจเป็นการรักษาหน้าต่อสาธารณะ แต่เบื้องหลังอาจมีช่องทางการสื่อสารลับเกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันโลกที่พุ่งสูงในช่วงนี้ ทำให้คำกล่าวหาว่าทรัมป์หวังลดราคาน้ำมันเพื่อบรรเทาค่าครองชีพในสหรัฐดูสมเหตุสมผล โดยตลาดน้ำมัน Brent พุ่งทะลุ 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลจากความไม่แน่นอนในภูมิภาค

นอกจากนี้ อิหร่านยังขยายอิทธิพลผ่านกลุ่มพันธมิตรอย่างฮูธีในเยเมนและฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน ซึ่งทำให้สหรัฐและอิสราเอลต้องตอบโต้อย่างเด็ดขาด สถานการณ์นี้ไม่เพียงกระทบราคาพลังงาน แต่ยังส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศนำเข้าน้ำมันอย่างไทยที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด

ในมุมมองของนักวิเคราะห์ การเจรจาที่ทรัมป์อ้างอาจเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ “maximum pressure” ที่เขาเคยใช้ แต่การปฏิเสธจากอิหร่านแสดงให้เห็นว่าการทูตยังคงซับซ้อน ผู้สนใจควรติดตามพัฒนาการต่อไป เพราะอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในตะวันออกกลาง

คุณคิดอย่างไรกับประเด็นนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมเพื่อไม่พลาดอัปเดตสำคัญ!

ที่มา – อิหร่านปฏิเสธลั่น ไม่ได้กำลังเจรจากับสหรัฐฯ อัดทรัมป์แค่หวังลดราคาน้ำมัน

Scroll to top