เทคโนโลยีการเกษตร

ครม. ไฟเขียว MOU เกษตรไทย-มาเลเซีย ยกระดับความร่วมมือรอบ 40 ปี

ครม. ไฟเขียว MOU เกษตรไทย-มาเลเซีย ยกระดับความร่วมมือรอบ 40 ปี

ข่าวดีสำหรับพี่น้องเกษตรกรไทย! ล่าสุดคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบร่างบันทึกความเข้าใจ (MOU) ฉบับใหม่ที่ถือเป็นการครม. ไฟเขียว MOU เกษตรไทย-มาเลเซีย ยกระดับความร่วมมือรอบ 40 ปี อย่างเป็นทางการครับ ความร่วมมือที่เคยดำเนินมาตั้งแต่ปี 2522 นี้ ได้รับการปัดฝุ่นใหม่ให้ทันสมัยและตอบโจทย์โลกยุคปัจจุบันมากขึ้น โดยมุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในตลาดโลก

เป้าหมายสำคัญของความร่วมมือเกษตรไทย-มาเลเซีย

การปรับปรุงกรอบความร่วมมือในครั้งนี้ไม่ได้ทำเพียงแค่ตกลงกันตามพิธีการเท่านั้น แต่ยังเปิดช่องให้เกิดการแลกเปลี่ยนทั้งด้านเทคโนโลยีเกษตรแม่นยำและการรับมือกับโรคระบาดในพืชและสัตว์ ซึ่งเป็นเรื่องใกล้ตัวเกษตรกรมากที่สุดครับ การที่ ครม. ไฟเขียว MOU เกษตรไทย-มาเลเซีย ยกระดับความร่วมมือรอบ 40 ปี ครั้งนี้ จะส่งผลดีต่อห่วงโซ่อุปทานการเกษตรของทั้งสองประเทศ ดังนี้:

  • การแลกเปลี่ยนนวัตกรรมและเทคโนโลยีการผลิตสมัยใหม่
  • การเฝ้าระวังและการป้องกันโรคระบาดอย่างมีประสิทธิภาพ
  • การสร้างความมั่นคงด้านอาหารร่วมกันในภูมิภาค
  • การถ่ายทอดองค์ความรู้เพื่อพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในภาคเกษตร

ความร่วมมือครอบคลุมถึง 13 สาขาหลัก ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรไทยสามารถเข้าถึงตลาดใหม่ๆ และเรียนรู้เทคนิคการผลิตที่สะอาดและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้สินค้าเกษตรไทยได้รับความเชื่อมั่นจากผู้บริโภคทั่วโลกมากขึ้นด้วยครับ นับเป็นก้าวสำคัญที่รัฐบาลให้โอกาสพี่น้องเกษตรกรในการปรับตัวสู่ระบบเกษตรอัจฉริยะอย่างเต็มรูปแบบ

ในมุมมองของผม การตัดสินใจของรัฐบาลที่ดำเนินการให้ ครม. ไฟเขียว MOU เกษตรไทย-มาเลเซีย ยกระดับความร่วมมือรอบ 40 ปี นั้น ถือเป็นหมากเกมสำคัญที่จะช่วยรักษาเสถียรภาพและเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันให้กับภาคเกษตรกรรมไทยในระยะยาว หากเราสามารถบูรณาการเทคโนโลยีจากการแลกเปลี่ยนนี้มาใช้ได้จริง จะถือเป็นการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ของอุตสาหกรรมการเกษตรไทยสู่ยุคใหม่ที่ยั่งยืนกว่าเดิม

ที่มา – ครม. ไฟเขียว MOU เกษตรไทย-มาเลเซีย ยกระดับความร่วมมือรอบ 40 ปี เปิดทางเทคโนโลยี-นวัตกรรม-ตลาดใหม่

นายกฯ คิกออฟ โครงการสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่งเพื่อลดต้นทุนการผลิต

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้มีข่าวดีสำหรับพี่น้องเกษตรกรไทยมาฝากกันครับ เมื่อล่าสุดนายกรัฐมนตรีได้เดินทางไปเปิดตัวโครงการที่น่าสนใจมาก นั่นคือ นายกฯ คิกออฟ โครงการสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่งเพื่อลดต้นทุนการผลิต เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรให้เข้าถึงแหล่งทุนได้ง่ายขึ้นและมีต้นทุนการผลิตที่ถูกลงครับ

นายกฯ คิกออฟ โครงการสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่งเพื่อลดต้นทุนการผลิต

การดำเนินงานภายใต้ นายกฯ คิกออฟ โครงการสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่งเพื่อลดต้นทุนการผลิต ครั้งนี้ ไม่ใช่แค่การแจกเงินเพียงอย่างเดียว แต่รัฐบาลตั้งใจให้เป็นการเพิ่มศักยภาพให้เกษตรกรสามารถพึ่งพาตนเองได้ในระยะยาว ตามแนวคิดที่ว่าให้เบ็ดตกปลาที่มีคุณภาพมากกว่าแค่ให้ปลาครับ โดยโครงการนี้รัฐบาลจะช่วยแบกรับภาระดอกเบี้ยให้ถึงครึ่งหนึ่ง เพื่อให้เกษตรกรนำเงินไปใช้จ่ายในปัจจัยการผลิตที่มีคุณภาพ เช่น ปุ๋ย หรืออุปกรณ์ทางการเกษตรที่เหมาะสม

รายละเอียดโครงการและการต่อยอดภาคเกษตรไทย

นอกจากเรื่องของสินเชื่อแล้ว รัฐบาลยังเน้นการนำเทคโนโลยีเข้ามามีส่วนร่วมอย่างจริงจังครับ โดยในงานนี้นายกรัฐมนตรีได้ร่วมทดลองขับรถแทรกเตอร์ไฟฟ้าฝีมือคนไทยด้วยตัวเอง ซึ่งถือเป็นนวัตกรรมที่ช่วยลดต้นทุนการใช้พลังงานได้มหาศาล และยังช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามนโยบายมุ่งสู่ Net Zero ของประเทศไทยอีกด้วย นายกฯ คิกออฟ โครงการสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่งเพื่อลดต้นทุนการผลิต จึงเปรียบเสมือนจุดเริ่มต้นของการยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรโดยใช้ความรู้และนวัตกรรมนำทาง

  • เพิ่มสภาพคล่อง: เกษตรกรมีเงินทุนหมุนเวียนในการทำเกษตร
  • ลดต้นทุนจริง: รัฐช่วยจ่ายดอกเบี้ยครึ่งหนึ่ง ทำให้กำไรในกระเป๋าเกษตรกรเพิ่มขึ้น
  • พัฒนาทักษะ: มีการอบรมการบริหารจัดการต้นทุนด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่
  • รักษ์โลก: สนับสนุนการใช้รถแทรกเตอร์ไฟฟ้าและโดรนการเกษตรเพื่อสิ่งแวดล้อม

หลายคนอาจจะสงสัยว่าทำไมต้องเป็นสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่ง คำตอบคือรัฐบาลต้องการสร้างความมั่นคงที่ยั่งยืน ไม่ใช่แค่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าครับ การที่รัฐช่วยจ่ายดอกเบี้ยครึ่งหนึ่ง ทำให้เกษตรกรแบ่งเบาภาระไปได้มาก และมีโอกาสได้ใช้ปุ๋ยหรือพันธุ์พืชที่ดีขึ้น ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อผลผลิตที่จะได้รับในอนาคต

ในยุคที่โลกเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด การที่รัฐบาลสนับสนุนให้เกษตรกรเข้าถึงเครื่องจักรไฟฟ้า นับว่าเป็นก้าวย่างที่สำคัญมากครับ ไม่เพียงแค่ลดต้นทุนค่าน้ำมัน แต่มันคือการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับคาร์บอนเครดิตของประเทศ ซึ่งจะกลายเป็นรายได้พิเศษให้กับเกษตรกรได้ในอนาคตด้วยครับ หากเกษตรกรท่านใดสนใจแนะนำให้รีบไปติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ ธ.ก.ส. ใกล้บ้านได้เลยครับ เพื่อไม่ให้พลาดโอกาสดีๆ แบบนี้

ที่มา – นายกฯ คิกออฟ โครงการสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่งเพื่อลดต้นทุนการผลิต โชว์ขับรถแทรกเตอร์ไฟฟ้า

นายกรัฐมนตรีเตรียมลงพื้นที่อยุธยา เปิดสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่ง 3 หมื่นล้าน ลดต้นทุนเกษตรกร

เชื่อว่าพี่น้องเกษตรกรหลายคนกำลังรอคอยข่าวดีเรื่องการลดต้นทุนการผลิต ล่าสุดมีข่าวอัปเดตว่านายกรัฐมนตรีเตรียมลงพื้นที่อยุธยา เปิดสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่ง 3 หมื่นล้าน ลดต้นทุนเกษตรกร เพื่อช่วยเหลือกลุ่มเกษตรกรไทยให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำและก้าวข้ามปัญหาต้นทุนสูงที่สะสมมานานครับ

นายกรัฐมนตรีเตรียมลงพื้นที่อยุธยา เปิดสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่ง 3 หมื่นล้าน ลดต้นทุนเกษตรกร

ในวันที่ 3 กรกฎาคม 2569 นี้ ท่านนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล จะเดินทางไปที่สหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส. จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อเป็นประธานเปิดโครงการที่น่าสนใจมาก โครงการนี้ถือเป็นหนึ่งในนโยบายหลักที่พยายามดึงนวัตกรรมและเทคโนโลยีเข้ามาช่วย ไม่ว่าจะเป็นการใช้โดรนเพื่อการเกษตรหรือการบริหารจัดการปุ๋ยอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งแน่นอนว่าหัวใจสำคัญของการเดินทางครั้งนี้คือการประกาศใช้มาตรการนายกรัฐมนตรีเตรียมลงพื้นที่อยุธยา เปิดสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่ง 3 หมื่นล้าน ลดต้นทุนเกษตรกร อย่างเป็นทางการครับ

รายละเอียดโครงการและประโยชน์ที่เกษตรกรจะได้รับ

สำหรับโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่งนี้ มีความน่าสนใจหลายประการ ดังนี้ครับ:

  • วงเงินกู้ยืม: รัฐบาลจัดเตรียมวงเงินรวมถึง 30,000 ล้านบาท โดยให้กู้รายละไม่เกิน 100,000 บาท
  • การสนับสนุนจากรัฐ: รัฐบาลช่วยรับภาระดอกเบี้ยให้ 3% ทำให้เกษตรกรจ่ายดอกเบี้ยเพียง 3% ต่อปีเท่านั้น
  • ครอบคลุมพืชเศรษฐกิจ: รองรับพืชเศรษฐกิจหลักถึง 7 ชนิด
  • การพัฒนาทักษะ: ผู้กู้ต้องผ่านการอบรม Reskill/Upskill เพื่อปรับตัวเข้าสู่เกษตรยุคใหม่

การที่นายกรัฐมนตรีเตรียมลงพื้นที่อยุธยา เปิดสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่ง 3 หมื่นล้าน ลดต้นทุนเกษตรกร ในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการให้เงินกู้เท่านั้น แต่ยังเป็นการเปิดโอกาสให้เกษตรกรไทยได้เรียนรู้การใช้สมาร์ทฟาร์มมิ่งที่ยั่งยืนอีกด้วย

ความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาสังคม

นอกจากงานด้านการเกษตรแล้ว ในช่วงบ่ายวันเดียวกัน ท่านนายกรัฐมนตรียังมีภารกิจประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด เพื่อเดินหน้าแก้ไขปัญหาอย่างบูรณาการครบวงจร ถือเป็นการบริหารเวลาที่จัดการปัญหาปากท้องและคุณภาพชีวิตของประชาชนไปพร้อมๆ กันเลยครับ

ในมุมมองของผม โครงการนี้เป็นก้าวสำคัญที่ช่วยลดภาระดอกเบี้ยได้จริง โดยเฉพาะการกำหนดให้มีการอบรมเพื่อเพิ่มทักษะ เพราะความรู้คืออาวุธที่ยั่งยืนที่สุดสำหรับเกษตรกรไทยครับ หวังว่าพี่น้องที่สนใจจะรีบตรวจสอบสิทธิ์ผ่าน ธ.ก.ส. ใกล้บ้านท่านนะครับ

ที่มา – นายกรัฐมนตรีเตรียมลงพื้นที่อยุธยา เปิดสินเชื่อดอกเบี้ยคนละครึ่ง 3 หมื่นล้าน ลดต้นทุนเกษตรกร

ยศชนัน ผนึก 3 กระทรวงฯ เยี่ยมศูนย์หม่อนไหมโคราช

เมื่อเร็วๆ นี้ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ พร้อมด้วยคณะจากกระทรวง พม. และกระทรวงเกษตรฯ ได้ลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงาน ณ ศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ จังหวัดนครราชสีมา เพื่อยกระดับการผลิตด้วยนวัตกรรมสมัยใหม่ งานนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของประเทศไทยในการใช้เทคโนโลยีขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก

ยศชนัน ผนึก 3 กระทรวงฯ ลงพื้นที่ “ศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ โคราช” ชูเทคโนโลยีผลิตครบวงจร

การลงพื้นที่ครั้งนี้ ดร.ยศชนันเน้นย้ำถึงความสำคัญของ ยศชนัน ผนึก 3 กระทรวงฯ ลงพื้นที่ “ศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ โคราช” ชูเทคโนโลยีผลิตครบวงจร โดยตั้งเป้าหมายหลักคือการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ เพื่อช่วยพี่น้องเกษตรกรทุ่นแรงและลดเวลาในการทำงานให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นกว่าเดิม

นวัตกรรมเพื่อเกษตรกรไทยในยุคเกษตรอัจฉริยะ

กรมหม่อนไหมได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน (มทร.อีสาน) ในการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในทุกขั้นตอน ไม่ว่าจะเป็น:

  • ระบบบริหารจัดการน้ำและดินในแปลงหม่อนด้วยหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน
  • เครื่องจัดการมูลหนอนไหมอัตโนมัติ ช่วยลดภาระเกษตรกรผู้สูงอายุ
  • โปรแกรมตรวจนับไข่ไหมมาตรฐาน เพิ่มความแม่นยำในการคัดเลือกพันธุ์
  • นวัตกรรมเครื่องสาวไหมและเครื่องตีเกลียวที่เป็นมาตรฐานระดับสากล

ความสำเร็จของ ยศชนัน ผนึก 3 กระทรวงฯ ลงพื้นที่ “ศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ โคราช” ชูเทคโนโลยีผลิตครบวงจร ยังสะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจจริงในการผลักดันให้ผ้าไหมไทยได้รับมาตรฐาน “ตรานกยูงพระราชทาน” อย่างเข้มแข็ง เพื่อสร้างรายได้ที่ยั่งยืนและสร้างความมั่นคงให้กับชุมชนในระยะยาว

นอกเหนือจากเรื่องเทคโนโลยีแล้ว ดร.ยศชนันยังเน้นย้ำว่า การใช้เทคโนโลยีต้องสอดคล้องกับวิถีชีวิตดั้งเดิม เพื่อให้เกษตรกรสามารถปรับตัวได้ง่ายและใช้ทักษะความชำนาญที่มีอยู่เดิมร่วมกับเครื่องมือสมัยใหม่ได้อย่างลงตัว เป็นการผสมผสานระหว่างภูมิปัญญาชาวบ้านและวิทยาศาสตร์เข้าด้วยกันอย่างเหมาะสมที่สุด

ในมุมมองของผม การบูรณาการในลักษณะนี้คือหัวใจสำคัญของการพัฒนาประเทศ หากภาครัฐยังคงเดินหน้าสนับสนุนงานวิจัยที่ตอบโจทย์ความเดือดร้อนของชาวบ้านได้จริงเช่นนี้ เชื่อมั่นว่าอุตสาหกรรมหม่อนไหมไทยจะสามารถก้าวกระโดดไปสู่จุดที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจไทยได้อีกมหาศาลครับ

ที่มา – “ยศชนัน” ผนึก 3 กระทรวงฯ ลงพื้นที่ “ศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ โคราช” ชูเทคโนโลยีผลิตครบวงจร

“สุริยะ” ถือฤกษ์ดี เข้ากระทรวงเกษตร รับปากพักหนี้เกษตรกร

วันนี้เรามาพูดถึงข่าวดีสำหรับพี่น้องเกษตรกรทั่วประเทศกันครับ! “สุริยะ” ถือฤกษ์ดี เข้ากระทรวงเกษตรฯ รับปากพักหนี้เกษตรกร พร้อมออก 6 มาตรการด่วนช่วยเกษตรกร ซึ่งเป็นหัวข้อที่กำลังเป็นกระแสในวงการเกษตรไทย นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ถือฤกษ์มงคลเวลา 9.00 น. ของวันที่ 8 เมษายน 2567 นำทีม 2 รัฐมนตรีช่วยฯ คือ นายวัชระพล ขาวขำ และนางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช เข้าปฏิบัติหน้าที่ครั้งแรก โดยเริ่มจากการสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวง ไม่ว่าจะเป็นพระภูมิชัยมงคล ท้าวเวสสุวรรณ ศาลตายาย และพระพิรุณทรงนาค เพื่อความเป็นสิริมงคลในการทำงาน

“สุริยะ” ถือฤกษ์ดี เข้ากระทรวงเกษตรฯ รับปากพักหนี้เกษตรกร พร้อมออก 6 มาตรการด่วนช่วยเกษตรกร

หลังจากพิธีต้อนรับอย่างอบอุ่นจากผู้บริหารและข้าราชการ ท่านสุริยะได้เป็นประธานประชุมผู้บริหารระดับสูงทันที เพื่อมอบนโยบายสำคัญ โดยย้ำว่าตนเองไม่ตื่นเต้นแต่มีความตั้งใจเต็มที่ในการช่วยเหลือเกษตรกร ซึ่งเป็นรากฐานของชาติ แม้จะไม่เคยดูแลกระทรวงนี้มาก่อน แต่ด้วยประสบการณ์บริหารงานที่สั่งสมมา เชื่อว่าจะขับเคลื่อนได้แน่นอน

หนึ่งในนโยบายที่พี่น้องเกษตรกรรอคอยคือ การพักหนี้เกษตรกร ซึ่งเป็นสัญญาเลือกตั้งของพรรคเพื่อไทย ท่านสุริยะยืนยันว่าจะผลักดันให้เกิดขึ้นจริง นอกจากนี้ยังจัดตั้ง “วอร์รูม” เพื่อแก้ปัญหาเร่งด่วน โดยมี 6 มาตรการด่วน ที่น่าจับตามอง

6 มาตรการด่วนช่วยเกษตรกร

  • รับมือสถานการณ์ตะวันออกกลาง: ปรับสัดส่วนการใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินและความต้องการพืช ลดต้นทุน ส่งเสริมปุ๋ยชีวภาพ น้ำมันราคาถูกราคารถขนส่งสินค้าเกษตร และใช้ “ทูตเกษตร” หาตลาดใหม่กระจายสินค้า
  • บริหารจัดการสินค้าเกษตร: เร่งแก้จุดคอขวดกระจายผลไม้ พัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับ (traceability) เพื่อส่งออกและบริโภคในประเทศได้มั่นใจ
  • บริหารจัดการน้ำ: จัดการน้ำเพื่อเกษตรและประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ รับมือภัยแล้งและน้ำท่วม
  • บริหารจัดการดินและที่ดิน: ยกระดับคุณภาพดิน สร้างความมั่นคงด้านที่ดินทำกิน
  • สร้าง Smart Farmer รุ่นใหม่: ฝึกอบรมเกษตรกรรุ่นใหม่ให้ใช้เทคโนโลยี ทันสมัย เพิ่มผลผลิตและรายได้
  • แก้ปัญหา PM 2.5: ติดตามและแก้ไขอย่างเป็นระบบ ลดผลกระทบต่อสุขภาพและการผลิตเกษตร

ทุกมาตรการจะต้องรายงานผลต่อเนื่อง และเห็นผลเป็นรูปธรรมชัดเจนครับ

5 นโยบายหลักขับเคลื่อนกระทรวงเกษตร

  • ยกระดับการผลิตด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม
  • เพิ่มรายได้เกษตรกร
  • พัฒนาศักยภาพเกษตรกร
  • ตลาดนำการผลิต
  • บริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ ยังมีข่าวดีเรื่องปุ๋ยขาดแคลน ท่านสุริยะได้เจรจากับรัสเซียผู้ผลิตปุ๋ยรายใหญ่ เตรียมนำเข้า 2 ล้านตัน และช่วงสงกรานต์จะบินไปเจรจาเพิ่ม พรุ่งนี้ (9 เม.ย.) ก็ประชุมกับผู้นำเข้าปุ๋ยเพื่อแก้ปัญหาร่วมกัน พี่น้องเกษตรกรสบายใจได้เลย

โดยรวมแล้ว “สุริยะ” ถือฤกษ์ดี เข้ากระทรวงเกษตรฯ รับปากพักหนี้เกษตรกร พร้อมออก 6 มาตรการด่วนช่วยเกษตรกร ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่น่าชื่นชม แสดงถึงความจริงจังในการทำงานเพื่อเกษตรกร ซึ่งจะช่วยลดภาระ ลดต้นทุน และเพิ่มโอกาสในยุคที่ราคาสินค้าเกษตรผันผวนจากสถานการณ์โลก

ในมุมมองของผม นโยบายเหล่านี้หากทำได้จริงจะเปลี่ยนโฉมหน้าเกษตรไทยให้ทันสมัยและยั่งยืนมากขึ้น พี่น้องเกษตรกรลองติดตามและเตรียมตัวรับโอกาสใหม่ๆ กันนะครับ! หากมีประสบการณ์หรือข้อเสนอแนะ แชร์ในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลย เราจะช่วยกันผลักดันให้เกษตรกรไทยรวยขึ้น

ที่มา – “สุริยะ” ถือฤกษ์ดี เข้ากระทรวงเกษตรฯ รับปากพักหนี้เกษตรกร พร้อมออก 6 มาตรการด่วนช่วยเกษตรกร

ผ้าไหมใยกล้วย: นวัตกรรมใส่สบาย เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม


มหาวิทยาลัยมหาสารคามนำเสนอนวัตกรรมสุดล้ำ ผสาน “รังไหม” เข้ากับใยกล้วยและใยต้นหม่อน จนได้ออกมาเป็นสุดยอดผลิตภัณฑ์ “ผ้าไหมใยกล้วย” ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ช่วยเพิ่มรายได้และลดรายจ่ายให้แก่เกษตรกรไทย

เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา ภาควิชาเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ได้เปิดตัวงานวิจัยชิ้นใหม่ที่น่าสนใจอย่าง “ผ้าไหมใยกล้วย” ซึ่งถือเป็นการต่อยอดและเพิ่มมูลค่าให้กับวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ไม่ว่าจะเป็นรังไหม ใยกล้วย หรือต้นหม่อน ที่เกษตรกรผู้เลี้ยงไหมคุ้นเคยกันดี กลายมาเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ทุกคนสามารถจับต้องได้ง่าย มีความนุ่มสบายเมื่อสวมใส่ และที่สำคัญคือ ระบายอากาศได้ดี เหมาะกับสภาพอากาศของภาคอีสานเป็นอย่างยิ่ง

ผศ.ดร.ทนงศักดิ์ มูลตรี หัวหน้าโครงการ ‘น้ำมั่นคงไม่ท่วมไม่แล้ง’ ของสถาบันวิจัยแห่งชาติ ซึ่งเป็นผู้ดูแลเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดมหาสารคามและขอนแก่น ได้ให้ข้อมูลว่า โครงการได้ลงพื้นที่เพื่อพัฒนางานวิจัยใหม่ “ผ้าไหมใยกล้วย” โดยมีจุดประสงค์หลักคือการเพิ่มมูลค่าให้กับเกษตรกรที่รวมกลุ่มเลี้ยงไหมอีลี่ในบ้านหนองหญ้าปล้อง อำเภอมัญจาคีรี จังหวัดขอนแก่น ซึ่งใช้เวลาในการเลี้ยงเพียง 45 วัน ก็จะได้เส้นใยไหม น้ำหนัก 1 กิโลกรัม แต่จะได้ไหมเพียง 1 ขีดเท่านั้น ส่วนที่เหลือคือรังไหมและตัวดักแด้

ด้วยเหตุนี้ ทีมงานวิจัยจึงได้ริเริ่มนำรังไหมที่เหลือใช้มาผสมผสานกับใยกล้วยและใยต้นหม่อน จนกลายเป็น “ผ้าไหมใยกล้วย” ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง อีกทั้งยังช่วยเพิ่มรายได้และลดรายจ่ายให้กับเกษตรกรได้อย่างยั่งยืน

ผ้าไหมใยกล้วย

สำหรับกระบวนการผลิตนั้น เริ่มจากการให้เกษตรกรนำรังไหมมาปั่นรวมกับใยกล้วยที่ผ่านการขูดเนื้อกาบกล้วยออกด้วยชุดลูกกลิ้งและใบมีด จากนั้นนำเส้นใยที่ได้ไปทำความสะอาดอย่างพิถีพิถัน ล้างเส้นใยให้สะอาดหมดจดเพื่อกำจัดสิ่งสกปรกและสิ่งปนเปื้อนต่างๆ ออกให้หมด เมื่อทำความสะอาดเรียบร้อยแล้ว จึงนำรังไหมมาผสมกับใยกล้วย นำเส้นใยที่ผ่านการทำความสะอาดแล้วไปตากให้แห้งสนิท แล้วจึงนำไปปั่นเป็นเส้นด้าย ก่อนจะนำไปทอเป็นผืนผ้าที่สวยงาม ซึ่งจะให้ความอ่อนนุ่ม ความแข็งแรงทนทาน และลวดลายที่เป็นเอกลักษณ์

ทำไมผ้าไหมใยกล้วยถึงน่าสนใจ?

การนำใยกล้วยมาผสมกับรังไหม ทำให้ได้ผ้าที่มีเท็กซ์เจอร์ที่แตกต่างและโดดเด่นไม่เหมือนใคร และยังสามารถนำไปสร้างสรรค์เป็นชุดที่สวยงามหรือสินค้าโอทอปต่างๆ ได้อย่างหลากหลาย การผสมผสานใยกล้วยที่มีลักษณะพิเศษเข้ากับเส้นไหม ทำให้ได้เนื้อผ้าที่มีลวดลายและความรู้สึกในการสัมผัสที่แปลกใหม่ไม่ซ้ำใคร ที่สำคัญคือ ใยกล้วยเป็นเส้นใยธรรมชาติที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้อย่างยั่งยืน นับเป็นทางเลือกที่ดีในการผลิตสิ่งทอที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง

การสร้างสรรค์ ผ้าไหมใยกล้วย ไม่เพียงแต่เป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรเท่านั้น แต่ยังเป็นการสนับสนุนเกษตรกรให้มีรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืน อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจแบบ BCG (Bio-Circular-Green Economy) ที่กำลังเป็นที่นิยมในปัจจุบัน

มองหาเสื้อผ้าที่ใส่สบาย ดีต่อใจ และเป็นมิตรกับโลกอยู่หรือเปล่า? ลองเปิดใจให้กับ ผ้าไหมใยกล้วย แล้วคุณจะหลงรักในความนุ่มสบายและเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใครของผ้าชนิดนี้อย่างแน่นอน!

ที่มา – “ผ้าไหมใยกล้วย” นวัตกรรมผสมรังไหมกับใยกล้วยนุ่มใส่สบาย เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

Scroll to top