เปรู

เครื่องบินเล็กนำเที่ยวตกใกล้ “เส้นนาซกา” ในเปรู ดับ 13 ศพ

เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินชื่อเสียงของ “เส้นนาซกา” (Nazca Lines) แหล่งมรดกโลกอันน่าทึ่งในประเทศเปรู ซึ่งเป็นภาพสลักขนาดใหญ่บนพื้นทะเลทรายที่ต้องชมจากมุมสูงเท่านั้นถึงจะเห็นเป็นรูปเป็นร่าง แต่ล่าสุดเกิดเหตุสลดใจเมื่อเครื่องบินเล็กนำเที่ยวตกใกล้ “เส้นนาซกา” ในเปรู ดับ 13 ศพ ซึ่งถือเป็นข่าวใหญ่ที่สร้างความสะเทือนใจให้กับผู้คนทั่วโลก โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเยือนสถานที่แห่งนี้

โศกนาฏกรรม เครื่องบินเล็กนำเที่ยวตกใกล้ “เส้นนาซกา” ในเปรู ดับ 13 ศพ

เหตุการณ์น่าเศร้าครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อเครื่องบินขนาดเล็กของบริษัท Aerodiana ได้ประสบอุบัติเหตุตกในพื้นที่ปวยโบล บิเอโฆ บริเวณใกล้เคียงกับแหล่งท่องเที่ยวสำคัญอย่างเขตอนุรักษ์โบราณคดีนาซกา โดยรายงานจากสำนักข่าว Andina ระบุว่าผู้เสียชีวิตทั้ง 13 รายนั้น ส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เดินทางมาเพื่อสัมผัสความมหัศจรรย์ของเส้นนาซกาโดยเฉพาะ

รายละเอียดผู้เสียชีวิตและสาเหตุในเบื้องต้น

จากการตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นพบรายชื่อผู้เสียชีวิตประกอบด้วย:

  • ชาวอิตาลี 7 ราย
  • ชาวสเปน 2 ราย
  • ชาวเยอรมัน 2 ราย
  • และผู้เสียชีวิตรายอื่นๆ ที่กำลังอยู่ในระหว่างการยืนยันอัตลักษณ์บุคคล

บริษัท Aerodiana ซึ่งเป็นผู้ให้บริการเที่ยวบินดังกล่าว มีประสบการณ์เปิดให้บริการชมเส้นนาซกามานานกว่า 14 ปี แต่กลับต้องมาประสบกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันในครั้งนี้ ปัจจุบันเจ้าหน้าที่อัยการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของเปรูกำลังเร่งเข้าตรวจสอบพื้นที่เพื่อหาสาเหตุที่แน่ชัดว่าเกิดจากความผิดพลาดทางเทคนิค สภาพอากาศ หรือปัจจัยอื่นใดที่ทำให้เครื่องบินเล็กนำเที่ยวตกใกล้ “เส้นนาซกา” ในเปรู ดับ 13 ศพ ในครั้งนี้

ทางกระทรวงการค้าต่างประเทศและการท่องเที่ยวของเปรู ได้ออกมาแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งและกำลังประสานงานอย่างใกล้ชิดกับสถานทูตของประเทศต่างๆ เพื่อให้ความช่วยเหลือแก่ครอบครัวของผู้สูญเสียอย่างเต็มที่

เหตุการณ์นี้นับเป็นเครื่องเตือนใจให้นักท่องเที่ยวทุกคนหันกลับมาให้ความสำคัญกับมาตรฐานความปลอดภัยในการเลือกใช้บริการท่องเที่ยวเชิงผจญภัยหรือเที่ยวบินชมวิวในต่างประเทศเสมอ แม้ว่าการชมเส้นนาซกาจะเป็นประสบการณ์ครั้งหนึ่งในชีวิตที่คุ้มค่า แต่ความปลอดภัยควรเป็นสิ่งที่ต้องมาเป็นอันดับหนึ่งก่อนเสมอ เราขอแสดงความเสียใจต่อครอบครัวผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์สลดครั้งนี้ด้วยครับ

ที่มา – เครื่องบินเล็กนำเที่ยวตกใกล้ “เส้นนาซกา” ในเปรู ดับ 13 ศพ ส่วนใหญ่เป็นต่างชาติ

สลดเปรู ไฟไหม้คร่าครอบครัว 10 ชีวิต ชี้อาจเป็นการวางเพลิง

สลดเปรู ไฟไหม้คร่าครอบครัว 10 ชีวิต ชี้อาจเป็นการวางเพลิง

เกิดเหตุการณ์ที่น่าหดหู่ใจไปทั่วโลก เมื่อสำนักข่าวต่างประเทศรายงานเหตุโศกนาฏกรรม สลดเปรู ไฟไหม้คร่าครอบครัว 10 ชีวิต ชี้อาจเป็นการวางเพลิง ในเขตลา วิกโตเรีย ณ กรุงลิมา ประเทศเปรู ท่ามกลางความตื่นตระหนกของประชาชนในพื้นที่ โดยเหตุการณ์นี้ไม่เพียงแต่สร้างความสูญเสียครั้งใหญ่ แต่ยังทิ้งคำถามสำคัญเกี่ยวกับความปลอดภัยและการถูกคุกคามจากอาชญากรรมในพื้นที่ดังกล่าว

เบื้องลึกเหตุการณ์ สลดเปรู ไฟไหม้คร่าครอบครัว 10 ชีวิต ชี้อาจเป็นการวางเพลิง

ย้อนกลับไปในช่วงเช้ามืดวันพุธที่ 22 กรกฎาคม 2569 เวลาประมาณ 03.00 น. ได้เกิดเพลิงลุกลามอย่างรวดเร็วภายในบ้านพักที่ใช้เป็นทั้งที่อยู่อาศัยและสถานประกอบการผลิตที่นอน ส่งผลให้สมาชิกในบ้าน 10 รายเสียชีวิตอย่างน่าเศร้า โดยในกลุ่มผู้เสียชีวิตเป็นเด็กถึง 5 รายที่มีอายุตั้งแต่ 3 ขวบ ถึง 15 ปี ส่วนผู้ใหญ่ที่เสียชีวิตมีช่วงอายุระหว่าง 29 ถึง 72 ปี สร้างความสะเทือนใจให้แก่หน่วยกู้ภัยและเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุอย่างมาก

จากการสอบสวนเบื้องต้นพบข้อมูลสำคัญ ดังนี้:

  • มีผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์นี้เพียง 7 คน จากทั้งหมด 17 คนที่อยู่ในบ้าน
  • พยานระบุเห็นบุคคลปริศนาจุดไฟเผารถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่จอดอยู่หน้าบ้าน ก่อนลุกลามไปยังวัสดุทำที่นอนซึ่งเป็นเชื้อเพลิงอย่างดี
  • ครอบครัวผู้เคราะห์ร้ายเคยได้รับคำขู่และข้อเรียกร้องกรรโชกทรัพย์มาก่อน ซึ่งตำรวจกำลังมุ่งประเด็นไปที่การวางเพลิงเพื่อมุ่งหมายหวังผลทางอาญา

เหตุการณ์ สลดเปรู ไฟไหม้คร่าครอบครัว 10 ชีวิต ชี้อาจเป็นการวางเพลิง ครั้งนี้ถือเป็นบทเรียนราคาแพงเกี่ยวกับภัยเงียบจากผู้มีอิทธิพลหรือกลุ่มมิจฉาชีพที่มุ่งเน้นทำร้ายธุรกิจของประชาชน การดำเนินคดีอย่างจริงจังและการหาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษจึงเป็นสิ่งที่ชาวเปรูและคนทั่วโลกต่างเฝ้ารอคำตอบจากเจ้าหน้าที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติเปรู

สุดท้ายนี้ เราขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวผู้สูญเสีย และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเหตุการณ์ในลักษณะนี้จะไม่เกิดขึ้นซ้ำอีก ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินควรเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ทุกคนได้รับโดยปราศจากการคุกคามใดๆ

ที่มา – สลดเปรู ไฟไหม้คร่าครอบครัว 10 ชีวิต ชี้อาจเป็นการวางเพลิง

รถไฟมาชูปิกชูชน ดับ1 เจ็บ40 นักท่องเที่ยวติดค้าง

เกิดอุบัติเหตุสุดสลด รถไฟท่องเที่ยวมาชูปิกชูชนประสานงา บนเส้นทางรถไฟมุ่งหน้าสู่มาชูปิกชู เมืองโบราณชื่อดังของเปรู เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย และมีผู้บาดเจ็บกว่า 40 ราย รวมถึงนักท่องเที่ยวจำนวนมากยังติดค้างอยู่ในพื้นที่

อุบัติเหตุครั้งนี้เกิดขึ้นบนเส้นทางรถไฟที่คดเคี้ยวและทุรกันดาร ทำให้การเข้าถึงจุดเกิดเหตุเป็นไปด้วยความยากลำบาก เจ้าหน้าที่กู้ภัยต้องเร่งลำเลียงผู้บาดเจ็บไปยังโรงพยาบาลในเมืองกุสโกเป็นการด่วน ท่ามกลางความกังวลของผู้ที่รอคอยความช่วยเหลือ

รถไฟท่องเที่ยวมาชูปิกชูชนประสานงา

แรงกระแทกจากการชนประสานงา ส่งผลให้พนักงานขับรถไฟเสียชีวิตทันทีในที่เกิดเหตุ และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกกว่า 40 ราย ในจำนวนนี้มีผู้บาดเจ็บสาหัสถึง 20 ราย สถานทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศเปรูได้ยืนยันว่ามีพลเมืองอเมริกันได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุครั้งนี้ด้วยเช่นกัน ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังเร่งตรวจสอบและยืนยันตัวตนของผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

สื่อท้องถิ่นรายงานว่ามีนักท่องเที่ยวหลายร้อยคนยังคงติดค้างอยู่ในบริเวณจุดเกิดเหตุ และกำลังรอคอยการอพยพออกจากพื้นที่ ซึ่งเป็นไปด้วยความยากลำบากเนื่องจากภูมิประเทศที่เป็นหุบเขาสูงชัน การเดินทางไปยังจุดเกิดเหตุต้องใช้เวลาราว 90 นาทีโดยรถไฟ รถไฟทั้งสองขบวนที่ประสบอุบัติเหตุอยู่ภายใต้การดูแลของบริษัทเปรูเรลและอินคาเรล

สาเหตุของ รถไฟท่องเที่ยวมาชูปิกชูชนประสานงา ยังไม่ชัดเจน

ถึงแม้ว่าสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุรถไฟท่องเที่ยวมาชูปิกชูชนประสานงา ในครั้งนี้ยังไม่ได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการ แต่เป็นที่น่าสังเกตว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งที่ยืดเยื้อระหว่างผู้ให้บริการขนส่งไปยังมาชูปิกชู โดยชุมชนท้องถิ่นได้ออกมาแสดงความไม่พอใจเกี่ยวกับกระบวนการประมูลสัมปทานที่ไม่โปร่งใส

มาชูปิกชู หนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่ ตั้งตระหง่านอยู่บนเทือกเขาแอนดิส การเดินทางไปยังมาชูปิกชูสามารถทำได้โดยการนั่งรถไฟและต่อรถบัส หรือเดินเท้าผ่านเส้นทางอินคาเทรลเท่านั้น ทำให้ธุรกิจขนส่งในแถบนี้มีการแข่งขันสูงมาก ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับปัญหาการท่องเที่ยวที่มากเกินไปในปัจจุบัน

อุบัติเหตุรถไฟท่องเที่ยวมาชูปิกชูชนประสานงา ครั้งนี้นับเป็นโศกนาฏกรรมที่น่าเศร้า และตอกย้ำถึงความสำคัญของการรักษามาตรฐานความปลอดภัยในการขนส่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ที่มีภูมิประเทศทุรกันดารและมีนักท่องเที่ยวเดินทางเป็นจำนวนมาก เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะมีการสอบสวนหาสาเหตุของอุบัติเหตุครั้งนี้อย่างละเอียด และนำไปสู่การปรับปรุงมาตรการความปลอดภัยเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีกในอนาคต

ที่มา – รถไฟท่องเที่ยวมาชูปิกชูชนประสานงา ดับ 1 เจ็บกว่า 40 ราย นักท่องเที่ยวนับร้อยติดค้าง

สภาเปรูถอดถอน ปธน. เซ่นวิกฤตอาชญากรรมพุ่งสูง

สมาชิกสภานิติบัญญัติของเปรู ได้ลงมติถอดถอนประธานาธิบดี ดีนา โบลูอาร์เต ออกจากตำแหน่ง ท่ามกลางกระแสความไม่พอใจอย่างรุนแรงของประชาชนจากปัญหาอาชญากรรมที่พุ่งสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ รวมถึงเหตุกราดยิงในกรุงลิมาที่ซ้ำเติมความโกรธแค้นของสังคม สถานการณ์สภาเปรูลงมติถอดถอน ปธน. ดีนา โบลูอาร์เต พ้นตำแหน่ง เซ่นวิกฤตอาชญากรรมพุ่งสูงนี้ กำลังเป็นที่จับตามองจากทั่วโลก

ก่อนหน้านี้ สมาชิกรัฐสภาได้ลงคะแนนเพื่ออภิปรายถอดถอนเธอในข้อหา “ไร้ความสามารถทางศีลธรรม” และได้เรียกให้เธอเข้าชี้แจงต่อสภาในคืนวันเดียวกัน แต่เธอกลับปฏิเสธที่จะปรากฏตัว ทำให้ฝ่ายนิติบัญญัติมีคะแนนเสียงเพียงพอที่จะดำเนินการถอดถอนอย่างรวดเร็ว

โฮเซ่ เฆรี ผู้นำรัฐสภาเปรู ประกาศผลการลงมติว่า สส. จำนวนถึง 118 เสียง จากทั้งหมด 122 เสียง ลงคะแนนเห็นชอบให้ถอดถอนเธอออกจากตำแหน่งประธานาธิบดี ด้วยคะแนนที่ท่วมท้นอย่างมาก การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่น่าตกใจนี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากเกิดเหตุการณ์ยิงกันในคอนเสิร์ตกลางเมืองหลวง ซึ่งยิ่งโหมกระพือความโกรธแค้นต่อวิกฤตอาชญากรรมที่กำลังกัดกินประเทศ

การลงมติถอดถอนครั้งนี้แตกต่างจากความพยายามครั้งก่อนๆ ถึง 8 ครั้ง เนื่องจากเป็นครั้งแรกที่กลุ่มการเมืองเกือบทุกฝ่ายในรัฐสภาแสดงการสนับสนุนข้อเสนอดังกล่าวอย่างชัดเจน

ประธานาธิบดีโบลูอาร์เต เข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนธันวาคม 2565 หลังจากรัฐสภาได้ใช้กลไกเดียวกันนี้ถอดถอนอดีตประธานาธิบดีคนก่อนหน้าของเธอเช่นกัน

รัฐบาลของโบลูอาร์เตประสบปัญหาอย่างหนักในการรับมือกับอาชญากรรมที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งคดีฆาตกรรมและการขู่กรรโชกทรัพย์ เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (8 ต.ค.) เธอกล่าวโทษปัญหาอาชญากรรมส่วนหนึ่งว่าเป็นผลมาจากผู้อพยพที่อาศัยอยู่ในประเทศอย่างผิดกฎหมาย

“อาชญากรรมเหล่านี้ถูกบ่มเพาะมานานหลายทศวรรษ และถูกเสริมความแข็งแกร่งโดยการอพยพที่ผิดกฎหมาย ซึ่งรัฐบาลในอดีตไม่สามารถจัดการได้” เธอกล่าวระหว่างพิธีทางทหาร “แต่กลับเปิดประตูพรมแดนของเรา และอนุญาตให้ผู้กระทำผิดเข้ามาทุกที่ โดยไม่มีข้อจำกัดใดๆ”

ตัวเลขอย่างเป็นทางการเผยว่า มีผู้เสียชีวิตจากการฆาตกรรม 6,041 ราย ระหว่างเดือนมกราคมถึงกลางเดือนสิงหาคม ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดในช่วงเวลาเดียวกันนับตั้งแต่ปี 2560 ขณะที่เรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการขู่กรรโชกทรัพย์รวมอยู่ที่ 15,989 กรณี ระหว่างเดือนมกราคมถึงกรกฎาคม ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 28% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2567

วิกฤตประธานาธิบดีครั้งล่าสุดของเปรูปะทุขึ้น หลังจากมีชายคนหนึ่งเปิดฉากยิงและทำให้มีผู้บาดเจ็บ 5 ราย ในระหว่างการแสดงคอนเสิร์ตของวงดนตรีแนวคัมเบียยอดนิยมที่สุดของเปรู เมื่อวันพุธที่ผ่านมา

แม้ว่านายเอดูอาร์โด อารานา นายกรัฐมนตรี จะออกมาปกป้องประธานาธิบดีโบลูอาร์เตในการไต่สวนต่อรัฐสภาเกี่ยวกับปัญหาอาชญากรรมเมื่อวันพฤหัสบดี แต่ก็ไม่เพียงพอที่จะเปลี่ยนใจ สส. ในการเดินหน้าถอดถอนประธานาธิบดีออกจากตำแหน่ง

“ความกังวลของรัฐสภาไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการยื่นญัตติถอดถอน และยิ่งไปกว่านั้นคือการอนุมัติญัตติ” นายอารานาชี้แจงต่อสภา “เราไม่ได้ยึดติดกับตำแหน่ง เราอยู่ตรงนี้ และเรารู้ตั้งแต่ต้นว่าวันแรกที่เราทำงาน อาจเป็นวันสุดท้ายที่เราอยู่ในตำแหน่งด้วยเช่นกัน”.

สภาเปรูลงมติถอดถอน ปธน. ดีนา โบลูอาร์เต พ้นตำแหน่ง เซ่นวิกฤตอาชญากรรมพุ่งสูง

สถานการณ์ทางการเมืองในเปรูยังคงร้อนระอุ หลังสภาเปรูลงมติถอดถอน ปธน. ดีนา โบลูอาร์เต พ้นตำแหน่ง เซ่นวิกฤตอาชญากรรมพุ่งสูง การตัดสินใจครั้งนี้ส่งผลกระทบอย่างมากต่อเสถียรภาพของประเทศ และอนาคตทางการเมืองของเปรูจะเป็นอย่างไรต่อไป เป็นสิ่งที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

ทำไมสภาเปรูถึงลงมติถอดถอน ปธน. ดีนา โบลูอาร์เต พ้นตำแหน่ง เซ่นวิกฤตอาชญากรรมพุ่งสูง

เหตุผลหลักของการถอดถอนมาจากความไม่พอใจของประชาชนต่อการจัดการปัญหาอาชญากรรมที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว รัฐบาลของโบลูอาร์เตถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ และประชาชนรู้สึกไม่ปลอดภัย

  • อาชญากรรมที่เพิ่มสูงขึ้น: คดีฆาตกรรมและการขู่กรรโชกทรัพย์เพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจ
  • การกล่าวโทษผู้อพยพ: การที่ประธานาธิบดีกล่าวโทษผู้อพยพว่าเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาทำให้เกิดความขัดแย้งมากขึ้น
  • เหตุการณ์กราดยิง: เหตุการณ์กราดยิงในคอนเสิร์ตเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้ประชาชนโกรธแค้น

วิกฤตการณ์ทางการเมืองครั้งนี้เป็นสัญญาณบ่งบอกถึงความท้าทายที่เปรูกำลังเผชิญอยู่ และความจำเป็นในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมอย่างจริงจัง การสภาเปรูลงมติถอดถอน ปธน. ดีนา โบลูอาร์เต พ้นตำแหน่ง เซ่นวิกฤตอาชญากรรมพุ่งสูง อาจเป็นการเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในเปรู

ที่มา – สภาเปรูลงมติถอดถอน ปธน. ดีนา โบลูอาร์เต พ้นตำแหน่ง เซ่นวิกฤตอาชญากรรมพุ่งสูง

Gen Z เปรูลุกฮือ! ประท้วงต้านประธานาธิบดี

Gen Z เปรูลุกฮือ! ประท้วงใหญ่ต้านประธานาธิบดี เดือดประเด็นบำนาญ-คอร์รัปชัน กำลังเป็นกระแสที่ร้อนแรงในแวดวงข่าวต่างประเทศ คนรุ่นใหม่ในเปรูกำลังลุกขึ้นต่อสู้เพื่อสิทธิของพวกเขา ท่ามกลางปัญหาเศรษฐกิจและการทุจริตที่รุนแรง การชุมนุมครั้งนี้ไม่ใช่แค่การประท้วงธรรมดา แต่เป็นเสียงสะท้อนจากเยาวชนที่เบื่อหน่ายกับระบบที่กดขี่

Gen Z เปรูลุกฮือ! ประท้วงใหญ่ต้านประธานาธิบดี เดือดประเด็นบำนาญ-คอร์รัปชัน

กลุ่มเยาวชน Gen Z ในเปรูได้รวมตัวกันอีกครั้งเพื่อต่อต้านประธานาธิบดีดีนา โบลัวร์เต เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา เพียงสัปดาห์เดียวหลังจากการเดินขบวนในกรุงลิมาที่นำไปสู่การปะทะรุนแรงกับตำรวจ ทำให้มีผู้บาดเจ็บจำนวนมากทั้งตำรวจ ผู้ประท้วง และนักข่าว การประท้วงปะทุขึ้นตั้งแต่วันที่ 20 กันยายน 2567 โดยจุดเริ่มต้นมาจากนโยบายปฏิรูประบบบำนาญที่บังคับให้คนอายุเกิน 18 ปีต้องเข้าร่วมกองทุนบำนาญ แต่เบื้องหลังคือความไม่พอใจสะสมต่อรัฐบาล

Gen Z เปรูลุกฮือ! ประท้วงใหญ่ต้านประธานาธิบดี เดือดประเด็นบำนาญ-คอร์รัปชัน นี้สะท้อนถึงปัญหาลึกซึ้งในสังคมเปรู ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคอร์รัปชันที่แพร่กระจาย ความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจ อาชญากรรมที่เพิ่มขึ้น และการใช้ความรุนแรงปราบปรามผู้ประท้วงตั้งแต่ปี 2565 ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิตหลายสิบราย โจ-มารี เบิร์ต ผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองเปรูจากมหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน กล่าวว่าความไม่พอใจนี้คุกรุ่นมานาน และเชื้อเพลิงจากอื้อฉาวต่าง ๆ กำลังจุดติด

สาเหตุหลักของการประท้วง Gen Z ในเปรู

นอกจากประเด็นบำนาญแล้ว Gen Z เปรูลุกฮือยังเดือดเรื่องคอร์รัปชันในระดับสูงสุด รายงานจากสถาบันศึกษาของเปรูในเดือนกรกฎาคม 2567 ชี้ว่าคะแนนนิยมของประธานาธิบดีโบลัวร์เตต่ำเพียง 2.5% ขณะที่รัฐสภาอยู่ที่ 3% เท่านั้น สถานการณ์นี้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเหมืองแร่ที่เปรูเป็นผู้ผลิตทองแดงรายใหญ่อันดับสามของโลก การชุมนุมทำให้การดำเนินงานหยุดชะงัก สร้างความเสียหายมหาศาล

  • คอร์รัปชันและการทุจริต: รัฐบาลถูกกล่าวหาว่าละเลยคดีฉ้อฉล ส่งผลให้ประชาชนขาดความเชื่อมั่น
  • ความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจ: อัตราเงินเฟ้อสูงและการว่างงานทำให้เยาวชนลำบาก
  • การใช้ความรุนแรง: การสังหารผู้ประท้วงโดยกองกำลังรัฐบาลจุดชนวนความโกรธ
  • นโยบายบำนาญที่ไม่เป็นธรรม: บังคับเข้ากองทุนโดยไม่คำนึงถึงฐานะ

การประท้วงของ Gen Z ในเปรูมีสัญลักษณ์ที่โดดเด่นคือหัวกะโหลกสวมหมวกฟาง จากมังงะญี่ปุ่นเรื่อง One Piece ซึ่งตัวละครลูฟี่เป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้เพื่ออิสรภาพ เลโอนาร์โด มูนอซ ผู้ประท้วงคนหนึ่งกล่าวว่า ลูฟี่เดินทางปลดปล่อยผู้คนจากผู้ปกครองชั่วร้าย ซึ่งคล้ายกับสถานการณ์ในเปรู

ซานติอาโก ซาปาตา นักศึกษาที่เข้าร่วม ระบุว่า “เราเหนื่อยกับการที่คอร์รัปชันและความตายกลายเป็นเรื่องปกติ รัฐบาลที่เราเลือกควรเกรงกลัวเรา ไม่ใช่เราต้องกลัวรัฐบาล” คำพูดนี้สะท้อนถึงความสิ้นหวังของคนรุ่นใหม่ที่ต้องการการเปลี่ยนแปลง

ผู้เชี่ยวชาญมองว่าการประท้วงนี้อาจยืดเยื้อ แม้แรงกดดันจากต่างชาติน้อยลง แต่เยาวชน Gen Z กำลังยึดแนวต้านระบบอำนาจเก่า การเคลื่อนไหวนี้อาจนำไปสู่ผลลัพธ์เชิงบวก หากได้รับการสนับสนุนที่กว้างขวางยิ่งขึ้น

การลุกฮือของ Gen Z ในเปรูไม่ใช่แค่เรื่องภายในประเทศ แต่เป็นบทเรียนสำหรับโลก โดยเฉพาะในแถบละตินอเมริกาที่เผชิญปัญหาคล้ายกัน หากคุณสนใจข่าวการเมืองโลก แนะนำให้ติดตามต่อเพื่อเห็นว่าการประท้วงนี้จะจบลงอย่างไร มันอาจจุดประกายการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่

ที่มา – Gen Z เปรูลุกฮือ! ประท้วงใหญ่ต้านประธานาธิบดี เดือดประเด็นบำนาญ-คอร์รัปชัน

3 พี่น้องชาวสกอต ทุบสถิติพายเรือข้ามแปซิฟิก

3 พี่น้องชาวสกอตแลนด์ทำลายสถิติพายเรือข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกโดยไม่มีการสนับสนุน ระยะทางกว่า 9,000 ไมล์เร็วที่สุดในโลก โดยใช้เวลาประมาณ 139 วันเท่านั้น

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายอีวาน, เจมี และลาคแลน แมคลีน จากเอดินบะระ สกอตแลนด์ สร้างปรากฏการณ์ใหม่ด้วยการทำลายสถิติโลก 3 พี่น้องชาวสกอต ทุบสถิติพายเรือข้ามแปซิฟิก 9,000 ไมล์เร็วสุดในโลก พวกเขาเสร็จสิ้นการพายเรือจากเปรูข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกไปยังออสเตรเลีย ซึ่งมีระยะทางกว่า 9,000 ไมล์ โดยใช้เวลาเพียง 139 วัน กับอีก 5 ชั่วโมง 52 นาที เท่านั้น

พี่น้องทั้ง 3 คนได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากครอบครัวและเพื่อนฝูงกว่า 50 คน รวมถึงคุณแม่เชลา และแฟนๆ ที่เมืองแคร์นส์ ประเทศออสเตรเลีย หลังจากออกเดินทางจากกรุงลิมา ประเทศเปรู เมื่อวันที่ 12 เมษายน

เจมี วัย 31 ปี กล่าวว่า “ช่วงท้ายของการเดินทางยากลำบากมาก อาหารของเราใกล้หมดลงทุกที ทำให้เราต้องเร่งความเร็ว แม้จะเหนื่อยล้ามากก็ตาม ตอนนี้พวกเราได้กินอาหารอย่างเต็มที่แล้ว”

“การพายเรือข้ามมหาสมุทรทำให้พวกเราซาบซึ้งในสิ่งที่เราเคยคิดว่าเป็นเรื่องปกติ เช่น การอาบน้ำ การนอนบนเตียง หรือแม้แต่การได้พิงอะไรที่อยู่นิ่งๆ มันเป็นประสบการณ์ที่น่าเหลือเชื่อ ทรหด และเหนือจริงที่สุดในชีวิตของผม”

“ถึงแม้ผมอาจจะคิดถึงกิจวัตรประจำวันต่างๆ ความสันโดษ ดวงอาทิตย์ขึ้นและตก ตอนนี้ผมดีใจมากที่ได้กลับมายืนบนพื้นดินกับเพื่อนๆ และครอบครัวที่ผมคิดถึง เราคงต้องใช้เวลาอีกสักพักเพื่อซึมซับเรื่องราวทั้งหมดนี้”

3 พี่น้องแมคลีนกับเรือ
3 พี่น้องแมคลีนกับเรือ “โรส เอมิลี”

พี่น้องชาวสกอตทั้ง 3 คนใช้เวลาวันละ 14 ชั่วโมงในการพายเรือไฟเบอร์คาร์บอนสั่งทำพิเศษข้ามมหาสมุทรที่ใหญ่ที่สุดในโลก พวกเขาต้องเผชิญกับอาการบาดเจ็บ สภาพอากาศที่เลวร้าย และเสบียงอาหารที่หมดลงอย่างรวดเร็ว

อีวานวัย 33 ปี และเจมี มีอาการเมาคลื่นอย่างรุนแรงในช่วงสองสัปดาห์แรกของการเดินทาง ส่วนลาคแลน น้องคนเล็กวัย 27 ปี ถูกคลื่นซัดตกเรือขณะเฝ้ายามกลางคืน แต่โชคดีที่อีวานดึงเขากลับขึ้นมาได้ทัน

เรือชื่อ “โรส เอมิลี” ตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่โรส น้องสาวของพวกเขาที่เสียชีวิตระหว่างการตั้งครรภ์ ทั้ง 3 พี่น้องมีส่วนร่วมในการออกแบบและสร้างเรือลำนี้ด้วย

ก่อนหน้านี้ สถิติการพายเรือข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกโดยไม่มีการสนับสนุนเร็วที่สุดเป็นของ ฟีโอดอร์ คอนยูคอฟ ชาวรัสเซีย ที่ทำไว้เมื่อปี 2557 ด้วยเวลา 160 วัน

พี่น้องแมคลีนยังเคยพิชิตมหาสมุทรแอตแลนติกมาแล้ว โดยทำสถิติโลกถึง 3 อย่าง ได้แก่ พายเรือข้ามแอตแลนติกโดยใช้เวลาเพียง 35 วัน เป็นพี่น้อง 3 คนกลุ่มแรกที่พายเรือข้ามมหาสมุทรด้วยกัน และเป็นทีม 3 คนที่อายุน้อยที่สุดและเร็วที่สุดที่พายเรือจากหมู่เกาะคะแนรีไปยังแอนติกา

3 พี่น้องชาวสกอต ทุบสถิติพายเรือข้ามแปซิฟิก 9,000 ไมล์เร็วสุดในโลก

ทำไมการทุบสถิติ 3 พี่น้องชาวสกอต ทุบสถิติพายเรือข้ามแปซิฟิก 9,000 ไมล์เร็วสุดในโลก ถึงเป็นเรื่องน่าทึ่ง?

การเดินทางครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การทำลายสถิติเท่านั้น แต่ยังแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่น ความสามัคคี และความอดทนของพี่น้องทั้งสาม ความสำเร็จของพวกเขาเป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้คนทั่วโลก

การพายเรือข้ามมหาสมุทรเป็นการผจญภัยที่ท้าทายและอันตรายอย่างยิ่ง ผู้ที่ทำได้ต้องมีความพร้อมทั้งทางร่างกายและจิตใจ 3 พี่น้องแมคลีนได้แสดงให้เห็นถึงความสามารถที่ยอดเยี่ยมในการเอาชนะอุปสรรคต่างๆ และบรรลุเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่

เรื่องราวของ 3 พี่น้องชาวสกอต ทุบสถิติพายเรือข้ามแปซิฟิก 9,000 ไมล์เร็วสุดในโลก เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าด้วยความมุ่งมั่นและความพยายาม ทุกสิ่งเป็นไปได้! พวกเขาได้สร้างแรงบันดาลใจให้กับพวกเราทุกคนให้กล้าที่จะฝันและทำตามความฝันนั้นให้เป็นจริง

ที่มา – 3 พี่น้องชาวสกอต ทุบสถิติพายเรือข้ามแปซิฟิก 9,000 ไมล์เร็วสุดในโลก

Scroll to top