เด็กอ้วน

ลอสแอนเจลิสออกกฎจำกัดเวลาใช้หน้าจอในห้องเรียน

ลอสแอนเจลิสออกกฎจำกัดเวลาใช้หน้าจอในห้องเรียนแล้วนะคะ! นครใหญ่ในสหรัฐอเมริกาแห่งนี้เพิ่งผ่านมติสำคัญ เพื่อปกป้องสุขภาพเด็กๆ จากปัญหาโรคอ้วน ซึมเศร้า และพัฒนาการล่าช้า หลังจากกังวลว่าเทคโนโลยีดิจิทัลกำลังกลายเป็นดาบสองคมในห้องเรียน

ลอสแอนเจลิสออกกฎจำกัดเวลาใช้หน้าจอในห้องเรียน

เขตการศึกษาลอสแอนเจลิส ซึ่งใหญ่เป็นอันดับ 2 ของสหรัฐฯ มีนักเรียนกว่า 500,000 คน ได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการด้วยคะแนน 6 ต่อ 0 (งด 1 เสียง) นโยบายนี้จะกำหนดเวลาการใช้แล็ปท็อป แท็บเล็ต หรือหน้าจออื่นๆ ในชั้นเรียนอย่างเป็นระบบ แยกตามวัย เช่น เด็กเล็กจำกัดน้อยกว่าเด็กโต เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการเรียนรู้ดิจิทัลกับกิจกรรมจริง

คุณนิค เมลวอน ผู้เสนอมาตรการ บอกว่านี่จะทำให้ลอสแอนเจลิสเป็นผู้นำระดับชาติ ต่อจากกฎห้ามใช้มือถือในโรงเรียนปี 2567 หลังโควิด-19 เร่งให้โรงเรียนใช้หน้าจอหนักขึ้น ส่งผลให้เด็กๆ เสี่ยงสุขภาพจิตและกาย

ห่วงเด็กเสี่ยงอ้วน-ซึมเศร้า จากการใช้หน้าจอเกิน

ข้อมูลจาก American Academy of Pediatrics ชี้ชัดว่าหน้าจอมากเกินไปเชื่อมโยงกับปัญหาเพียบ ไม่ใช่แค่สายตาแห้ง แต่รวมถึงความวิตกกังวล ซึมเศร้า เสพติด สมาธิสั้น ควบคุมอารมณ์ไม่ได้ และเกรดตก เด็กวัย 8-11 ปีที่ใช้เกินคำแนะนำ มีโอกาสอ้วนสูงขึ้น และคะแนนสมองต่ำกว่าเพื่อน

  • โรคอ้วน: นั่งจ้องจอนาน ลดการเคลื่อนไหว น้ำหนักพุ่ง
  • ซึมเศร้าและวิตกกังวล: ขาดปฏิสัมพันธ์สังคมจริง สมองพัฒนาไม่เต็มที่
  • สมาธิสั้น: สลับแอปบ่อย 注意力กระจาย
  • ผลการเรียนตก: งานวิจัยยืนยัน หน้าจอรบกวนการจดจำ

นโยบายนี้ยังไม่ห้ามเด็ดขาด แต่ให้เจ้าหน้าที่ร่างแนวทางเฉพาะวัย รับฟังครู ผู้ปกครอง และหมอ ระหว่างนี้โรงเรียนใช้กฎเดิม โรงเรียนจะปรับทีละขั้น เพื่อไม่กระทบเด็กพิเศษที่ต้องการเทคโนโลยีช่วยเรียน

ประโยชน์ของการจำกัดหน้าจอในห้องเรียน

ฝ่ายสนับสนุนเห็นตรงกันว่านี่ช่วยฟื้นสมาธิ พัฒนาทักษะสังคม และส่งเสริมกิจกรรมกลางแจ้ง ลอสแอนเจลิสกลายเป็นต้นแบบให้เมืองอื่นๆ ตาม ในไทยเราก็เจอปัญหาคล้ายๆ กัน เด็กไทยใช้หน้าจอเฉลี่ยวันละ 7-8 ชม. สูงกว่ามาตรฐาน WHO ที่แนะเด็กเล็กไม่เกิน 1-2 ชม.

ลองนึกภาพห้องเรียนที่เด็กๆ คุยกัน อ่านหนังสือจริง วาดรูป แทนการจ้องแท็บเล็ตทั้งวัน มันจะช่วยพัฒนาสมองส่วนสร้างสรรค์และอารมณ์ได้ดีกว่าเยอะ งานวิจัยจาก Harvard ยืนยันว่าเด็กที่เล่นกลางแจ้งมี IQ สูงกว่า และสุขภาพจิตดี

แต่ต้องระวังนะคะ ฝ่ายค้านเตือนว่าต้องไม่ตัดเทคโนโลยีทิ้งหมด เพราะบางวิชาเช่น coding หรือ virtual lab ต้องใช้หน้าจอ ต้องหาจุดกึ่งกลาง

ไทยควรเรียนรู้จากลอสแอนเจลิสไหม?

ในมุมผู้เขียน คิดว่านโยบายแบบนี้เหมาะกับไทยมาก โดยเฉพาะหลังโควิดที่ E-Learning กลายเป็น norm พ่อแม่ควรเริ่มจำกัดหน้าจอที่บ้านด้วย เช่น กำหนดเวลา 1 ชม./วัน สนับสนุนกีฬาและอ่านหนังสือ ลองใช้แอป parental control ช่วยได้

สุดท้าย ลอสแอนเจลิสออกกฎจำกัดเวลาใช้หน้าจอในห้องเรียน เป็นสัญญาณดีว่าสุขภาพเด็กสำคัญกว่าอุปกรณ์ไฮเทค คุณล่ะคิดยังไง? ลองแชร์ประสบการณ์การจัดการหน้าจอให้ลูกในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ พ่อแม่ด้วยนะคะ จะได้ช่วยกันสร้างอนาคตเด็กไทยให้แข็งแรงทั้งกายใจ!

ที่มา – ลอสแอนเจลิสออกกฎจำกัดเวลาใช้หน้าจอในห้องเรียน ห่วงเด็กเสี่ยงอ้วน-ซึมเศร้า

น้องลูกชิ้น 183 กก. ลดน้ำหนักที่ รพ.

พา “น้องลูกชิ้น” เด็ก 16 อ้วน 183 กก. ลดน้ำหนักที่ รพ. ขาไม่มีแรง ต้องหยุดเรียน

เรื่องราวของ “น้องลูกชิ้น” เด็กอายุ 16 ปี ที่มีน้ำหนักมากถึง 183 กิโลกรัม กลายเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจ เมื่อน้องต้องเข้ารับการรักษาและลดน้ำหนักที่โรงพยาบาล เนื่องจากปัญหาสุขภาพที่ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่ขาไม่มีแรงจนต้องหยุดเรียน

นายอำเภอธาตุพนม, สาธารณสุขจังหวัดนครพนม, ผู้อำนวยการโรงพยาบาลนครพนม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้เข้าเยี่ยมและให้กำลังใจน้องลูกชิ้น พร้อมทั้งให้ความช่วยเหลือในการเข้ารับการรักษา โดยน้องลูกชิ้นได้ปฏิญาณตนว่าจะตั้งใจลดน้ำหนักอย่างเต็มที่ และจะไม่กลับบ้านจนกว่าน้ำหนักจะลดลงอยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม

ความมุ่งมั่นของน้องลูกชิ้นในการลดน้ำหนัก

น้องลูกชิ้นมีความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าที่จะลดน้ำหนัก เพื่อให้กลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ และสานฝันอยากเป็นคุณครู โดยได้รับการสนับสนุนจากกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ที่จะช่วยให้น้องได้เรียนจนจบระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย แม้จะไม่สามารถไปเรียนที่ศูนย์ได้ เนื่องจากปัญหาด้านการเคลื่อนไหว

การเดินทางไปโรงพยาบาลเพื่อเข้ารับการรักษาเป็นไปอย่างทุลักทุเล เนื่องจากเตียงเปลเหล็กไม่สามารถรองรับน้ำหนักตัวของน้องได้ ทำให้ต้องใช้รถกระบะกู้ชีพและเปลสนามในการเคลื่อนย้าย อย่างไรก็ตาม น้องลูกชิ้นไม่ได้แสดงความกังวลใดๆ และพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับความท้าทายในการลดน้ำหนักครั้งนี้

ก่อนหน้านี้ น้องลูกชิ้นเคยมีน้ำหนักมากถึง 250 กิโลกรัม แต่ก็ยังสามารถเดินได้ แต่หลังจากพบแพทย์เฉพาะทาง แพทย์ไม่แนะนำให้ใช้อุปกรณ์ช่วยเดิน เพราะอาจทำให้เกิดอันตรายต่อกระดูกขาได้ การเข้ารับการรักษาภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด

นางสาวปภัช เหลื่อมใส ครูผู้ช่วย สกร.อ.ธาตุพนม ได้เข้าพบคุณแม่ของน้องลูกชิ้น เพื่อหารือเกี่ยวกับการสนับสนุนด้านการศึกษา โดยจะมีการจัดครูมาให้การบ้านและทำการสอบเลื่อนชั้น เพื่อให้น้องสามารถเรียนจบและสานฝันอยากเป็นครูได้สำเร็จ

การดูแลน้องลูกชิ้นที่โรงพยาบาลจะเน้นการควบคุมอาหารและการทำกายภาพบำบัดควบคู่กันไป ซึ่งหลังจากที่น้องเริ่มลดปริมาณอาหารตามคำแนะนำของสาธารณสุขจังหวัดนครพนม เพียงแค่ 3 วัน น้ำหนักตัวก็ลดลงถึง 7 กิโลกรัม จาก 183 กิโลกรัม เหลือ 176 กิโลกรัม ถือเป็นสัญญาณที่ดีของการเริ่มต้น

เรื่องราวของ น้องลูกชิ้น เป็นแรงบันดาลใจให้เราเห็นถึงความมุ่งมั่นและความตั้งใจจริงในการเปลี่ยนแปลงตัวเอง แม้จะต้องเผชิญกับอุปสรรคมากมาย แต่ด้วยกำลังใจและการสนับสนุนจากคนรอบข้าง ก็สามารถก้าวข้ามผ่านไปได้ และสำหรับใครที่กำลังเผชิญกับปัญหาเรื่องน้ำหนักตัว อย่าท้อแท้ และขอให้เรื่องราวของน้องลูกชิ้นเป็นกำลังใจให้คุณเริ่มต้นเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อสุขภาพที่ดีขึ้นนะคะ

น้องลูกชิ้น ตั้งใจลดน้ำหนักอย่างแน่วแน่ โดยตั้งเป้าหมายเริ่มต้นไว้ที่ 150 กิโลกรัม และจะค่อยๆ ลดลงไปเรื่อยๆ การลดน้ำหนักของ น้องลูกชิ้น ต้องได้รับการดูแลจากแพทย์อย่างใกล้ชิด

ที่มา – พา “น้องลูกชิ้น” เด็ก 16 อ้วน 183 กก. ลดน้ำหนักที่ รพ. ขาไม่มีแรง ต้องหยุดเรียน

Scroll to top