เป๋าตัง

รัฐบาลชวนร้านค้าใช้ “นกกระซิบ” AI ผู้ช่วยร้านค้าถุงเงินไทยช่วยไทย

ยุคนี้การทำธุรกิจร้านค้ารายย่อยก้าวเข้าสู่ระบบดิจิทัลอย่างเต็มตัวแล้วนะครับ ล่าสุดทางรัฐบาลได้ออกมาเชิญชวนให้พ่อค้าแม่ค้าลองใช้ รัฐบาลชวนร้านค้าใช้ “นกกระซิบ” AI ผู้ช่วยร้านค้าถุงเงินไทยช่วยไทย ซึ่งเป็นฟีเจอร์อัจฉริยะในแอปพลิเคชัน ‘ถุงเงิน’ ที่พร้อมจะเข้ามาเปลี่ยนการบริหารจัดการร้านค้าแบบเดิมๆ ให้ทันสมัยและมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มให้วุ่นวายครับ

ทำไมร้านค้าไทยต้องใช้ รัฐบาลชวนร้านค้าใช้ “นกกระซิบ” AI ผู้ช่วยร้านค้าถุงเงินไทยช่วยไทย

จากการเปิดตัวเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา พบว่ามีผู้ใช้งานฟีเจอร์นี้ไปแล้วกว่า 400,000 ครั้ง ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่น่าสนใจมากครับว่าร้านค้าไทยเริ่มเปิดใจรับเทคโนโลยีใหม่ๆ กันมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มร้านอาหารและเครื่องดื่มที่นำมาปรับใช้ในการวางกลยุทธ์ธุรกิจ

ประโยชน์ของการใช้ รัฐบาลชวนร้านค้าใช้ “นกกระซิบ” AI ผู้ช่วยร้านค้าถุงเงินไทยช่วยไทย

  • การจัดการต้นทุน: ช่วยให้ร้านค้าวางแผนซื้อวัตถุดิบและคำนวณกำไรได้แม่นยำขึ้น
  • วิเคราะห์การตลาด: ไม่ต้องคาดเดาเอง เพราะ AI ช่วยวิเคราะห์เทรนด์การตั้งราคาและการจัดโปรโมชัน
  • เพิ่มโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุน: เชื่อมต่อกับระบบอารีย์สกอร์เพื่อให้คุณเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายกว่าเดิม

สิ่งที่น่าประทับใจมากคือพัฒนาการของผู้ใช้งานครับ จากที่เคยตั้งคำถามแบบพื้นๆ ปัจจุบันร้านค้าเริ่มพิมพ์สั่งการและขอคำแนะนำเชิงลึกมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ‘ตั้งราคาขายอย่างไรให้คุ้มทุน’ หรือ ‘จัดโปรโมชันแบบไหนถึงจะดึงลูกค้าได้ดีขึ้น’ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าผู้ประกอบการไทยกำลังปรับตัวเข้าสู่การเป็นเถ้าแก่ยุค 5.0 อย่างเต็มภาคภูมิ

อนาคตของ ‘นกกระซิบ’ จะมีความสามารถมากขึ้น ทั้งการเปรียบเทียบยอดขายในพื้นที่คู่แข่ง หรือการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกที่ลึกซึ้งกว่าเดิม หากคุณเป็นร้านค้าที่ใช้แอปถุงเงินอยู่แล้ว การไม่ใช้เครื่องมือนี้ถือว่าน่าเสียดายมากครับ เพราะนี่คือโอกาสที่จะทำให้ธุรกิจของคุณเติบโตและยั่งยืนได้ในสนามการค้าที่เต็มไปด้วยการแข่งขันในปัจจุบัน

หากวันนี้คุณยังมีคำถามเกี่ยวกับการบริหารร้านค้า ลองเปิดแอปถุงเงินแล้วไปทำความรู้จักกับน้อง ‘นกกระซิบ’ ดูนะครับ แล้วคุณจะพบว่า AI ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่เป็นผู้ช่วยที่ยืนอยู่ข้างคุณตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้ร้านค้าของคุณมียอดขายปังๆ และจัดการหลังบ้านได้อย่างมืออาชีพครับ

ที่มา – รัฐบาลชวนร้านค้าใช้ “นกกระซิบ” AI ผู้ช่วยร้านค้าถุงเงินไทยช่วยไทย ใช้ข้อมูลพัฒนาค้าขาย

วิธีสั่งอาหารเดลิเวอรี ไทยช่วยไทยพลัส รัฐช่วยจ่าย 60%

เชื่อว่าหลายคนคงตื่นเต้นกับโครงการดีๆ อย่าง วิธีสั่งอาหารเดลิเวอรี “ไทยช่วยไทยพลัส” รัฐช่วยจ่าย 60% ที่ออกมาเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายให้กับพี่น้องประชาชนในยุคค่าครองชีพสูงแบบนี้ สำหรับใครที่กำลังมองหาวิธีประหยัดงบในแต่ละมื้อ วันนี้เรามาเจาะลึกรายละเอียดว่าต้องทำอย่างไรถึงจะได้สิทธิและใช้งานผ่านฟู้ดเดลิเวอรีได้แบบคุ้มค่าที่สุด

วิธีสั่งอาหารเดลิเวอรี “ไทยช่วยไทยพลัส” รัฐช่วยจ่าย 60%

โครงการ วิธีสั่งอาหารเดลิเวอรี “ไทยช่วยไทยพลัส” รัฐช่วยจ่าย 60% นี้จัดทำขึ้นเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและช่วยให้ทุกคนเข้าถึงอาหารคุณภาพได้ในราคาที่สบายกระเป๋า โดยภาครัฐจะเข้ามาสนับสนุนเงินจ่ายค่าอาหารสูงสุด 60% ทำให้เราประหยัดไปได้เยอะเลยทีเดียว โดยโครงการครอบคลุมทั้งร้านค้าทั่วไปและแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรียอดนิยม เพื่อให้ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมืองที่ต้องการความสะดวกสบาย

รายละเอียดการลงทะเบียนและเงื่อนไข

ก่อนจะเริ่มใช้งาน คุณต้องมั่นใจว่าลงทะเบียนตามขั้นตอนที่กำหนด ดังนี้:

  • ประชาชน: ลงทะเบียนผ่านแอปฯ เป๋าตัง ช่วงวันที่ 25-29 พฤษภาคม 2569 อย่ารอช้าเพราะสิทธิมีจำนวนจำกัดเพียง 30 ล้านคนเท่านั้น
  • ร้านค้า: สำหรับร้านค้าที่เคยเข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง พลัส สามารถกดยืนยันสิทธิผ่านแอปฯ ถุงเงินได้ทันที ส่วนร้านค้าใหม่ต้องติดต่อธนาคารกรุงไทย

หลังจากลงทะเบียนสำเร็จ คุณสามารถเริ่มใช้สิทธิซื้ออาหารได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป และสำหรับสายเดลิเวอรี ช่วงเวลาการใช้สิทธิจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไปครับ

แอปฯ ที่เข้าร่วมและขั้นตอนการใช้งาน

สำหรับใครที่ใช้วิธีสั่งอาหารเดลิเวอรี “ไทยช่วยไทยพลัส” รัฐช่วยจ่าย 60% ผ่านแอปพลิเคชัน คุณสามารถเลือกใช้บริการผ่านแพลตฟอร์มชั้นนำอย่าง Grab Food, LINE MAN, Robinhood และ ShopeeFood ได้เลย โดยมีขั้นตอนง่ายๆ ดังนี้:

  • เปิดแอปฯ เป๋าตัง เพื่อดูสิทธิคงเหลือและเตรียม G Wallet
  • เข้าแอปฯ ฟู้ดเดลิเวอรีที่คุณถนัด เลือกเมนูอาหารที่ต้องการ
  • เมื่อถึงขั้นตอนชำระเงิน ให้เลือกใช้สิทธิผ่านเป๋าตัง
  • กดยืนยันการชำระเงินในส่วน 40% ที่คุณต้องจ่าย ส่วนอีก 60% รัฐจะเป็นคนดูแลให้

ข้อควรระวัง: รัฐจะสนับสนุนเฉพาะค่าอาหารและเครื่องดื่มเท่านั้น ไม่รวมค่าส่งหรือค่าธรรมเนียมอื่นๆ และต้องใช้สิทธิในช่วงเวลา 06:00 – 21:00 น. เท่านั้น ใครที่ชอบสั่งมื้อดึกอาจจะต้องวางแผนเวลาให้ดีนะครับ

ถือว่าเป็นโครงการที่น่าสนใจมาก เพราะนอกจากจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับครอบครัวแล้ว ยังเป็นการสนับสนุนร้านค้าในระบบให้มีรายได้เพิ่มขึ้นอีกด้วย ใครที่ยังไม่ได้ลงทะเบียน ห้ามพลาดโอกาสดีๆ แบบนี้เด็ดขาดครับ อย่าลืมเตรียมพร้อมและเช็กอินสิทธิให้ทันเวลากันนะครับ

ที่มา – พรุ่งนี้สั่งได้เลย เปิดวิธีกดสั่งอาหารเดลิเวอรี “ไทยช่วยไทยพลัส” รัฐช่วยจ่าย 60%

15 มิ.ย. นี้ เริ่มใช้สิทธิ ไทยช่วยไทย พลัส 60/40 ผ่านฟู้ดเดลิเวอรี

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้มีข่าวดีมาฝากสำหรับสายกินและผู้ที่รอคอยการใช้สิทธิ์สนับสนุนจากภาครัฐครับ เตรียมตัวให้พร้อมได้เลย เพราะโครงการไทยช่วยไทย พลัส 60/40 กำลังขยายช่องทางให้เราเข้าถึงได้ง่ายขึ้นกว่าเดิมเยอะเลยครับ

15 มิ.ย. นี้ เริ่มวันแรก ใช้สิทธิ ไทยช่วยไทย พลัส 60/40 ผ่านฟู้ดเดลิเวอรี 4 แพลตฟอร์มหลัก

หลายคนอาจจะคุ้นเคยกับการออกไปใช้จ่ายที่หน้าร้านโดยตรง แต่ตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายนนี้เป็นต้นไป รัฐบาลได้ประกาศข่าวดีว่าเราสามารถเริ่มใช้สิทธิ ไทยช่วยไทย พลัส 60/40 ผ่านบริการฟู้ดเดลิเวอรีชั้นนำทั้ง 4 แห่ง ได้แก่ ShopeeFood, LINE MAN, GrabFood และ Robinhood ได้แล้ว ซึ่งถือเป็นการตอบโจทย์คนยุคใหม่ที่เน้นความสะดวกสบายและไม่อยากเดินทางฝ่ารถติดไปร้านอาหารเองครับ

วิธีใช้สิทธิ ไทยช่วยไทย พลัส 60/40 ให้คุ้มค่า

สำหรับขั้นตอนง่ายๆ คือเพียงแค่สั่งอาหารผ่านแอปพลิเคชันที่เข้าร่วมโครงการ โดยร้านอาหารกว่า 88,198 แห่งทั่วประเทศได้ทำการเชื่อมระบบผ่านแอปพลิเคชัน ‘ถุงเงิน’ เรียบร้อยแล้ว เพื่อเตรียมพร้อมรับออเดอร์จากพวกเราครับ คุณสามารถใช้สิทธิได้ตั้งแต่เวลา 06.00 – 21.00 น. ในทุกๆ วัน ไปจนถึงวันที่ 30 กันยายน 2569 เลยทีเดียว

หากเราดูตัวเลขสถิติที่ผ่านมา ต้องบอกว่าโครงการนี้ได้รับความนิยมสุดๆ เพราะมีผู้ใช้งานไปแล้วกว่า 26 ล้านคน และมียอดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจฐานรากจำนวนมหาศาล การที่รัฐบาลเพิ่มช่องทางเดลิเวอรีเข้ามาครั้งนี้ ยิ่งเป็นการตอกย้ำว่าโครงการ ไทยช่วยไทย พลัส 60/40 พร้อมเดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจให้เข้าถึงทุกกลุ่มเป้าหมายจริงๆ ครับ

  • ใช้งานง่าย สะดวกผ่านมือถือ
  • รองรับ 4 แพลตฟอร์มหลักที่คนไทยนิยม
  • ช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในแต่ละมื้อ
  • กระจายรายได้สู่ร้านค้ารายย่อยใกล้บ้านคุณ

หวังว่าข้อมูลนี้จะเป็นประโยชน์และช่วยให้เพื่อนๆ วางแผนการกินในแต่ละวันได้อย่างคุ้มค่านะครับ อย่าลืมตรวจสอบสิทธิ์และใช้จ่ายภายในช่วงเวลาที่กำหนด เพื่อช่วยกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจในชุมชนของเราให้แข็งแกร่งกันต่อไปครับ ใครที่ยังไม่ได้ลองใช้สิทธิ์ผ่านเดลิเวอรี บอกเลยว่าห้ามพลาดเด็ดขาดเพราะนอกจากจะประหยัดเงินแล้ว ยังช่วยให้ร้านอาหารเล็กๆ มีรายได้เพิ่มขึ้นอีกด้วยครับ!

ที่มา – 15 มิ.ย. นี้ เริ่มวันแรก ใช้สิทธิ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” ผ่านฟู้ดเดลิเวอรี 4 แพลตฟอร์มหลัก

แห่ใช้สิทธิ ไทยช่วยไทยพลัส ซื้อตั๋ว บขส. คึกคัก

ช่วงนี้ใครที่วางแผนเดินทางท่องเที่ยวหรือกลับภูมิลำเนาต้องไม่พลาด เพราะกระแสการแห่ใช้สิทธิ “ไทยช่วยไทยพลัส” ซื้อตั๋ว บขส. คึกคักเป็นอย่างมาก หลังจากที่รัฐบาลได้เปิดตัวโครงการเพื่อช่วยลดค่าครองชีพให้กับประชาชน โดย บขส. เผยว่าเพียงแค่ 8 วันแรกของการเปิดโครงการ ก็มีประชาชนให้ความสนใจเข้ามาใช้สิทธิแล้วเกือบ 2,000 คนเลยทีเดียว

แห่ใช้สิทธิ “ไทยช่วยไทยพลัส” ซื้อตั๋ว บขส. คึกคัก ใครยังไม่ใช้ รีบเช็กเงื่อนไขด่วน

นายอรรถวิท รักจำรูญ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) ได้ออกมาให้ข้อมูลว่า โครงการนี้ถือว่าตอบโจทย์ชีวิตคนเดินทางอย่างมาก เพราะรัฐบาลช่วยซัพพอร์ตค่าใช้จ่ายให้ถึง 60% ในขณะที่เราจ่ายเพียง 40% เท่านั้น ทำให้การเดินทางด้วยรถโดยสารสาธารณะกลายเป็นเรื่องที่ประหยัดขึ้นมากจริงๆ สำหรับใครที่ยังไม่ได้ใช้สิทธิ อย่ารอช้าครับ เพราะการที่คนแห่ใช้สิทธิ “ไทยช่วยไทยพลัส” ซื้อตั๋ว บขส. คึกคักขนาดนี้ แสดงให้เห็นว่าโครงการนี้มีประโยชน์และเข้าถึงหัวใจคนเดินทางได้จริงครับ

รายละเอียดการใช้สิทธิ์และเงื่อนไขที่คุณต้องรู้

สำหรับเงื่อนไขการใช้สิทธิโครงการดังกล่าวนั้นไม่ยากอย่างที่คิด คุณสามารถทำผ่านแอปฯ “เป๋าตัง” ได้ง่ายๆ ที่ช่องจำหน่ายตั๋ว บขส. ทั่วประเทศกว่า 139 แห่ง ถึงวันที่ 30 กันยายน 2569 อย่าลืมเช็กเงื่อนไขเหล่านี้ก่อนใช้งาน:

  • คุณได้รับวงเงินสนับสนุนสูงสุด 200 บาทต่อวัน หากค่าตั๋วเกินกว่านั้นต้องจ่ายส่วนต่างเพิ่มด้วยตัวเอง
  • สามารถใช้ร่วมกับสิทธิส่วนลดสมาชิก BKS Member (5-10%) ได้ด้วยนะ เพิ่มความคุ้มค่าเข้าไปอีก
  • ต้องจำไว้ว่า หากซื้อตั๋วด้วยสิทธินี้แล้ว ทาง บขส. จะไม่สามารถคืนตั๋วได้ในทุกกรณี
  • สำหรับการซื้อตั๋วให้ผู้อื่น ต้องแจ้งชื่อและเลขบัตรประชาชนตัวจริงของคนเดินทางให้ชัดเจนตั้งแต่วันที่ซื้อ

โครงการนี้ถือเป็นโอกาสดีที่ช่วยให้คนไทยเข้าถึงบริการขนส่งสาธารณะได้ในราคาที่เบากระเป๋ามากขึ้น ไม่ว่าจะเดินทางกลับไปหาครอบครัวหรือออกไปพักผ่อนหย่อนใจ นับว่าเป็นมาตรการที่น่าชื่นชมครับ ใครที่สงสัยหรืออยากสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถกริ๊งกร๊างไปได้ที่เบอร์ 0-2936-3660 หรือดูรายละเอียดผ่านเว็บไซต์ของ บขส. ได้เลยครับ หวังว่าทุกคนจะใช้ความคุ้มค่าจากโครงการนี้กันอย่างเต็มที่นะครับ!

ที่มา – แห่ใช้สิทธิ “ไทยช่วยไทยพลัส” ซื้อตั๋ว บขส. คึกคัก ใครยังไม่ใช้ รีบเช็กเงื่อนไขด่วน

เอกนิติ ลั่นทบทวนเกณฑ์บัตรคนจน ปมลูกยื่นลดหย่อนภาษีพ่อแม่

เอกนิติ ลั่นทบทวนเกณฑ์บัตรคนจน ปมลูกยื่นลดหย่อนภาษีพ่อแม่

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในโลกโซเชียล เมื่อมีการพูดถึงสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ กับกรณีที่ลูกนำชื่อพ่อแม่ไปใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษี จนส่งผลกระทบทำให้พ่อแม่ถูกตัดสิทธิ์ช่วยเหลือจากรัฐ ล่าสุด คุณเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ออกมาไขข้อข้องใจและชี้แจงประเด็น เอกนิติ ลั่นทบทวนเกณฑ์บัตรคนจน ปมลูกยื่นลดหย่อนภาษีพ่อแม่ เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้กับประชาชนอย่างทั่วถึง

สรุปประเด็น เอกนิติ ลั่นทบทวนเกณฑ์บัตรคนจน ปมลูกยื่นลดหย่อนภาษีพ่อแม่

หัวใจสำคัญของเรื่องนี้คือเป้าหมายของรัฐบาลที่ต้องการคัดกรองผู้มีสิทธิ์ได้รับสวัสดิการให้เป็นผู้ที่เดือดร้อนและขัดสนจริงๆ เท่านั้น โดยที่ผ่านมาพบว่ามีผู้ถือบัตรกว่า 13.2 ล้านคน ซึ่งมีทั้งผู้ที่เดือดร้อนจริงและผู้ที่อาจจะไม่ได้เดือดร้อนแต่ยังคงใช้สิทธิ์อยู่ ส่งผลให้เกิดข้อร้องเรียนมากมายว่ามีคนตกหล่นจากการสำรวจ

นายเอกนิติกล่าวว่า ในประเด็นเรื่องลูกนำชื่อพ่อแม่ไปลดหย่อนภาษีโดยที่พ่อแม่ไม่ได้รับรู้ หรือไม่มีการดูแลจริงนั้น รัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจและได้รับสั่งการจากท่านนายกรัฐมนตรีให้รีบดำเนินการทบทวนด่วนที่สุด ทว่าสำหรับการยื่นภาษีในปีนี้ถือว่าไม่ทันการณ์ เนื่องจากกระบวนการทางภาษีได้เสร็จสิ้นไปแล้ว จึงจะเริ่มจัดระเบียบใหม่สำหรับปีหน้าเป็นต้นไป

  • รัฐบาลเน้นความเป็นธรรมให้ผู้มีรายได้น้อยตัวจริง
  • เตรียมปรับปรุงเกณฑ์การคัดกรองเพื่อไม่ให้เกิดการแอบอ้างสิทธิ์
  • ผู้ที่ตกหล่นสามารถลงทะเบียนในโครงการเสริมอื่นๆ เช่น ไทยช่วยไทยพลัส

สำหรับบรรดาผู้ที่พลาดสิทธิ์หรือถูกตัดสิทธิ์ไปก่อนหน้านี้ รัฐบาลยังมีทางเลือกให้ไปใช้สิทธิ์ในโครงการอื่น เช่น ไทยช่วยไทยพลัส ซึ่งจะเปิดให้เริ่มใช้สิทธิ์ได้ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคมนี้เป็นต้นไป เพื่อให้มั่นใจได้ว่าความช่วยเหลือจะไปถึงมือผู้ที่ต้องการที่สุดจริงๆ

หากคุณเป็นหนึ่งในคนที่ได้รับผลกระทบจากเกณฑ์ดังกล่าว แนะนำให้คอยติดตามประกาศอย่างเป็นทางการจากกระทรวงการคลังต่อไปครับ เพราะรัฐบาลยืนยันแล้วว่าพร้อมรับฟังทุกความคิดเห็นจากสังคมเพื่อปรับแก้ไขหลักเกณฑ์ให้มีความยุติธรรมต่อนามสกุลคนไทยทุกครอบครัว

ที่มา – “เอกนิติ” ลั่นทบทวนเกณฑ์บัตรคนจน ปมลูกยื่นลดหย่อนภาษีพ่อแม่ แจงปีนี้ไม่ทันเหตุยื่นภาษีไปแล้ว

ณัฐชา สส.ปชน. ซัดรัฐบาลติดกับดักผู้ใหญ่ใจดี ตีกรอบความจน

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมือง เมื่อคุณกาย ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ สส. พรรคประชาชน ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลผ่านประเด็นนโยบายบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยมองว่า “ณัฐชา” สส.ปชน. ซัดรัฐบาลติดกับดักผู้ใหญ่ใจดี ตีกรอบความจนซ้ำเติมกลุ่มเปราะบาง ปมบัตรคนจน ในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงมุมมองที่แตกต่างระหว่างการบริหารงานแบบเดิมกับความต้องการที่จะเห็นรัฐสวัสดิการที่ทั่วถึงมากกว่าการคัดคนออก

“ณัฐชา” สส.ปชน. ซัดรัฐบาลติดกับดักผู้ใหญ่ใจดี ตีกรอบความจนซ้ำเติมกลุ่มเปราะบาง ปมบัตรคนจน

ปัญหาเรื่องการคัดกรองผู้มีสิทธิรับเงินช่วยเหลือไม่เคยเป็นเรื่องง่าย เพราะในขณะที่รัฐบาลพยายามตั้งเกณฑ์เพื่อคัดคนเข้าโครงการ หลายครั้งกลับกลายเป็นว่าเกณฑ์เหล่านั้นไปปิดกั้นคนที่ลำบากจริง ๆ ให้หลุดออกจากระบบ คุณณัฐชามองว่าวิธีการนี้เหมือนกับการนำความจนมาเป็นข้อสอบให้ประชาชนต้องพิสูจน์ตัวเอง ซึ่งไม่ใช่หน้าที่ที่ถูกต้องของรัฐบาลในยุคสมัยนี้เลย

ทำไมการตีกรอบคนจนถึงเป็นปัญหาในระยะยาว?

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมการตรวจสอบความจนถึงกลายเป็นประเด็นทางการเมืองที่ร้อนแรง คำตอบคือการกระทำดังกล่าวอาจเป็นการซ้ำเติมโดยไม่รู้ตัว:

  • การสร้างคนตกหล่น: กฎเกณฑ์ที่ซับซ้อนทำให้ผู้ที่เดือดร้อนจริงเข้าไม่ถึงสิทธิ
  • วิธีคิดแบบบนลงล่าง: รัฐเป็นผู้กำหนดชะตากรรมของประชาชนแทนที่จะสนับสนุนให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
  • ความเหลื่อมล้ำทางโครงสร้าง: การมุ่งแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไม่ได้ช่วยให้เศรษฐกิจฐานรากเติบโตอย่างมั่นคง

คุณณัฐชาย้ำว่า “ณัฐชา” สส.ปชน. ซัดรัฐบาลติดกับดักผู้ใหญ่ใจดี ตีกรอบความจนซ้ำเติมกลุ่มเปราะบาง ปมบัตรคนจน นั้นเป็นเพราะรัฐบาลเลือกใช้แนวคิดแบบผู้ใหญ่ใจดีที่มองประชาชนในเชิงสงเคราะห์ แทนที่จะมองว่าประชาชนควรมีสิทธิขั้นพื้นฐานในการเข้าถึงสวัสดิการที่เสมอภาคโดยไม่ต้องถูกตีตราหรือถูกตรวจสอบซ้ำซากจนเสียศักดิ์ศรี

ในความเป็นจริง ความยากจนเป็นผลมาจากปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งค่าครองชีพที่สูงขึ้น รายได้ที่ไม่เติบโต และหนี้ครัวเรือนที่รุมเร้า การเปลี่ยนจากความคิดแบบ “คัดคนออก” ไปสู่การ “เพิ่มโอกาสให้ทั่วถึง” คือสิ่งที่คุณณัฐชาท้าทายให้รัฐบาลลองหันมามอง ปัญหานี้ควรได้รับการแก้ไขอย่างจริงจังมากกว่าการสร้างภาพลักษณ์ทางการเมือง เพราะท้ายที่สุดแล้ว ประชาชนไม่ได้ต้องการเพียงแค่เศษเสี้ยวของความเมตตา แต่ต้องการระบบรัฐสวัสดิการที่เข้มแข็งเพื่อความมั่นคงในชีวิต

เราต้องหันมาตั้งคำถามกับตัวเองว่า สังคมแบบไหนที่เราอยากเห็น? สังคมที่ต้องคอยแย่งชิงสิทธิความเป็นมนุษย์ หรือสังคมที่มองเห็นศักดิ์ศรีของทุกคนเท่าเทียมกัน หวังว่าเสียงสะท้อนจากสภาฯ ในครั้งนี้จะเปลี่ยนมุมมองของผู้มีอำนาจให้นำไปสู่การปฏิบัติที่สร้างความเป็นธรรมให้กับทุกคนอย่างแท้จริงครับ

ที่มา – “ณัฐชา” สส.ปชน. ซัดรัฐบาลติดกับดักผู้ใหญ่ใจดี ตีกรอบความจนซ้ำเติมกลุ่มเปราะบาง ปมบัตรคนจน

ศุภมาส ส่ง สคบ. ตรวจห้วยขวาง ปมร้านรับเงินหยวน มั่นใจไทยช่วยไทยพลัสไม่ขึ้นราคา

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามีเรื่องราวที่น่าสนใจเกี่ยวกับการตรวจสอบดูแลผู้บริโภคในพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญอย่างย่านห้วยขวางมาฝากกันครับ เมื่อล่าสุด ศุภมาส ส่ง สคบ. ตรวจห้วยขวาง ปมร้านรับเงินหยวน มั่นใจไทยช่วยไทยพลัสไม่ขึ้นราคา หลังจากที่มีกระแสข่าวเรื่องการใช้เงินตราต่างประเทศจ่ายค่าอาหารในพื้นที่ดังกล่าว ทำให้หลายคนเกิดข้อสงสัยว่าเรื่องนี้เป็นอย่างไรกันแน่

ศุภมาส ส่ง สคบ. ตรวจห้วยขวาง ปมร้านรับเงินหยวน มั่นใจไทยช่วยไทยพลัสไม่ขึ้นราคา

คุณศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีได้ออกมาให้ความชัดเจนเกี่ยวกับประเด็นร้อนนี้ โดยระบุว่าทางรัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจและได้ประสานให้สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงในย่านห้วยขวางทันที เพื่อให้มั่นใจว่าการทำธุรกิจเป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมายไทย โดยเฉพาะประเด็นเรื่องการรับชำระเงินที่ต้องเป็นไปตามระเบียบของธนาคารแห่งประเทศไทยครับ

มาตรการดูแลร้านค้าในโครงการไทยช่วยไทยพลัส

สำหรับโครงการรัฐที่หลายคนให้ความสนใจอย่าง ศุภมาส ส่ง สคบ. ตรวจห้วยขวาง ปมร้านรับเงินหยวน มั่นใจไทยช่วยไทยพลัสไม่ขึ้นราคา นั้น ทางรัฐบาลเน้นย้ำว่าร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการกว่า 99% ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี และไม่มีการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาสินค้าแต่อย่างใด

  • พ่อค้าแม่ค้าส่วนใหญ่มีความซื่อสัตย์ต่อผู้บริโภค
  • กระทรวงพาณิชย์กำกับดูแลเรื่องการปิดป้ายแสดงราคาให้ชัดเจน
  • หากพบการเอาเปรียบ ประชาชนสามารถแจ้งสายด่วนกระทรวงพาณิชย์ได้ทันที

รัฐมนตรีศุภมาสยังได้ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันยังไม่พบการร้องเรียนในวงกว้างในโครงการไทยช่วยไทยพลัส ซึ่งโครงการนี้ถือเป็นการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากได้เป็นอย่างดี ช่วยให้ยอดขายร้านค้ารายย่อยเพิ่มขึ้น และผู้บริโภคได้รับความคุ้มค่ากลับคืนมา การที่มีกระแสข่าวออกมาบ้างนั้น หลายครั้งเกิดจากการคาดการณ์ล่วงหน้ามากกว่าข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจริงในพื้นที่ครับ

ในมุมมองของเรา สิ่งสำคัญที่สุดคือความโปร่งใสครับ การที่ภาครัฐออกมาตรวจตราถือเป็นเรื่องดีที่ช่วยสร้างความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยวและคนไทยด้วยกันเอง หากเพื่อนๆ ท่านใดพบเห็นร้านค้าที่ไม่ติดป้ายราคา หรือมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม สามารถช่วยกันเป็นหูเป็นตาแจ้งเบาะแสได้ เพื่อให้สังคมการค้าของเราเป็นธรรมและน่าอยู่ต่อไปครับ

ที่มา – “ศุภมาส” ส่ง สคบ. ลงตรวจห้วยขวาง ปมร้านค้ารับเฉพาะเงินหยวน มั่นใจร้านไทยช่วยไทยพลัส ไม่ขึ้นราคา

ดีอี ยันข่าวจริง ไทยช่วยไทยพลัส ไม่ส่งข้อมูลแอปถุงเงินภาษี

ดีอี ยันข่าวจริง ไทยช่วยไทยพลัส ไม่ส่งข้อมูลรายได้จาก “แอปถุงเงิน” ให้กรมสรรพากรเก็บภาษีย้อนหลัง

กลายเป็นประเด็นร้อนที่ทำเอาพ่อค้าแม่ค้ารายย่อยขวัญผวาไปตามๆ กัน สำหรับกระแสข่าวลือเรื่องการส่งข้อมูลยอดขายจากแอปพลิเคชันถุงเงินไปให้กรมสรรพากรเพื่อไล่เก็บภาษีย้อนหลัง วันนี้ทางกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือ ดีอี ได้ออกมาคลายความกังวลแล้วครับว่า เรื่องนี้เป็นข่าวจริงที่ถูกเข้าใจผิดไปไกล

ทำไมต้องเช็กให้ชัวร์เรื่อง ไทยช่วยไทยพลัส ไม่ส่งข้อมูลรายได้จาก “แอปถุงเงิน” ให้กรมสรรพากรเก็บภาษีย้อนหลัง

นายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ โฆษกกระทรวงดีอี ได้ออกมายืนยันผ่านศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทยว่า โครงการไทยช่วยไทยพลัส ไม่ส่งข้อมูลรายได้จาก “แอปถุงเงิน” ให้กรมสรรพากรเก็บภาษีย้อนหลัง อย่างแน่นอน ซึ่งถือเป็นข่าวจริงที่หลายคนกำลังเฝ้ารอคำตอบ เพื่อให้ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างสบายใจ โดยทางรัฐบาลได้ชี้แจงประเด็นสำคัญไว้ดังนี้ครับ:

  • ข้อมูลยอดขายในแอปถุงเงินจะไม่ถูกส่งไปให้สรรพากรเพื่อคิดภาษีย้อนหลังแบบเจาะจง
  • หลักเกณฑ์การเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา จะคิดจากรายได้รวมทุกช่องทางตลอดทั้งปี ไม่ใช่แค่เฉพาะยอดผ่านโครงการฯ
  • ร้านค้ารายย่อยส่วนใหญ่ที่มีรายได้ไม่ถึง 1.8 ล้านบาทต่อปี ไม่ต้องกังวลเรื่องภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)

หลายคนอาจมีความกังวลใจเมื่อเห็นยอดขายในแอปพุ่งสูงขึ้นในช่วงที่เข้าร่วมโครงการ แต่กฎหมายภาษีมองที่ภาพรวมรายได้ทั้งปี ดังนั้นไม่ต้องกลัวว่าจะเป็นประเด็นที่สร้างภาระภาษีให้เกิดขึ้นแบบปุบปับครับ การเผยแพร่ข่าวปลอมหรือข้อมูลบิดเบือนในโลกโซเชียลนั้นสร้างผลกระทบต่อพ่อค้าแม่ค้าอย่างมาก เพราะอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดจนส่งผลต่อการวางแผนการเงินหรือแม้แต่ความเชื่อมั่นในโครงการของรัฐ

หากพี่น้องประชาชนพบเห็นข่าวสารที่น่าสงสัย ไม่แน่ใจว่าเป็นเรื่องจริงหรือข่าวปลอม อย่าเพิ่งรีบแชร์ต่อโดยเด็ดขาดครับ ควรตรวจสอบข้อมูลจากหน่วยงานภาครัฐที่เป็นทางการเสมอ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายทั้งต่อทรัพย์สินและข้อมูลส่วนบุคคลของท่านเอง

สำหรับใครที่ยังมีความสงสัย หรือพบเห็นข้อมูลบิดเบือนบนโลกออนไลน์ สามารถตรวจสอบและแจ้งเบาะแสได้ผ่านช่องทางของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ดังนี้:

  • สายด่วน 1111 ต่อ 87
  • เว็บไซต์ www.antifakenewscenter.com
  • Line ID: @antifakenewscenter
  • โซเชียลมีเดีย: Anti-Fake News Center Thailand

สุดท้ายนี้ ผมอยากฝากไว้ว่าในยุคดิจิทัลเช่นนี้ การมีสติและตรวจสอบที่มาของข้อมูลก่อนเชื่อหรือแชร์ถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุดครับ อย่าลืมติดตามข่าวสารจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ เพื่อรักษาสิทธิของตัวคุณเองและไม่ตกเป็นเหยื่อของข่าวปลอมในโซเชียลมีเดียนะครับ

ที่มา – ดีอี ยันข่าวจริง ไทยช่วยไทยพลัส ไม่ส่งข้อมูลรายได้จาก “แอปถุงเงิน” ให้กรมสรรพากรเก็บภาษีย้อนหลัง

“อรรถกร” ซัด พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ทำคนไทยเป็นหนี้คนละ 6 พัน

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในวงการการเมืองไทยเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2569 หลังจาก “อรรถกร” ซัด พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ทำคนไทยเป็นหนี้คนละ 6 พัน บาท โดยได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การดำเนินงานของรัฐบาลอย่างดุเดือดผ่านเวทีรัฐสภา ซึ่งสร้างความกังวลใจให้กับประชาชนทั่วประเทศถึงภาระหนี้สาธารณะที่กำลังจะพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

“อรรถกร” ซัด พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ทำคนไทยเป็นหนี้คนละ 6 พัน สะท้อนความไม่โปร่งใส

นายอรรถกร ศิริลัทธยากร สส.ฉะเชิงเทรา จากพรรคกล้าธรรม ได้ออกมาแสดงความเห็นอย่างตรงไปตรงมาว่า การออก พ.ร.ก. ฉบับนี้แม้รัฐบาลจะมีเสียงข้างมากในสภา แต่ในแง่ของความคุ้มค่าและความเป็นธรรมนั้นยังเป็นที่น่าสงสัย เพราะคนไทยกว่า 67 ล้านคนต้องตื่นมาพร้อมกับภาระหนี้ที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ยคนละกว่า 6,000 บาทโดยไม่มีทางเลือก

เจาะลึกปมเดือด “อรรถกร” ซัด พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ทำคนไทยเป็นหนี้คนละ 6 พัน

ไม่เพียงแค่เรื่องของตัวเลขหนี้สินเท่านั้น แต่ยังมีประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับรายละเอียดในโครงการที่คุณอรรถกรได้ตั้งข้อสังเกตไว้ ดังนี้:

  • การจัดลำดับความสำคัญ: การผลักดันโครงการที่อาจไม่ใช่ภาวะฉุกเฉินจริงมาใส่รวมไว้ใน พ.ร.ก. เพื่อให้ผ่านการอนุมัติง่ายขึ้น
  • ความชัดเจนของแผนงาน: โครงการปรับโครงสร้างพลังงานถูกตั้งคำถามว่า เร่งด่วนจริงหรือไม่ หรือเป็นเพียงการนำงบประมาณมาใช้โดยขาดความสอดคล้องกับงบประมาณปกติ
  • หลักเกณฑ์การช่วยเหลือ: ความกังวลว่าผู้ได้รับผลกระทบที่เป็นกลุ่มเปราะบางจะเข้าถึงสิทธิ “ไทยช่วยไทยพลัส” ได้อย่างทั่วถึงหรือไม่

คุณอรรถกรได้เปรียบเทียบการกระทำของรัฐบาลในครั้งนี้ว่าเป็นเสมือน “เมนูยัดไส้” ที่นำโครงการขนาดใหญ่มาซ่อนรายละเอียดไว้ในกฎหมายกู้เงินฉบับเดียว ทำให้ประชาชนไม่สามารถตรวจสอบข้อมูลได้อย่างถี่ถ้วน ต่างจากร้านอาหารทั่วไปที่ยังต้องระบุส่วนผสมและราคาให้ชัดเจน แต่เมนูการกู้เงินครั้งนี้กลับไม่มีใครรู้แน่ชัดว่ามีอะไรแฝงอยู่ข้างในบ้าง

ยิ่งไปกว่านั้น การที่รัฐบาลยุติการทำประชามติทั้งที่สูญเสียงบประมาณไปแล้วกว่า 9,000 ล้านบาท ยิ่งตอกย้ำให้เห็นว่าคำมั่นสัญญาเรื่องประชาธิปไตยที่เคยให้ไว้กับประชาชนนั้น ดูเหมือนจะสวนทางกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นจริงบนหน้ากระดานการเมืองไทยในขณะนี้

ในมุมมองของผู้เขียน หากรัฐบาลต้องการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน สิ่งสำคัญที่สุดคือความโปร่งใสและการชี้แจงรายละเอียดของโครงการให้ชัดเจนที่สุด เพราะเงินทุกบาททุกสตางค์ที่กู้มา คือภาระภาษีที่คนไทยทุกคนต้องร่วมกันแบกรับไปอีกนาน หากขาดการบริหารจัดการที่ดี ผลกระทบที่จะตามมาในอนาคตอาจมากกว่าแค่ตัวเลขทางเศรษฐกิจ แต่จะเป็นเรื่องของความศรัทธาที่ประชาชนมีต่อรัฐบาลนั่นเอง

ที่มา – “อรรถกร” ซัด พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ทำคนไทยเป็นหนี้คนละ 6 พัน ชี้รัฐบาลผิดคำมั่นประชาธิปไตย

Scroll to top