เชียงใหม่

รัฐบาลเปิดหลักสูตรนวดไทย โพธิ์-ล้านนา อบรม พ.ค. 69

รัฐบาลไทยกำลังก้าวหน้าด้วยการเปิดตัว หลักสูตรนวดไทย โพธิ์-ล้านนา 450 ชั่วโมง โดยกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข เพื่อยกระดับนวดไทยสู่มาตรฐานสากล สู่ Wellness Hub ที่แท้จริง โดยเลือกน้ำพุร้อนสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ เป็นพื้นที่ต้นแบบ คาดเริ่มอบรมรุ่นแรกปลายเดือนพฤษภาคม 2569 ใครที่สนใจนวดไทยหรืออยากเป็นหมอนวดมืออาชีพ ห้ามพลาดข้อมูลนี้เลยนะครับ

หลักสูตรนวดไทย โพธิ์-ล้านนา 450 ชั่วโมง คืออะไร

หลักสูตรนวดไทย โพธิ์-ล้านนา เป็นการบูรณาการองค์ความรู้จากตำรานวดแผนไทยวัดโพธิ์ สมัยรัชกาลที่ 3 ซึ่งเป็นมรดกโลก ผสานกับเอกลักษณ์ภูมิปัญญาล้านนาแห่งภาคเหนือของไทย ทำให้เกิดเทคนิคการนวดที่โดดเด่น มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว จุดเด่นคือ “จริตลีลาแห่งล้านนา” ที่นุ่มนวล ต่อเนื่อง สร้างประสบการณ์ผ่อนคลายแบบองค์รวม เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวและผู้ที่ต้องการบริการเวลเนสระดับพรีเมียม

นอกจากนี้ หลักสูตรนี้ได้รับการประกาศเป็นมาตรฐานจากกรมการแพทย์แผนไทยฯ แล้ว โดยเนื้อหาครอบคลุมการนวดองค์บน องค์ล่าง การเช็ดแหก การตอกเส้น การจู้ และการฟ้อนเจิงยืดเหยียด รวมถึงขั้นตอนหลัก 9 ประการและเทคนิค 11 ท่า ฝึกอบรมเต็ม 450 ชั่วโมง เพื่อให้ผู้เรียนสามารถให้บริการได้อย่างมืออาชีพ สร้างรายได้ยั่งยืนให้ชุมชน

จุดเด่นของหลักสูตรนวดไทย โพธิ์-ล้านนา

  • ผสานสองวัฒนธรรม: นวดโพธิ์คลาสสิกจากกรุงเทพฯ กับล้านนานุ่มนวลจากเชียงใหม่
  • มาตรฐานสากล: ประกาศโดยกรมสธ. เหมาะสำหรับ Wellness Tourism
  • ประสบการณ์องค์รวม: รวมกลิ่นหอม อาหารพื้นเมือง และน้ำพุร้อน
  • เน้นชุมชน: อบรมหมอนวดท้องถิ่น 8 ชุมชนรอบสันกำแพง
  • สร้างรายได้: ยกระดับบริการดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติ

สถานที่อบรมหลักสูตรนวดไทย โพธิ์-ล้านนา: น้ำพุร้อนสันกำแพง

น้ำพุร้อนสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ คือพื้นที่ต้นแบบที่สมบูรณ์แบบ มีธรรมชาติสวยงาม น้ำพุร้อนธรรมชาติที่ช่วยเสริมการบำบัด ทำให้การนวดไทย โพธิ์-ล้านนา มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ที่นี่จะกลายเป็น Wellness Hub ครบวงจร มีบริการนวด สปา อาหารสุขภาพ และกิจกรรมวัฒนธรรมล้านนา ในระยะแรกจะอบรมกลุ่มหมอนวดท้องถิ่นและชุมชนใกล้เคียง เพื่อพัฒนาทักษะให้ได้มาตรฐานสากล

การเลือกเชียงใหม่เพราะเป็นเมืองท่องเที่ยวยอดนิยม มีฐานนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่ชื่นชอบเวลเนสและการแพทย์แผนไทยอยู่แล้ว หลังอบรม ชุมชนจะสามารถให้บริการแบบครบครัน ดึงดูดรายได้เข้าท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

กำหนดการอบรมรุ่นแรก

คาดเปิดอบรมรุ่นแรกช่วงปลายพฤษภาคม 2569 ณ จังหวัดเชียงใหม่ ผู้สนใจสามารถติดตามประกาศจากกรมการแพทย์แผนไทยฯ เพื่อสมัครเข้าร่วม หลักสูตรนี้ไม่เพียงฝึกทักษะนวด แต่ยังสอนการสร้างแบรนด์ การบริการลูกค้า และการตลาดสำหรับธุรกิจสปา

นวดไทย โพธิ์-ล้านนา จะช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจชุมชนหลังโควิด โดยเฉพาะภาคท่องเที่ยวที่กำลังบูม Wellness ทั่วโลกคาดโต 10-15% ต่อปี ไทยมีโอกาสเป็นผู้นำด้วย soft power อย่างนวดไทย หากคุณเป็นเจ้าของสปา หมอนวด หรือนักลงทุน ลองศึกษาหลักสูตรนี้เพื่ออัพเกรดธุรกิจ

ประโยชน์ของนวดไทย โพธิ์-ล้านนา ไม่ใช่แค่นวดกล้ามเนื้อ แต่ช่วยปรับสมดุลธาตุ บรรเทาอาการปวดเมื่อย ลดเครียด ด้วยเทคนิคยืดเหยียดแบบไทยโบราณผสมล้านนา ทำให้ผู้รับบริการรู้สึกผ่อนคลายอย่างลึกซึ้ง เหมาะสำหรับยุคที่คนหันมาดูแลสุขภาพแบบองค์รวม

ในอนาคต หลักสูตรนวดไทย โพธิ์-ล้านนา อาจขยายไปยังพื้นที่อื่นๆ ทั่วประเทศ สร้างเครือข่าย Wellness Hub ทั่วไทย หากคุณอยากเป็นส่วนหนึ่งในการยกระดับนวดไทยสู่เวทีโลก สนใจติดต่อกรมการแพทย์แผนไทยฯ หรือติดตามข่าวสารจากรัฐบาลเพื่อสมัครอบรมทันที อย่าพลาดโอกาสสร้างอาชีพที่ยั่งยืนและมีชื่อเสียงระดับสากล!

ที่มา – รัฐบาลเผยหลักสูตรนวดไทย โพธิ์-ล้านนา สู่เวลเนสสากล เปิดอบรมรุ่นแรกปลาย พ.ค. 69

ผู้ต้องหาคดียาเสพติด หนีจากห้องขัง สภ.แม่ปิง

เกิดเหตุวุ่นวายสุดระทึกที่ ผู้ต้องหาคดียาเสพติด หนีจากห้องขัง สภ.แม่ปิง ขณะที่ตำรวจเตรียมส่งตัวไปฝากขังที่ศาล ผู้ต้องหาคนนี้กล้าดียังไงวิ่งหนีทั้งที่ยังสวมกุญแจมืออยู่ สิบเวรที่คุมตัวต้องวิ่งไล่ตามอย่างสุดตัว จนในที่สุดก็จับกุมได้ในป่าละเมาะหลังโรงพัก เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อเวลา 10.40 น. วันที่ 3 พฤษภาคม 2569 ที่จังหวัดเชียงใหม่

ผู้ต้องหาคดียาเสพติด หนีจากห้องขัง สภ.แม่ปิง

รายละเอียดของเหตุการณ์ ผู้ต้องหาคดียาเสพติด หนีจากห้องขัง สภ.แม่ปิง เริ่มต้นจากนายชาย คำปา อายุ 30 ปี ซึ่งถูกจับกุมในคดีครอบครองยาเสพติดเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 พนักงานสอบสวนสั่งเบิกตัวเพื่อส่งฝากขังที่ศาลจังหวัดเชียงใหม่ สิบเวรที่รับผิดชอบได้ล็อกกุญแจมือแล้ว นำตัวออกจากห้องขัง แต่ทันทีที่ออกจากประตู นายชายก็สะบัดตัววิ่งหนีทะลุไปทางด้านหลังโรงพัก ซึ่งมีร่องน้ำและป่าละเมาะ

ศูนย์วิทยุ กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่ ได้รับแจ้งทันที และกระจายข่าวให้ทุกด่านสกัดในพื้นที่เชียงใหม่เฝ้าระวัง แต่ไม่นานศูนย์วิทยุสภ.แม่ปิงก็แจ้งยกเลิก เพราะจับกุมตัวได้แล้ว สิบเวรผู้ไล่ตามเล่าว่า เหงื่อชุ่มตัวแต่ดีใจที่ใช้ความชำนาญในป่าละเมาะไล่ตามจนได้ตัว “คนร้ายวิ่งเข้าป่าละเมาะ เสร็จตนทุกราย แต่ถ้าวิ่งถนนก็เสร็จกล้องวงจรปิด” คำพูดเด็ดจากเจ้าหน้าที่

การไล่ล่าที่น่าตื่นเต้นในป่าละเมาะ

การไล่จับในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเจ้าหน้าที่ตำรวจ แม้ผู้ต้องหาจะสวมกุญแจมือแต่ก็ยังวิ่งหนีได้ไกลพอสมควร ป่าละเมาะหลังสภ.แม่ปิงเป็นพื้นที่คุ้นเคยของสิบเวร ทำให้ไล่ตามได้ทัน พ.ต.อ.ญาณพล พัฒนชัย ผู้กำกับการสภ.แม่ปิง สั่งเพิ่มคดีหลบหนีการควบคุมตัวอีก 1 ข้อหา พนักงานสอบสวนยอมรับว่าคดีเดิมเป็นคดีเล็กน้อย ไม่น่าให้ผู้ต้องหาคิดสั้น อาจมีเหตุผลบางอย่างที่ต้องสอบสวนเพิ่มเติม

ปัญหายาเสพติดในเชียงใหม่และบทเรียนจากเหตุการณ์

เชียงใหม่เป็นจังหวัดที่มีปัญหายาเสพติดรุนแรง โดยเฉพาะยาบ้าและไอซ์ที่ลักลอบมาจากชายแดนทางเหนือ เหตุการณ์ ผู้ต้องหาคดียาเสพติด หนีจากห้องขัง สภ.แม่ปิง นี้เป็นเครื่องเตือนใจถึงความจำเป็นในการรักษาความมั่นคงของสถานีตำรวจ ต้องเพิ่มมาตรการ เช่น กล้องวงจรปิดในห้องขัง การตรวจสอบผู้ต้องหาอย่างละเอียด และฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ให้พร้อมรับมือสถานการณ์ฉุกเฉิน

  • เพิ่มการล็อกกุญแจข้อมือและเท้าให้แน่นหนา
  • ใช้ทีมไล่ล่าพิเศษสำหรับพื้นที่ป่าเขา
  • ประสานงานด่านตรวจทุกจุดทันที
  • ตรวจสอบประวัติผู้ต้องหาก่อนเบิกตัว

นอกจากนี้ ยังสะท้อนปัญหาสังคมยาเสพติดที่ทำให้ผู้เสพกล้าทำทุกอย่างเพื่อหลบหนี ตำรวจเชียงใหม่ต้องทำงานหนักเพื่อปราบปรามเครือข่ายยาเสพติดที่แพร่หลาย

เหตุการณ์นี้จบลงด้วยดี แต่เป็นบทเรียนราคาแพง คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? การป้องกันหลบหนีควรทำอย่างไรบ้าง

ติดตามข่าวอาชญากรรมและเหตุการณ์ร้อนๆ ในเชียงใหม่ได้ที่บล็อกของเรา เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – ผู้ต้องหาคดียาเสพติด หนีจากห้องขัง สภ.แม่ปิง วิ่งหนีทั้งกุญแจมือ สิบเวร ไล่ตามวุ่น

จับแล้ว ฆาตกรฆ่าคนเร่ร่อนเชียงใหม่ ดับ 2

ข่าวช็อกวงการ! จับแล้ว ฆาตกรฆ่าคนเร่ร่อนเชียงใหม่ ดับ 2 ศพภายในคืนเดียว ผู้ต้องหาคือคนเร่ร่อนด้วยกันเอง อ้างทะเลาะวิวาทจนบันดาลโทสะ ใช้มีดแทงและเผาศพอำพราง ล่าสุดตำรวจเชียงใหม่บุกจับกุมได้ทันควัน พร้อมขุดประวัติโชกโชน พบเคยก่อคดีปลิดชีพอีกศพที่เชียงรายก่อนหน้านี้

จับแล้ว ฆาตกรฆ่า “คนเร่ร่อนเชียงใหม่” ดับ 2

จากกรณีพบศพคนไร้บ้านเสียชีวิตผิดปกติในจังหวัดเชียงใหม่ถึง 3 รายภายใน 2 สัปดาห์ ล่าสุดตำรวจ สภ.ช้างเผือก และ สภ.แม่ปิง ร่วมกันติดตามจับกุมผู้ต้องหาได้สำเร็จเมื่อวันที่ 1 พ.ค. 2569 ผู้ต้องหาคือ นายปะแนะ ปูลิ อายุ 31 ปี ชาวเชียงราย ซึ่งเป็นคนเร่ร่อนเหมือนผู้ตายทั้งคู่

ศพแรกคือ นายบุญเรือง หมื่นศรี อายุ 51 ปี ชาวแม่สะเรียง แม่ฮ่องสอน พบศพถูกเผาใต้สะพานรัตนโกสินทร์ ต.ช้างม่อย อ.เมืองเชียงใหม่ มีบาดแผลแทงที่ลำคอ ศพที่สองคือ นายโจ้ แสงเส้น อายุ 46 ปี ชาวแม่ฮ่องสอน พบศพเลือดไหลจากปากใต้สะพานขัวสรีเวียงพิงค์ ต.ฟ้าฮ่าม เชื่อว่าเสียชีวิตคืนเดียวกัน 29 เม.ย. 2569

สารภาพฆ่ารายแรกเพราะทวงโทรศัพท์ไม่คืน

จากการสอบสวนโดย พล.ต.ท. กฤตธาพล ยี่สาคร ผบช.ภ.5, พล.ต.ต. ยุทธนา แก่นจันทร์ ผบก.ภ.จว.เชียงใหม่ และ ผกก.สภ.ช้างเผือก นายปะแนะให้การรับสารภาพเต็มปากว่า ไปทวงโทรศัพท์จากนายบุญเรือง แต่ไม่ยอมคืน จึงทะเลาะชกต่อยกัน เห็นมีดคัตเตอร์เลยคว้าแทงลำคอ จากนั้นคลุมผ้า จุดไฟเผาฟูกนอนรอ 20 นาที แล้วหนีไป

ฆ่ารายที่สองเพราะกลิ่นตัวและขอเงิน

หลังก่อเหตุรายแรก เดินไปสะพานขัวสรีเวียงพิงค์ พบนายโจ้ซึ่งเป็นเจ้าถิ่น อ้างว่ามีกลิ่นเหม็นและมาขอเงิน เลยโมโหเตะก้านคอ กระทืบ 10 นาที จนตายสนิท แล้วหลบหนีโบกรถขึ้นดอยสุเทพ ลงนอนป้ายรถเมล์ดอยสะเก็ด ก่อนถูกจับที่ประตูช้างเผือก

ประวัติอาชญากรโชกโชน เคยฆ่าที่เชียงราย

น่าตกใจ! ก่อนมาฆ่า คนเร่ร่อนเชียงใหม่ ดับ 2 นายปะแนะเคยใช้ก้อนหินทุบและมีดแทงคนเร่ร่อนตายที่อ.เมืองเชียงราย วันที่ 7 ม.ค. 2569 แล้วหลบไปลำปาง ก่อนมาหางานเชียงใหม่ นอกจากนี้ยังมีคดีเก่าเสพยา ลักทรัพย์ พ้นโทษ 27 มี.ค. 2568

  • ไทม์ไลน์เหตุการณ์:
  • 29 เม.ย. 2569: ฆ่ารายแรกใต้สะพานรัตนโกสินทร์
  • คืนเดียวกัน: ฆ่ารายสองที่ขัวสรีเวียงพิงค์
  • 1 พ.ค. 2569: ถูกจับกุม
  • 7 ม.ค. 2569: คดีเก่าที่เชียงราย

ตำรวจตั้งข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา ทำลายศพปิดบัง จะขยายผลพื้นที่อื่นที่เคยไป

เหตุการณ์นี้สะท้อนปัญหาคนไร้บ้านที่อาจนำไปสู่ความรุนแรง สังคมควรมีมาตรการช่วยเหลือด้านสวัสดิการ สุขภาพจิต และป้องกันอาชญากรรมมากขึ้น คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ และติดตามข่าวอัปเดตจากเราเพื่อความปลอดภัยในชุมชน

ที่มา – จับแล้ว ฆาตกรฆ่า “คนเร่ร่อนเชียงใหม่” ดับ 2 เผยก่อนหน้าเคยปลิดชีพอีกศพที่เชียงราย

รถตู้รับส่งนักเรียน เสียหลักพุ่งตก จ.เชียงใหม่ บาดเจ็บ 15 ราย

เกิดอุบัติเหตุรุนแรง รถตู้รับส่งนักเรียน เสียหลักพุ่งตกข้างทางที่ จ.เชียงใหม่ ทำให้มีผู้บาดเจ็บจำนวน 15 ราย เมื่อเช้าวันที่ 1 พฤษภาคม 2569 บริเวณตรงข้ามวัดม่อนหิน อ.จอมทอง สร้างความตื่นตระหนกให้กับผู้ปกครองและชาวบ้านในพื้นที่

รถตู้รับส่งนักเรียน เสียหลักพุ่งตกข้างทางที่ จ.เชียงใหม่ บาดเจ็บระนาว 15 ราย

เหตุการณ์เกิดขึ้นเวลา 07.00 น. รถตู้รับส่งนักเรียนสายฮอด–จอมทอง เสียหลักพลิกคว่ำลงข้างทางทันที เจ้าหน้าที่กู้ภัยจากกู้ชีพบ้านแปะ กู้ชีพสบเตี๊ยะ และกู้ชีพแม่สอย รีบเข้าช่วยเหลือผู้บาดเจ็บทั้งหมด นำส่งโรงพยาบาลจอมทองและโรงพยาบาลใกล้เคียงอย่างเร่งด่วน ผู้บาดเจ็บส่วนใหญ่เป็นนักเรียนวัยรุ่นและเด็ก ทำให้ภาพรวมการจราจรในพื้นที่ชะงักงันชั่วคราว

พื้นที่เกิดเหตุเป็นถนนคดเคี้ยวใกล้ภูเขา ซึ่งมักมีฝนตกและพื้นถนนลื่น โดยเฉพาะในฤดูฝนแบบนี้ อุบัติเหตุประเภทนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกในจังหวัดเชียงใหม่ ที่มีเส้นทางขึ้นเขาลูกใหญ่หลายสาย รถตู้รับส่งนักเรียนมักวิ่งเส้นทางนี้ทุกวันเพื่อรับส่งเด็กๆ ไปโรงเรียน

รายชื่อผู้บาดเจ็บจากเหตุรถตู้รับส่งนักเรียนเสียหลัก

  • นายณัฐภูมิ ขันคำ อายุ 44 ปี (คนขับรถตู้) เคสเหลือง
  • ด.ญ. พลอยชมพู วงศ์ใจมา อายุ 12 ปี เคสเขียว
  • น.ส.วิมลลักษณ์ ทรัพย์สถิณ อายุ 15 ปี เคสเขียว
  • น.ส.กฤษณา คุณยศยิง อายุ 15 ปี เคสเหลือง
  • ด.ญ.พิมผกา ใจประสงค์ อายุ 12 ปี เคสเขียว
  • ด.ญ.อังศุมาลิน ยศจะโป๊ะ อายุ 13 ปี เคสเขียว
  • ด.ญ.ชัชวรีย์ มาสีแก้ว อายุ 12 ปี เคสเขียว
  • น.ส.พรพิชชา ถิ่นอ่ำ อายุ 17 ปี เคสเขียว
  • น.ส.ปภาวรินทร์ กลั่วคำทราย อายุ 16 ปี เคสเขียว
  • ด.ช.สิรวิชญ์ แสนรส อายุ 12 ปี เคสเขียว
  • ด.ช.บรรณกฤษณ์ ยะโอ๊ะ อายุ 12 ปี เคสเขียว
  • นายณัฐดนัย สามารถ อายุ 15 ปี เคสเขียว
  • ด.ช.ภาคิน เชื่อมชิด อายุ 12 ปี เคสเหลือง
  • ด.ญ.เณรัญญา บ้านเรือน อายุ 14 ปี เคสเขียว
  • น.ส.วิชญาดา ภีระมูล อายุไม่ระบุ เคสเขียว

เคสสีเขียวหมายถึงบาดเจ็บเล็กน้อย สามารถรักษาได้ทันที ส่วนเคสสีเหลืองต้องเฝ้าดูอาการเพิ่มเติม โชคดีที่ไม่มีผู้เสียชีวิต แต่เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจถึงความเสี่ยงในการเดินทางของเด็กนักเรียน

สาเหตุเบื้องต้นและมาตรการป้องกัน

เจ้าหน้าที่ยังตรวจสอบสาเหตุอย่างละเอียด แต่เบื้องต้นคาดว่าน่าจะเกิดจากถนนลื่นหรือความเร็วเกินกำหนด สภาพรถตู้และพฤติกรรมคนขับเป็นปัจจัยสำคัญ ในอดีต จ.เชียงใหม่เคยมีอุบัติเหตุรถรับส่งนักเรียนหลายครั้ง ทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องออกคำสั่งตรวจสภาพรถทุกคันก่อนใช้งาน

เพื่อความปลอดภัย ผู้ปกครองควรเลือกใช้บริการรถตู้ที่ได้รับอนุญาต มีประกันภัยครบถ้วน และตรวจสอบรีวิวจากผู้ใช้จริง นอกจากนี้ คนขับควรขับขี่ด้วยความระมัดระวัง โดยเฉพาะเส้นทางโค้งหักศอก หลีกเลี่ยงการใช้โทรศัพท์ขณะขับ และตรวจเช็กระบบเบรกยางรถเสมอ

อุบัติเหตุรถตู้รับส่งนักเรียนไม่เพียงสร้างความสูญเสีย แต่ยังกระทบจิตใจเด็กๆ ที่รอดชีวิต การบาดเจ็บทางกายและใจอาจตามมาอีกยาวนาน รัฐบาลและหน่วยงานท้องถิ่นควรเร่งติดตั้งป้ายเตือนเพิ่มและปรับปรุงถนนให้ปลอดภัยยิ่งขึ้น

เหตุการณ์ รถตู้รับส่งนักเรียน เสียหลักพุ่งตกข้างทางที่ จ.เชียงใหม่ นี้ สะท้อนปัญหาความปลอดภัยการขนส่งสาธารณะที่ยังต้องแก้ไขอย่างจริงจัง หากเราร่วมมือกันตรวจสอบและเตือนกัน อาจลดเหตุการณ์ซ้ำรอยได้ในอนาคต

ติดตามข่าวสารอุบัติเหตุและเคล็ดลับความปลอดภัยทางถนนเพิ่มเติมได้ที่บล็อกของเรา เพื่อปกป้องคนที่คุณรักให้เดินทางปลอดภัยทุกวัน

ที่มา – รถตู้รับส่งนักเรียน เสียหลักพุ่งตกข้างทางที่ จ.เชียงใหม่ บาดเจ็บระนาว 15 ราย

พบศพ “คนเร่ร่อนเชียงใหม่” เสียชีวิตต่อเนื่อง 3 ศพ ใน 2 สัปดาห์

น่าเศร้าสุดๆ เลยครับ เมื่อช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา พบศพ “คนเร่ร่อนเชียงใหม่” เสียชีวิตต่อเนื่อง 3 ศพ ในพื้นที่อำเภอเมืองเชียงใหม่ สร้างความสะเทือนใจให้กับชาวบ้านและเจ้าหน้าที่เป็นอย่างมาก เหตุการณ์เหล่านี้ชี้ให้เห็นปัญหาคนไร้บ้านที่ยังคงเป็นประเด็นใหญ่ในสังคมเมืองเหนือ

พบศพ “คนเร่ร่อนเชียงใหม่” เสียชีวิตต่อเนื่อง 3 ศพ ในช่วง 2 สัปดาห์

ล่าสุดเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2569 เวลาประมาณ 11.00 น. ทีมมูลนิธิรวมใจเชียงใหม่ ได้รับแจ้งจากชาวบ้านพบศพชายเร่ร่อนวัยราว 60 ปี เสียชีวิตอยู่ใต้สะพานขัวสรีเวียงพิงค์ ข้ามแม่น้ำปิง ฝั่งตำบลฟ้าฮ่าม อ.เมือง จ.เชียงใหม่ สภาพศพนอนหงาย มีกระสอบปุ๋ยวางของเก่าและเสื้อผ้าอยู่ใกล้ๆ ร่างกายมีเลือดไหลจากปาก แต่ไม่พบร่องรอยถูกทำร้ายหรือต่อสู้ ทีมแพทย์เบื้องต้นคาดว่าเสียชีวิตจากโรคประจำตัวช่วงเที่ยงคืนถึงตี 3 และมีกลิ่นสุรา คงต้องรอผลชันสูตรจากโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่

พ.ต.อ.ญาณพล พัฒนชัย ผู้กำกับการ สภ.แม่ปิง กล่าวว่าผู้ตายเป็นหน้าใหม่เพิ่งมาถึงเมื่อวาน ชาวเร่ร่อนแถวนั้นไม่รู้จัก ไม่เคยเห็นหน้า ยังไม่ทราบชื่อ-ญาติ เจ้าหน้าที่เตรียมสืบประวัติเพื่อประสานญาตต่อไป

เหตุการณ์ก่อนหน้า: ศพที่ 2 และ 3

ก่อนหน้านี้เมื่อวาน (29 เม.ย.) พบศพชายเร่ร่อนอีกรายใต้สะพานรัตนโกสินทร์ ห่างกัน 2 กม. เบื้องต้นสงสัยฆาตกรรมอำพราง แต่ยังไม่ยืนยันเชื่อมโยงกับรายล่าสุด

ย้อนไปวันที่ 17 เมษายน พบศพชายเร่ร่อนบนกองไฟยางรถยนต์ในตึกร้างใกล้สถานีขนส่งอาเขต ผลตรวจยืนยันอุบัติเหตุจากความประมาท จุดเทียนนอนบนยางจนเพลิงลุกไหม้

ไทม์ไลน์เหตุการณ์พบศพคนเร่ร่อนเชียงใหม่

  • 17 เม.ย. 2569: ศพที่ 1 ในตึกร้างใกล้สถานีอาเขต อุบัติเหตุเพลิงไหม้
  • 29 เม.ย. 2569: ศพที่ 2 ใต้สะพานรัตนโกสินทร์ สงสัยฆาตกรรม
  • 30 เม.ย. 2569: ศพที่ 3 ใต้สะพานขัวสรีเวียงพิงค์ โรคประจำตัว

พื้นที่ สภ.แม่ปิง เป็นจุดรวมคนเร่ร่อนใต้สะพานลอยและบ้านร้าง เจ้าหน้าที่ประสานสำนักงานพัฒนาสังคมฯ เชียงใหม่ ช่วยเหลือบ่อยครั้ง แต่หลายคนหลบหนีกลับมาอยู่เดิม มีสายตรวจบันทึกภาพประวัติไว้หมดแล้ว แต่รายนี้เพิ่งมาใหม่

ปัญหาคนเร่ร่อนในเชียงใหม่ไม่ได้เกิดใหม่ สภาพอากาศร้อนจัดช่วงหน้าร้อน บวกกับโรคประจำตัว สุรา และอุบัติเหตุ ทำให้เสี่ยงสูง ชาวบ้านแถวนี้บอกว่าไม่เคยเห็นผู้ตายมาก่อน เพิ่งมาเมื่อวานแต่ไม่สนิทสนมกัน จนเช้ามาพบศพ

เหตุการณ์ พบศพ “คนเร่ร่อนเชียงใหม่” เสียชีวิตต่อเนื่อง 3 ศพ ในช่วง 2 สัปดาห์ นี้ สะท้อนให้เห็นช่องว่างการดูแลสังคม โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง เจ้าหน้าที่ทำดีที่สุดแล้ว แต่สังคมต้องช่วยกัน หากพบคนเร่ร่อนป่วยหนัก ควรแจ้งมูลนิธิหรือ 191 ทันที

ในมุมมองผู้เขียน เหตุการณ์เหล่านี้เป็นเครื่องเตือนใจว่า เชียงใหม่เมืองท่องเที่ยวต้องมีนโยบายช่วยเหลือคนไร้บ้านอย่างยั่งยืน เช่น สร้างที่พักชั่วคราว ฝึกอาชีพ และบำบัดสุรา เพื่อลดโศกนาฏกรรมแบบนี้ หากคุณมีข้อมูลผู้ตายหรืออยากช่วยเหลือ สามารถติดต่อ สภ.แม่ปิง หรือมูลนิธิรวมใจเชียงใหม่ได้เลยครับ แชร์บทความนี้เพื่อสร้างความตระหนักให้สังคมด้วยนะ!

ที่มา – พบศพ “คนเร่ร่อนเชียงใหม่” เสียชีวิตต่อเนื่อง 3 ศพ ในช่วง 2 สัปดาห์

พิมพ์ภัทรา รับหนังสือภาคประชาชน พ.ร.บ.อากาศสะอาด

สวัสดีเพื่อนๆ ทุกคนครับ วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนที่หลายคนกำลังกังวลใจกันอยู่ นั่นคือปัญหามลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะฝุ่น PM2.5 และไฟป่าที่ครอบคลุมทั่วประเทศทุกปี ล่าสุดมีเหตุการณ์สำคัญที่ พิมพ์ภัทรา รับหนังสือภาคประชาชน พ.ร.บ.อากาศสะอาด เพื่อผลักดันกฎหมายที่แก้ปัญหาได้จริง ไม่ใช่แค่แก้ปลายเหตุแบบซ้ำซาก เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2567 ที่รัฐสภาเลยนะครับ

พิมพ์ภัทรา รับหนังสือภาคประชาชน พ.ร.บ.อากาศสะอาด

พิมพ์ภัทรา รับหนังสือภาคประชาชน พ.ร.บ.อากาศสะอาด

ภาคประชาชนรวมตัวกันกว่า 100 หน่วยงาน มีผู้สนับสนุนลงชื่อหลักแสนราย บุกยื่นหนังสือถึงนางสาวพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษามาตรการแก้ไขปัญหาไฟป่าและฝุ่น PM2.5 พวกเขากังวลว่าสถานการณ์มลพิษอากาศมันรุนแรงขึ้นทุกปี ไม่ใช่แค่ปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่กระทบสุขภาพประชาชนทุกวัย โดยเฉพาะเด็ก ผู้สูงอายุ และกลุ่มเปราะบาง สาเหตุหลักมาจากการเผาในที่โล่ง การเกษตรแบบดั้งเดิม และมลพิษข้ามพรมแดนจากเพื่อนบ้าน

ตัวแทนเครือข่ายอากาศสะอาดย้ำว่าที่ผ่านมาพวกเขาผลักดันประเด็นนี้มานาน แต่ยังไม่คลายกังวลกับร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดที่อยู่ระหว่างพิจารณา เพราะบางมาตราเปิดช่องล่าช้า ไม่แก้ที่ต้นเหตุ และอาจกลายเป็น "ฉบับฟอกเขียว" ที่ดูดีแต่ไม่ได้ผลจริง พวกเขาขอให้สภาและกรรมาธิการทำหน้าที่ตัวแทนประชาชน ดันกฎหมายที่มีประสิทธิภาพแท้ๆ

ภาคประชาชนยื่นหนังสือ พิมพ์ภัทรา รับ พ.ร.บ.อากาศสะอาด

ประชาชนเรียกร้องอะไรบ้างใน พ.ร.บ.อากาศสะอาด

  • แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่แค่ดับไฟปลายเหตุ
  • บังคับใช้ทันที ไม่มีช่องโหว่ล่าช้า
  • มีกลไกตรวจสอบและลงโทษที่ชัดเจน
  • สนับสนุนประชาชนและเกษตรกรเปลี่ยนพฤติกรรม
ตัวแทนภาคประชาชนหารือ พิมพ์ภัทรา รับหนังสือ พ.ร.บ.อากาศสะอาด

ท่าทีรัฐบาลหลัง พิมพ์ภัทรา รับหนังสือ พ.ร.บ.อากาศสะอาด

นางสาวพิมพ์ภัทรา รับเรื่องทันทีและยืนยันว่ารัฐบาลภายใต้นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้ความสำคัญสูงสุด โดยนายกรัฐมนตรีประกาศชัดว่า "อากาศสะอาดคือสิทธิขั้นพื้นฐาน" และผลักดัน พ.ร.บ.นี้เป็นวาระเร่งด่วน รัฐบาลสนับสนุนร่างที่ค้างอยู่ ไม่เริ่มนับหนึ่งใหม่ เพื่อความต่อเนื่อง โดยเฉพาะปีนี้ที่ฝุ่น PM2.5 รุนแรงมาก

แนวทางหลักคือตั้ง "คณะกรรมการนโยบายอากาศสะอาด" มีนายกฯ เป็นประธาน สั่งการข้ามกระทรวงได้จริง จัดการเผาในที่โล่งและอุตสาหกรรม มีมาตรการเศรษฐกิจ เช่น ให้ incentives เกษตรกร อย่างเครื่องจักรกลเกษตร ส่งเสริมเกษตรสีเขียว ลดต้นทุนไปในตัว พรรคร่วมรัฐบาลเห็นพ้องกัน แต่เน้นต่างกระทรวง เช่น จัดการมลพิษข้ามแดนผ่าน ASEAN ใช้การค้าที่ยั่งยืนเป็นเครื่องมือ และเร่งพลังงานหมุนเวียนอย่างโซลาร์ในเกษตรและขนส่ง

พิมพ์ภัทรา ชี้แจงหลังรับหนังสือภาคประชาชน พ.ร.บ.อากาศสะอาด

นอกจากนี้ ยังสมดุลระหว่างบังคับใช้กฎหมายเข้มงวด กับช่วยเหลือเยียวยาผู้กระทบ ล่าสุดวันที่ 29 เม.ย. นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติฯ พบนายกลาว เพื่อยกระดับความร่วมมือหมอกควันข้ามแดน ใช้เทคโนโลยีตรวจสอบ MOU ใหม่ และสนับสนุนผ่านธนาคารสีเขียว สุดยอดเลยใช่มั้ยครับ

ในมุมมองผมนะ กฎหมาย พ.ร.บ.อากาศสะอาด ถ้าผ่านและใช้ได้จริง จะเป็นจุดเปลี่ยนใหญ่ ช่วยให้เราหายใจโล่งอก ลดวันหยุดเรียน หยุดงานจากฝุ่นได้เยอะ คุณภาพชีวิตดีขึ้นแน่นอน แต่ต้องติดตามต่อว่าการพิจารณาจะเป็นยังไง ภาคประชาชนยังมีบทบาทสำคัญ ลุ้นกันต่อไปครับ!

คุณคิดยังไงกับเรื่องนี้ ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ รับรู้ เพื่อกดดันให้เกิดอากาศสะอาดเร็วๆ นะครับ

ที่มา – “พิมพ์ภัทรา” รับหนังสือภาคประชาชน ร้องดัน พ.ร.บ.อากาศสะอาด ที่ใช้ได้จริง

กู้ภัยพบศพชายถูกฆ่าแทงคอใต้สะพานปิง

เกิดเหตุสะเทือนขวัญในจังหวัดเชียงใหม่ เมื่อ กู้ภัยได้รับแจ้งเหตุไฟไหม้ ใต้สะพานข้ามน้ำปิง พบเป็นศพชายถูกฆ่าแทงคอ เผาอำพราง สร้างความตกใจให้กับชาวบ้านและนักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อเช้าวันที่ 29 เมษายน 2567 ที่สะพานรัตนโกสินทร์ ตำบลช้างม่อย อำเภอเมืองเชียงใหม่

กู้ภัยได้รับแจ้งเหตุไฟไหม้ ใต้สะพานข้ามน้ำปิง พบเป็นศพชายถูกฆ่าแทงคอ เผาอำพราง

เวลา 08.50 น. ชาวบ้านแจ้งเหตุเพลิงไหม้ใต้สะพาน รถดับเพลิงจากเทศบาลนครเชียงใหม่และทีมกู้ภัยรีบรุดไปยังจุดเกิดเหตุ ซึ่งเป็นพื้นที่ใต้สะพานข้ามแม่น้ำปิงฝั่งตะวันตก หลังดับเพลิงได้ พบศพชายไหม้เกรียมทั้งตัว ยกเว้นช่วงลำตัว สภาพศพมีรอยแทงที่ลำคอฉกรรจ์ ชี้ชัดว่าเป็นการฆาตกรรมก่อนเผาอำพราง

เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ช้างเผือก และกองพิสูจน์หลักฐานเชียงใหม่เข้าตรวจสอบ พบมีดปอกผลไม้และไฟแช็กหลายอันกระจายอยู่ใกล้ศพ นอกจากนี้ยังมีเอกสารแสดงตัวตนของผู้ตายชื่อ นายบุญเรือง ศรี อายุ 51 ปี ชาวอำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน ผู้ตายเป็นคนเร่ร่อนเก็บของเก่า อาศัยใต้สะพานมานานหลายเดือน ที่เกิดเหตุมีข้าวของส่วนตัวและของสะสมวางเกลื่อน

กู้ภัยได้รับแจ้งเหตุไฟไหม้ใต้สะพานปิง พบเบาะแสสำคัญ

นางสาวธัญญพร ปริ้นซ์ เจ้าหน้าที่กู้ภัยมูลนิธิรวมใจเชียงใหม่ เล่าว่าได้รับแจ้งจากชาวบ้าน รีบมาถึงพร้อมรถดับเพลิง พบศพในกองเพลิงที่น่าสยดสยอง สิ่งที่สะดุดตาคือ ผู้ตายเคยถูกแทงมาก่อนเมื่อต้นเดือนเมษายนที่จุดเดียวกัน มีแผลที่ท้องจากมีดคัตเตอร์ ข้อมือมีสร้อยและลูกประคำตรงกัน กู้ภัยจึงแจ้งตำรวจทราบเพื่อสืบประวัติ

  • ศพไหม้เกรียมทั้งตัว มีบาดแผลแทงคอชัดเจน
  • พบมีดปอกผลไม้และไฟแช็กใกล้จุดเกิดเหตุ
  • ผู้ตายชื่อนายบุญเรือง ศรี วัย 51 ปี คนเร่ร่อน
  • เคยถูกแทงที่จุดเดิมเมื่อต้นเดือน
  • ศพส่งชันสูตรที่โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่

เหตุการณ์ กู้ภัยได้รับแจ้งเหตุไฟไหม้ ใต้สะพานข้ามน้ำปิง พบเป็นศพชายถูกฆ่าแทงคอ เผาอำพราง นี้ ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งสืบสวน โดยสันนิษฐานว่าเป็นการฆ่าด้วยอาวุธมีด ก่อนราดน้ำมันเผาทำลายหลักฐาน ปัจจุบันเชียงใหม่มีปัญหาคนไร้บ้านเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่แม่น้ำปิง ชาวบ้านเรียกร้องให้มีมาตรการดูแลความปลอดภัยมากขึ้น

จากข้อมูลเบื้องต้น แพทย์ไม่สามารถระบุเวลาตายได้ชัดเจนเพราะศพเสียหายหนัก แต่บาดแผลที่คอเป็นกุญแจสำคัญในการพิสูจน์ว่าไม่ใช่อุบัติเหตุ ตำรวจกำลังตรวจกล้องวงจรปิดใกล้เคียงและสอบปากคำพยานเพื่อติดตามผู้ก่อเหตุ นอกจากนี้ ยังพบว่าผู้ตายมีประวัติถูกทำร้ายร่างกายบ่อยครั้ง อาจเชื่อมโยงกับขบวนการเก็บของเก่าหรือข้อพิพาทส่วนตัว

กรณีฆาตกรรมเผาอำพรางศพในไทยเกิดขึ้นบ่อยครั้ง โดยเฉพาะกับกลุ่มคนชายขอบ สถิติจากตำรวจเผยว่าปีละหลายร้อยคดี ส่วนใหญ่เกิดจากชู้สาว ยาเสพติด หรือผลประโยชน์ เชียงใหม่เองก็มีคดีคล้ายๆ กันในอดีต เช่น ใต้สะพานอื่นๆ หรือริมแม่น้ำ

เหตุการณ์นี้เตือนใจสังคมให้หันมาสนใจปัญหาคนเร่ร่อนและพื้นที่เสี่ยงภัยมากขึ้น ควรมีหน่วยเฝ้าระวังและที่พักพิงให้กลุ่มนี้ หากคุณมีข้อมูลเพิ่มเติม สามารถแจ้งตำรวจได้ทันที เพื่อช่วยคลี่คลายคดี

ติดตามข่าวอาชญากรรมเชียงใหม่และทั่วประเทศได้ที่นี่ คุณคิดว่าอะไรคือสาเหตุหลักของคดีนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างนะครับ

ที่มา – กู้ภัยได้รับแจ้งเหตุไฟไหม้ ใต้สะพานข้ามน้ำปิง พบเป็นศพชายถูกฆ่าแทงคอ เผาอำพราง

เชียงใหม่ส่งเสริมขายข้าวนาปรัง-มะม่วงสู่ตลาด

จังหวัดเชียงใหม่กำลังเตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่เพื่อ เชียงใหม่ส่งเสริมการขายข้าวนาปรัง-มะม่วง ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจหลักของท้องถิ่น ออกสู่ตลาดในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงมิถุนายนนี้ การเคลื่อนไหวครั้งนี้จะช่วยเหลือเกษตรกรให้มีช่องทางจำหน่ายที่มั่นคง ลดภาระต้นทุน และเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร โดยเฉพาะในปีที่ผลผลิตรอความล่าช้ากว่าพื้นที่อื่นๆ

เชียงใหม่ส่งเสริมการขายข้าวนาปรัง-มะม่วง

ในการประชุมหัวหน้าส่วนราชการประจำจังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2569 นายบุญลือ ธรรมธรานุรักษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธาน โดยสำนักงานเกษตรจังหวัดได้รายงานสถานการณ์ผลผลิตพืชเศรษฐกิจสำคัญ 2 ชนิดหลัก คือ ข้าวนาปรังและมะม่วง ที่คาดว่าจะออกสู่ตลาดจำนวนมหาศาล

คาดการณ์ผลผลิตข้าวนาปรังและมะม่วงในเชียงใหม่

ข้าวนาปรัง预计ออกสู่ตลาดถึง 90,000 ตัน ส่วนมะม่วงราว 25,000 ตัน ซึ่งออกช้ากว่าจังหวัดอื่น ทำให้เชียงใหม่มีข้อได้เปรียบในการแข่งขันตลาด อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นอาจทำให้ต้นทุนการเก็บเกี่ยวเพิ่ม ส่งผลกระทบต่อราคาขายได้ ดังนั้น จังหวัดจึงเร่งวางแผนรองรับอย่างครบวงจร

เชียงใหม่ส่งเสริมการขายข้าวนาปรัง-มะม่วง โดยสำนักงานพาณิชย์จังหวัดเชียงใหม่ มีแนวทางชัดเจนในการกระจายผลผลิตและเพิ่มช่องทางการขาย เพื่อป้องกันปัญหาล้นตลาดและราคาตกต่ำ

แผนส่งเสริมการขายข้าวนาปรัง

สำหรับข้าวนาปรัง สำนักงานพาณิชย์จัดตลาดนัดข้าวเปลือกที่สหกรณ์การเกษตรนิคมสันทราย อำเภอสันทราย ระหว่างวันที่ 20-22 พฤษภาคม 2569 เพื่อลดค่าขนส่งให้เกษตรกร นอกจากนี้ ยังขานรับนโยบายกระทรวงพาณิชย์ จัดโครงการดูดซับข้าวเปลือกผ่านโรงสีและสหกรณ์ ในราคาสูงกว่าตลาดปกติ ซึ่งกำลังดำเนินการอยู่

  • จัดตลาดนัดข้าวเปลือก ลดภาระขนส่ง
  • โครงการดูดซับข้าวราคาพรีเมี่ยม
  • เชื่อมโยงโรงสีและสหกรณ์ทั่วจังหวัด

กลยุทธ์กระจายมะม่วงออกนอกพื้นที่

มะม่วงเชียงใหม่ซึ่งมีคุณภาพดีและออกช้า จะถูกกระจายไปยังพื้นที่ห่างไกลกว่า 100 กิโลเมตร ปริมาณ 5,000 ตัน โดยเพิ่มช่องทางจำหน่ายในห้างสรรพสินค้าโมเดิร์นเทรด สั่งซื้อออนไลน์ และส่งไปยังจังหวัดที่สั่งล่วงหน้า นี่คือการช่วยให้ผลผลิตถึงผู้บริโภคทั่วประเทศอย่างทั่วถึง

  • จำหน่ายในห้างโมเดิร์นเทรด
  • ขยายออนไลน์และเดลิเวอรี่
  • เชื่อมโยง订单ล่วงหน้าจากต่างจังหวัด

นอกจากนี้ การส่งเสริมเหล่านี้ยังช่วยยกระดับเศรษฐกิจเกษตรกรเชียงใหม่ให้ยั่งยืน โดยมะม่วงและข้าวนาปรังไม่เพียงเป็นแหล่งรายได้หลัก แต่ยังสร้างชื่อเสียงให้ผลผลิตท้องถิ่นในฐานะสินค้าคุณภาพสูง เกษตรกรควรเตรียมตัวเก็บเกี่ยวให้ทันกำหนด และติดตามประกาศจากสำนักงานพาณิชย์เพื่อใช้ประโยชน์สูงสุด

ในมุมมองของผู้เขียน การริเริ่ม เชียงใหม่ส่งเสริมการขายข้าวนาปรัง-มะม่วง ครั้งนี้เป็นตัวอย่างที่ดีของการบูรณาการระหว่างหน่วยงานรัฐและเกษตรกร ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาด หากเกษตรกรร่วมมือกัน เช่น ใช้เทคโนโลยีเก็บเกี่ยวประหยัดพลังงาน หรือรวมกลุ่มขาย ก็จะยิ่งเพิ่มอำนาจต่อรองได้มากขึ้น

คุณคิดอย่างไรกับแผนนี้? ลองแชร์ประสบการณ์การปลูกข้าวนาปรังหรือมะม่วงในเชียงใหม่ของ您ในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวเกษตรอัปเดตเพื่อไม่พลาดโอกาสสำคัญ!

ที่มา – เชียงใหม่เตรียมส่งเสริมการขาย “ข้าวนาปรัง-มะม่วง” พืชเศรษฐกิจสำคัญออกสู่ตลาด

“จักรพล” หวัง ครม.ไฟเขียว พ.ร.บ.อากาศสะอาด แก้ PM2.5

“จักรพล” หวัง ครม.ไฟเขียว “พ.ร.บ.อากาศสะอาด” แก้ PM2.5 ดันส่ง “วุฒิสภา” เป็นข่าวดีสำหรับคนไทยที่กำลังเผชิญปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 โดยเฉพาะในภาคเหนืออย่างเชียงใหม่ ที่ทุกปีต้องเจอกับวิกฤตหมอกควันหนักหน่วง ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ เพราะส่งผลกระทบต่อสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจ นายจักรพล ตั้งสุทธิธรรม อดีต ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ได้ออกมาแสดงความหวังว่าคณะรัฐมนตรี (ครม.) จะอนุมัติร่างกฎหมายดังกล่าว เพื่อเดินหน้าส่งต่อไปยังวุฒิสภาให้เร็วที่สุด

“จักรพล” หวัง ครม.ไฟเขียว “พ.ร.บ.อากาศสะอาด” แก้ PM2.5 ดันส่ง “วุฒิสภา”

ในวันที่ 22 เมษายน 2569 ณ รัฐสภา นายจักรพล ในฐานะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาปัญหาไฟป่าและ PM2.5 ได้กล่าวถึงการประชุมนัดแรกของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ชุดนี้ โดยย้ำว่าจุดประสงค์หลักคือการแก้ไขปัญหาอากาศเสียอย่างจริงจัง ร่าง พ.ร.บ.บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด ที่จัดทำเสร็จแล้วและค้างอยู่ในวุฒิสภา จะถูกเชื่อมโยงกับการพิจารณาของ กมธ. ซึ่งมีกรอบเวลา 3 เดือน สัปดาห์หน้าหาก ครม. ไฟเขียว ก็จะสามารถพิจารณาต่อได้ทันที โดยเฉพาะมาตรา 147 ที่กำหนดให้ ครม. ตอบกลับภายใน 60 วัน

หลังจากนายกรัฐมนตรีและนายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ลงพื้นที่เชียงใหม่ ก็เห็นตรงกันในการผลักดันกฎหมายนี้ หากไม่เดินหน้าต่อ จะต้องเริ่มใหม่หมด สูญเสียเวลาและยิ่งเป็นหายนะสำหรับภาคเหนือตอนบนที่ PM2.5 กระทบหนักทุกปี

เหตุใด “พ.ร.บ.อากาศสะอาด” จึงสำคัญต่อการแก้ PM2.5

PM2.5 คือฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน ที่ลอยค้างในอากาศ สามารถเข้าสู่ปอดและกระแสเลือดได้ง่าย สาเหตุหลักมาจากการเผาไหม้ในที่โล่ง เช่น ไฟป่า การเผาไร่หมุนวน และควันรถยนต์ ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด จะกำหนดมาตรการเข้มงวด ตั้งคณะกรรมการบริหารจัดการ ตั้งแต่ต้นทางจนปลายทาง รวมถึงกำหนดค่าปรับสำหรับผู้ฝ่าฝืน แต่ให้เวลาภาคเอกชนปรับตัว

  • กำหนดมาตรฐานคุณภาพอากาศทั่วประเทศ
  • ควบคุมการเผาไหม้และมลพิษจากอุตสาหกรรม
  • ติดตั้งระบบเฝ้าระวังและแจ้งเตือนล่วงหน้า
  • สนับสนุนเทคโนโลยีสะอาดและพลังงานทดแทน
  • บูรณาการหน่วยงานรัฐ เอกชน และชุมชน

นายจักรพล ยืนยันว่าร่างกฎหมายนี้ไม่ใช่ “เสือกระดาษ” แต่เป็นเครื่องมือจริงจังที่สมบูรณ์ที่สุด แม้จะมีเสียงคัดค้านจาก สว. บางส่วน หรือ กกร. แต่ได้คำนึงถึงข้อกังวลทั้งหมด เช่น ผลกระทบต่อการลงทุน โดยมีกฎหมายลูกรองรับ และ กมธ. จะคลายข้อกังวล 8 ประการของนายศุภชัย ใจสมุทร ส.ส.พรรคภูมิใจไทย เพื่อให้ทุกฝ่ายยอมรับ

ปัญหา PM2.5 ไม่ใช่แค่สุขภาพ แต่กระทบ GDP ประเทศปีละหลายหมื่นล้านบาท จากค่ารักษาพยาบาล การท่องเที่ยวตกต่ำ และผลผลิตทางการเกษตรลดลง ในปี 2568 เชียงใหม่เคยมีค่าฝุ่นเกินมาตรฐานนับเดือน ส่งผลให้โรงพยาบาลแน่น ผู้ป่วยทางเดินหายใจพุ่ง หาก พ.ร.บ.อากาศสะอาด ผ่าน จะช่วยทวงคืนอากาศบริสุทธิ์ให้ประชาชน โดยเฉพาะเด็กและผู้สูงอายุ

นอกจากนี้ กฎหมายยังสอดคล้องกับวิถีโลกร้อนที่เปลี่ยนแปลง ทำให้ไฟป่าและฝุ่นเพิ่มขึ้น การมีกรอบกฎหมายชัดเจนจะช่วยให้ไทยก้าวสู่เป้าหมาย Net Zero และ SDG ด้านสิ่งแวดล้อม

สุดท้ายแล้ว การแก้ PM2.5 ต้องอาศัยความร่วมมือทุกภาคส่วน หาก ครม. ไฟเขียวตามที่ “จักรพล” หวัง จะเป็นก้าวสำคัญสู่ประเทศไทยที่หายใจสะดวกขึ้น ชาวเน็ตและประชาชนภาคเหนือต่างเรียกร้องให้เร่งด่วน คุณคิดอย่างไร ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ และติดตามข่าวสารสิ่งแวดล้อมเพิ่มเติมเพื่อร่วมกันผลักดันอากาศสะอาด

ที่มา – “จักรพล” หวัง ครม.ไฟเขียว “พ.ร.บ.อากาศสะอาด” แก้ PM2.5 ดันส่ง “วุฒิสภา”

Scroll to top