เดลซี โรดริเกซ

ดับทะลุ 5,000 ศพ เหยื่อแผ่นดินไหวเวเนซุเอลา IMF อนุมัติเงินช่วยเหลือ

เหตุการณ์ภัยพิบัติครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นในประเทศเวเนซุเอลาขณะนี้ ถือเป็นข่าวเศร้าที่คนทั่วโลกต่างร่วมแสดงความเสียใจ โดยล่าสุดรายงานระบุว่า ดับทะลุ 5,000 ศพ เหยื่อแผ่นดินไหวเวเนซุเอลา IMF อนุมัติเงินช่วยเหลือ จำนวน 346 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเร่งด่วนให้กับผู้ประสบภัยจากเหตุแผ่นดินไหวครั้งรุนแรง 2 ครั้งซ้อนที่ถล่มชายฝั่งแคริบเบียนเมื่อเดือนที่ผ่านมา

สถานการณ์ล่าสุด: ดับทะลุ 5,000 ศพ เหยื่อแผ่นดินไหวเวเนซุเอลา IMF อนุมัติเงินช่วยเหลือ

จากการเปิดเผยของนายฮอร์เก โรดริเกซ ประธานสมัชชาแห่งชาติ ยอดรวมผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวขนาด 7.2 และ 7.5 ได้พุ่งสูงถึง 5,069 ศพ โดยรัฐลาไกวราเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด อาคารบ้านเรือนพังทลายเป็นจำนวนมาก อีกทั้งยังมีผู้บาดเจ็บกว่า 16,740 ราย ท่ามกลางความพยายามของเจ้าหน้าที่กู้ภัยที่ยังคงเร่งค้นหาผู้รอดชีวิตใต้ซากปรักหักพังอย่างสุดกำลัง

ผลกระทบและเงินเยียวยาจาก IMF

นอกจากตัวเลขความสูญเสียที่น่าตกใจแล้ว ประชาชนกว่า 20,000 คนยังต้องกลายเป็นผู้พลัดถิ่น ต้องอาศัยอยู่ในศูนย์พักพิงชั่วคราวที่ขาดแคลนสิ่งของจำเป็น ทางด้านนางคริสตินา จอร์เจียวา จากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) จึงได้ตัดสินใจอนุมัติเงินช่วยเหลือฉุกเฉิน ซึ่งเป็นเงินจากส่วนแบ่งทุนสำรองของเวเนซุเอลาเอง เพื่อนำมาเยียวยาชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในยามวิกฤตนี้

  • ยอดผู้เสียชีวิตรวม: 5,069 ราย
  • ผู้ได้รับบาดเจ็บ: 16,740 ราย
  • อาฟเตอร์ช็อกที่ตรวจพบ: มากกว่า 1,300 ครั้ง
  • ผู้ไร้ที่อยู่อาศัย: ประมาณ 20,000 คน

อย่างไรก็ตาม กระแสความไม่พอใจของประชาชนต่อการรับมือของรัฐบาลยังคงมีอยู่ เนื่องจากหลายฝ่ายมองว่าการตอบสนองต่อเหตุการณ์ล่าช้าเกินไปในหลายจุด ซึ่งรัฐบาลจำเป็นต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นและจัดการทรัพยากรให้ถึงมือผู้ประสบภัยอย่างรวดเร็วที่สุด การสูญเสียครั้งนี้ถือเป็นบทเรียนราคาแพงในการวางระบบป้องกันภัยพิบัติของประเทศ แม้เรื่อง ดับทะลุ 5,000 ศพ เหยื่อแผ่นดินไหวเวเนซุเอลา IMF อนุมัติเงินช่วยเหลือ จะเป็นการช่วยประคองสถานการณ์ในระยะสั้น แต่การฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานและเยียวยาจิตใจผู้สูญเสียยังคงเป็นงานหนักในระยะยาวที่ประชาคมโลกต้องจับตามองต่อไป

ที่มา – ดับทะลุ 5,000 ศพ เหยื่อแผ่นดินไหวเวเนซุเอลา IMF อนุมัติเงินช่วยเหลือ

ดับพุ่ง 164 ศพ แผ่นดินไหวเวเนซุเอลา อาคารถล่มนับร้อยแห่ง

เชื่อว่าหลายคนคงได้ติดตามข่าวสะเทือนใจจากต่างประเทศในช่วงนี้ โดยเฉพาะเหตุการณ์ภัยพิบัติครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นในประเทศเวเนซุเอลา จากรายงานข่าวล่าสุดพบว่า ดับพุ่ง 164 ศพ แผ่นดินไหวเวเนซุเอลา อาคารถล่มนับร้อยแห่ง ซึ่งถือเป็นโศกนาฏกรรมที่สร้างความสูญเสียอย่างประเมินค่าไม่ได้ให้กับพี่น้องชาวเวเนซุเอลาอย่างมหาศาล

สถานการณ์วิกฤต: ดับพุ่ง 164 ศพ แผ่นดินไหวเวเนซุเอลา อาคารถล่มนับร้อยแห่ง

เหตุการณ์เริ่มต้นจากการเกิดแผ่นดินไหวรุนแรง 2 ครั้งซ้อน โดยครั้งแรกมีขนาด 7.2 และตามมาด้วยขนาด 7.5 ในเวลาห่างกันเพียงไม่กี่วินาที แรงสั่นสะเทือนมหาศาลนี้ส่งผลโดยตรงต่อกรุงการากัสและพื้นที่โดยรอบ ทำให้มีผู้บาดเจ็บกว่า 900 คน และตัวเลขยอดผู้เสียชีวิตก็ยังคงมีโอกาสสูงขึ้นเรื่อยๆ ท่ามกลางความพยายามของทีมกู้ภัย

ผลกระทบที่น่ากลัวและการประเมินความเสียหาย

นอกจากตัวเลขที่ระบุว่า ดับพุ่ง 164 ศพ แผ่นดินไหวเวเนซุเอลา อาคารถล่มนับร้อยแห่ง แล้ว ยังมีรายงานว่าอาคารบ้านเรือนพังทลายลงมาจำนวนมาก โดยเฉพาะในเมืองลาไกวราที่เป็นจุดศูนย์กลางของความเสียหายหนัก ความน่ากังวลใจคือการที่เจ้าหน้าที่กู้ภัยยังคงต้องเร่งมือแข่งกับเวลาเพื่อเข้าถึงร่างของผู้ที่อาจจะยังติดอยู่ใต้ซากปรักหักพัง

สาเหตุที่สถานการณ์ดูรุนแรงเป็นพิเศษเนื่องจาก:

  • แผ่นดินไหวเกิดขึ้นในขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่กำลังพักผ่อนภายในที่พักอาศัย
  • โครงสร้างอาคารบางแห่งอาจไม่รองรับแรงสั่นสะเทือนระดับสูง
  • พื้นที่ได้รับผลกระทบเป็นวงกว้าง ทำให้การเข้าถึงความช่วยเหลือทำได้ยากลำบาก

ในขณะที่หลายประเทศเริ่มส่งความช่วยเหลือเข้ามาสนับสนุน ทั้งหน่วยงานจากสหประชาชาติ จีน และอินเดีย ต่างเร่งระดมสรรพกำลังเข้าช่วยเหลือในพื้นที่วิกฤต แต่ก็น่าเศร้าใจที่ USGS คาดการณ์ว่ายอดผู้สูญเสียจริงอาจพุ่งสูงขึ้นถึงหลักพันหรืออาจทะลุหนึ่งหมื่นคนเลยทีเดียว ซึ่งนับเป็นช่วงเวลาแห่งความมืดมนที่สุดของประเทศนี้ในรอบหลายทศวรรษ

ท้ายที่สุดนี้ เราขอส่งกำลังใจให้ผู้ประสบภัยทุกคนและเจ้าหน้าที่กู้ภัยทั่วโลกที่กำลังทำงานอย่างสุดความสามารถ เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจให้เราเห็นถึงความไม่แน่นอนของธรรมชาติ และความสำคัญของการร่วมมือกันในระดับสากลเมื่อเกิดวิกฤตการณ์เช่นนี้ หวังว่าความช่วยเหลือจะถึงมือผู้เดือดร้อนโดยเร็วที่สุด

ที่มา – ดับพุ่ง 164 ศพ แผ่นดินไหวเวเนซุเอลา อาคารถล่มนับร้อยแห่ง

ผู้นำฝ่ายค้านเวเนซุเอลาหายตัวลึกลับหลังออกคุก

ผู้นำฝ่ายค้านเวเนซุเอลา หายตัวลึกลับหลังได้ออกคุก ครอบครัวเชื่อถูกลักพาตัว เป็นข่าวร้อนที่กำลังสร้างความกังวลให้กับสถานการณ์การเมืองในเวเนซุเอลา หลังจากแกนนำฝ่ายค้านคนสำคัญอย่างฮวน ปาโบล กัวนิปาหายตัวไปอย่างไม่มีร่องรอย เพียงไม่กี่วันหลังได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำ สถานการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางความปั่นป่วนทางการเมือง หลังกองทัพสหรัฐบุกจับกุมประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร

ผู้นำฝ่ายค้านเวเนซุเอลา หายตัวลึกลับหลังได้ออกคุก ครอบครัวเชื่อถูกลักพาตัว

ตามรายงานจากสำนักข่าวต่างประเทศเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 ฮวน ปาโบล กัวนิปา ซึ่งเป็นหนึ่งในแกนนำฝ่ายค้านที่โดดเด่นของเวเนซุเอลา และเป็นพันธมิตรใกล้ชิดกับนางมาเรีย คอรีนา มาชาโด ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพปี 2568 ได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำในยุครัฐบาลมาดูโร แต่ไม่นานหลังจากนั้น เขาก็หายตัวไปอย่างลึกลับ ครอบครัวของเขาออกมาแถลงว่าสงสัยว่านายกัวนิปาถูกลักพาตัวไปโดยชายฉกรรจ์ไม่ทราบฝ่าย

พื้นหลังความขัดแย้งทางการเมืองในเวเนซุเอลา

เวเนซุเอลาเผชิญวิกฤตการเมืองมานานหลายปีภายใต้การปกครองของประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร ซึ่งถูกกล่าวหาว่าใช้อำนาจเบ็ดเสร็จและปราบปรามฝ่ายตรงข้ามอย่างโหดร้าย รัฐบาลของเขาจับกุมนักเคลื่อนไหวฝ่ายค้านนับร้อยคน รวมถึงนายกัวนิปาที่ถูกคุมขังเพราะคัดค้านนโยบายรัฐบาล จนกระทั่งเดือนมกราคม 2569 กองทัพสหรัฐบุกเข้าไปในกรุงการากัส จับกุมนายมาดูโรมาได้ถึงที่พักส่วนตัว ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนผ่านอำนาจ รัฐบาลใหม่ภายใต้นางเดลซี โรดริเกซ ในฐานะประธานาธิบดีรักษาการ ได้สั่งปล่อยตัวนักโทษการเมืองหลายสิบคน รวมถึงนายกัวนิปาด้วย

อย่างไรก็ตาม ความหวังในระบอบใหม่ดูจะมืดมน เมื่อ ผู้นำฝ่ายค้านเวเนซุเอลา หายตัวลึกลับหลังได้ออกคุก ครอบครัวระบุว่านายกัวนิปาเพิ่งพูดกับผู้สนับสนุนเกี่ยวกับการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมเสรีประชาธิปไตย ก่อนจะถูกกลุ่มชายลึกลับบุกจับตัวไป ลูกชายของเขายังเรียกร้องให้รัฐบาลแสดงหลักฐานยืนยันว่าพ่อของเขายังมีชีวิตอยู่

ปฏิกิริยาจากหน่วยงานรัฐและนานาชาติ

สำนักงานอัยการสูงสุดของเวเนซุเอลาออกแถลงการณ์เมื่อวันจันทร์ที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 ว่าขอให้ศาลเพิกถอนการปล่อยตัวนายกัวนิปา โดยอ้างว่าเขาละเมิดเงื่อนไข และขอให้กักตัวในบ้านแทน แต่ที่น่าประหลาดใจคือ แถลงการณ์ไม่ได้ระบุที่ตั้งปัจจุบันของเขา สิ่งนี้ยิ่งทำให้เกิดข้อสงสัยว่าอาจมีกลุ่มอิทธิพลเก่าที่เหลืออยู่เบื้องหลังการหายตัวไป

  • ครอบครัวเรียกร้องหลักฐานชีวิตของนายกัวนิปา
  • รัฐบาลใหม่ถูกกดดันจากนานาชาติให้สอบสวน
  • ฝ่ายค้านเวเนซุเอลาเตรียมประท้วงใหญ่
  • สหรัฐฯ และสหประชาชาติจับตาสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่านางมาเรีย คอรีนา มาชาโด ผู้นำฝ่ายค้านหลัก ออกมาแสดงความกังวล และเรียกร้องให้มีการสอบสวนอิสระ สถานการณ์นี้ไม่เพียงกระทบต่อชื่อเสียงของรัฐบาลรักษาการ แต่ยังอาจจุดชนวนความไม่สงบในเวเนซุเอลาอีกครั้ง ซึ่งกำลังพยายามฟื้นฟูเศรษฐกิจที่พังทลายจากวิกฤตน้ำมันและเงินเฟ้อ

จากมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ สถานการณ์ ผู้นำฝ่ายค้านเวเนซุเอลา หายตัวลึกลับหลังได้ออกคุก ครอบครัวเชื่อถูกลักพาตัว อาจเป็นสัญญาณว่าอิทธิพลของมาดูโรรอง่ายๆ รัฐบาลใหม่อาจเผชิญแรงต้านจากกองทัพหรือกลุ่มชาตินิยมที่ภักดีต่ออดีตผู้นำ หากไม่สามารถหาตัวนายกัวนิปาได้อย่างรวดเร็ว อาจนำไปสู่การวิพากษ์วิจารณ์จากนานาชาติและการคว่ำบาตรเพิ่มเติม

ในฐานะนักติดตามข่าวต่างประเทศ เราคิดว่าการหายตัวไปครั้งนี้เป็นเครื่องเตือนใจถึงความเปราะบางของการเปลี่ยนผ่านประชาธิปไตยในประเทศที่เคยปกครองด้วยเผด็จการ ผู้สนใจควรติดตามพัฒนาการอย่างใกล้ชิด เพราะอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพในละตินอเมริกาทั้งภูมิภาค ลองแวะมาอ่านข่าวอัปเดตเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ของเรา เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ

ที่มา – ผู้นำฝ่ายค้านเวเนซุเอลา หายตัวลึกลับหลังได้ออกคุก ครอบครัวเชื่อถูกลักพาตัว

รักษาการผู้นำเวเนฯ ลั่น! พอแล้วคำสั่งสหรัฐฯ

ประธานาธิบดีรักษาการของเวเนซุเอลา ประกาศพอกันทีกับคำสั่งของสหรัฐฯ ที่เขาแทรกแซงนักการเมืองในเวเนซุเอลา ยืนยันขอแก้ปัญหาความขัดแย้งภายในประเทศเอง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 26 ม.ค. 2569 ว่า นางเดลซี โรดริเกซ รักษาการประธานาธิบดีเวเนซุเอลากล่าวว่า เธอ “พอแล้ว” กับคำสั่งจากรัฐบาลสหรัฐฯ ในขณะที่เธอกำลังพยายามสร้างความสามัคคีภายในชาติ หลังจากที่อดีตผู้นำ นิโคลัส มาดูโร ถูกสหรัฐฯ บุกจับกุมตัวเมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา

โรดริเกซต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก นับตั้งแต่ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ ให้ดำรงตำแหน่งผู้นำรักษาการ โดยเธอต้องรักษาสมดุลระหว่างการดึงกลุ่มผู้ภักดีต่อมาดูโรให้ยังคงให้ความร่วมมือภายในประเทศ ไปพร้อมกับการพยายามทำให้ทำเนียบขาวพึงพอใจ

ปัจจุบัน หลังจากดำรงตำแหน่งใหม่มาได้เกือบหนึ่งเดือน โรดริเกซได้เริ่มโต้ตอบสหรัฐฯ ท่ามกลางแรงกดดันที่ถาโถมเข้ามาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงข้อเรียกร้องหลายประการที่ต้องการให้เวเนซุเอลากลับมาดำเนินการผลิตน้ำมันอีกครั้ง

“พอกันทีสำหรับคำสั่งจากวอชิงตันที่มีเหนือนักการเมืองในเวเนซุเอลา” เธอกล่าวต่อหน้ากลุ่มคนงานน้ำมันในเมือง ปอร์โต ลา ครูซ (Puerto La Cruz) ซึ่งถ่ายทอดสดผ่านโทรทัศน์ช่อง “เวเนโซลานา เด เตเลบิซิออน” (Venezolana de Televisión) ของรัฐบาล

“ขอให้การเมืองของเวเนซุเอลาเป็นผู้แก้ไขความแตกต่างและความขัดแย้งภายในของเราเอง สาธารณรัฐแห่งนี้ได้จ่ายราคาที่แพงเหลือเกินจากการที่ต้องเผชิญกับผลกระทบของลัทธิฟาสซิสต์และลัทธิสุดโต่งในประเทศของเรา”

โรดริเกซ ซึ่งเป็นอดีตรองประธานาธิบดีในสมัยของมาดูโร ยืนกรานในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมาว่าสหรัฐฯ ไม่ได้ปกครองเวเนซุเอลา แต่ในขณะเดียวกันเธอก็ไม่ได้พยายามแสวงหาความขัดแย้งกับวอชิงตัน

ทั้งนี้ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ เคยกล่าวอ้างว่าสหรัฐฯ “จะเข้าไปบริหาร” เวเนซุเอลา ทันทีหลังจากที่มาดูโรถูกจับกุม แต่ในภายหลังเขากลับให้การสนับสนุนโรดริเกซในฐานะผู้นำรักษาการของประเทศ เมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา ทรัมป์กล่าวว่าเขาได้พูดคุยทางโทรศัพท์กับรักษาการผู้นำเวเนซุเอลา และชื่นชมเธอว่าเป็น “คนที่ยอดเยี่ยมมาก” พร้อมเสริมว่า “ผมคิดว่าเรากำลังไปได้สวยกับเวเนซุเอลา”

รัฐบาลของทรัมป์ได้กำหนดข้อเรียกร้องหลายประการที่เวเนซุเอลาต้องยอมรับ ซึ่งรวมถึงการตัดความสัมพันธ์กับจีน อิหร่าน รัสเซีย และคิวบา พร้อมทั้งตกลงที่จะเป็นพันธมิตรด้านการผลิตน้ำมันกับสหรัฐฯ เพียงผู้เดียว ตามการเปิดเผยของเจ้าหน้าที่ระดับสูงของทำเนียบขาวในขณะนั้น

นอกจากนี้ โรดริเกซยังถูกคาดหวังว่า ต้องให้ความสำคัญกับรัฐบาลทรัมป์และบริษัทน้ำมันของสหรัฐฯ เป็นอันดับแรกสำหรับการซื้อขายน้ำมันในอนาคต การประกาศของรักษาการผู้นำเวเนซุเอลาในครั้งนี้ นับเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนถึงความพยายามในการรักษาสมดุลอำนาจ และความเป็นอิสระในการตัดสินใจของประเทศ

รักษาการผู้นำเวเนฯ ลั่น “พอกันที” กับคำสั่งของสหรัฐฯ ขอแก้ไขความขัดแย้งภายในเอง

สถานการณ์ในเวเนซุเอลายังคงเป็นที่จับตาของนานาชาติ โดยเฉพาะบทบาทของสหรัฐฯ ที่มีต่อการเมืองภายในประเทศ การออกมาประกาศจุดยืนของรักษาการผู้นำเวเนซุเอลาครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาด้วยตนเอง หลีกเลี่ยงการแทรกแซงจากภายนอก

รักษาการผู้นำเวเนฯ กับความท้าทายในการนำพาประเทศ

การก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำในช่วงเวลาที่ประเทศเผชิญกับความขัดแย้งและความท้าทายรอบด้าน ทำให้รักษาการผู้นำเวเนซุเอลาต้องเผชิญกับแรงกดดันมหาศาล การรักษาสมดุลระหว่างการตอบสนองต่อความต้องการของประชาชน การสร้างความสัมพันธ์กับนานาชาติ และการปกป้องอธิปไตยของประเทศ เป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ

การที่รักษาการผู้นำเวเนซุเอลาออกมาประกาศชัดเจนว่า “พอกันที” กับคำสั่งของสหรัฐฯ ขอแก้ไขความขัดแย้งภายในเอง นั้น สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการที่จะกำหนดอนาคตของประเทศด้วยตนเอง แม้ว่าจะมีแรงกดดันจากภายนอกก็ตาม การตัดสินใจนี้อาจนำมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในเวเนซุเอลา ทั้งในด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม

การประกาศจุดยืนของ รักษาการผู้นำเวเนซุเอลา ที่ต้องการแก้ไขความขัดแย้งภายในด้วยตนเอง ถือเป็นก้าวสำคัญในการกำหนดอนาคตของประเทศ สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนี้จะเป็นบทพิสูจน์ถึงความสามารถในการนำพาเวเนซุเอลาไปสู่สันติภาพและความมั่นคงอย่างแท้จริง

โดยรวมแล้ว สถานการณ์ในเวเนซุเอลายังคงมีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดและการวิเคราะห์อย่างรอบด้านจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้เข้าใจถึงพลวัตทางการเมืองและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

การตัดสินใจของรักษาการผู้นำเวเนซุเอลาในครั้งนี้ ถือเป็นการเดิมพันครั้งใหญ่ ที่อาจส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่ออนาคตของประเทศ และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในภูมิภาคลาตินอเมริกา

ที่มา – รักษาการผู้นำเวเนฯ ลั่น “พอกันที” กับคำสั่งของสหรัฐฯ ขอแก้ไขความขัดแย้งภายในเอง

ทรัมป์เผย การบริหารเวเนซุเอลา อาจนานหลายปี

โดนัลด์ ทรัมป์ เผย สหรัฐฯ อาจเข้าควบคุมดูแลเวเนซุเอลาและควบคุมรายได้จากน้ำมันของประเทศเป็นเวลาหลายปี พร้อมย้ำว่า สหรัฐฯ เข้ากันได้ดีอย่างมากกับรัฐบาลรักษาการของเวเนซุเอลา

เมื่อวันที่ 8 ม.ค. 2568 สำนักข่าว นิวยอร์กไทม์ส เปิดเผยว่า ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ให้สัมภาษณ์กับพวกเขาเป็นนานร่วม 2 ชั่วโมง โดยระหว่างนั้น นายทรัมป์แย้มว่า สหรัฐฯ อาจเข้าควบคุมดูแลเวเนซุเอลาและควบคุมรายได้จากน้ำมันของประเทศเป็นเวลาหลายปี

“เวลาเท่านั้นที่จะเป็นเครื่องพิสูจน์ ว่าสหรัฐฯ จะควบคุมดูแลเวเนซุเอลาไปนานเพียงใด” นายทรัมป์กล่าว และเมื่อนักข่าวถามว่า จะเป็นเวลา 3 เดือน 6 เดือน 1 ปี หรือนานกว่านั้น ทรัมป์ตอบว่า “ผมคิดว่าน่าจะนานกว่านั้นมาก”

“เราจะฟื้นฟูประเทศนั้นด้วยวิธีที่ทำกำไรได้อย่างมหาศาล” ทรัมป์กล่าวถึงเวเนซุเอลา “เรากำลังจะใช้ประโยชน์จากน้ำมัน และเรากำลังจะเข้าไปดูแลทรัพยากรน้ำมัน เรากำลังทำให้ราคาน้ำมันลดลง และเราจะมอบเงินให้กับเวเนซุเอลา ซึ่งเป็นสิ่งที่พวกเขาต้องการอย่างมากในตอนนี้”

ทรัมป์กล่าวเสริมด้วยว่า สหรัฐฯ มีความสัมพันธ์ที่เข้ากันได้ดีมาก กับรัฐบาลของประธานาธิบดีรักษาการ เดลซี โรดริเกซ แห่งเวเนซุเอลา ซึ่งเป็นคนสนิทที่ภักดีต่ออดีตประธานาธิบดี นิโกลัส มาดูโร มาอย่างยาวนาน และเคยดำรงตำแหน่งรองประธานาธิบดี จนกระทั่งนายมาดูโรถูกสหรัฐฯ บุกจับกุมตัวเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

“พวกเขากำลังมอบทุกอย่างที่เราเห็นว่าจำเป็นให้แก่เรา” ทรัมป์กล่าวโดยอ้างถึงรัฐบาลเวเนซุเอลา โดยเมื่อวันอังคารที่ผ่านมาผู้นำสหรัฐฯ เผยแผนการที่จะกลั่นและจำหน่ายน้ำมันของเวเนซุเอลาจำนวนสูงสุดถึง 50 ล้านบาร์เรล ซึ่งก่อนหน้านี้ถูกกักเอาไว้ในเวเนซุเอลาภายใต้มาตรการปิดกั้นของสหรัฐฯ

แต่นายทรัมป์ปฏิเสธที่จะตอบว่า เหตุใดเขาจึงตัดสินใจไม่มอบอำนาจในเวเนซุเอลาให้กับฝ่ายค้าน ซึ่งก่อนหน้านี้รัฐบาลวอชิงตันเคยถือว่าเป็นผู้ชนะที่ชอบธรรมในการเลือกตั้งเมื่อปี 2567

นอกจากนั้น ดูเหมือนว่านายทรัมป์จะผ่อนท่าทีต่อโคลอมเบีย โดยเชิญนาย กุสตาโว เปโตร ผู้นำของโคลอมเบียให้เดินทางเยือนวอชิงตัน หลังก่อนหน้านี้ ทรัมป์ขู่จะใช้กำลังทหารกับโคลอมเบีย และเรียกผู้นำรายนี้ว่าเป็น “คนป่วย”

ทรัมป์โพสต์ข้อความบนโซเชียลมีเดียว่า “ถือเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้พูดคุยกับประธานาธิบดีกุสตาโว เปโตร แห่งโคลอมเบีย ผู้ซึ่งโทรมาอธิบายถึงสถานการณ์ยาเสพติดและความขัดแย้งอื่น ๆ ที่เราเคยมีต่อกัน ผมซาบซึ้งในสายที่โทรเข้ามาและน้ำเสียงของเขา และตั้งตารอที่จะได้พบกับเขาในอนาคตอันใกล้นี้”

ทางด้านเปโตรบรรยายถึงการพูดคุยทางโทรศัพท์ครั้งแรกกับทรัมป์ว่าเป็นไปอย่างฉันมิตร ขณะที่นิวยอร์กไทมส์ระบุว่าการสนทนาทางโทรศัพท์ระหว่างทรัมป์และเปโตรกินเวลาประมาณหนึ่งชั่วโมง และดูเหมือนจะช่วยสลายความเสี่ยงที่สหรัฐฯ จะใช้กำลังทหารในทันทีลงได้

ทั้งนี้ ทรัมป์มีกำหนดการเข้าพบกับบรรดาผู้บริหารของบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ที่ทำเนียบขาวในวันศุกร์นี้ (9 ม.ค.) เพื่อหารือเกี่ยวกับแนวทางการเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันในเวเนซุเอลา โดยแหล่งข่าวที่ใกล้ชิดกับเรื่องนี้ระบุว่า ตัวแทนจาก 3 บริษัทน้ำมันชั้นนำของสหรัฐฯ อันได้แก่ เอ็กซอน โมบิล, โคโนโกฟิลลิปส์ และ เชฟรอน จะเข้าร่วมการประชุม

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น การที่ทรัมป์ออกมากล่าวถึงความเป็นไปได้ที่สหรัฐฯ จะเข้า การบริหารเวเนซุเอลา อาจกินเวลานานหลายปี นั้น สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของสถานการณ์ทางการเมืองและเศรษฐกิจในเวเนซุเอลา รวมถึงความมุ่งมั่นของสหรัฐฯ ที่จะเข้ามามีบทบาทในการแก้ไขปัญหา

การบริหารเวเนซุเอลา อาจกินเวลานานหลายปี จริงหรือไม่?

ความเป็นไปได้ที่ การบริหารเวเนซุเอลา อาจกินเวลานานหลายปี ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากมีปัจจัยหลายอย่างที่อาจส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นเสถียรภาพทางการเมืองภายในเวเนซุเอลา, การเจรจาต่อรองระหว่างประเทศ, และนโยบายของรัฐบาลสหรัฐฯ เอง

ทำไมทรัมป์ถึงมองว่าการบริหารเวเนซุเอลา อาจกินเวลานานหลายปี

การเข้ามาบริหารจัดการทรัพยากรน้ำมันและฟื้นฟูเศรษฐกิจของเวเนซุเอลาเป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลาและความเชี่ยวชาญอย่างมาก นอกจากนี้ การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองและการสร้างความปรองดองในชาติก็เป็นสิ่งที่ต้องทำควบคู่กันไปด้วย ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้ การบริหารเวเนซุเอลา อาจกินเวลานานหลายปี

การที่ทรัมป์ออกมาเปิดเผยถึงความเป็นไปได้นี้ อาจเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงความตั้งใจจริงของสหรัฐฯ ที่จะเข้ามามีบทบาทในการแก้ไขปัญหาระยะยาวในเวเนซุเอลา อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องจับตาดูท่าทีของรัฐบาลสหรัฐฯ ต่อไปว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่

สถานการณ์ในเวเนซุเอลายังคงมีความไม่แน่นอนสูง และการเข้ามามีบทบาทของสหรัฐฯ อาจส่งผลกระทบต่อทั้งภายในประเทศและภูมิภาคโดยรอบ การติดตามข่าวสารและวิเคราะห์สถานการณ์อย่างรอบด้านจึงเป็นสิ่งสำคัญ

ที่มา – ทรัมป์เผย การบริหารเวเนซุเอลา อาจกินเวลานานหลายปี

เดลซี โรดริเกซ รักษาการ ปธน.เวเนซุเอลาแล้ว

เดลซี โรดริเกซ รองประธานาธิบดีเวเนซุเอลา ได้สาบานตนเข้ารับตำแหน่งรักษาการประธานาธิบดีแล้ว หลังจากการจับกุมตัวอดีตประธานาธิบดี นิโกลัส มาดูโร โดยทางการสหรัฐฯ

เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2568 ตามเวลาท้องถิ่น ได้มีพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งรักษาการประธานาธิบดีของนางเดลซี โรดริเกซ โดยมีนายฮอร์เก โรดริเกซ ประธานสมัชชาแห่งชาติ ซึ่งเป็นพี่ชายของนางโรดริเกซ เป็นผู้ดำเนินการในพิธี

เดลซี โรดริเกซ สาบานตนรับตำแหน่ง รักษาการ ปธน.เวเนซุเอลาแล้ว

เดลซี โรดริเกซ แถลงว่าเธอเข้ารับตำแหน่งด้วยความรู้สึกหนักอึ้งต่อเหตุการณ์ที่เธอเรียกว่า การ ‘ลักพาตัว’ ประธานาธิบดีนิโกลัส มาดูโร และสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง ซิเลีย ฟลอเรส

“ดิฉันมาที่นี่ในฐานะรองประธานาธิบดีฝ่ายบริหารของนาย นิโกลัส มาดูโร ผู้เป็นประธานาธิบดีตามรัฐธรรมนูญแห่งสาธารณรัฐโบลีวาร์แห่งเวเนซุเอลา เพื่อสาบานตนเข้ารับตำแหน่งที่ได้รับมอบหมาย” นางโรดริเกซกล่าว

ทำไมการเข้ารับตำแหน่งของ เดลซี โรดริเกซ จึงสำคัญ?

การเข้ารับตำแหน่งรักษาการประธานาธิบดีของเดลซี โรดริเกซ ถือเป็นช่วงเวลาที่สำคัญและเต็มไปด้วยความท้าทายสำหรับประเทศเวเนซุเอลา ที่กำลังเผชิญกับสถานการณ์ทางการเมืองที่ไม่แน่นอน การเปลี่ยนแปลงผู้นำอย่างกะทันหันนี้ย่อมส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพภายในประเทศ และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

สถานการณ์นี้ยังเป็นเครื่องเตือนใจให้เห็นถึงความซับซ้อนของปัญหาภายในประเทศเวเนซุเอลา และบทบาทของมหาอำนาจภายนอกที่มีต่อการเมืองของประเทศ การตัดสินใจและความเคลื่อนไหวของเดลซี โรดริเกซ ในฐานะรักษาการประธานาธิบดี จะเป็นที่จับตามองอย่างใกล้ชิดจากนานาชาติ

ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อประชาชนชาวเวเนซุเอลาเป็นสิ่งที่ไม่อาจมองข้ามได้ ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ สังคม และความเป็นอยู่ รัฐบาลรักษาการจะต้องให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาเร่งด่วน และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้

ในระยะยาว สถานการณ์นี้อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ทางการเมืองในเวเนซุเอลา การเลือกตั้งใหม่ หรือการเจรจาต่อรองระหว่างกลุ่มการเมืองต่างๆ ล้วนเป็นสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้ แต่ไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นเช่นไร สิ่งสำคัญที่สุดคือการรักษาสันติภาพและความมั่นคงของประเทศ และให้ประชาชนชาวเวเนซุเอลามีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของตนเอง

สถานการณ์ในเวเนซุเอลายังคงไม่แน่นอน และต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ความสามารถของเดลซี โรดริเกซ ในการนำพาประเทศผ่านช่วงเวลาที่ท้าทายนี้ จะเป็นตัวกำหนดอนาคตของเวเนซุเอลาในอีกหลายปีข้างหน้า

การที่นางโรดริเกซ ขึ้นมาเป็นรักษาการประธานาธิบดีนั้น แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการรักษาระบอบการปกครองเดิม และการแก้ไขปัญหาทางการเมืองที่เกิดขึ้นอย่างเร่งด่วน อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ย่อมนำมาซึ่งความไม่แน่นอน และความท้าทายต่างๆ ที่รออยู่เบื้องหน้า

การตัดสินใจของเดลซี โรดริเกซ ในช่วงเวลานี้ จะเป็นตัวกำหนดทิศทางของเวเนซุเอลาในอนาคต และเป็นสิ่งที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิดจากประชาคมโลก

ที่มา – เดลซี โรดริเกซ สาบานตนรับตำแหน่ง รักษาการ ปธน.เวเนซุเอลาแล้ว

Scroll to top