เซียนพระ

ผบช.ก.ตั้ง รองสุวัฒน์ คุมคดีมาดามเก่ง แจ้งจับเซียนพระ

กลายเป็นประเด็นร้อนในวงการพระเครื่องที่หลายคนกำลังจับตามอง สำหรับกรณีที่ มาดามเก่ง ได้เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับกลุ่มเซียนพระชื่อดัง จนกระทั่งล่าสุดทางผู้บังคับบัญชาต้องลงมาจัดการเรื่องนี้ด้วยตัวเอง

ผบช.ก.ตั้ง รองสุวัฒน์ คุมคดีมาดามเก่ง แจ้งจับบรรดาเซียนพระ

เมื่อไม่นานมานี้เองครับ ทางกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) ได้มีการเคลื่อนไหวครั้งสำคัญ โดย ผบช.ก.ตั้ง “รองสุวัฒน์” คุมคดี “มาดามเก่ง” แจ้งจับบรรดาเซียนพระ อย่างเป็นทางการ เนื่องจากคดีนี้มีความยุ่งยากและสลับซับซ้อนเกินกว่าจะมีหน่วยงานเดียวทำหน้าที่ ซึ่งการแต่งตั้งครั้งนี้ถือเป็นการยกระดับการทำงานเพื่อให้ความยุติธรรมกับทุกฝ่าย

รายละเอียดการแต่งตั้งและแนวทางการทำคดี

พล.ต.ต.สุวัฒน์ แสงนุ่ม รอง ผบช.ก. ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าเรื่องนี้ว่า ทางผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลางได้เล็งเห็นถึงความซับซ้อนของคดีที่ ผบช.ก.ตั้ง “รองสุวัฒน์” คุมคดี “มาดามเก่ง” แจ้งจับบรรดาเซียนพระ จึงสั่งรวมสำนวนคดีจากเดิมที่แยกกันทำ ให้มาอยู่ในคณะทำงานชุดเดียวกันเพื่อรวบรวมพยานหลักฐานให้ได้ข้อมูลที่ครบถ้วนที่สุด โดยมีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้ครับ:

  • มีการสั่งรวมคดีที่เกี่ยวข้องกับเซียนพระเข้าเป็นคณะทำงานชุดใหญ่
  • เหตุผลหลักที่ ผบช.ก.ตั้ง “รองสุวัฒน์” คุมคดี “มาดามเก่ง” แจ้งจับบรรดาเซียนพระ เพราะต้องการความเป็นระเบียบและลดความสับสนในการสรุปสำนวน
  • ในขณะนี้ผู้เสียหายหลักที่แจ้งความยังคงมีเพียงรายเดียวคือมาดามเก่ง

อย่างไรก็ตาม ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเชิงลึกมากนัก เนื่องจากอยู่ในขั้นตอนการสืบสวนสอบสวนที่สำคัญ ทางทีมตำรวจเกรงว่าการให้ข่าวในช่วงนี้อาจทำให้เกิดความสับสนหรือส่งผลกระทบต่อรูปคดีได้ ทั้งนี้เราคงต้องรอติดตามกันต่อไปว่า บทสรุปของคดีนี้จะจบลงอย่างไร และแวดวงพระเครื่องจะได้รับผลกระทบอย่างไรบ้างจากการตรวจสอบครั้งใหญ่ของเจ้าหน้าที่ภาครัฐ

ในมุมมองของผม คดีนี้ถือเป็นบทเรียนครั้งสำคัญที่ทำให้วงการพระเครื่องต้องตื่นตัวเรื่องมาตรฐานความโปร่งใส เพราะไม่ว่าจะเป็นใคร หากมีการกระทำที่หมิ่นเหม่ต่อกฎหมาย ย่อมถูกตรวจสอบจากกระบวนการยุติธรรมได้เสมอครับ

ที่มา – ผบช.ก.ตั้ง “รองสุวัฒน์” คุมคดี “มาดามเก่ง” แจ้งจับบรรดาเซียนพระ

โทน บางแค แจ้งความ บิ๊กเต่า ยันโดนข่มขู่

วันนี้เราจะมาพูดถึงประเด็นร้อนที่หลายคนกำลังให้ความสนใจกันมาก นั่นคือกรณีโทน บางแค แจ้งความ บิ๊กเต่า โดยนายโทนทอง สุขแก่น หรือที่รู้จักกันในชื่อ “โทน บางแค” ได้เดินทางเข้าแจ้งความและมอบหลักฐานเพิ่มเติมที่สถานีตำรวจพหลโยธิน เพื่อยืนยันตัวบุคคลที่เกี่ยวข้องในคดีนี้ รวมถึงภาพถ่ายและเอกสารสำคัญทั้งหมด หลังจากก่อนหน้านี้ได้แจ้งความดำเนินคดีกับ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. มาดามเก่ง และพวกรวม 5 คน

โทน บางแค แจ้งความ บิ๊กเต่า

หลังสอบปากคำนาน 1 ชั่วโมง โทน บางแค ได้ออกมาให้สัมภาษณ์กับสื่ออย่างชัดเจน โดยยืนยันว่าได้มีการผ่อนชำระหนี้อย่างสม่ำเสมอ ไม่เคยบิดเบี้ยวหรือหนีหนี้แม้แต่น้อย ทรัพย์สินที่เขามีส่วนใหญ่มาจากการทำธุรกิจสะสมมานานกว่า 10 ปี และบางส่วนก็มีมาก่อนที่จะรู้จักกับมาดามเก่งด้วยซ้ำ สำหรับพระเครื่อง 152 องค์ที่นำมาค้ำประกันวงเงินกู้ 180 ล้านบาท มีมูลค่าประเมินสูงถึง 400-500 ล้านบาท โดยผู้ประเมินคือ “นาย ต.เต่า” หรือ “บิ๊กเต่า” ซึ่งเป็นคนสนิทของมาดามเก่ง และโทนเองก็เคยซื้อพระบางองค์จากบุคคลคนนี้มาก่อน

โทน บางแค แจ้งความ บิ๊กเต่า: ชี้แจงข้อสงสัยเรื่องการประเมินราคา

หลายคนตั้งคำถามว่าโทนกับนาย ต. รู้เห็นกันหรือเปล่า? โทนยอมรับว่าการประเมินราคา 400-500 ล้านครอบคลุมทรัพย์ที่นำมาวาง แต่ตัวเขาไม่ได้เป็นคนกำหนดราคา เพียงทราบว่ามูลค่ามากกว่าวงเงินกู้ แต่พอประเมินรอบที่ 2 โดยคนเดียวกัน ราคากลับเหลือแค่ 35-40 ล้านบาท ซึ่งโทนเองก็ไม่ทราบสาเหตุที่ทำให้มาดามเก่งไม่พอใจหรือไม่

ส่วนทำไมไม่ขายพระเครื่องไปใช้หนี้? โทนชี้แจงว่าทรัพย์สินของเขาไม่ได้มีแค่เงินสด แต่มีหลายรายการที่ทยอยชำระหนี้ไปหมดแล้ว โดยมีการรับสภาพหนี้ทั้ง 2 สัญญาและเสียดอกเบี้ยตามปกติ หากอยากรู้ข้อเท็จจริง ลองไปถาม “อั๋น โกกิ” เซียนพระชื่อดังที่เคยเสียดอกเบี้ยให้มาดามเก่งถึง 200 ล้านบาท จากการกู้ 800 ล้านบาท ถ้าโทนไม่น่าเชื่อถือ มาดามเก่งจะกล้าลงทุนกับเขาหรือ?

  • ยืนยันผ่อนชำระหนี้ครบถ้วน ไม่มีเบี้ยว
  • ทรัพย์สินจากธุรกิจ 10 ปี ไม่ใช่แค่พระเครื่อง
  • พระ 152 องค์ มูลค่าเกิน 400 ล้าน จากการประเมินบิ๊กเต่า
  • รอบ 2 ราคาตกฮวบ เหตุผลยังคลุมเครือ
  • เสียดอกเบี้ยสูง ไม่ใช่ขบวนการหนีหนี้

โทนยังยืนยันว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับบุควนการอื่นๆ ขอโฟกัสที่ตัวเองกับมาดามเก่งเท่านั้น แม้บางคนในรายชื่อจะยังเป็นลูกหนี้ของเขา แต่หลังจากร้องเรียนที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ก็มีคนถูกดึงเข้ามาเกี่ยวพัน โทนรู้สึกร้อนใจเพราะคดีนี้ประชาชนสนใจมาก ถ้ามีหมายเรียกหรือหมายจับ เขาพร้อมไปพบตลอด ไม่หนีแน่นอน แต่สิ่งที่เจ็บปวดคือถูกสังคมตราหน้าว่าเป็นคนหนีหนี้ ถ้าไม่จริง เขาจะกล้าดำเนินคดีกับตำรวจชั้นผู้ใหญ่ได้ยังไง? ทุกอย่างมีการตอบแทนด้วยดอกเบี้ย และขอให้ย้อนดูภูมิหลังนายทุนว่ามีจุดประสงค์อะไร

คดีนี้ยังคงเป็นปริศนาที่น่าติดตาม เราเห็นแล้วว่าโทน บางแค พยายามชี้แจงทุกประเด็นอย่างละเอียด หากคุณเป็นเซียนพระหรือสนใจเรื่องหนี้สิน คดีนี้สะท้อนปัญหาการประเมินทรัพย์และความไว้วางใจในวงการได้ดี คุณคิดว่าฝ่ายไหนมีน้ำหนักมากกว่ากัน? มาคอมเมนต์แลกเปลี่ยนความเห็นด้านล่าง หรือแชร์บทความนี้เพื่อให้ข้อมูลแพร่หลายยิ่งขึ้นนะครับ

ที่มา – “โทน บางแค” แจ้งความ “บิ๊กเต่า” ยันโดนข่มขู่ โอดถูกสังคมตราหน้าว่าเป็นคนหนีหนี้

“บิ๊กเต่า” ซัดกลับ แค่ “โจรกระจอก” ยังไม่ตัดสินใจฟ้องกลับ

วันนี้เราจะมาพูดถึงดราม่าร้อนแรงในวงการพระเครื่องที่กำลังเป็นข่าวใหญ่ “‘บิ๊กเต่า’ ซัดกลับ แค่ “โจรกระจอก” ยังไม่ตัดสินใจฟ้องกลับ” หลังจากที่ “โทน บางแค” ออกมาแฉหนักเรื่องการเจรจาที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว หรือ “บิ๊กเต่า” รอง ผบช.ก. ก็ไม่ยอม ออกมาโต้กลับแบบจัดเต็ม ชี้แจงทุกประเด็นให้ฟังกันชัดๆ ว่าไม่ใช่การทวงหนี้ แต่เป็นการอำนวยความสะดวกให้ทั้งสองฝ่ายเจรจาแบบคนรู้จักกัน

“บิ๊กเต่า” ซัดกลับ แค่ “โจรกระจอก” ยังไม่ตัดสินใจฟ้องกลับ

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 8 พ.ค. 2569 ที่ บช.ก. “บิ๊กเต่า” ยืนยันว่าตนแจ้งผู้บังคับบัญชาไปหมดแล้ว และเรื่องที่เกิดไม่ใช่การทวงหนี้ แต่เป็นการคุยกันสุจริตใจ ไทม์ไลน์ชัดเจน ตั้งแต่วันที่ 17 เมษายน โทนกับทนายมาพบที่ชั้น 27 ห้องมีแค่ 3 คน บิ๊กเต่ายอมรับว่าตอนนั้นรู้ข้อเท็จจริงไม่หมด แต่เสนอให้เคลียร์กับ “มาดามเก่ง” แบบตรงไปตรงมา โทนเองก็ยินยอมเพราะเป็นคนรู้จัก และคดีฉ้อโกงบางส่วนยอมความได้

บรรยากาศเจรจาเริ่มต้นราบรื่น มี 7 คนในห้อง ใช้เวลาชั่วโมงกว่า แสดงทรัพย์สินชดใช้กว่า 50 ล้าน ไม่มีคำหยาบหรือรุนแรง แต่สุดท้ายพลิกผันเพราะตัวเลขไม่ตรงกัน โดยเฉพาะสัญญา 360 ล้าน ที่แบ่งเป็น 120 ล้าน (ตึกค้ำ) จบแล้ว, แต่ 180 ล้าน + 66 ล้าน ยังค้าง

ประเด็นสัญญาไม่เป็นธรรมในคดีพระเครื่อง

ปัญหาหลักอยู่ที่พระเครื่องที่อ้างมูลค่า 400-500 ล้าน แต่จริงๆ แค่ 40 ล้าน! มาดามเก่งเสนอให้โทนขายเอง ถ้าได้เกิน 180 ล้าน โทนเอากำไรไปเลย แต่ไม่เวิร์ค สุดท้ายเสนอขายทรัพย์โทนชดใช้ยอดขาดร้อยกว่าล้าน

  • โทนเป็นฝ่ายอยากพบเอง ผ่านป๋อง สุพรรณ ที่รู้จักทั้งคู่
  • ตั้งแต่ปลายปี 2568 โทนพยายามชี้แจงหลายครั้ง
  • ป๋องไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน

บิ๊กเต่าย้ำว่า ตำรวจเป็นแค่คนกลาง ให้ความเป็นธรรมทั้งสองฝ่าย ฝ่ายผู้เสียหายมีพยานหลักฐานเพียบ แต่ยังไม่ถึงเวลานำใช้ “ทางฝ่ายผู้เสียหายมีพยานหลักฐาน แต่มันจะถึงเวลาที่จะเอามาใช้หรือไม่แค่นั้น”

โทนเข้ามาเพราะคดีคืบหน้า มีหมายเรียก แจ้งข้อหา ร้อนตัวเลยประสานป๋อง ขอบคุณทางไลน์ด้วยซ้ำ กลัวหมายจับเสียชื่อเสียงในวงเซียนพระ

ซัดโทนรู้แก่ใจ อย่าเหลี่ยม!

บิ๊กเต่าซัดแรง “เขาดิ้นเข้ามา เขารู้ เขาทำอะไรไว้ ต้องรู้อยู่แก่ใจตัวเอง ไม่ต้องไปเหลี่ยม หรือไปชั้นเชิงกับผู้เสียหายหรอก” ชี้ให้เอาใจเขามาใส่ใจเรา เป็นพี่น้องกัน มาดามเก่งให้เครดิต 10 เดือน โทนมีทรัพย์โพสต์โซเชียล นาฬิกาหรู รถหรู ใช้อยู่ ทำไมไม่ชดใช้? เช็คจากวิทยาศาสตร์ใครครอบครอง

คดีนี้กลุ่มแรก 7 คน กลุ่มสอง 2 คน โทนอยู่ในกลุ่มสอง มีเซียนพระอีกคนทางเหนือล่าง ปั่นป่วนหนี้ 2-3 พันล้าน! เซียนพระหลายคนมีแผนหลอกลวง ยอดเสียหายรวม 2 พันล้านกับมาดามเก่ง และ 5 พันล้านกับคนอื่น ถ้ามีคนกลางเชื่อม จะดำเนินคดี

ผู้บช.ก.เรียกชี้แจงหมดแล้ว ตนยืนยันไม่ใช่ทวงหนี้ แต่ช่วยประชาชน สนช.มีแนวทางสอบถ้าถูกร้อง แต่อย่างโทน ใช้ข้อความเท็จ หมิ่นประมาท แต่ยังไม่ฟ้องเพราะ “แค่โจรกระจอก”

บิ๊กเต่าไม่กลัว เจอเรื่องแบบนี้บ่อย เป็นตำรวจต้องช่วยประชาชน โดยเฉพาะปฏิรูปวงการพระเครื่องที่ถูกเอาเปรียบ มีร้องเรียนฉ้อโกงทั่วประเทศ เซียนพระมีอิทธิพลเพราะเงิน ผู้บังคับบัญชาเข้าใจแน่

สรุปแล้ว “‘บิ๊กเต่า’ ซัดกลับ แค่ “โจรกระจอก” ยังไม่ตัดสินใจฟ้องกลับ” เป็นบทเรียนสำคัญให้วงการพระเครื่องต้องโปร่งใสมากขึ้น คุณคิดยังไงกับคดีนี้? คอมเมนต์ด้านล่างได้เลย และอย่าลืมติดตามข่าวอัปเดตเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – “บิ๊กเต่า” ซัดกลับ แค่ “โจรกระจอก” ยังไม่ตัดสินใจฟ้องกลับ

“โทน บางแค” ยันไม่เคยเบี้ยวหนี้ “มาดามเก่ง” แจงปมพระเครื่อง

“โทน บางแค” ยันไม่เคยเบี้ยวหนี้ “มาดามเก่ง” พร้อมแจงปมพระเครื่องค้ำประกัน กลายเป็นประเด็นร้อนในวงการเซียนพระและธุรกิจสินทรัพย์มูลค่าสูง ล่าสุดนายโทนทอง สุขแก่น หรือที่รู้จักกันในนาม โทน บางแค เซียนพระชื่อดัง ได้เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนที่ศูนย์รับแจ้งความกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงและแสดงความบริสุทธิ์ใจ หลังจากมีข่าวลือในโซเชียลมีเดียว่าอาจเกี่ยวข้องกับขบวนการฉ้อโกง

“โทน บางแค” ยันไม่เคยเบี้ยวหนี้ “มาดามเก่ง” พร้อมแจงปมพระเครื่องค้ำประกัน

ในวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 เวลา 10.30 น. นายโทนทอง สุขแก่น หรือ “โทน บางแค” ได้เข้าพบเจ้าหน้าที่พร้อมทนายความ นายเฉลิมชัย ศรียุภักดิ์ เพื่อรับทราบรายละเอียดคดี โดยยืนยันชัดเจนว่าไม่เคยมีพฤติกรรมหลบหนี และพร้อมสู้ในกระบวนการยุติธรรมเพื่อพิสูจน์ความจริง เรื่องนี้เริ่มจากปัญหาหนี้สินกับ “มาดามเก่ง” หรือ น.ส.ดรณ์ เทียนถาวรวงษ์ ซึ่งโทนยอมรับว่ามียอดหนี้จริงเริ่มต้นสูงถึง 800 ล้านบาท แต่ได้ทยอยชำระมาอย่างต่อเนื่องจนเหลือเพียง 300 ล้านบาทเศษ ในปัจจุบัน

“ผมปฏิบัติตามสัญญาทุกประการ ไม่มีเจตนาเบี้ยวหนี้เลย บางครั้งอาจล่าช้า 3-5 วันซึ่งเป็นเรื่องปกติในธุรกิจ” โทน บางแค กล่าว นอกจากนี้ยังชำระล่วงหน้าไปจนถึงปี 2570 ทั้งที่สัญญาจบปี 2573 สำหรับรถหรูและสินค้าแบรนด์เนมที่ถูกกล่าวถึง ยืนยันว่าเป็นการซื้อผ่อนชำระครบ ไม่ใช่หนี้ค้างหรือของกำนัล

ปมพระเครื่องค้ำประกันมูลค่ากว่า 400-500 ล้าน

ประเด็นสำคัญคือพระเครื่องที่นำไปค้ำประกันมูลค่ากว่า 400-500 ล้านบาท ซึ่งคู่กรณีอ้างว่าราคาไม่ตรงตามตกลง โทน บางแค ชี้แจงว่าราคาพระเครื่องผันผวนตามตลาดเหมือนหุ้น และในวันส่งมอบ เซียนพระสนิทของฝั่งเจ้าหนี้ เป็นผู้ประเมินเอง หากไม่ครอบคลุมหนี้ ทำไมถึงรับมอบตั้งแต่แรก? นี่เป็นจุดที่น่าสนใจสำหรับนักสะสมพระเครื่องทุกคน

นอกจากนี้ โทนยังเล่าถึงการเข้าพบ “บิ๊กเต่า” หรือ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ์ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. เมื่อ 17 เมษายน ที่ผ่านมา ซึ่งประสานผ่านคนใกล้ชิดเพื่ออธิบายปัญหา แต่กลับถูกดึงไปไกล่เกลี่ยหนี้ แทนที่จะเป็นการสอบถามตามเจตนา สุดท้ายโทนจึงแจ้งความดำเนินคดีกับ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ์ และพวกรวม 5 คน เพื่อปกป้องสิทธิ์ โดยย้ำว่าการไกล่เกลี่ยหนี้ควรอยู่ในชั้นศาลแพ่ง ไม่ใช่ห้องตำรวจ

  • ยอดหนี้เริ่มต้น: 800 ล้านบาท
  • ยอดหนี้ปัจจุบัน: 300 ล้านบาทเศษ
  • ชำระล่วงหน้า: ถึงปี 2570
  • พระเครื่องค้ำ: 400-500 ล้าน ราคาผันผวนตามตลาด
  • การแจ้งความ: ปกป้องสิทธิ์ตามกฎหมาย

กรณี “โทน บางแค” ยันไม่เคยเบี้ยวหนี้ “มาดามเก่ง” พร้อมแจงปมพระเครื่องค้ำประกัน นี้ สะท้อนปัญหาในวงการพระเครื่องที่มูลค่าขึ้นลงรวดเร็ว ผู้เล่นต้องระวังเรื่องการประเมินราคาและสัญญาชัดเจน นอกจากนี้ยังเป็นบทเรียนว่าการเข้าไปเกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่ต้องมีเจตนาบริสุทธิ์ใจ เพื่อหลีกเลี่ยงการตีความผิด

โทน บางแค ยังย้ำทิ้งท้ายว่ายังมุ่งทำมาหากินและชำระหนี้ครบตามกำหนด การเข้าพบตำรวจครั้งนี้เพื่อแสดงความโปร่งใส ไม่ใช่หลบหนีตามข่าวลือ ในมุมมองของผู้เขียน เรื่องนี้ควรให้ศาลตัดสินเพื่อความยุติธรรม และเป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับนักธุรกิจที่เผชิญข้อพิพาท หากคุณสนใจข่าวพระเครื่องหรือคดีดัง ติดตามบล็อกนี้เพื่ออัปเดตล่าสุด และแสดงความเห็นในคอมเมนต์ว่าคุณมองกรณีนี้อย่างไร?

ที่มา – “โทน บางแค” ยันไม่เคยเบี้ยวหนี้ “มาดามเก่ง” พร้อมแจงปมพระเครื่องค้ำประกัน

“มาดามเก่ง” แจงยิบวันเจรจา ไม่ข่มขู่

วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนที่กำลังเป็นกระแสในโซเชียล “มาดามเก่ง” หรือ น.ส.ดรณ์ เทียนถาวรวงษ์ ออกมาแถลงชี้แจงแบบยิบย่อย เกี่ยวกับวันเจรจาที่ถูกกล่าวหาว่ามีการข่มขู่ โดยยืนยันชัดเจนว่ามาดามเก่ง แจงยิบวันเจรจา ไม่มีการข่มขู่ แน่นอน พร้อมทั้งขอโทษ “บิ๊กเต่า” พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. ที่ทำให้เดือดร้อนจากเรื่องนี้ เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดจากความขัดแย้งเรื่องหนี้สินกับ “โทน บางแค” หรือ นายโทนทอง สุขแก่น ที่มาดามเก่งอ้างว่าถูกโกงเงินไปกว่า 300 ล้านบาท

มาดามเก่ง แจงยิบวันเจรจา ไม่มีการข่มขู่

ที่กองบังคับการปราบปราม เมื่อวันที่ 6 พ.ค. 2569 มาดามเก่งเดินทางมาพร้อมทนายโต หรือ นายเชษฐพล โกวิทวาณิชย์ และนายอุ๊ กรุงสยาม เพื่อนสนิท เพื่อชี้แจงกรณีที่โทน บางแค แจ้งความที่ สน.พหลโยธิน กล่าวหาว่ามีการข่มขู่ในวันที่ 17 เมษายน 2569 มาดามเก่งเริ่มด้วยการขอโทษบิ๊กเต่าทันที “กราบขอโทษ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ที่ทำให้เดือดร้อน รู้สึกเสียใจมาก ไม่ยุติธรรมเลย” และสาบานต่อหน้าฝนตกพรำว่า “บิ๊กเต่าไม่เคยรับเงินแม้แต่บาทเดียว” พร้อมฝากถึงโทนว่าอยากให้เคลียร์กันได้ เพราะความจริงมีเพียงหนึ่งเดียว

มาดามเก่ง แจงยิบวันเจรจา ไม่มีการข่มขู่ พร้อมขอโทษบิ๊กเต่า

ไทม์ไลน์จุดเริ่มต้นความขัดแย้ง

มาดามเก่งเล่าไทม์ไลน์ยาวเหยียดตั้งแต่ปี 2565 เริ่มจากขายรถเบนซ์ Bentley ราคา 18 ล้านบาท ผ่านคนกลางเซียนพระชื่อนายอรรณพ ที่แนะนำโทน บางแค ซึ่งอ้างเป็นเซียนรถหรู จ่ายเช็ค 10 ใบ เงื่อนไขจ่ายทีหลัง 10 เดือน แต่เช็คเด้งบางใบ ตามด้วยซื้อขายแบรนด์เนมต่อเนื่อง

  • ยืมเงิน 100 ล้าน: โทนขอยืมทำธุรกิจกล้องส่องพระ 1,000 ตัว ต้นทุน 2,600 บาท ขาย 17,000 บาท ค้ำประกันตึกมูลค่า 100 ล้าน แต่จริงๆ 60 ล้าน สัญญาจดจำนองชัดเจน สุดท้ายแบ่งกล้อง 300 ตัวในราคาถูกลง
  • เงินก้อนใหญ่: รวม 120 ล้าน และ 180 ล้าน มีเช็คผ่อน แต่เด้งหมด พระเครื่อง 152 องค์ที่โทนให้ค้ำ อ้าง 400-500 ล้าน แต่ตีราคาได้แค่ 35-40 ล้าน
  • ผลกระทบ: มาดามเก่งเครียดจนป่วยซึมเศร้า มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 600 ล้าน ชดใช้บางส่วนเหลือ 300 ล้าน
ไทม์ไลน์มาดามเก่ง แจงยิบวันเจรจา ถูกโกงร้อยล้าน

วันที่ 14 ม.ค. 2569 ทีมทนายแจ้งความที่ บก.ป. แต่คดีไม่คืบ โทนพยายามนัดเจรจาผ่านเซียนพระหลายครั้ง จนถึงวันที่ 17 เม.ย. 2569 ที่อาคารพิทักษ์รักษ์สันติ

บรรยากาศวันเจรจา: ไม่มีข่มขู่จริงๆ

มาดามเก่งยืนยัน โทนเป็นฝ่ายขอนัดผ่านเซียนพระ มี 8 คนในห้อง: มาดามเก่ง, บิ๊กเต่า, โทน, ทนายทั้งสองฝั่ง, เลขา, อัยการ บรรยากาศสงบ บิ๊กเต่าพูดว่า “โทน พี่งานยุ่งมาก พี่ป๋องฝากมา อะไรเคลียร์ได้ก็เคลียร์ จะได้ไม่ต้องแจ้งความ” โทนบอกจะรวบรวมทรัพย์นัดรอบ 2 วันที่ 24 เม.ย. แต่ส่งทนายมาแทน สุดท้ายโทนไปแจ้งความ 5 คนรวมมาดามเก่งและบิ๊กเต่า ที่ สน.พหลโยธิน, สตช., อัยการสูงสุด

วันเจรจา มาดามเก่ง แจงยิบ ไม่มีการข่มขู่

ทนายโตเผยขบวนการ 7 คน กำลังสืบเส้นเงิน อัยการที่ถูกแจ้งเป็นญาติ work from home ให้คำปรึกษากฎหมายเท่านั้น นายอุ๊ เซียนพระยืนยันเห็นทุกขั้นตอน ยกเว้นวันเจรจา บางคนเคลียร์หนี้แล้ว

ทนายโตและมาดามเก่ง ชี้แจงกรณีโทนบางแค

สุดท้าย มาดามเก่งน้ำตาคลอ “โดนโกงร้อยล้าน แจ้งความกลับ จะไม่ร้องไห้ก็เก่งแล้ว” เรื่องนี้สอนให้รู้ว่าการทำธุรกิจต้องระวังคนใกล้ตัว คิดเป็นบทเรียนราคาแพง

คุณคิดอย่างไรกับดราม่านี้? ใครผิดใครถูก คอมเมนต์บอกกันได้เลย หรือแชร์ประสบการณ์โดนโกงมาคุยกัน ติดตามข่าวอัปเดตเพิ่มเติมได้ที่บล็อกเรา!

ที่มา – “มาดามเก่ง” แจงยิบวันเจรจา ไม่มีการข่มขู่ พร้อมขอโทษทำ “บิ๊กเต่า” เดือดร้อน

บิ๊กเต่า ฟาดกลับ โทนบางแค หนังคนละม้วน

วันนี้เรามาพูดถึงดราม่าร้อนแรงในวงการพระเครื่องกันครับ บิ๊กเต่า ฟาดกลับ โทนบางแค หลังจากที่เซียนพระดังอย่างโทนบางแค ออกมาโจมตี เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นใหญ่ที่ชาวเน็ตให้ความสนใจอย่างล้นหลาม โดยเฉพาะประเด็นค่าคอมมิชชั่น 30% และขบวนการเวียนพระเครื่องที่สร้างความเสียหายมหาศาลกว่า 5,000 ล้านบาท!

บิ๊กเต่า ฟาดกลับ โทนบางแค ยันหนังคนละม้วน

พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว หรือที่รู้จักกันในชื่อ บิ๊กเต่า รอง ผบช.ก. ได้ออกมาแถลงชี้แจงอย่างหนักแน่น เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 ที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง โดยยืนยันชัดเจนว่าเรื่องที่โทนบางแคกล่าวหาว่าได้รับค่าคอมมิชชั่น 30% จากการทวงหนี้ ไม่เป็นความจริงเลยสักนิด “เป็นหนังคนละม้วน” บิ๊กเต่าย้ำหนัก และยังแฉขบวนการโกงพระเครื่องที่ซับซ้อนของกลุ่มเซียนพระ 9 คนรวมถึงโทนบางแค

บิ๊กเต่าบอกว่าตนเองถูกโทนทำหนังสือร้องเรียนไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ อ้างว่าถูกข่มขู่กดดันให้ชำระหนี้ แต่จริงๆ แล้ว บิ๊กเต่าเป็นแค่คนกลางไกล่เกลี่ยตามคำขอของโทนเอง ไม่ได้เรียกตัวมา และไม่เคยขู่บังคับแต่อย่างใด คำพูดที่ว่า “ถ้าไม่พร้อมคุยก็กลับได้เลย” ก็เพื่อให้การเจรจาเป็นไปด้วยความสมัครใจเท่านั้น

ขบวนการเวียนพระเครื่องของโทนบางแคและพรรคพวก

ที่มาของเรื่องทั้งหมดเริ่มตั้งแต่ต้นปี 2568 เมื่อ น.ส.ดรณ์ เทียนถาวรวงษ์ หรือไฮโซเก่ง ผู้เสียหายหลัก ได้มาร้องขอความช่วยเหลือจากตำรวจ ถูกกลุ่มเซียนพระ 9 คน รวมนายโทน บางแค ฉ้อโกงหลอกขายพระเครื่อง มูลค่าความเสียหายกว่า 2,000 ล้านบาทจากเคสนี้ และรวมทุกเคสเกิน 5,000 ล้านบาท!

วิธีการโกงสุดแย่แบบนี้คือ:

  • กลุ่มแรกทำทีมาขอเช่าพระเครื่องราคา 10 ล้านบาท จ่ายเช็คค้ำประกัน แล้วเอาเครื่องไป
  • จากนั้นกลุ่มที่สอง (พรรคพวกกันเอง) มาขอเช่าราคาสูงกว่า จ่ายเช็คใหม่
  • แกล้งทะเลาะกันต่อหน้าผู้เสียหาย แล้วบอกว่าพระถูกจำนำไป 20 ล้าน ให้ผู้เสียหายไปไถ่คืนด่วน มิฉะนั้นจะถูกยึด
  • สุดท้ายเช็คเด้ง พระหาย ผู้เสียหายขาดทุนยับ

พนักงานสอบสวน กก.2 บก.ป. ได้แจ้งข้อหา ร่วมกันฉ้อโกง ไปแล้ว 3 คน รวมโทนบางแค และจับตาคนอื่นๆ อีก ส่วนวันพรุ่งนี้ (6 พ.ค.) ผู้เสียหายจะตั้งโต๊ะแถลงเอง คาดว่าจะมีหลักฐานเพียบ!

การเจรจาครั้งที่ 1 และ 2 ล้มเหลว

วันที่ 17 เม.ย. โทนประสานบิ๊กเต่าเองเพื่อเจรจา แต่ไม่จบเพราะโทนอ้างไม่มีทรัพย์สิน สวนกลับว่าตรวจพบทรัพย์โทนกว่า 60 ล้านบาท! ครั้งที่ 2 วันที่ 24 เม.ย. ทนายโทนเอากระเป๋าแบรนด์เนม 5-6 ใบกับทะเบียนรถหรูมา แต่ราคาต่ำกว่าเช็คค้ำประกันมาก การเจรจาจึงล้มอีก

บิ๊กเต่ายังฝากประชาชนว่า ถ้าเจอเซียนพระกลุ่มนี้ “ตีเซียนพระก่อน” เพราะเป็นเซียนกระดาษเปล่า มีหลักฐานไม่ตรงกับที่โทนเล่าเพียบ แต่ยังไม่เปิดเผยทั้งหมดเพื่อความเป็นกลาง รอผู้เสียหายแถลงพรุ่งนี้

กรณี บิ๊กเต่า ฟาดกลับ โทนบางแค นี้ สะท้อนปัญหาในวงการพระเครื่องที่เต็มไปด้วยมิจฉาชีพ ประชาชนควรตรวจสอบให้ดีก่อนลงทุน ใช้แอปประเมินพระหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญจริงๆ อย่าให้หลงกลขบวนการเวียนพระแบบนี้นะครับ

คุณคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้? แชร์ประสบการณ์ถูกโกงพระเครื่องในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือติดตามข่าวอัปเดตจากผู้เสียหายพรุ่งนี้ได้เลย! การตื่นตัวจะช่วยป้องกันตัวเองและคนอื่นๆ จากมิจฉาชีพได้

ที่มา – บิ๊กเต่า ฟาดกลับ โทนบางแค หนังคนละม้วน ยันไม่ได้ค่าคอมมิชชั่น 30% แฉขบวนการเวียนพระ

“โทน บางแค” แจงแจ้งความเอาผิด “บิ๊กเต่า” อ้างโดนข่มขู่

ในกรณีร้อน “โทน บางแค” แจงแจ้งความเอาผิด “บิ๊กเต่า” อ้างโดนข่มขู่ เร่งให้ชำระหนี้ที่กลายเป็นประเด็นใหญ่ในวงการพระเครื่องและสังคมออนไลน์ ล่าสุดเซียนพระชื่อดัง โทน บางแค หรือนายโทนทอง สุขแก่น ได้เปิดใจหลังจากถูกสอบปากคำนานกว่า 3 ชั่วโมงที่สน.พหลโยธิน ยืนยันว่าจะดำเนินคดีให้ถึงที่สุดกับ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผบช.ก. หรือที่รู้จักในชื่อ “บิ๊กเต่า” ในข้อหาเป็นเจ้าหน้าที่รัฐข่มขู่ทวงหนี้ที่ไม่ใช่ของตนเอง

“โทน บางแค” แจงแจ้งความเอาผิด “บิ๊กเต่า” อ้างโดนข่มขู่ เร่งให้ชำระหนี้

เหตุการณ์เริ่มต้นเมื่อวันที่ 17 เม.ย.ที่ผ่านมา โทน บางแค ได้รับการประสานงานจากบุคคลที่เกี่ยวข้องอย่าง “ป๋อง สุพรรณ” ให้ไปชี้แจงเรื่องหนี้สินที่สำนักงานชั้น 27 ของ บช.ก. แต่กลับถูก พล.ต.ต.จรูญเกียรติ พูดจาในลักษณะข่มขู่ เช่น “จะคุยหรือเปล่า ถ้าไม่คุยเดินออกไป” ทำให้โทนรู้สึกไม่สบายใจและสงสัยว่าการกระทำดังกล่าวเข้าข่ายผิดกฎหมาย พ.ร.บ.การทวงถามหนี้ พ.ศ.2558 หรือไม่

หลังจากนั้น โทน บางแค ได้เดินทางเข้าแจ้งความเมื่อวันที่ 5 พ.ค. 69 ที่สน.พหลโยธิน โดยมีทนายความและเอกสารหลักฐานครบถ้วน นอกจากบิ๊กเต่าแล้ว ยังแจ้งความกลุ่มบุคคลที่สนับสนุนการกระทำผิดด้วย แต่ยังไม่เปิดเผยรายชื่อเพราะอยู่ในสำนวนคดี โทนยืนยันว่าไม่มีใบสั่งจากใคร และพร้อมสาบานที่วัดพระแก้วหรือวัดใดก็ได้เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์

สาเหตุหนี้สินและการหมุนเวียนธุรกิจพระเครื่อง

โทน บางแค ยอมรับว่ามีหนี้กับเจ้าหนี้รายดังกล่าวจริง 2 สัญญา มูลค่าหลักร้อยล้านบาท แต่ได้ชำระล่วงหน้าถึงปี 2570 พร้อมค้ำประกันด้วยพระเครื่อง ตึกแถว และเช็คล่วงหน้า สาเหตุที่หนี้เยอะมาจากการหมุนเวียนทุนในธุรกิจพระเครื่อง ซึ่งบางครั้งพระบางองค์ขายไม่ออกหรือได้กำไรน้อย เป็นเรื่องปกติของนักธุรกิจที่ทำมานานกว่า 30 ปี

โทนปฏิเสธข่าวลือเรื่องฉ้อโกงหรือเช็คเด้ง ยืนยันว่าชำระหนี้ปกติ สามารถตรวจสอบเครดิตบูโรได้ มีหนี้ธนาคาร 2-3 แห่งและหนี้เอกชนรายเดียว หากมีปัญหาเช็คเด้งจะถูกฟ้องอาญาไปแล้ว แต่ส่วนใหญ่เคลียร์ได้ โทนยังเคยถูกฉ้อโกงเองและไล่ฟ้องตามกฎหมาย

  • ชำระหนี้ล่วงหน้าถึงปี 2570
  • ค้ำประกันด้วยทรัพย์สินจริง
  • ธุรกิจพระเครื่องต้องหมุนทุนบ่อย
  • ไม่มีประวัติผิดสัญญา

การพิสูจน์ตัวเองและคำขอโทษป๋อง สุพรรณ

โทนไม่กังวลเรื่องหมายจับหรือคดีที่อาจเกิดขึ้น มั่นใจในความบริสุทธิ์และจะใช้สิทธิประกันตัวหากจำเป็น เรื่องขายพระปลอมก็ปฏิเสธ ขายแต่พระแท้เพื่อชื่อเสียงยั่งยืน แม้กำไรน้อย ยอมรับบริหารเงินผิดพลาดบ้างแต่จะพิสูจน์ได้ด้วยความจริง

โทนยังยกมือไหว้ขอโทษ “ป๋อง สุพรรณ” ผ่านสื่อ ว่าไม่มีเจตนาทำให้รุ่นพี่ลำบากใจ ยังเคารพเหมือนเดิม หลังสอบปากคำ โทนจะไปยื่นอัยการสูงสุดตรวจสอบบุคคลอ้างเป็นพนักงานอัยการที่เกี่ยวข้อง

กรณี “โทน บางแค” แจงแจ้งความเอาผิด “บิ๊กเต่า” อ้างโดนข่มขู่ เร่งให้ชำระหนี้นี้ สะท้อนปัญหาการทวงหนี้ที่อาจเกินขอบเขต โดยเฉพาะเมื่อเกี่ยวข้องเจ้าหน้าที่รัฐ เราเห็นความสำคัญของกระบวนการกฎหมายที่โปร่งใส โทนย้ำว่าเงินอำนาจซื้อข่าวได้แต่ซื้อความจริงไม่ได้

คุณคิดอย่างไรกับดราม่าครั้งนี้? มันเป็นบทเรียนให้ธุรกิจพระเครื่องหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และติดตามอัปเดตข่าวสารล่าสุดได้ที่นี่!

ที่มา – “โทน บางแค” แจงแจ้งความเอาผิด “บิ๊กเต่า” อ้างโดนข่มขู่ เร่งให้ชำระหนี้

“บอย ท่าพระจันทร์” ประกาศชัด ไม่ใช่เซียนพระ บ. ชำเราเด็ก

บอย ท่าพระจันทร์ ประกาศชัด ยันไม่ใช่เซียนพระดัง บ. กระทำชำเราเด็ก 4 ขวบ เป็นประเด็นร้อนที่ชาวเน็ตให้ความสนใจอย่างมากในช่วงนี้ หลังจากมีข่าวลือหนาหูเกี่ยวกับเซียนพระชื่อดังที่ถูกโยงเข้ากับคดีร้ายแรง แต่เจ้าตัวรีบออกมาเคลียร์ให้ฟังชัดเจนว่าไม่ใช่ตัวเอง แฟนคลับและผู้ติดตามต่างแห่กันให้กำลังใจอย่างล้นหลาม

บอย ท่าพระจันทร์ ประกาศชัด ยันไม่ใช่เซียนพระดัง บ. กระทำชำเราเด็ก 4 ขวบ

เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 23 มี.ค. 2569 แฟนเพจ Survive – สายไหมต้องรอด ได้โพสต์ข้อความสุดสะเทือนใจว่า “ลือ! ตำรวจเตรียมออกหมายจับ เซียนพระดัง ชื่อย่อ บ บ่ายวันนี้! หลังแม่เด็ก 4 ขวบเข้าแจ้งความลูกถูกกระทำชำเรา” ข่าวนี้แพร่กระจายอย่างรวดเร็ว ทำให้หลายคนนึกถึง “บอย ท่าพระจันทร์” เซียนพระชื่อดังที่มีผู้ติดตามในเฟซบุ๊กมากกว่า 1.8 ล้านคน

บอย ท่าพระจันทร์ เป็นที่รู้จักในวงการพระเครื่องและเครื่องรางของไทย เขามีชื่อเสียงจากการรีวิวพระเครื่องคุณภาพสูง คอลเลกชันหายาก และไลฟ์สไตล์ที่เป็นกันเอง ทำให้มีแฟนคลับเหนียวแน่น แต่ครั้งนี้ข่าวลือทำให้ภาพลักษณ์ของเขาถูกสั่นคลอนชั่วคราว

บอย ท่าพระจันทร์ ออกคลิปเคลียร์ ยันไม่รู้เรื่องเซียนพระ บ. ใบไม้

ไม่นาน “บอย ท่าพระจันทร์” ก็รีบโพสต์คลิปวิดีโอและข้อความชี้แจงทันที โดยระบุชัดเจนว่า “เซียนพระ บ ใบไม้ ที่เป็นข่าวใหญ่ ไม่ใช่ผม และผมไม่รู้เรื่องอะไรทั้งสิ้น” การประกาศครั้งนี้ทำให้แฟนๆ โล่งใจ และรีบแชร์คลิปเพื่อช่วยกันสาดความจริงออกไป ปัจจุบันคลิปดังกล่าวมียอดวิวและคอมเมนต์ให้กำลังใจพุ่งสูง

นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลจากแฟนเพจ Survive – สายไหมต้องรอด และ บอย ท่าพระจันทร์ ที่ช่วยยืนยันข้อเท็จจริง ทำให้ข่าวลือค่อยๆ จางลง

ผลกระทบจากข่าวลือ และบทเรียนที่ได้

ในยุคโซเชียลมีเดีย ข่าวลือแพร่กระจายเร็วกว่าปลิว ตัวอย่างเช่นกรณีนี้ แค่ชื่อย่อ “บ.” ก็ทำให้คนดังถูกโยงเข้าไปได้ง่ายๆ ส่งผลกระทบต่อชื่อเสียง ธุรกิจ และครอบครัว บอย ท่าพระจันทร์ ประกาศชัด ยันไม่ใช่เซียนพระดัง บ. กระทำชำเราเด็ก 4 ขวบ ถือเป็นการตอบโต้ที่รวดเร็วและชาญฉลาด

  • ข้อเท็จจริง 1: เซียนพระในข่าวคือ “บ ใบไม้” ไม่ใช่บอย ท่าพระจันทร์
  • ข้อเท็จจริง 2: บอยมีผู้ติดตาม 1.8 ล้านคน ยืนยันตัวตนชัดเจน
  • ข้อเท็จจริง 3: แฟนคลับแห่คอมเมนต์ให้กำลังใจกว่า 10,000 แชร์
  • ข้อเท็จจริง 4: ตำรวจยังไม่ยืนยันตัวผู้ต้องหา

ผู้เชี่ยวชาญด้านสื่อเตือนว่า ควรตรวจสอบข้อมูลก่อนแชร์ เพื่อป้องกันการ diffamation ที่อาจนำไปสู่คดีความ

สุดท้ายนี้ อยากชวนทุกคนคิดก่อนแชร์ ถ้าคุณเป็นบอย ท่าพระจันทร์ ประกาศชัด ยันไม่ใช่เซียนพระดัง บ. กระทำชำเราเด็ก 4 ขวบ คุณอยากให้ใครเชื่อข่าวลือหรือความจริง? แชร์บทความนี้เพื่อช่วยเผยแพร่ความจริง และติดตามอัปเดตข่าวสารจากเราเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

จากมุมมองของเรา การเคลียร์ตัวเองอย่างโปร่งใสแบบนี้คือกุญแจสู่การรักษาภาพลักษณ์ในยุคดิจิทัล

ที่มา – “บอย ท่าพระจันทร์” ประกาศชัด ยันไม่ใช่เซียนพระดัง บ. กระทำชำเราเด็ก 4 ขวบ

รวบแล้ว! “เซียนพระ” ต้องสงสัย ฆ่าสาวถ่วงน้ำ

ตำรวจสืบสวนภาค 7 รวบตัว “เซียนพระ” ผู้ต้องสงสัยในคดีฆ่าถ่วงน้ำในพื้นที่จังหวัดนครปฐมได้แล้ว หลังจากที่ผู้ต้องสงสัยขับรถเก๋งแหกโค้งลงไร่อ้อยในอำเภอเลาขวัญ จังหวัดกาญจนบุรี ขณะนี้อยู่ระหว่างการควบคุมตัวเพื่อสอบสวนและดำเนินคดีตามกฎหมาย

เหตุการณ์เริ่มต้นเมื่อเวลา 04.20 น. ของวันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 บนถนนเส้นทางติดต่อระหว่างบ้านหนองม่วง หมู่ 4 ตำบลหนองโสน อำเภอเลาขวัญ จังหวัดกาญจนบุรี กับบ้านหนองงิ้วโล้ง หมู่ 9 ชาวบ้านที่กำลังหาปลาอยู่ในบริเวณนั้นสังเกตเห็นรถยนต์คันหนึ่งขับมาด้วยความเร็วสูง ก่อนที่จะเสียหลักแหกโค้งพุ่งลงข้างทาง บริเวณทางโค้งหักศอก รถยนต์คันดังกล่าวพุ่งเข้าไปในดงอ้อย จากนั้นชายคนขับได้เดินออกมาจากรถด้วยท่าทางคล้ายได้รับบาดเจ็บ ก่อนที่จะเดินขึ้นถนนและหายตัวเข้าไปในดงอ้อยข้างทาง

ชาวบ้านที่เห็นเหตุการณ์รีบแจ้งตำรวจ สภ.เลาขวัญ ผู้นำหมู่บ้าน และฝ่ายปกครองให้เข้ามาตรวจสอบพื้นที่ ต่อมาในโลกโซเชียลมีเดียได้มีการแชร์ภาพของนายศุภโชค ซึ่งเป็น “เซียนพระ” รายหนึ่ง ซึ่งตกเป็นผู้ต้องสงสัยในคดีฆ่าสาวมัดเสาปูนถ่วงน้ำในพื้นที่บางเลน จังหวัดนครปฐม โดยมีเบาะแสว่านายศุภโชคหลบหนีเข้ามาซ่อนตัวอยู่ในพื้นที่หมู่ 9 อำเภอเลาขวัญ ทำให้ชาวบ้านในพื้นที่ต้องเพิ่มความระมัดระวัง เนื่องจากไม่ทราบว่าผู้ต้องสงสัยมีอาวุธปืนหรือไม่

รวบแล้ว! “เซียนพระ” ต้องสงสัย ฆ่าสาวถ่วงน้ำ

ต่อมาในเวลา 10.30 น. นายภุชงค์ บุญมาก ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 9 ตำบลหนองปลิง ได้ยินเสียงคนไอคล้ายคนเจ็บหน้าอก จึงตามเสียงไปดูและพบนายศุภโชค “เซียนพระ” ผู้ต้องสงสัยในคดีฆ่าสาวมัดเสาปูนถ่วงน้ำที่บางเลน จังหวัดนครปฐม หลบซ่อนตัวอยู่ในดงอ้อย ห่างจากรถยนต์ที่เกิดเหตุประมาณ 800 เมตร ขณะที่เจ้าหน้าที่เข้าควบคุมตัว นายศุภโชคพยายามที่จะหลบหนี แต่เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมตัวไว้ได้ในที่สุด จากนั้นจึงนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรเลาขวัญ ก่อนที่จะควบคุมตัวกลับไปยัง สภ.บางเลน จังหวัดนครปฐม ซึ่งเป็นพื้นที่เกิดเหตุ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ทำไมคดี “เซียนพระ” ฆ่าสาวถ่วงน้ำถึงเป็นที่สนใจ?

คดีนี้ได้รับความสนใจจากประชาชนเป็นอย่างมาก เนื่องจากมีความรุนแรงและเกี่ยวข้องกับบุคคลที่ถูกมองว่าเป็นผู้มีชื่อเสียงในวงการพระเครื่อง การที่ “เซียนพระ” ตกเป็นผู้ต้องสงสัยในคดีฆาตกรรมโหดเหี้ยมเช่นนี้ ย่อมสร้างความตกตะลึงและสะเทือนใจให้กับสังคม

นอกจากนี้ การที่ผู้ต้องสงสัยพยายามหลบหนีและไปจนมุมในไร่อ้อยยังเป็นที่พูดถึงในวงกว้างอีกด้วย เรื่องราวการหลบหนีที่น่าตื่นเต้นและการติดตามจับกุมตัวผู้ต้องหา ทำให้ประชาชนติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด

คดีนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่า แม้แต่บุคคลที่มีชื่อเสียงหรือได้รับการยอมรับในสังคม ก็อาจก่ออาชญากรรมได้ ดังนั้น การบังคับใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียมกันจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อสร้างความยุติธรรมและรักษาความสงบเรียบร้อยในสังคม

การที่ตำรวจสามารถจับกุมผู้ต้องสงสัยได้อย่างรวดเร็ว ถือเป็นผลงานที่น่าชื่นชม และแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพในการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ การดำเนินคดีอย่างโปร่งใสและเป็นธรรมจะเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

คดีนี้ยังแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการมีสติและความระมัดระวังในการใช้ชีวิต การตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมอาจเกิดขึ้นได้กับทุกคน ดังนั้น การป้องกันตัวเองและดูแลความปลอดภัยของตนเองและคนรอบข้างจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรละเลย

การที่สังคมให้ความสนใจกับคดีนี้ แสดงให้เห็นว่าประชาชนยังคงให้ความสำคัญกับความยุติธรรมและความปลอดภัยในสังคม การติดตามข่าวสารและร่วมกันตรวจสอบการทำงานของเจ้าหน้าที่ จะเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างสังคมที่น่าอยู่และปลอดภัยสำหรับทุกคน

ที่มา – รวบแล้ว “เซียนพระ” ต้องสงสัย ฆ่าสาวถ่วงน้ำ หลังซิ่งเก๋งแหกโค้ง ลงไร่อ้อย

Scroll to top