เทศกาลปีใหม่ 2569

7 วันอันตราย สังเวย 207 ศพ! ขับรถเร็วสาเหตุหลัก

7 วันอันตราย วันที่ 5 เกิดอุบัติเหตุรวม 1,185 ครั้ง ยอดผู้เสียชีวิตรวม 207 ศพ สาเหตุหลัก ขับรถเร็วเกินกำหนดและตัดหน้ากระชั้นชิด เตือนผู้ขับขี่ใช้รถใช้ถนนด้วยความระมัดระวัง

วันนี้ (4 ม.ค. 69) เวลา 10.15 น. ที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานแถลงข่าวสรุปผลการดำเนินงานของศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ พ.ศ. 2569 เปิดเผยว่า ศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ พ.ศ. 2569 โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยและความร่วมมือของภาคีเครือข่ายได้รวบรวมสถิติอุบัติเหตุทางถนน ประจำวันที่ 4 มกราคม 2569 ซึ่งเป็นวันที่ 5 ของการรณรงค์ “ขับขี่ปลอดภัย ลดความเร็ว ลดอุบัติเหตุ”

เกิดอุบัติเหตุ 191 ครั้ง ผู้บาดเจ็บ 188 คน ผู้เสียชีวิต 27 ศพ สาเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ ขับรถเร็วเกินกำหนด ร้อยละ 33.51 ตัดหน้ากระชั้นชิด ร้อยละ 22.51 ยานพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ รถจักรยานยนต์ ร้อยละ 72.62 ส่วนใหญ่เกิดบนเส้นทางตรง ร้อยละ 84.82 ถนนกรมทางหลวง ร้อยละ 40.84 ถนนใน อบต./หมู่บ้าน ร้อยละ 31.41 ช่วงเวลาที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ ช่วงเวลา 09.01 – 12.00 น. 12.01 – 15.00 น. และ 18.01 – 21.00 น. ร้อยละ 16.75 ผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตสูงสุด อยู่ในช่วงอายุ 20 – 29 ปี ร้อยละ 16.28 โดยจังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด ได้แก่ ลำปาง (10 ครั้ง) จังหวัดที่มีผู้บาดเจ็บสูงสุด ได้แก่ ลำปาง (10 คน) จังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตสูงสุด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร (3 ศพ)

สรุปอุบัติเหตุทางถนนสะสมในช่วง 5 วัน (30 ธ.ค. 68 – 3 ม.ค. 69) เกิดอุบัติเหตุรวม 1,185 ครั้ง ผู้บาดเจ็บ รวม 1,141 คน ผู้เสียชีวิต รวม 207 ศพ จังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุสะสมสูงสุดได้แก่ ภูเก็ต (47 ครั้ง) จังหวัดที่มีผู้บาดเจ็บสะสมสูงสุด ได้แก่ ภูเก็ต (51 คน) จังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตสะสมสูงสุด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร (18 ศพ) จังหวัดที่ไม่มีผู้เสียชีวิต (ตายเป็นศูนย์) มี 9 จังหวัด

นายพัฒนา กล่าวต่อว่า ในวันนี้ (4 ม.ค. 69) คาดว่าจะมีประชาชนเดินทางกลับกรุงเทพมหานครและพื้นที่ต่าง ๆ ที่เป็นจังหวัดเศรษฐกิจ ทำให้มีปริมาณรถบนเส้นทางสายหลักและเส้นทางเชื่อมต่อระหว่างจังหวัดเป็นจำนวนมาก ศปถ. จึงได้เน้นย้ำจังหวัด อำเภอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการจัดตั้งด่านตรวจ จุดตรวจ จุดสกัด จุดบริการ เพื่อรองรับการเดินทางสัญจรของประชาชนในการเดินทางกลับ รวมถึงบริหารจัดการการจราจร ทั้งสายหลักและสายรอง เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาจราจรติดขัดคับคั่ง

อีกทั้งเน้นย้ำหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการอย่างเข้มงวดในการบังคับใช้กฎหมาย ตาม “มาตรการ 10 ข้อหาหลัก” กับผู้ขับขี่ที่มีพฤติกรรมเสี่ยงอย่างเข้มข้น จริงจัง และต่อเนื่อง ทั้งการขับรถเร็ว ดื่มแล้วขับ ไม่สวมหมวกนิรภัย ไม่คาดเข็มขัดนิรภัย และง่วงแล้วขับ ตลอดจนอำนวยความสะดวก ดูแลความปลอดภัยของประชาชน ตรวจสอบประชาชนและนักท่องเที่ยวในสถานีขนส่งต่าง ๆ ให้เกิดความเรียบร้อย พร้อมให้สำนักงานขนส่งจังหวัดตรวจสอบความปลอดภัยของรถโดยสารสาธารณะทุกประเภทอย่างเคร่งครัด ทั้งความพร้อมของรถและพนักงานขับรถ โดยเฉพาะรถที่มีการใช้งานต่อเนื่องเป็นเวลาหลายวัน ต้องเข้ารับการตรวจความพร้อม ณ จุดตรวจ Check Point และจัดเตรียมรถโดยสารให้เพียงพอต่อความต้องการของประชาชน เพื่อป้องกันผู้โดยสารตกค้าง ดูแลความปลอดภัยบริเวณสถานีขนส่ง และจัดเตรียมรถโดยสารสาธารณะ รถรับจ้างส่วนบุคคล ให้สามารถรองรับการเดินทางและส่งต่อผู้โดยสารถึงจุดหมายปลายทางได้อย่างสะดวกและปลอดภัย

ทั้งนี้ ในส่วนการดำเนินงานของกระทรวงสาธารณสุข ได้เตรียมความพร้อมบริการการแพทย์ฉุกเฉินเพื่อรองรับผู้ประสบเหตุในช่วงเทศกาลปีใหม่ โดยสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) มีหน่วยปฏิบัติการแพทย์ทั่วประเทศ จำนวน 10,723 แห่ง โดยได้นำระบบ NDEMS (National Digital Emergency Medical Services) มาใช้ในช่วงเทศกาลปีใหม่นี้ เพื่อยกระดับการโทรแจ้งเหตุฉุกเฉินผ่านสายด่วน 1669 โดยระบบนี้สามารถระบุตำแหน่งจุดเกิดเหตุและติดต่อกับผู้ประสบเหตุผ่าน Video Call ได้ เพื่อให้ข้อมูลในการปฐมพยาบาลเบื้องต้นก่อนเจ้าหน้าที่จะเดินทางไปถึงจุดเกิดเหตุ ทำให้ได้ข้อมูลผู้ป่วยรวดเร็ว ลดเวลาในการช่วยเหลือ และเพิ่มโอกาสการรอดชีวิตจากอุบัติเหตุ

โดยข้อมูล ณ วันที่ 3 มกราคม 2569 มีผู้แจ้งเหตุผ่านสายด่วนแจ้งเหตุฉุกเฉิน 1669 เฉพาะเรื่องของอุบัติเหตุจราจร จำนวนกว่า 8,500 สาย ในส่วนของผลการดำเนินงานและการบังคับใช้กฎหมายตามพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 และที่แก้ไขเพิ่มเติม และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ในช่วงเทศกาลปีใหม่ พ.ศ. 2569 (ข้อมูล ณ วันที่ 3 มกราคม 2569) ได้มีการออกตรวจสะสม จำนวน 25,070 ราย พบความผิด จำนวน 1,543 ราย ร้าน/ผู้กระทำผิด จำนวน 170 ราย

สำหรับการดำเนินงานประเมินการมึนเมาสุราในชุมชน/ด่านชุมชน ได้มีการประเมินอาการมึนเมาสุรา จำนวน 394,566 ราย มีอาการมึนเมา 11,917 ราย คิดเป็นร้อยละ 3.02 ทั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุขยังคงจัดเตรียมทีมปฏิบัติการด้านการแพทย์และสาธารณสุขไว้บริการประชาชน เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยในพื้นที่ต่าง ๆ ได้อย่างทันท่วงที ตลอด 24 ชั่วโมง และเฝ้าระวังการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้เด็กอายุต่ำกว่า 20 ปี และบังคับใช้กฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างเข้มงวด เพื่อลดการสูญเสียจากอุบัติเหตุดื่มแล้วขับและให้ประชาชนเดินทางในช่วงปีใหม่อย่างปลอดภัย

นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เลขานุการศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569 เปิดเผยว่า วันนี้ประชาชนมีการเดินทางกลับกรุงเทพมหานครและพื้นที่ต่างๆ เป็นจำนวนมากต่อเนื่อง ศปถ. ได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกวดขันพฤติกรรมเสี่ยงขับรถเร็วและการขับรถตัดหน้าในระยะกระชั้นชิดบนเส้นทางสายหลัก เนื่องจากเป็นสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุทางถนนค่อนข้างสูง รวมถึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องประชาสัมพันธ์ข้อมูลสภาพการจราจร เส้นทางทางเลือก และคำเตือนด้านความปลอดภัยอย่างต่อเนื่องผ่านทุกช่องทาง รวมถึงให้เตรียมความพร้อมของหน่วยกู้ชีพและกู้ภัย และระบบการช่วยเหลือต่าง ๆ ในการช่วยเหลือผู้ประสบเหตุ ณ จุดเกิดเหตุ และขอฝากให้ประชาชนผู้ใช้รถใช้ถนนเตรียมความพร้อมของยานพาหนะก่อนการเดินทาง ปฏิบัติตามกฎจราจร มีน้ำใจกับผู้ร่วมใช้เส้นทาง และประเมินสภาพความพร้อมในการขับขี่ของตนเองอยู่เสมอ

หากมีอาการง่วง อ่อนเพลีย หรือรู้สึกเหนื่อยล้าจากการเดินทาง ขอให้แวะพักยังจุดพักรถหรือจุดบริการประชาชนที่ทางราชการจัดสรรไว้ให้ อย่าฝืนขับรถต่อเพราะอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุและความสูญเสียได้ นอกจากนี้ จากการพยากรณ์อากาศใน 24 ชั่วโมงข้างหน้า พบว่า ภาคใต้ตอนล่างอาจมีฝนฟ้าคะนองกระจายบางพื้นที่ ส่วนภาคกลางต้องเฝ้าระวังน้ำทะเล หนุนสูง ซึ่งส่งผลให้ระดับน้ำในแม่น้ำเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งอาจทำให้มีน้ำท่วมผิวจราจรบริเวณถนนพระราม 2 ขาเข้ากรุงเทพฯ จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องประชาสัมพันธ์ประชาชนให้เพิ่มความระมัดระวังในการสัญจรผ่านเส้นทางดังกล่าวด้วย

ท้ายนี้ ประชาชนที่ประสบหรือพบเห็นอุบัติเหตุสามารถแจ้งเหตุได้ทางสายด่วน 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง และไลน์ “ปภ.รับแจ้งเหตุ1784” โดยเพิ่มเพื่อน Line ID @1784DDPM เพื่อประสานให้การช่วยเหลือโดยด่วนต่อไป

7 วันอันตราย กับสถิติอุบัติเหตุที่น่าตกใจ

สถิติจาก7 วันอันตราย ช่วงเทศกาลปีใหม่นี้ แสดงให้เห็นว่าการขับรถเร็วเกินกำหนด ยังคงเป็นสาเหตุหลักของการเกิดอุบัติเหตุทางถนน การลดความเร็วและขับขี่ด้วยความระมัดระวังจึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งในการป้องกันการเกิดอุบัติเหตุ

ข้อควรระวังเพื่อความปลอดภัยในช่วง 7 วันอันตราย

  • ตรวจสอบสภาพรถให้พร้อมก่อนเดินทาง
  • พักผ่อนให้เพียงพอก่อนขับรถ
  • ไม่ขับรถเร็วเกินกำหนด
  • ไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ขณะขับรถ
  • คาดเข็มขัดนิรภัยทุกครั้ง
  • สวมหมวกนิรภัยหากขับขี่รถจักรยานยนต์
  • มีน้ำใจให้เพื่อนร่วมทาง

7 วันอันตราย ยังไม่จบ อย่าประมาทในการเดินทาง เพื่อความปลอดภัยของตัวท่านเองและเพื่อนร่วมทาง

ที่มา – 7 วันอันตราย สะสม 5 วัน ยอดผู้เสียชีวิตพุ่ง 207 ศพ สาเหตุหลักขับรถเร็ว

สภ.เมืองอุทัยธานี แจกซาลาเปา เมาไม่ขับ!

เตรียมพร้อมก่อนเดินทาง! ตำรวจ สภ.เมืองอุทัยธานี สร้างความประทับใจ ตั้งด่านแจกซาลาเปา กว่า 2,000 ลูก พร้อมรณรงค์ เมาไม่ขับ เพื่อความปลอดภัยบนท้องถนน

เมื่อวันที่ 2 มกราคม 2567 เวลา 08.00 น. บริเวณป้อมจราจร สภ.เมืองอุทัยธานี คึกคักเป็นพิเศษ พ.ต.อ.สมบูรณ์ ทองลอย รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดอุทัยธานี พร้อมด้วย พ.ต.อ.ภคิน วรรณศรี ผู้กำกับการ สภ.เมืองอุทัยธานี นำทีมตำรวจ ตั้งจุดตรวจบนถนนสายเอเชียมุ่งหน้าขาออก เพื่ออำนวยความสะดวกและรณรงค์ให้ประชาชนขับขี่อย่างปลอดภัยในช่วงเทศกาลปีใหม่ที่การจราจรหนาแน่นเป็นพิเศษ พร้อมทั้งย้ำเตือนเรื่อง เมาไม่ขับ อย่างเคร่งครัด

แต่ด่านตรวจนี้ไม่ได้มีแค่การตรวจความปลอดภัยเท่านั้น! สิ่งที่ทำให้ผู้เดินทางต้องยิ้มแก้มปริคือ ซาลาเปาทอดร้อนๆ ที่ตำรวจ สภ.เมืองอุทัยธานี ตั้งใจทำกันสดๆ ตรงนั้นเลย! มีทั้งเตา มีทั้งอุปกรณ์ทำขนม เหมือนยกครัวมาไว้ที่ป้อมตำรวจก็ไม่ปาน

เจ้าหน้าที่ตำรวจต่างช่วยกันปั้น ช่วยกันทอด เพื่อให้เพียงพอต่อปริมาณรถที่สัญจรผ่านไปมา คาดการณ์กันว่าจะแจกซาลาเปากว่า 2,000 ลูก พร้อมน้ำดื่มเย็นๆ ให้ผู้เดินทางได้อิ่มท้องกันก่อนออกเดินทางไกล สร้างความประทับใจและเสียงหัวเราะให้กับทุกคน

สภ.เมืองอุทัยธานี ตั้งด่านแจกซาลาเปา ผกก.การันตีความอร่อย ย้ำเตือน เมาไม่ขับ

พ.ต.อ.ภคิน วรรณศรี ผู้กำกับการ สภ.เมืองอุทัยธานี ถึงขั้นการันตีความอร่อยของซาลาเปาด้วยตัวเอง ท่ามกลางรอยยิ้มและเสียงหัวเราะของประชาชน ยืนยันว่าซาลาเปาที่แจกนั้น สด สะอาด ปลอดภัย กินได้อย่างสบายใจแน่นอน

ด่านตรวจในเช้าวันนั้น จึงไม่ใช่แค่ด่านตรวจจราจรธรรมดา แต่เป็นด่านแห่งน้ำใจ ที่ตำรวจและประชาชนได้แลกเปลี่ยนรอยยิ้ม ความห่วงใย และความปรารถนาดี ส่งท้ายวันหยุดยาว ให้ทุกการเดินทางกลับบ้าน เต็มไปด้วยความปลอดภัยตลอดเส้นทาง ผู้ขับขี่ต่างประทับใจในความมีน้ำใจของตำรวจอุทัยธานีเป็นอย่างมาก

ทำไมต้อง สภ.เมืองอุทัยธานี ตั้งด่านแจกซาลาเปา และย้ำเตือน เมาไม่ขับ?

การรณรงค์เรื่อง เมาไม่ขับ เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในช่วงเทศกาลที่มีการเดินทางจำนวนมาก การที่ สภ.เมืองอุทัยธานี เลือกใช้วิธีแจกซาลาเปา เป็นการสร้างความสนใจและเข้าถึงประชาชนได้ง่ายขึ้น ทำให้การสื่อสารเรื่องความปลอดภัยมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ยังเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับตำรวจ สร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างตำรวจกับประชาชนอีกด้วย

การกระทำเล็กๆ น้อยๆ อย่างการแจกซาลาเปา สามารถสร้างความสุขและกำลังใจให้กับผู้เดินทางได้เป็นอย่างดี เป็นการแสดงให้เห็นว่าตำรวจไม่ได้มีหน้าที่แค่จับผู้ร้าย แต่ยังพร้อมที่จะดูแลและช่วยเหลือประชาชนในทุกๆ ด้าน

หวังว่าทุกท่านที่เดินทางในช่วงเทศกาล จะระลึกถึงความปรารถนาดีของตำรวจ สภ.เมืองอุทัยธานี และขับขี่ด้วยความระมัดระวัง เมาไม่ขับ เพื่อความปลอดภัยของตนเองและผู้อื่น

ที่มา – ตำรวจ สภ.เมืองอุทัยธานี ตั้งด่านแจกซาลาเปา ผกก.การันตีความอร่อย ย้ำเตือน เมาไม่ขับ

7 วันอันตราย: อุบัติเหตุ 798 ครั้ง เสียชีวิต 145 ศพ

วันที่สามของช่วง 7 วันอันตราย ยอดเสียชีวิตเพิ่มเป็น 54 ศพ จากอุบัติเหตุรวม 798 ครั้ง และมีผู้บาดเจ็บถึง 769 คน ยอดรวมผู้เสียชีวิตในช่วง 7 วันอันตราย ขณะนี้อยู่ที่ 145 ศพ

เมื่อวันที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2569 เวลา 10.15 น. ณ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) นายจิระพงศ์ เทพพิทักษ์ รองปลัดกระทรวงคมนาคม ได้แถลงข่าวสรุปผลการดำเนินงานของศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ พ.ศ. 2569 โดยเปิดเผยถึงสถิติอุบัติเหตุทางถนนประจำวันที่ 2 มกราคม 2569 ซึ่งเป็นวันที่ 3 ของการรณรงค์ “ขับขี่ปลอดภัย ลดความเร็ว ลดอุบัติเหตุ” พบว่าเกิดอุบัติเหตุ 326 ครั้ง มีผู้บาดเจ็บ 317 คน และเสียชีวิต 54 ศพ

สาเหตุหลักที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุสูงสุดคือ ขับรถเร็วเกินกำหนด (ร้อยละ 40.18) รองลงมาคือ ดื่มแล้วขับ (ร้อยละ 29.45) ยานพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุดยังคงเป็นรถจักรยานยนต์ (ร้อยละ 76.92) โดยส่วนใหญ่เกิดบนเส้นทางตรง (ร้อยละ 78.22) ถนนกรมทางหลวง (ร้อยละ 36.81) และถนนใน อบต./หมู่บ้าน (ร้อยละ 29.75) ช่วงเวลาที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุดคือ ช่วงเวลา 00.01 – 03.00 น. (ร้อยละ 25.15)

ผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตสูงสุดอยู่ในช่วงอายุ 20-29 ปี (ร้อยละ 22.91) จังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุดคือ ภูเก็ต (16 ครั้ง) จังหวัดที่มีผู้บาดเจ็บสูงสุดคือ ภูเก็ต (18 คน) และจังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตสูงสุดคือ กรุงเทพมหานคร (7 ราย)

สรุปสถิติอุบัติเหตุทางถนนสะสมในช่วง 3 วันแรกของช่วง 7 วันอันตราย (30 ธ.ค. 68 – 1 ม.ค. 69) พบว่าเกิดอุบัติเหตุรวม 798 ครั้ง มีผู้บาดเจ็บรวม 769 คน และเสียชีวิตรวม 145 ศพ จังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุสะสมสูงสุดคือ ภูเก็ต (34 ครั้ง) จังหวัดที่มีผู้บาดเจ็บสะสมสูงสุดคือ ภูเก็ต (38 คน) และจังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตสะสมสูงสุดคือ กรุงเทพมหานคร (12 ราย)

7 วันอันตราย วันที่ 3 เกิดอุบัติเหตุรวม 798 ครั้ง ยอดผู้เสียชีวิตรวม 145 ศพ

เนื่องจากวันที่ 2 มกราคม ยังคงเป็นวันหยุดยาวต่อเนื่อง และมีการเดินทางระหว่างอำเภอและจังหวัดค่อนข้างมาก ขอความร่วมมือประชาชนขับรถด้วยความไม่ประมาท เว้นระยะห่างจากรถคันหน้า ไม่เบรกกะทันหัน คาดเข็มขัดนิรภัยและสวมหมวกกันน็อคทุกครั้งที่ขับขี่ สำหรับผู้ที่วางแผนเดินทางกลับกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัดล่วงหน้าเพื่อหลีกเลี่ยงการจราจรที่หนาแน่น โดยเฉพาะผู้ที่เดินทางในสายอีสานและสายเหนือ ศปถ. ได้เน้นย้ำให้จังหวัด อำเภอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เตรียมพร้อมรองรับการเดินทางกลับและอำนวยความสะดวกให้กับประชาชน

มาตรการที่เข้มงวด ได้แก่ การตั้งจุดตรวจ จุดบริการ การเตรียมเปิดช่องทางพิเศษ และการบังคับใช้กฎหมายตามมาตรการ 10 รสขม พร้อมประชาสัมพันธ์มาตรการความปลอดภัยต่างๆ และเพิ่มความระมัดระวังในการใช้อุปกรณ์นิรภัย

นายสหรัฐ วงศ์สกุลวิวัฒน์ รองอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กล่าวว่า คาดว่าปริมาณรถจะหนาแน่นที่สุดในวันที่ 4 มกราคม 2569 ศปถ. จึงประสานสั่งการให้เพิ่มความเข้มข้นในการตั้งจุดตรวจในพื้นที่ต่างๆ และให้ท้องถิ่นดูแลเรื่องด่านชุมชนอย่างเข้มงวด เพื่อสกัดพฤติกรรมเสี่ยง เมาแล้วขับ พร้อมตั้งจุดบริการเพื่อป้องกันอุบัติเหตุจากการหลับใน

สำหรับพื้นที่ท่องเที่ยวที่มีชาวต่างชาติ ให้เน้นการตรวจใบอนุญาตขับขี่ การกวดขันวินัยจราจร การขับรถเร็วเกินกำหนด ดื่มไม่ขับ การตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์ผู้ขับขี่ รวมถึงการตรวจสอบสัญญาณไฟและป้ายจราจร และสร้างความตระหนักรู้ด้านการจราจร

สรุปสถานการณ์ 7 วันอันตราย และข้อควรระวัง

โดยสรุปแล้ว สถานการณ์ 7 วันอันตราย ในวันที่ 3 ยังคงน่าเป็นห่วง ขอให้ทุกท่านเดินทางด้วยความระมัดระวัง ปฏิบัติตามกฎจราจร และเตรียมพร้อมสำหรับการเดินทางกลับเพื่อความปลอดภัยของตนเองและผู้อื่น

ท้ายนี้ หากพบเห็นอุบัติเหตุ สามารถแจ้งเหตุได้ทางสายด่วน 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง หรือ LINE “ปภ.รับแจ้งเหตุ1784”

ที่มา – 7 วันอันตราย วันที่ 3 เกิดอุบัติเหตุรวม 798 ครั้ง ยอดผู้เสียชีวิตรวม 145 ศพ

7 วันอันตราย: วันที่ 2 ดับเพิ่ม น่าห่วง!

7 วันอันตราย

วันที่สองของ “7 วันอันตราย” ช่วงเทศกาลปีใหม่ ยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น 53 ศพ รวมอุบัติเหตุ 469 ครั้ง บาดเจ็บ 452 คน และเสียชีวิตรวม 86 ศพ ตัวเลขที่น่าตกใจและต้องตระหนักถึงความปลอดภัยบนท้องถนน

เมื่อวันที่ 1 มกราคม กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) รายงานสรุปผลการดำเนินงานของศูนย์อำนวยการป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ 2569 โดยวันที่ 31 ธันวาคม 2568 ซึ่งเป็นวันที่สองของการรณรงค์ “ขับขี่ปลอดภัย ลดความเร็ว ลดอุบัติเหตุ” เกิดอุบัติเหตุ 271 ครั้ง มีผู้บาดเจ็บ 262 คน และเสียชีวิตถึง 53 ศพ

สาเหตุหลักของการเกิดอุบัติเหตุในช่วง 7 วันอันตราย

สาเหตุหลักที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุสูงสุดยังคงเป็น ขับรถเร็ว คิดเป็นร้อยละ 40.96 และ ดื่มแล้วขับ ร้อยละ 27.31 ยานพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุดคือรถจักรยานยนต์ คิดเป็นร้อยละ 74.44 ส่วนใหญ่เกิดบนถนนทางตรง ร้อยละ 82.29 และบนถนนกรมทางหลวง ร้อยละ 39.48 รวมถึงถนนใน อบต./หมู่บ้าน ร้อยละ 32.47 ช่วงเวลาที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุดคือช่วง 18.01 – 21.00 น. ร้อยละ 18.82 ผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตสูงสุดอยู่ในช่วงอายุ 40 – 49 ปี ร้อยละ 17.46

จังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุดคือ เพชรบุรี (12 ครั้ง) จังหวัดที่มีผู้บาดเจ็บสูงสุดคือ พะเยา และสุราษฎร์ธานี (จังหวัดละ 12 คน) จังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตสูงสุดคือ นครราชสีมา และสุพรรณบุรี (จังหวัดละ 4 ราย)

สรุปอุบัติเหตุทางถนนสะสมในช่วง 2 วันของการรณรงค์ (30 – 31 ธ.ค. 68) เกิดอุบัติเหตุรวม 469 ครั้ง ผู้บาดเจ็บรวม 452 คน ผู้เสียชีวิตรวม 86 ศพ จังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุสะสมสูงสุดคือ เพชรบุรี (19 ครั้ง) จังหวัดที่มีผู้บาดเจ็บสะสมสูงสุดคือ ภูเก็ต (20 คน) จังหวัดที่มีผู้เสียชีวิตสะสมสูงสุดคือ กรุงเทพมหานคร นครราชสีมา ปทุมธานี และสุพรรณบุรี (จังหวัดละ 5 ราย) จังหวัดที่ไม่มีผู้เสียชีวิต (ตายเป็นศูนย์) มี 36 จังหวัด

ถึงแม้ว่าหลายจังหวัดจะไม่มีผู้เสียชีวิต แต่ภาพรวมของประเทศยังคงน่าเป็นห่วง หลายหน่วยงานยังคงเฝ้าระวังและอำนวยความสะดวกในการเดินทางแก่ประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการบังคับใช้กฎหมายกับผู้ขับขี่ที่มีพฤติกรรมเสี่ยง

จากข้อมูลสถิติ พบว่า พฤติกรรมการขับรถเร็ว ดื่มแล้วขับ และการไม่ใช้อุปกรณ์นิรภัย ยังคงเป็นสาเหตุหลักของการเกิดอุบัติเหตุทางถนนในช่วง “7 วันอันตราย” นี้

ทาง ศปถ. ได้กำชับให้กวดขันพฤติกรรมเสี่ยงบนท้องถนน และเน้นย้ำให้ด่านชุมชนปฏิบัติการเชิงรุก เพื่อป้องปรามผู้ขับขี่ที่มีพฤติกรรมเสี่ยงอุบัติเหตุ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ใช้รถจักรยานยนต์ให้สวมหมวกนิรภัย และไม่ขับขี่ด้วยความคึกคะนองและเสี่ยงอันตราย

หากใครที่กำลังจะเดินทางในช่วงนี้ ควรเตรียมสภาพร่างกายให้พร้อม พักผ่อนให้เพียงพอ ง่วงอย่าขับ และที่สำคัญที่สุดคือ ไม่ขับรถเร็ว!

การเริ่มต้นปีใหม่ควรเป็นไปด้วยความสุขและความปลอดภัย ร่วมมือกันลดอุบัติเหตุบนท้องถนน และเดินทางกลับบ้านอย่างปลอดภัยในช่วง “7 วันอันตราย” นี้นะคะ

ที่มา – “7 วันอันตราย” วันที่ 2 ดับเพิ่ม 53 ศพ สาเหตุหลักขับรถเร็ว-เมาแล้วขับ

7 วันอันตรายปีใหม่ 2569: ห่วงหลับใน

เทศกาล7 วันอันตรายปีใหม่ 2569 เริ่มต้นขึ้นแล้ว ประธานมูลนิธิประชาปลอดภัยแสดงความห่วงใยต่ออุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นในช่วงวันหยุดยาว โดยเฉพาะอย่างยิ่งความอ่อนล้าของผู้เดินทางขากลับที่อาจนำไปสู่การหลับใน นอกจากนี้ ยังมีความกังวลเกี่ยวกับมาตรการผ่อนปรนการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่อาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ

นายนิกร จำนง ประธานมูลนิธิประชาปลอดภัย กล่าวถึงการเดินทางในช่วงหยุดยาวเทศกาล7 วันอันตรายปีใหม่ 2569 ว่ามีความกังวลต่ออัตราการเสียชีวิตที่อาจเกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากความอ่อนล้าของผู้ขับขี่ที่เดินทางไกลและอาจพักผ่อนไม่เพียงพอจนเกิดอาการหลับในได้ ดังนั้น การดูแลและพักผ่อนให้เพียงพอจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

7 วันอันตรายปีใหม่ 2569

อีกประเด็นที่น่ากังวลคือ พระราชบัญญัติควบคุมแอลกอฮอล์ที่ได้มีการผ่อนปรนเวลาในการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้สามารถขายได้ตั้งแต่เวลา 11.00 – 24.00 น. ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุจากการดื่มแล้วขับได้ แม้ว่าจะมีการควบคุมการขายให้กับผู้ที่อยู่ในอาการมึนเมา แต่ยังไม่มีนิยามที่ชัดเจนจากกรมควบคุมโรค นอกจากนี้ ยังมีกรณีเด็กที่ได้รับบาดเจ็บและเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลที่มีการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ร่วมด้วย ซึ่งยังเป็นประเด็นที่ไม่ชัดเจนระหว่างหน่วยงานตำรวจและกระทรวงสาธารณสุข

นายนิกรยังกล่าวถึงการผ่อนปรนเวลาขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ว่า หากไม่มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดในการห้ามขายให้กับเยาวชนและผู้ที่มีอาการมึนเมา อาจส่งผลให้เกิดปัญหาอุบัติเหตุจากการเมาแล้วขับเพิ่มมากขึ้นในช่วงเทศกาล 7 วันอันตรายปีใหม่ 2569 จึงขอให้ผู้ประกอบการเพิ่มความรับผิดชอบต่อสังคมและดูแลความปลอดภัยของลูกค้าอย่างจริงจัง

เป้าหมายลดอุบัติเหตุช่วง 7 วันอันตรายปีใหม่ 2569

สำหรับเป้าหมายในการควบคุมตัวเลขผู้เสียชีวิตในช่วง 7 วันอันตรายปีใหม่ 2569 ที่ตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะลดลง 5% จาก 321 ราย (ในปีที่ผ่านมา) หรือลดลง 16 ราย ให้เหลือ 304 รายนั้น อาจมีความเป็นไปได้ แต่ก็ไม่ควรประมาท เนื่องจากมีรายงานผู้เสียชีวิตก่อนช่วงเทศกาลแล้ว โดยข้อมูลจากบริษัทกลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จำกัด, ศูนย์ข้อมูลอุบัติเหตุทางถนน และเครือข่ายเพื่อเสริมสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยทางถนน พบว่ามีผู้เสียชีวิตไปแล้วถึง 49 รายก่อนวันที่ 30 ธันวาคม 2568 ซึ่งไม่ได้ถูกนับรวมกับตัวเลขผู้เสียชีวิตในช่วงเทศกาลนี้

ดังนั้น จึงขอให้ผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบในภาครัฐและประชาชนทุกคนร่วมมือกันดูแลตนเอง ครอบครัว และผู้ร่วมทางให้ดี เพื่อให้เทศกาลปีใหม่ 2569 เป็นช่วงเวลาแห่งความสุขและความปลอดภัยสำหรับทุกคน

การเดินทางอย่างปลอดภัยในช่วงเทศกาลปีใหม่เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง การวางแผนการเดินทางล่วงหน้า การพักผ่อนให้เพียงพอ การปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัด และการมีน้ำใจต่อเพื่อนร่วมทาง จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุและทำให้เทศกาลปีใหม่นี้เป็นช่วงเวลาแห่งความสุขอย่างแท้จริง

ที่มา – 7 วันอันตรายปีใหม่ 2569 วันแรก “นิกร” ห่วงคนอ่อนล้าหวั่นหลับใน ย้ำต้องพักผ่อนให้ดี

ยอดเดินทางราง 3 วันแรก ทะลุ 3.7 ล้านคน



ช่วงเทศกาลปีใหม่ที่ผ่านมา กรมการขนส่งทางราง (ขร.) ได้ติดตามสถานการณ์การให้บริการระบบรางอย่างใกล้ชิด เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนที่จะเดินทางในช่วงวันหยุดยาวนี้ จากข้อมูลสะสม 3 วันแรก (26-28 ธันวาคม 2568) พบว่ามีประชาชนใช้บริการระบบรางรวมทั้งสิ้น 3,785,096 คน-เที่ยว ซึ่งต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้เล็กน้อย

นายพิเชฐ คุณาธรรมรักษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางราง (ขร.) กล่าวว่า โดยรวมแล้ว การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) สามารถบริหารจัดการได้เป็นอย่างดี ไม่มีผู้โดยสารตกค้าง ทั้งนี้ ยอดผู้ใช้บริการรถไฟฟ้าสายสีทองและสายสีชมพูพุ่งสูงเกินคาดการณ์ โดยเฉพาะเพื่อรองรับการเดินทางไปยังงานเคาท์ดาวน์

สรุปยอดเดินทางราง 3 วันแรก ช่วงปีใหม่

ปริมาณการเดินทางระบบรางสะสม (26-28 ธันวาคม 2568) แบ่งเป็น:

  • รถไฟระหว่างเมือง (รฟท.): 263,764 คน-เที่ยว (เที่ยวไป 141,725 คน-เที่ยว / เที่ยวกลับ 122,039 คน-เที่ยว)
  • ระบบรถไฟฟ้า: 3,521,332 คน-เที่ยว

สำหรับระบบรถไฟฟ้า ประกอบด้วย:

  • สายสีเขียว: 1,797,391 คน-เที่ยว
  • สายสีน้ำเงิน: 1,013,908 คน-เที่ยว
  • แอร์พอร์ต เรล ลิงก์ (ARL): 181,008 คน-เที่ยว
  • สายสีชมพู: 153,250 คน-เที่ยว (สูงกว่าประมาณการร้อยละ 22.71)
  • สายสีม่วง: 144,013 คน-เที่ยว
  • สายสีเหลือง: 111,481 คน-เที่ยว
  • สายสีแดง: 86,827 คน-เที่ยว
  • สายสีทอง: 33,454 คน-เที่ยว (สูงกว่าประมาณการร้อยละ 39.39)

สายสีทองมาแรง!

เป็นที่น่าสังเกตว่า รถไฟฟ้าสายสีทอง มียอดผู้ใช้บริการสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้เกือบ 40% ซึ่งเป็นผลมาจากการจัดงาน Amazing Thailand Countdown 2026 ณ ไอคอนสยาม ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวและประชาชนจำนวนมาก

อย่างไรก็ตาม ในช่วง 3 วันแรกของการเดินทาง ยังคงมีอุบัติเหตุเกิดขึ้น โดยมีรายงานอุบัติเหตุรถไฟชนคนเสียชีวิต 2 ราย และเหตุรถยนต์กีดขวาง 1 ครั้ง นอกจากนี้ ยังมีเหตุรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินขัดข้องเล็กน้อย แต่ได้รับการแก้ไขอย่างรวดเร็ว

ในส่วนของมาตรการความปลอดภัย ได้มีการตรวจวัดแอลกอฮอล์ในลมหายใจของเจ้าหน้าที่ รฟท. จำนวน 388 ท่าน และไม่พบผู้ที่มีระดับแอลกอฮอล์เกินกำหนด

สำหรับวันที่ 28 ธันวาคม 2568 ซึ่งเป็นวันอาทิตย์ มีปริมาณการเดินทางรวม 1,019,217 คน-เที่ยว โดยแบ่งเป็น:

  • รถไฟระหว่างเมือง (รฟท.): 87,616 คน-เที่ยว
  • ระบบรถไฟฟ้า: 931,601 คน-เที่ยว

เส้นทางรถไฟระหว่างเมืองที่มีผู้ใช้บริการมากที่สุดคือ สายใต้ รองลงมาคือ สายตะวันออกเฉียงเหนือ และสายเหนือ

ระบบรถไฟฟ้ากับการรองรับการเดินทาง

ระบบรถไฟฟ้าแต่ละสายมีรายละเอียดจำนวนเที่ยววิ่งและการให้บริการดังนี้:

  • สายสีเขียว (BTS): 484,928 คน-เที่ยว
  • สายสีน้ำเงิน (MRT): 262,083 คน-เที่ยว
  • แอร์พอร์ต เรล ลิงก์ (ARL): 52,450 คน-เที่ยว
  • สายสีชมพู: 38,515 คน-เที่ยว
  • สายสีม่วง: 32,323 คน-เที่ยว
  • สายสีเหลือง: 29,495 คน-เที่ยว
  • สายสีแดง: 21,552 คน-เที่ยว
  • สายสีทอง: 10,255 คน-เที่ยว

เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนที่เดินทางกลับภูมิลำเนาหรือท่องเที่ยว รฟท. ได้จัดขบวนรถพิเศษช่วยการโดยสารเพิ่มเติมในวันที่ 29 ธันวาคม 2568 จำนวน 2 ขบวน ได้แก่ สายเหนือ (เชียงใหม่ – กรุงเทพอภิวัฒน์) และสายใต้ (กรุงเทพอภิวัฒน์ – ยะลา)

อธิบดีกรมการขนส่งทางราง ได้กำชับให้ผู้ให้บริการรถไฟฟ้าเตรียมความพร้อมรองรับการเดินทางในช่วงเร่งด่วนให้เพียงพอ ควบคู่ไปกับการอำนวยความสะดวกผู้เดินทางท่องเที่ยว พร้อมกันนี้ ขอความร่วมมือประชาชนวางแผนการเดินทางล่วงหน้า และระมัดระวังขณะขับขี่ยานพาหนะ

จากข้อมูลยอดเดินทางราง 3 วันแรกนี้ แสดงให้เห็นว่าระบบรางยังคงเป็นที่นิยมในการเดินทางของประชาชน โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลปีใหม่ แม้ว่าจะมีตัวเลขที่ต่ำกว่าคาดการณ์เล็กน้อย แต่การบริหารจัดการโดยรวมถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดี และมีการปรับปรุงเพื่อรองรับความต้องการของผู้ใช้บริการอย่างต่อเนื่อง การเติบโตของรถไฟฟ้าสายสีทองก็แสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการดึงดูดนักท่องเที่ยวของสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญอย่างไอคอนสยาม

ดังนั้นการพัฒนาระบบขนส่งทางรางให้ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยส่งเสริมการเดินทางและการท่องเที่ยวภายในประเทศให้เติบโตยิ่งขึ้น

ที่มา – ยอดเดินทางราง 3 วันแรก คนใช้รถไฟฟ้า-รถไฟ ทะลุ 3.7 ล้านคน สายสีทองฮอตสุดรับงานไอคอนสยาม

เช็กด่วน! 21 เส้นทางเลี่ยงรถติดปีใหม่ 2569

ใกล้เข้ามาแล้วสำหรับเทศกาลปีใหม่ 2569! หลายคนคงกำลังวางแผนเดินทางกลับบ้านหรือท่องเที่ยวต่างจังหวัด เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาจราจรติดขัด กรมทางหลวงจึงได้แนะนำ 21 เส้นทางเลี่ยงรถติดปีใหม่ 2569 ที่จะช่วยให้การเดินทางของท่านสะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น มาดูกันว่ามีเส้นทางไหนบ้างที่น่าสนใจ!

21 เส้นทางเลี่ยงรถติดปีใหม่ 2569 ที่คุณต้องรู้!

นายปิยพงษ์ จิวัฒนกุลไพศาล อธิบดีกรมทางหลวง (ทล.) เปิดเผยว่า ในช่วงเทศกาลปีใหม่ระหว่างวันที่ 26 ธันวาคม 2568 – 5 มกราคม 2569 จะมีคนเดินทางออกต่างจังหวัดจำนวนมาก ดังนั้นทางกรมทางหลวง โดยสำนักอำนวยความปลอดภัย ได้แนะนำเส้นทางเลือกให้กับประชาชน เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกแก่ผู้เดินทางและหลีกเลี่ยงปัญหาการจราจรติดขัด รวมถึงช่วยให้ประชาชนวางแผนการเดินทางล่วงหน้าได้เป็นอย่างดีบนทางหลวงสายหลักและสายรอง ดังนี้

เส้นทางเลี่ยงรถติดปีใหม่ 2569 สำหรับเดินทางสู่ภาคเหนือ

สำหรับประชาชนที่จะเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปยังภาคเหนือ สามารถเดินทางออกได้ 5 เส้นทาง ประกอบด้วย:

  1. จากกรุงเทพฯ ไป รังสิต (ให้ใช้ทางหลวงหมายเลข 1 ถ.พหลโยธิน) – จ.พระนครศรีอยุธยา – จ.อ่างทอง – จ.สิงห์บุรี (ให้ใช้ทางหลวงหมายเลข 32 ถ.สายเอเชีย) – อ.มโนรมย์ (ให้ใช้ทางหลวงหมายเลข 1 ถ.พหลโยธิน) จากนั้นมุ่งหน้าสู่ จ.นครสวรรค์
  2. จากกรุงเทพฯ ไป จ.นนทบุรี (ให้ใช้ทางหลวงหมายเลข 340 บางบัวทอง – สุพรรณบุรี – ชัยนาท) – จ.ชัยนาท (ให้ใช้ทางหลวงหมายเลข 1 ถ.พหลโยธิน) จากนั้นมุ่งหน้าสู่ จ.นครสวรรค์
  3. จากกรุงเทพฯ ไป รังสิต – มุ่งหน้าทางต่างระดับบ้านกลาง (ทางหลวงหมายเลข 346) เข้าสู่ทางหลวงหมายเลข 347 (ถ.ปทุมธานี – บางปะหัน) – ให้ใช้ทางหลวงหมายเลข 32 ถ.สายเอเชีย จากนั้นมุ่งหน้าสู่ภาคเหนือ
  4. จากกรุงเทพฯ ไป รังสิต – อ.วังน้อย – จ.สระบุรี – จ.ลพบุรี (ให้ใช้ทางหลวงหมายเลข 1 ถ.พหลโยธิน) – อ.ตากฟ้า (ทางหลวงหมายเลข 11) จากนั้นมุ่งหน้าสู่ จ.พิษณุโลก
  5. จากกรุงเทพฯ ไป ทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 9 (บางปะอิน – บางพลี) – อ.วังน้อย (ให้ใช้ทางหลวงหมายเลข 1 ถ.พหลโยธิน) จากนั้นมุ่งหน้าสู่ทางหลวงหมายเลข 32 จากนั้นมุ่งหน้าเข้าสู่ภาคเหนือ

เส้นทางเลี่ยงรถติดปีใหม่ 2569 สำหรับเดินทางสู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

สำหรับประชาชนที่จะเดินทางจาก กรุงเทพฯ – ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สามารถเดินทางออกไปได้ 7 เส้นทาง:

  1. จากกรุงเทพฯ ไป อ.วังน้อย (ให้ใช้ทางหลวงหมายเลข 1 ถ.พหลโยธิน) – ทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 6 บางปะอิน – นครราชสีมา (ให้ใช้ด่านบางปะอิน ทล.1 กม.55+000) จากนั้นมุ่งหน้าสู่ จ.นครราชสีมา
  2. จากกรุงเทพฯ ไป อ.วังน้อย (ทางหลวงหมายเลข 1 ถ.พหลโยธิน) – ทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 6 บางปะอิน – นครราชสีมา (ด่านสระบุรี ทล.1 กม.99+600) จากนั้นมุ่งหน้าสู่ จ.นครราชสีมา
  3. จากกรุงเทพฯ ไป อ.วังน้อย (ทางหลวงหมายเลข 1 ถ.พหลโยธิน) – ทางหลวงหมายเลข 33 – ทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 6 บางปะอิน – นครราชสีมา (ให้ใช้ด่านหินกอง ทล.33 กม.82) จากนั้นมุ่งหน้าสู่ จ.นครราชสีมา
  4. จากกรุงเทพฯ ไป อ.วังน้อย (ทางหลวงหมายเลข 1 ถนนพหลโยธิน) – จ.สระบุรี – อ.ปากช่อง – อ.สีคิ้ว (ทางหลวงหมายเลข 2 ถ.มิตรภาพ) จากนั้นมุ่งหน้าสู่ จ.นครราชสีมา
  5. จากกรุงเทพฯ ไป จ.นครนายก (ทางหลวงหมายเลข 305) – อ.บ้านนา (ทางหลวงหมายเลข 3051) – อ.แก่งคอย (ทางหลวงหมายเลข 3222) – อ.ปากช่อง (ทางหลวงหมายเลข 2 ถ.มิตรภาพ) จากนั้นมุ่งหน้าสู่จังหวัดนครราชสีมา หรือ จาก อ.บ้านนา ใช้ทางหลวงหมายเลข 33 – อ.กบินทร์บุรี มุ่งหน้าสู่ อ.อรัญประเทศ
  6. จากกรุงเทพฯ ไป จ.ฉะเชิงเทรา (ทางหลวงหมายเลข 304) – อ.พนมสารคาม – อ.กบินทร์บุรี – อ.วังน้ำเขียว – อ.ปักธงชัย (ทางหลวงหมายเลข 304) จากนั้นมุ่งหน้าสู่ จ.นครราชสีมา
  7. จากกรุงเทพฯ ไป ถ.กาญจนาภิเษก (ทางหลวงหมายเลข 9) – ทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 6 บางปะอิน – นครราชสีมา (ทางขึ้นบริเวณ ทล.9 กม.80) จากนั้นมุ่งหน้าสู่ จ.นครราชสีมา

เส้นทางเลี่ยงรถติดปีใหม่ 2569 สำหรับเดินทางสู่ภาคตะวันออก

หากจะเดินทางออกไปยังภาคตะวันออก สามารถเดินทางจาก กรุงเทพฯ – ภาคตะวันออก ได้ 3 เส้นทาง:

  1. จากกรุงเทพฯ ไป จ.ชลบุรี (ให้ใช้ทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 7 สายกรุงเทพฯ – ชลบุรี – พัทยา)
  2. จากกรุงเทพฯ ไป จ.ฉะเชิงเทรา (ทางหลวงหมายเลข 304) โดยสามารถมุ่งหน้าสู่ ต.หนองปรือ เมืองพัทยา อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี (ให้ใช้ทางหลวงหมายเลข 331 สัตหีบ – เขาหินซ้อน)
  3. จากกรุงเทพฯ ไป อ.บางปะกง (ให้ใช้ทางหลวงหมายเลข 34 ถ.เทพรัตน) โดยใช้ทางหลวงหมายเลข 3 (ถ.สุขุมวิท) หรือ ทางพิเศษบูรพาวิถี (บางนา – ชลบุรี) จากนั้นมุ่งหน้าสู่ จ.ชลบุรี

เส้นทางเลี่ยงรถติดปีใหม่ 2569 สำหรับเดินทางสู่ภาคใต้

สำหรับประชาชนที่จะเดินทางลงภาคใต้ จากกรุงเทพฯ – ภาคใต้ สามารถเดินทางออกได้ 4 เส้นทาง:

  1. จากกรุงเทพฯ ไป ถนนบรมราชชนนี (ให้ใช้ทางหลวงหมายเลข 338 อรุณอมรินทร์ – นครชัยศรี) – อ.นครชัยศรี – จ.นครปฐม – จ.ราชบุรี – แยกวังมะนาว – จ.เพชรบุรี (ให้ใช้ทางหลวงหมายเลข 4 ถ.เพชรเกษม) จากนั้นมุ่งหน้าสู่ภาคใต้
  2. จากกรุงเทพฯ ไป บางใหญ่ (ให้ใช้ทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 81 ด่านบางใหญ่) – ออกที่ด่านนครปฐมตะวันตก – ถ.มาลัยแมน (ทางหลวงหมายเลข 321) – ทางหลวงหมายเลข 4 ถ.เพชรเกษม – จ.ราชบุรี จากนั้นมุ่งหน้าสู่ภาคใต้
  3. จากกรุงเทพฯ ไป จ.สมุทรสาคร – จ.สมุทรสงคราม (ให้ใช้ทางหลวงหมายเลข 35 ถ.พระราม 2) – แยกวังมะนาว – จ.เพชรบุรี (ให้ใช้ทางหลวงหมายเลข 4 ถ.เพชรเกษม) จากนั้นมุ่งหน้าสู่ภาคใต้
  4. จากกรุงเทพฯ ไป ทางหลวงหมายเลข 9 วงแหวนกาญจนาภิเษกด้านใต้ (กทพ.) – ทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 82 (ให้ใช้ต่างระดับบางขุนเทียน – เอกชัย) – ทางหลวงหมายเลข 35 ถ.พระราม 2 – แยกวังมะนาว – จ.เพชรบุรี (ให้ใช้ทางหลวงหมายเลข 4 ถ.เพชรเกษม) จากนั้นมุ่งหน้าสู่ภาคใต้

เส้นทางเลี่ยงรถติดปีใหม่ 2569 สำหรับเดินทางสู่ภาคตะวันตก

หากจะเดินทางไปยังภาคตะวันตก สามารถเดินทางจาก กรุงเทพฯ – ภาคตะวันตก สามารถเดินทางออกได้ 4 เส้นทาง:

  1. จากกรุงเทพฯ ไป จ.กาญจนบุรี (ให้ใช้ทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 81 สายบางใหญ่ – กาญจนบุรี) เพื่อมุ่งหน้าสู่ จ.กาญจนบุรี
  2. จากกรุงเทพฯ ไปถนนตลิ่งชัน – อ.ลาดหลุมแก้ว (ให้ใช้ทางหลวงหมายเลข 9 ถนนกาญจนาภิเษก) – ทางหลวงหมายเลข 346 ต่างระดับรังสิต – พนมทวน จากนั้นมุ่งหน้าสู่ จ.กาญจนบุรี
  3. จากกรุงเทพฯ ไป จ.นครปฐม (ให้ใช้ทางหลวงหมายเลข 4 ถ.เพชรเกษม) – ทางหลวงหมายเลข 323 (ถ.แสงชูโต) เพื่อมุ่งหน้าสู่ จ.กาญจนบุรี
  4. จากกรุงเทพฯ ไป จ.นครปฐม (ให้ใช้ทางหลวงหมายเลข 4 ถ.เพชรเกษม) – มุ่งหน้าทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 81 สายบางใหญ่ – กาญจนบุรี (ด่านศีรษะทอง) เพื่อเข้าสู่ทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 81 บางใหญ่ – กาญจนบุรี จากนั้นมุ่งหน้าสู่ จ.กาญจนบุรี

กรมทางหลวงขอความร่วมมือผู้ใช้ทางขับขี่ด้วยความระมัดระวัง ปฏิบัติตามป้ายเตือน ป้ายแนะนำ และคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด หากประชาชนต้องการสอบถามข้อมูลการเดินทางเพิ่มเติม หรือแจ้งเหตุด่วนเหตุร้ายระหว่างเดินทาง สามารถติดต่อได้ที่สายด่วนกรมทางหลวง 1586 (โทรฟรีทุกเครือข่ายตลอด 24 ชั่วโมง) สายด่วนมอเตอร์เวย์ 1586 กด 7 และตำรวจทางหลวง 1193

วางแผนการเดินทางล่วงหน้า ตรวจสอบเส้นทางและสภาพจราจร เลือกใช้เส้นทางเลี่ยงที่เหมาะสม และขับขี่ด้วยความไม่ประมาท เพื่อให้การเดินทางในช่วงปีใหม่นี้เป็นไปอย่างราบรื่นและปลอดภัย

ที่มา – เช็กด่วน 21 เส้นทางเลี่ยงรถติดปีใหม่ 2569 กรมทางหลวงแนะทางลัดออกกรุงเทพฯ ทั่วไทย

ปีใหม่ 2569 หยุดยาว 5 วัน! เช็กเลย

เตรียมตัวให้พร้อม! ครม. อนุมัติ วันหยุดช่วงปีใหม่ 2569 ให้วันที่ 2 มกราคม 2569 เป็นวันหยุดราชการเพิ่มเติมเป็นกรณีพิเศษ ทำให้เราได้หยุดยาวต่อเนื่องถึง 5 วันเต็ม ตั้งแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2568 ถึง 4 มกราคม 2569 ใครที่กำลังวางแผนเที่ยวปีใหม่ ห้ามพลาดข่าวนี้!

ใครที่กำลังมองหาสถานที่ท่องเที่ยว หรือวางแผนเดินทางในช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ต้องรีบเช็กปฏิทินกันให้ดีๆ นะคะ เพราะมติที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2567 ได้อนุมัติให้ วันศุกร์ที่ 2 มกราคม 2569 เป็นวันหยุดราชการเพิ่มเติมเป็นกรณีพิเศษ ทำให้ช่วงเวลาแห่งความสุขของทุกคนยาวนานยิ่งขึ้น

ข่าวดีก็คือ การเพิ่มวันหยุดราชการในครั้งนี้ ทำให้มีวันหยุดเชื่อมกันยาวๆ ตั้งแต่วันพุธที่ 31 ธันวาคม 2568 ไปจนถึงวันอาทิตย์ที่ 4 มกราคม 2569 รวมแล้วเป็นวันหยุดยาวฉลองเทศกาลปีใหม่ถึง 5 วันเต็มๆ! มาตรการนี้มีจุดประสงค์เพื่อกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยว และส่งเสริมเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศให้คึกคักยิ่งขึ้น

วันหยุดช่วงปีใหม่ 2569 รวม 5 วัน!

สรุปแล้ว วันหยุดยาวในช่วงเทศกาลวันหยุดช่วงปีใหม่ 2569 มีดังนี้:

  • วันพุธที่ 31 ธันวาคม 2568 (วันสิ้นปี)
  • วันพฤหัสบดีที่ 1 มกราคม 2569 (วันขึ้นปีใหม่)
  • วันศุกร์ที่ 2 มกราคม 2569 (วันหยุดราชการเพิ่มเติมเป็นกรณีพิเศษ) และเป็นวันหยุดของธนาคาร
  • วันเสาร์ที่ 3 มกราคม 2569
  • วันอาทิตย์ที่ 4 มกราคม 2569

เตรียมตัวให้พร้อมสำหรับวันหยุดช่วงปีใหม่ 2569

สำหรับใครที่ทำงานในบริษัทเอกชน อย่าลืมตรวจสอบนโยบายวันหยุดของบริษัทตัวเองด้วยนะคะ เพราะวันหยุดพิเศษอาจแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของแต่ละองค์กร ดังนั้น วางแผนล่วงหน้า และสอบถามให้ชัดเจน จะได้ไม่พลาดโอกาสในการพักผ่อนอย่างเต็มที่ในช่วงวันหยุดช่วงปีใหม่ 2569 นี้นะคะ

หลายคนคงเริ่มวางแผนเที่ยวกันแล้วใช่ไหมคะ ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางไปต่างจังหวัด พักผ่อนริมทะเล หรือขึ้นเหนือสัมผัสอากาศหนาว อย่าลืมจองที่พัก และตั๋วเดินทางล่วงหน้า เพื่อให้ทริปวันหยุดช่วงปีใหม่ 2569 เป็นไปอย่างราบรื่นและสนุกสุดเหวี่ยง! และอย่าลืมเผื่อเวลาในการเดินทางด้วยนะคะ เพราะช่วงเทศกาลปีใหม่ รถจะติดเป็นพิเศษค่ะ

นอกจากเรื่องเที่ยวแล้ว การดูแลสุขภาพก็สำคัญนะคะ พักผ่อนให้เพียงพอ ทานอาหารที่มีประโยชน์ และออกกำลังกายเป็นประจำ เพื่อให้ร่างกายแข็งแรงพร้อมสำหรับกิจกรรมต่างๆ ในช่วงวันหยุดยาวนี้ ที่สำคัญ อย่าลืมดูแลตัวเองจากอากาศที่เปลี่ยนแปลงด้วยนะคะ

หวังว่าข้อมูลนี้จะเป็นประโยชน์สำหรับทุกคนในการวางแผนวันหยุดช่วงปีใหม่ 2569 นี้นะคะ ขอให้ทุกคนมีความสุข สนุกสนาน และเดินทางปลอดภัยในช่วงเทศกาลปีใหม่ค่ะ

ที่มา – วันหยุดช่วงปีใหม่ 2569 ได้วันหยุดยาวต่อเนื่อง 5 วัน หลัง ครม. เคาะวันหยุดพิเศษ

Scroll to top