เด็กและเยาวชน

เศรษฐาชี้ Bully ไม่ใช่แค่คำพูด แต่ยังรวมถึงการเมินเฉย

ปัญหาการกลั่นแกล้งหรือ Bully ในสังคมไทยกำลังกลายเป็นประเด็นที่น่ากังวลอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นจนนำไปสู่ความสูญเสีย ซึ่งอดีตนายกรัฐมนตรี นายเศรษฐา ทวีสิน ได้ออกมาให้มุมมองที่น่าสนใจว่า เศรษฐาชี้ Bully ไม่ใช่แค่คำพูด แต่ยังรวมถึงการเมินเฉย ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ใหญ่และคนในสังคมมักมองข้ามไป

เศรษฐาชี้ Bully ไม่ใช่แค่คำพูด แต่ยังรวมถึงการเมินเฉย

หลายคนมักเข้าใจผิดว่าการกลั่นแกล้งคือการทำร้ายร่างกายหรือการด่าทอด้วยถ้อยคำรุนแรงเท่านั้น แต่แท้จริงแล้วพฤติกรรมอย่างการเมินเฉย การกีดกันออกจากกลุ่ม หรือการตั้งใจทำให้ผู้อื่นรู้สึกไม่มีตัวตน ก็ถือเป็นรูปแบบหนึ่งของการบูลลี่ที่รุนแรงไม่แพ้กัน เศรษฐาชี้ Bully ไม่ใช่แค่คำพูด แต่ยังรวมถึงการเมินเฉย ซึ่งส่งผลกระทบต่อจิตใจเด็กในระยะยาวและอาจกลายเป็นบาดแผลฝังลึกได้

สัญญาณเตือนที่ผู้ใหญ่ควรสังเกต

เพื่อให้สังคมของเราปลอดภัยขึ้น สำหรับเด็กและเยาวชนที่อาจกำลังเผชิญกับสถานการณ์นี้ การสังเกตพฤติกรรมของบุตรหลานและนักเรียนถือเป็นเรื่องสำคัญมาก ดังนี้:

  • การเปลี่ยนไปของอารมณ์และพฤติกรรม เก็บตัวมากขึ้น
  • ไม่อยากไปโรงเรียน หรือมีความวิตกกังวลผิดปกติ
  • รู้สึกด้อยค่าหรือไม่มั่นใจในตนเอง
  • การเข้าสังคมที่เปลี่ยนไป ถูกเพื่อนกีดกันออกจากกิจกรรมต่างๆ

ถึงเวลาแล้วที่เราในฐานะผู้ใหญ่ต้องทำหน้าที่เป็น ‘Safe Zone’ ให้กับเด็กๆ เพราะความแตกต่างในตัวบุคคลไม่ใช่เหตุผลที่จะนำมาใช้ทำร้ายกัน การรับฟังอย่างตั้งใจและการสังเกตเห็นความผิดปกติเพียงเล็กน้อย อาจช่วยป้องกันเหตุการณ์สลดที่ไม่ควรเกิดขึ้นได้ สังคมที่ดีไม่ได้วัดกันที่ว่าไม่มีปัญหา แต่อยู่ที่ว่าเราไม่เพิกเฉยต่อความทุกข์ของกันและกัน

เราทุกคนควรร่วมกันสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้เด็กๆ ไม่ว่าจะเป็นที่บ้านหรือที่โรงเรียน เพื่อให้พวกเขาเติบโตมาด้วยความมั่นใจและเห็นคุณค่าในตัวเอง หากคุณเห็นใครถูกเมินเฉยหรือถูกโดดเดี่ยว อย่ารอช้าที่จะยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือหรือรับฟัง เพราะการกระทำเพียงเล็กน้อยของคุณ อาจเปลี่ยนชีวิตของเด็กคนหนึ่งได้ตลอดไป

ที่มา – “เศรษฐา” ชี้ Bully ไม่ใช่แค่คำพูด แต่ยังรวมถึงการเมินเฉย แนะผู้ใหญ่สังเกตมากขึ้น

รัฐบาลส่งทีม MCATT เยียวยาเหตุสลดโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี

จากเหตุการณ์ความรุนแรงที่สร้างความตกใจให้กับสังคมไทยอย่างมาก กรณีเหตุสลดในโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี ล่าสุดทางภาครัฐได้ออกมาเคลื่อนไหวอย่างเร่งด่วน โดยรัฐบาลห่วงใย ส่งทีม MCATT เข้าดูแลเยียวยาจิตใจผู้ได้รับผลกระทบเหตุสลดโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี เพื่อประคับประคองสภาพจิตใจของผู้ที่เกี่ยวข้องทุกคนให้ผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้

รัฐบาลห่วงใย ส่งทีม MCATT เข้าดูแลเยียวยาจิตใจผู้ได้รับผลกระทบเหตุสลดโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี

การลงพื้นที่ของทีมเยียวยาจิตใจผู้ประสบภาวะวิกฤต หรือทีม MCATT ในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการเข้าไปให้กำลังใจเบื้องต้นเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการปฐมพยาบาลทางจิตใจ (PFA) และการวางแผนดูแลระยะยาว ทั้งสำหรับนักเรียน ครู บุคลากร และครอบครัวที่ได้รับผลกระทบ เพื่อให้มั่นใจว่าทุกคนจะได้รับการสนับสนุนที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ

ข้อควรระวังในการเสพข่าวสารและโซเชียลมีเดีย

ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว รัฐบาลห่วงใย ส่งทีม MCATT เข้าดูแลเยียวยาจิตใจผู้ได้รับผลกระทบเหตุสลดโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี พร้อมขอความร่วมมือจากประชาชนทุกคนให้ร่วมกันรับผิดชอบสังคมด้วยการ:

  • งดแชร์คลิปหรือภาพเหตุการณ์ความรุนแรง เพื่อลดการตอกย้ำบาดแผลทางใจ
  • ไม่ขุดคุ้ยประวัติหรือรายละเอียดของผู้ก่อเหตุที่อาจสร้างแรงกระเพื่อมทางสังคม
  • หลีกเลี่ยงการวิพากษ์วิจารณ์ที่อาจส่งผลกระทบต่อความรู้สึกของครอบครัวผู้สูญเสีย
  • ให้ความสำคัญกับการเสพข่าวจากช่องทางหลักที่เชื่อถือได้เท่านั้น

สำหรับผู้ปกครองที่มีบุตรหลาน สิ่งสำคัญที่สุดในช่วงนี้คือการเฝ้าระวังและสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด หากพบว่าเด็กมีความวิตกกังวล นอนไม่หลับ หรือหวาดกลัวผิดปกติ ควรหมั่นพูดคุยและรับฟังด้วยความเข้าใจ ไม่ควรเร่งรัดให้เด็กเล่าเหตุการณ์ซ้ำๆ เพราะจะยิ่งเป็นการเปิดแผลในใจให้ลึกขึ้น

ทางรัฐบาลยังคงยืนยันว่าจะดำเนินการบูรณาการร่วมกับทุกหน่วยงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อติดตามและฟื้นฟูสุขภาพจิตของทุกคนในเหตุการณ์นี้จนกว่าสถานการณ์จะดีขึ้น หากคุณหรือคนใกล้ชิดได้รับผลกระทบ อย่าลังเลที่จะขอความช่วยเหลือผ่านช่องทางสายด่วนสุขภาพจิต 1323 หรือสายด่วนปรึกษาเด็กและครอบครัว 1415 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง เราต้องผ่านเหตุการณ์นี้ไปด้วยกันด้วยความเห็นอกเห็นใจและสนับสนุนซึ่งกันและกันครับ

ที่มา – รัฐบาลห่วงใย ส่งทีม MCATT เข้าดูแลเยียวยาจิตใจผู้ได้รับผลกระทบเหตุสลดโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี

ทนายเชาว์ ป้อง อภิสิทธิ์ ยันไม่แตะ ม.112 ช่วยเยาวชนไม่ใช่เหมาเข่ง

ทนายเชาว์ ป้อง อภิสิทธิ์ ยันไม่แตะ ม.112 ช่วยเยาวชนไม่ใช่เหมาเข่ง

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทย เมื่อ ทนายเชาว์ ป้อง อภิสิทธิ์ ยันไม่แตะ ม.112 ช่วยเยาวชนไม่ใช่เหมาเข่ง โดยนายเชาว์ มีขวด ออกมาแจกแจงข้อเท็จจริงหลังจากคำอภิปรายของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ถูกนำไปตีความจนเกิดความคลาดเคลื่อนในสังคม ซึ่งประเด็นหลักที่ต้องทำความเข้าใจคือจุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์ที่ชัดเจนมาโดยตลอด

นายเชาว์ระบุว่า สิ่งที่นายอภิสิทธิ์เสนอไม่ใช่การล้างผิด แต่เป็นการหาทางออกให้กับเยาวชนที่หลงผิดหรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เพื่อให้เด็กเหล่านี้มีโอกาสกลับตัวกลับใจสู่สังคมได้อีกครั้ง แทนที่จะปล่อยให้กลายเป็นศัตรูถาวรของรัฐ การแสดงความจงรักภักดีที่แท้จริงคือการปกป้องสถาบันไม่ให้ได้รับความเดือดร้อนจากการเพิ่มศัตรูโดยไม่จำเป็น ซึ่งหากมองผ่านมุมนี้เราจะเห็นว่าการดำเนินการดังกล่าวมีความสมเหตุสมผลและรอบคอบกว่าที่หลายคนวิพากษ์วิจารณ์

เจาะลึกทำไม ทนายเชาว์ ป้อง อภิสิทธิ์ ยันไม่แตะ ม.112 ช่วยเยาวชนไม่ใช่เหมาเข่ง จึงสำคัญ

นอกจากประเด็นเรื่องมาตรา 112 แล้ว นายเชาว์ยังได้แสดงความกังวลอย่างยิ่งเกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฉบับปัจจุบัน โดยเขามองว่าเป็นเสมือนดาบสองคมที่อาจสอดไส้การล้างผิดให้ตัวเองมากกว่าการสร้างสันติสุขให้ประชาชน โดยเฉพาะในประเด็นที่น่าสนใจดังนี้:

  • การสอดไส้กฎหมาย: มีข้อสังเกตว่าอาจมีการรวมฐานความผิดอื่นที่ไม่เกี่ยวกับการชุมนุมทางการเมืองถึง 24 ฉบับ
  • คณะกรรมการ 9 อรหันต์: ให้อำนาจเด็ดขาดแก่กลุ่มการเมือง ซึ่งเสี่ยงต่อการเลือกปฏิบัติและเอื้อพวกพ้อง
  • การนิรโทษกรรมตัวเอง: มีข้อความแฝงที่อาจปกป้องคณะกรรมการหากอ้างว่าปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริต ซึ่งคล้ายกับการใช้อำนาจเบ็ดเสร็จในอดีต

อย่างไรก็ตาม การที่ ทนายเชาว์ ป้อง อภิสิทธิ์ ยันไม่แตะ ม.112 ช่วยเยาวชนไม่ใช่เหมาเข่ง นั้นสะท้อนถึงการตั้งคำถามต่อบรรทัดฐานทางการเมืองที่อาจสร้างความขัดแย้งระยะยาว หากนักการเมืองใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือในการฟอกขาวความผิดของตนเอง แทนที่จะคืนความยุติธรรมให้แก่ผู้ชุมนุมที่ได้รับผลกระทบจากอุดมการณ์จริงๆ

บทสรุปและมุมมอง: สังคมไทยควรจับตาดูร่างกฎหมายนี้อย่างใกล้ชิด เพราะหากผลประโยชน์สุดท้ายตกอยู่กับกลุ่มนักการเมืองเพียงไม่กี่คน ในขณะที่ประชาชนยังคงเผชิญกับเงื่อนไขเดิมๆ สันติสุขที่แท้จริงคงยังเป็นเรื่องไกลตัว เราต้องร่วมกันรักษาสมดุลระหว่างกระบวนการยุติธรรมกับการป้องกันการใช้อำนาจที่มิชอบเพื่อให้ประเทศไทยเดินหน้าต่อไปได้โดยไม่สร้างบาดแผลใหม่ให้กับสังคม

ที่มา – “ทนายเชาว์” ป้อง “อภิสิทธิ์” ยันไม่แตะ ม.112 ชี้ช่วยเยาวชนหลงผิดไม่ใช่เหมาเข่ง

เจเศรษฐ์ กำชับ ศปถ. ดูแลมาตรการความปลอดภัยทางถนน

จากกรณีอุบัติเหตุสะเทือนใจที่เกิดขึ้นกับคณะพระสงฆ์เดินธุดงค์ในพื้นที่จังหวัดมุกดาหาร ทำให้ทุกภาคส่วนต้องหันมามองถึงความสำคัญของการเดินทางบนท้องถนนอีกครั้ง ล่าสุด นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ออกโรงสั่งการเร่งด่วน โดยเน้นย้ำถึงเรื่อง เจเศรษฐ์ กำชับ ศปถ. ดูแลมาตรการความปลอดภัยทางถนน เพื่อลดความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

เจเศรษฐ์ กำชับ ศปถ. ดูแลมาตรการความปลอดภัยทางถนน ทั่วประเทศ

การทำงานเชิงรุกในครั้งนี้มุ่งเน้นไปที่การลดอุบัติเหตุบนท้องถนน โดยให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ในฐานะเลขานุการศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน (ศปถ.) ประสานงานร่วมกับศูนย์ในระดับจังหวัดและท้องถิ่น เพื่อยกระดับความปลอดภัยให้ครอบคลุมทุกมิติ โดยมีแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน 4 ด้าน ดังนี้:

มาตรการคุมเข้ม 4 แนวทางหลัก หลังเจเศรษฐ์ กำชับ ศปถ. ดูแลมาตรการความปลอดภัยทางถนน

  • การป้องกันเด็กและเยาวชนขับขี่: กำชับผู้ปกครองและผู้นำชุมชนไม่ให้เด็กที่ไม่มีใบขับขี่นำรถออกมาใช้ พร้อมเร่งเก็บกุญแจรถให้ห่างมือเด็ก
  • การบังคับใช้กฎหมาย: ประสานตำรวจท้องที่กวดขันการขับขี่ผิดกฎหมาย เช่น การขับบนไหล่ทาง การใช้ความเร็วเกินกำหนด และการขับขี่โดยไม่มีใบอนุญาต
  • การสร้างการรับรู้: ประชาสัมพันธ์ให้ผู้ใช้รถใช้ถนนเพิ่มความระมัดระวังเมื่อพบพระธุดงค์หรือคนเดินเท้า โดยเฉพาะในเวลาเช้ามืดและพลบค่ำ
  • การปรับปรุงสภาพแวดล้อม: ตรวจสอบไฟฟ้าส่องสว่าง ป้ายเตือน และเครื่องหมายจราจรบนเส้นทางสายหลักและสายรองให้พร้อมใช้งานอยู่เสมอ

ทางด้านอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า ทาง ปภ. ได้เร่งขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าวผ่านศูนย์ ศปถ. ทุกระดับอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดการปฏิบัติที่เห็นผลจริง โดยเฉพาะการเฝ้าระวังกลุ่มเยาวชนและการแก้ไขจุดเสี่ยงตามริมทาง ทั้งหมดนี้ไม่ใช่แค่มาตรการกระดาษ แต่เป็นการลงมือทำจริงเพื่อสร้างถนนที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน

บทเรียนจากเหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นการเตือนใจคนไทยทุกคนว่า การขับขี่ด้วยความไม่ประมาทคือเกราะป้องกันที่ดีที่สุด เราควรเคารพกฎจราจรและเอื้อเฟื้อต่อผู้ใช้ถนนร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นคนเดินเท้าหรือกลุ่มพระสงฆ์ที่สัญจรผ่าน เพื่อให้ถนนในเมืองไทยกลายเป็นเส้นทางที่ปลอดภัยไร้อุบัติเหตุอย่างแท้จริง การดูแลตัวเองและคนรอบข้างให้ปฏิบัติตามกฎจราจรจึงเป็นหน้าที่ของพวกเราทุกคนครับ

ที่มา – “เจเศรษฐ์” กำชับ ศปถ. ดูแลมาตรการความปลอดภัยทางถนน

TZD ไฟเขียว เปลี่ยนบัตรประชาชน เป็นบัญชีคลังหน่วยกิต

ข่าวดีสุดๆ สำหรับวงการศึกษาไทยเลยนะ! TZD ไฟเขียว เปลี่ยนบัตรประชาชน เป็นบัญชีคลังหน่วยกิต แล้ว เพื่อแก้ปัญหาเด็กหลุดจากระบบการศึกษาอย่างยั่งยืน ล่าสุดตัวเลขเด็กนอกระบบลดฮวบจากกว่า 1 ล้านคนในปี 2566 เหลือแค่ 603,095 คน (ข้อมูล ณ พ.ย. 2568) ต้องชื่นชมความร่วมมือทุกภาคส่วนจริงๆ

TZD ไฟเขียว เปลี่ยนบัตรประชาชน เป็นบัญชีคลังหน่วยกิต ลดเด็กหลุดระบบ

TZD ไฟเขียว เปลี่ยนบัตรประชาชน เป็นบัญชีคลังหน่วยกิต

คณะกรรมการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาระดับชาติ หรือ TZD มีมติเห็นชอบแนวโน้มการศึกษาแบบยืดหยุ่น (Flexible Learning) และโครงการ Learning Passport ที่จะเปลี่ยนบัตรประชาชนใบเดียวให้กลายเป็นบัญชีคลังหน่วยกิตชีวิต (ILA) สะสมทักษะได้ทุกที่ ทุกเวลา ไม่ต้องยึดติดห้องเรียนแบบเดิมๆ พลเอกตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ ประธานคณะกรรมการ กล่าวว่า นโยบายนี้จะช่วยสร้างทักษะพื้นฐานชีวิต 3 ด้านหลัก จากงานวิจัย กสศ. คือ ทักษะดิจิทัล ทักษะอารมณ์-สังคม และทักษะผู้ประกอบการ

ภาพประชุม TZD ไฟเขียว เปลี่ยนบัตรประชาชน เป็นบัญชีคลังหน่วยกิต

เจ๋งตรงที่ ILA นี้เทียบโอนหน่วยกิตได้เลย สมัครเรียนต่อมหาวิทยาลัยกับ อว. หรือใช้สมัครงานโดยตรง เพราะข้อมูลสมรรถนะรับรองมาตรฐาน แถมมีแพลตฟอร์มช่วยอย่าง Mobile School จาก กสศ. หรือ EWE จาก สคช. เรียนรู้ anywhere anytime สะดวกสุดๆ

ตัวอย่างความสำเร็จจากจังหวัดต่างๆ หลัง TZD ไฟเขียว เปลี่ยนบัตรประชาชน เป็นบัญชีคลังหน่วยกิต

หลายจังหวัดเดินหน้าจนเห็นผลชัด เช่น บุรีรัมย์ กับโครงการ BURIRAM ZERO DROPOUT (BZDM) ช่วยเด็ก 17,401 คน ด้วย 4 กลไก: ป้องกัน แก้ไข ส่งต่อ และติดตาม ผนึก อสม. อพม. ผู้นำชุมชน ค้นหาเชิงรุก สนับสนุนอุปกรณ์ อุปโภค อาชีพ

ตัวอย่างโครงการบุรีรัมย์ TZD

สงขลาโมเดล 2569 หรือ Songkhla Model ใช้ “ค้นหา-ช่วยเหลือ-ดูแล-ส่งต่อ” ใน 16 อำเภอ 127 ตำบล สทิงพระโมเดลเปลี่ยนชุมชนเป็นห้องเรียน 3 ฐาน: วิชาชีวิต วิชาการ วิชาอาชีพ เช่น ทำน้ำตาลโตนด โนราห์ แถม “1 โรงเรียน 3 รูปแบบ” รองรับทุกกลุ่ม

พิษณุโลก ติดตามเด็ก TZD 7,178 คน (99.61%) ด้วย “1 โรงเรียน 3 รูปแบบ” One Stop Service และ “ตาข่ายการศึกษา 3 ชั้น”: ชั้น 1 ปรับสถานศึกษา ชั้น 2 ศูนย์ ม.12 Mobile School ชั้น 3 ชุมชนฐาน บูรณาการทุกภาคส่วน

โครงการสงขลาโมเดล

แผนปี 2569: 3 มาตรการเร่งด่วนหลัง TZD ไฟเขียว

  • เชื่อมข้อมูลข้ามกระทรวง: ศธ. มท. กต. ยธ. พม. แรงงาน เดสิมิเทค สร้าง Case Management รายบุคคล
  • ขยายกลุ่มเปราะบาง: เยาวชนยุติธรรม แรงงานนอกระบบ เด็กศูนย์ ม.12 เข้าถึงเงินอุดหนุน นม อาหารกลางวัน
  • ดูแล Crisis PLUS: เด็กน้ำท่วม โรคระบาด ภัยสงคราม ไม่ให้หลุดถาวร

พลัสยังมี Prime Minister TZD+ Awards มอบโล่จากนายกฯ ให้หน่วยงานต้นแบบ สร้างแรงบันดาลใจปีที่ 3

นโยบาย TZD ไฟเขียว เปลี่ยนบัตรประชาชน เป็นบัญชีคลังหน่วยกิต นี้ จะปฏิรูประบบการศึกษาไทยให้เท่าเทียมยั่งยืน ลดช่องโหว่ได้จริง คุณคิดว่านโยบายนี้จะช่วยเด็กไทยได้แค่ไหน? ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ รู้ด้วยนะ จะได้ช่วยกันผลักดัน!

ที่มา – TZD ไฟเขียว เปลี่ยนบัตรประชาชน เป็นบัญชีคลังหน่วยกิต ลดเด็กหลุดจากระบบการศึกษาไทย

วันเด็กทำเนียบฯ คึกคัก น้องชมพู่นั่งเก้าอี้นายกฯ


วันเด็กทำเนียบฯ ปีนี้คึกคักเป็นพิเศษ! “น้องชมพู่” วัย 1 ขวบ 4 เดือน สร้างประวัติศาสตร์เป็นเด็กคนแรกที่ได้นั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรี ขณะที่เด็กๆ อีกมากมายร่วมส่งกำลังใจถึงพี่ทหารที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็ง

วันเด็กทำเนียบฯ คึกคัก น้องชมพู่นั่งเก้าอี้นายกฯ คนแรก เด็กๆ ส่งกำลังใจถึงพี่ทหาร

บรรยากาศงานวันเด็กแห่งชาติปี 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาลเต็มไปด้วยสีสันและความสนุกสนานตั้งแต่เช้าตรู่ เด็กๆ และผู้ปกครองต่างเดินทางมาร่วมกิจกรรมกันอย่างคับคั่ง ท่ามกลางรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ

ไฮไลท์เด่นของงานวันเด็กทำเนียบฯ

  • ไดโนเสาร์คืนชีพ: รูปปั้นไดโนเสาร์จากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมกลับมาสร้างความตื่นตาตื่นใจให้เด็กๆ อีกครั้ง หลังหายไปนานกว่า 2 ปี
  • กิจกรรมแน่นตลอดวัน: ซุ้มเกม ขนม ของเล่น และกิจกรรมสร้างสรรค์อีกมากมายเปิดให้เด็กๆ ได้ร่วมสนุกตั้งแต่ 08.00 น. ถึง 15.30 น.
  • นั่งเก้าอี้นายกฯ: กิจกรรมยอดฮิตที่เด็กๆ ทุกคนรอคอย พร้อมเยี่ยมชมตึกไทยคู่ฟ้า

“น้องชมพู่” เด็กหญิงวิภาพร กลันทานนท์ วัยเพียง 1 ขวบ 4 เดือน เดินทางมาจากสมุทรปราการพร้อมคุณยายแสงจันทร์และพี่ชาย กลายเป็นเด็กคนแรกที่ได้นั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรี สร้างความประทับใจให้กับผู้ร่วมงานเป็นอย่างมาก คุณยายแสงจันทร์เผยว่า ครอบครัวมาร่วมงานวันเด็กทำเนียบฯ เป็นประจำทุกปี เพราะชื่นชมนายกรัฐมนตรีที่เข้ามาบริหารประเทศ

นอกจากน้องชมพู่แล้ว น้องโชค เด็กอีกคนที่ได้นั่งเก้าอี้นายกฯ ยังได้เขียนข้อความส่งกำลังใจถึงพี่ทหารว่า “ขอบคุณพี่ๆ ทหารที่ปกป้องประเทศไทยเพื่อพวกเราทุกคน” ข้อความนี้เป็นตัวแทนของความรู้สึกขอบคุณจากเด็กๆ ทุกคนที่วันเด็กทำเนียบฯ

ภายในงานยังมีบอร์ด “จากใจหนูถึงพี่ทหาร” เปิดพื้นที่ให้เด็กๆ ได้แสดงความขอบคุณและส่งกำลังใจให้กับทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดน ข้อความให้กำลังใจมากมายถูกเขียนขึ้นด้วยความรักและความห่วงใย

ปีนี้ ยังมีความพิเศษคือ บุตรธิดาของทหารกล้าที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์สู้รบในพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา จำนวน 26 คน ได้เข้าร่วมกิจกรรมในวันเด็กทำเนียบฯ และได้พบกับนายกรัฐมนตรีอีกด้วย

งานวันเด็กที่ทำเนียบรัฐบาลในปีนี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่เทศกาลแห่งความสนุกสนาน แต่ยังเป็นโอกาสให้เด็กๆ ได้เรียนรู้ถึงความสำคัญของชาติ ความเสียสละ และการเป็นพลเมืองที่ดี

เตรียมตัวให้พร้อมสำหรับวันเด็กปีหน้า

หากคุณวางแผนจะพาบุตรหลานไปร่วมงานวันเด็กที่ทำเนียบรัฐบาลในปีหน้า อย่าลืมเตรียมตัวให้พร้อม!

  • แต่งกายสุภาพ: งดเสื้อแขนกุด กางเกงขาสั้น และรองเท้าแตะ
  • ลงทะเบียนล่วงหน้า: เพื่อความสะดวกและรวดเร็วในการเข้าร่วมกิจกรรม
  • เตรียมอุปกรณ์กันแดด: หมวก ร่ม และครีมกันแดด
  • พกน้ำดื่มและอาหารว่าง: เพื่อเติมพลังให้เด็กๆ ตลอดวัน

งานวันเด็กที่ทำเนียบรัฐบาลเป็นประสบการณ์ที่น่าประทับใจสำหรับเด็กๆ ทุกคน นอกจากความสนุกสนานแล้ว ยังเป็นโอกาสให้พวกเขาได้เรียนรู้และเติบโตเป็นพลเมืองที่ดีของประเทศชาติ หวังว่าปีหน้าเราจะได้พบกันอีกที่วันเด็กทำเนียบฯ!

ที่มา – วันเด็กทำเนียบฯ คึกคัก “น้องชมพู่” วัย 1 ขวบ นั่งเก้าอี้นายกฯ คนแรก เด็กๆ ส่งกำลังใจถึงพี่ทหาร

ลุ้น! เด็กต่ำกว่า 18 ปี อาจได้รับนิรโทษกรรม

คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข กำลังหารือถึงความเป็นไปได้ในการแก้ไขมาตรา 112 โดยมีประเด็นสำคัญคือการพิจารณาว่าจะสามารถเพิ่มข้อยกเว้นให้แก่เด็กและเยาวชนที่อายุต่ำกว่า 18 ปี เพื่อให้พวกเขาได้รับนิรโทษกรรมได้หรือไม่ เนื่องจาก กมธ. เล็งเห็นว่ามีเด็กและเยาวชนจำนวนมากที่ถูกดำเนินคดี

เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2568 ที่รัฐสภา นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ประธาน กมธ. ได้เป็นประธานในการประชุมเพื่อพิจารณาแก้ไขมาตรา 3 เกี่ยวกับการไม่นิรโทษกรรมแก่ความผิดตามมาตรา 112 ที่ประชุมได้ใช้เวลาในการถกเถียงกันเกือบ 3 ชั่วโมง แต่ยังไม่ได้ข้อสรุปว่าจะแก้ไขอย่างไร และจะมีการประชุมอีกครั้งในวันที่ 28 สิงหาคม เพื่อลงมติในประเด็นนี้

นายวีรพัฒน์ ปริยวงศ์ โฆษก กมธ. กล่าวว่า ที่ประชุมมีแนวคิดที่จะแก้ไขมาตรา 3 โดยมองหาแนวทางอื่น ๆ เพื่อบรรเทาความขัดแย้ง แม้จะไม่สามารถนิรโทษกรรมความผิดตามมาตรา 112 ได้โดยตรง เป้าหมายหลักของกฎหมายฉบับนี้คือการสร้างเสริมสังคมสันติสุข และเปิดโอกาสให้มีการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่เกี่ยวข้องกับมาตรา 112 อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมเน้นย้ำถึงความระมัดระวังในการแก้ไข เพื่อไม่ให้ขัดต่อหลักการ และเพื่อป้องกันการตีตกกฎหมายหรือการฟ้องร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ

ลุ้นเด็กต่ำกว่า 18 ปีได้รับนิรโทษกรรม

นอกจากนี้ ยังมีการพูดถึงแนวทางการแก้ไขอื่น ๆ เช่น การลดโทษ การบรรเทาโทษ หรือการปล่อยตัวชั่วคราว ซึ่ง กมธ. จะต้องหารือกันต่อไปในรายละเอียด

น.ส.พนิดา มงคลสวัสดิ์ สส. สมุทรปราการ พรรคประชาชน ในฐานะโฆษก กมธ. กล่าวว่า ที่ประชุมมีมติ 12 ต่อ 11 เสียง ให้ปรับแก้ข้อความในมาตรา 3 โดยในสัปดาห์หน้าจะมีการพิจารณาว่าจะปรับแก้ในรูปแบบใด ซึ่งข้อเสนอหนึ่งที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือ การต่อท้ายมาตรา 3 ว่ามิให้บังคับใช้กับเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี

ความเป็นไปได้ที่เด็กต่ำกว่า 18 ปีจะได้รับนิรโทษกรรม

น.ส.พนิดาย้ำว่า มาตรา 3 ยังไม่สิ้นสุด และจะต้องมีการพิจารณากันอีกครั้ง แต่สิ่งที่ที่ประชุมเห็นพ้องกันคือ เด็กและเยาวชนที่ถูกดำเนินคดีจำนวนมาก ไม่ได้มีเจตนาร้ายต่อประเทศ เพียงแต่มีความคิดเห็นที่แตกต่างจากผู้มีอำนาจเท่านั้น ดังนั้น ข้อยกเว้นในมาตรา 3 อาจเปิดโอกาสให้พวกเขาได้รับนิรโทษกรรม

การพิจารณาประเด็นการนิรโทษกรรมให้แก่เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีนี้ ถือเป็นเรื่องที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะเกี่ยวข้องกับอนาคตของเยาวชนจำนวนมาก และอาจส่งผลต่อความปรองดองในสังคม การตัดสินใจของ กมธ. ในสัปดาห์หน้าจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง

การที่ กมธ. เปิดใจรับฟังและพิจารณาข้อเสนอต่างๆ อย่างรอบด้าน ถือเป็นสัญญาณที่ดีว่ามีความพยายามที่จะหาทางออกที่เหมาะสมและเป็นธรรมสำหรับทุกฝ่าย อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องติดตามกันต่อไปว่าผลการพิจารณาในท้ายที่สุดจะเป็นอย่างไร

ที่มา – ลุ้นเด็กต่ำกว่า 18 ปีได้รับนิรโทษกรรม กมธ. นัดชี้ขาดสัปดาห์หน้า

Scroll to top