เพชรบูรณ์

คนหาปลาผงะ ศพนิรนามลอยติดริมแม่น้ำป่าสัก ลักษณะคล้ายถูกเผา มีลวดพันตามตัว

คนหาปลาผงะ ศพนิรนามลอยติดริมแม่น้ำป่าสัก ลักษณะคล้ายถูกเผา มีลวดพันตามตัว

เหตุการณ์สุดระทึกขวัญเกิดขึ้นที่จังหวัดเพชรบูรณ์ เมื่อชาวบ้านในพื้นที่ต้องตกใจสุดขีดหลังจากพบ คนหาปลาผงะ ศพนิรนามลอยติดริมแม่น้ำป่าสัก ลักษณะคล้ายถูกเผา มีลวดพันตามตัว บริเวณใกล้กับจุดวางทุ่นในพื้นที่ตำบลบ้านโภชน์ อำเภอหนองไผ่ สร้างความแตกตื่นให้กับชาวบ้านละแวกใกล้เคียงเป็นอย่างมาก

เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2569 เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.หนองไผ่ ได้รับแจ้งเหตุการณ์สะเทือนขวัญดังกล่าว โดยในที่เกิดเหตุพบศพไม่ทราบเพศอยู่ในสภาพน่าเวทนา ร่างกายมีร่องรอยคล้ายถูกเผาจนดำเป็นตอตะโก นอกจากนี้ยังมีลวดพันธนาการไว้ตามร่างกาย ทั้งบริเวณแขนซ้าย ลำตัว และขา อีกทั้งยังพบรอยสักยันต์ที่บริเวณต้นคอด้านหลัง ซึ่งเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานได้เร่งลงพื้นที่เพื่อเก็บรวบรวมหลักฐานและชันสูตรหาสาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริงในครั้งนี้

รายละเอียดเหตุการณ์ คนหาปลาผงะ ศพนิรนามลอยติดริมแม่น้ำป่าสัก ลักษณะคล้ายถูกเผา มีลวดพันตามตัว

จากการสอบถามคุณลุงประหยัด เกินแก้ว วัย 76 ปี ซึ่งเป็นผู้ที่มาหาปลาและพบศพคนแรก ได้เล่าถึงวินาทีที่ต้องเผชิญกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันว่า ปกติตนจะมาหาปลาบริเวณนี้เป็นประจำ แต่วันนี้กลับพบความผิดปกติคือปลาไม่เข้าตุ้มดักปลาเลย เมื่อเดินเข้าไปตรวจสอบกลับพบคราบน้ำมันลอยขึ้นมาเหนือน้ำ และเมื่อลองใช้ไม้เขี่ยดูจึงพบเข้ากับศพที่ถูกพันด้วยลวด ทำให้ตนรีบแจ้งผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านทันที

จากการตรวจสอบเบื้องต้นของเจ้าหน้าที่ มีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้:

  • ศพอยู่ในสภาพถูกเผาอย่างรุนแรงจนกะโหลกศีรษะมีร่องรอยไหม้
  • มีการใช้ลวดพันรอบตัวซึ่งบ่งบอกถึงการฆาตกรรมอำพราง
  • รอยสักยันต์ที่คออาจเป็นเบาะแสสำคัญในการระบุตัวตน
  • ชาวบ้านในพื้นที่ยืนยันว่าไม่มีคนในหมู่บ้านแจ้งคนหายในช่วงเวลาดังกล่าว

กรณี คนหาปลาผงะ ศพนิรนามลอยติดริมแม่น้ำป่าสัก ลักษณะคล้ายถูกเผา มีลวดพันตามตัว นี้ ถือเป็นคดีอุกฉกรรจ์ที่สังคมกำลังจับตามองเป็นอย่างมาก เนื่องจากวิธีการเสียชีวิตนั้นมีความโหดเหี้ยมและผิดธรรมชาติ เชื่อว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจจะเร่งดำเนินการสืบสวนหาที่มาที่ไปของศพนิรนามรายนี้ให้เร็วที่สุด เพื่อนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมายให้ได้ครับ

เราหวังว่าเจ้าหน้าที่จะสามารถคลี่คลายคดีนี้และระบุตัวตนของผู้เสียชีวิตได้โดยเร็ว เพื่อคืนความยุติธรรมให้กับผู้ที่จากไป และสร้างความอุ่นใจให้กับชาวบ้านในละแวกนั้นอีกครั้ง

ที่มา – คนหาปลาผงะ ศพนิรนามลอยติดริมแม่น้ำป่าสัก ลักษณะคล้ายถูกเผา มีลวดพันตามตัว

แห่อาลัย หนุ่มจิตอาสาเพชรบูรณ์โดนรถชนเสียชีวิต

เชื่อว่าหลายคนคงได้ทราบข่าวเศร้าที่สร้างความสะเทือนใจให้กับชาวโซเชียลเป็นอย่างมาก กับเหตุการณ์ แห่อาลัย หนุ่มจิตอาสาเพชรบูรณ์โดนรถชนเสียชีวิต ขณะกำลังปฏิบัติหน้าที่ช่วยเหลือผู้อื่นที่ประสบอุบัติเหตุ นับเป็นการสูญเสียบุคคลที่มีจิตใจดีงามและเป็นที่รักของคนในชุมชนไปอย่างน่าใจหาย

แห่อาลัย หนุ่มจิตอาสาเพชรบูรณ์โดนรถชนเสียชีวิต

เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 10 ก.ค. 69 บริเวณสะพาน 2 ฝายวังบอน จ.เพชรบูรณ์ โดยนายกิตติศักดิ์ กองคำ หรือ “ตาร์ ไทหล่ม” วัย 39 ปี ได้ใช้ความกล้าหาญวิ่งเข้าไปช่วยเหลือผู้ที่รถเสียหลักตกลงไปในคลอง แต่ในขณะที่กำลังเดินขึ้นมาพร้อมกับผู้ประสบเหตุ กลับมีรถกระบะอีกคันเสียหลักพุ่งลงข้างทางชนเข้าอย่างจัง ทำให้เขาได้รับบาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิตในเวลาต่อมา ท่ามกลางความโศกเศร้าของครอบครัวและเพื่อนร่วมงาน

เรื่องราวความดีของหนุ่มจิตอาสาผู้ล่วงลับ

สำหรับคุณตาร์นั้น ไม่ได้เป็นเพียงลูกหลานชาวหล่มสักธรรมดา แต่เขายังเป็นบุคคลสำคัญของชุมชน เป็นทั้งเจ้าของแบรนด์สมุนไพรไทหล่ม และยังเป็นวิทยากรผู้นำวิชาความรู้ไปถ่ายทอดให้กับผู้สูงอายุ เพื่อให้พวกเขามีอาชีพและรายได้ สิ่งที่เกิดขึ้นกับ แห่อาลัย หนุ่มจิตอาสาเพชรบูรณ์โดนรถชนเสียชีวิต ครั้งนี้ จึงเปรียบเสมือนการสูญเสียต้นแบบของคนดีที่ไม่หวังผลตอบแทน

  • เป็นผู้มีจิตสาธารณะ เห็นผู้อื่นเดือดร้อนต้องรีบเข้าไปช่วยเสมอ
  • เป็นนักพัฒนาชุมชน สร้างแบรนด์สมุนไพร OTOP ชื่อดัง
  • เป็นวิทยากรแบ่งปันความรู้สร้างอาชีพให้ผู้สูงอายุ

นอกจากความอาลัยแล้ว เหตุการณ์นี้ยังเป็นบทเรียนราคาแพงเกี่ยวกับความปลอดภัยบนท้องถนน โดยเฉพาะบริเวณจุดเสี่ยงที่เกิดอุบัติเหตุซ้ำซากในช่วงฝนตก หากเราทุกคนเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้น อาจช่วยลดความสูญเสียเช่นนี้ได้ การจากไปของคุณตาร์ควรจะเป็นแรงบันดาลใจให้เราหันมาส่งต่อความดี และดูแลซึ่งกันและกันบนท้องถนนให้มากขึ้น สุดท้ายนี้ ขอส่งกำลังใจให้ครอบครัวกองคำและร่วมไว้อาลัยให้กับจิตอาสาผู้เสียสละท่านนี้ด้วยครับ

ที่มา – แห่อาลัย หนุ่มจิตอาสาเพชรบูรณ์โดนรถชนเสียชีวิต ขณะลงไปช่วยผู้ประสบอุบัติเหตุ

เพชรบูรณ์ ยาบ้า 3 เม็ด 100 สาบานเลิกยาเป็นคนดี

เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินข่าวคราวเกี่ยวกับยาเสพติดที่ดูเหมือนจะใกล้ตัวมากขึ้นทุกที ล่าสุดมีเหตุการณ์ที่น่าสนใจในจังหวัดเพชรบูรณ์ กับกรณี เพชรบูรณ์ ยาบ้า 3 เม็ด 100 สาบานเลิกยาเป็นคนดี ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.วิเชียรบุรี ได้เข้ากวาดล้างกลุ่มผู้เสพยาเสพติดในพื้นที่ต.โคกปรง จนนำไปสู่ภาพการสาบานตนที่จะเลิกยุ่งเกี่ยวกับอบายมุขอย่างจริงจัง

สถานการณ์ เพชรบูรณ์ ยาบ้า 3 เม็ด 100 สาบานเลิกยาเป็นคนดี

เหตุการณ์ เพชรบูรณ์ ยาบ้า 3 เม็ด 100 สาบานเลิกยาเป็นคนดี นี้ เริ่มต้นจากการที่เจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งเบาะแสการมั่วสุมเสพยาเสพติด เมื่อเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการพิเศษร่วมกับฝ่ายปกครองเข้าตรวจสอบพบผู้กระทำความผิดรวม 5 ราย โดยหนึ่งในนั้นสารภาพว่าซื้อยาบ้ามาในราคา 3 เม็ด 100 บาท เพื่อใช้เป็นตัวช่วยให้มีแรงทำงานหนัก ทั้งที่ในความเป็นจริงยาเสพติดเหล่านี้คือพิษร้ายที่ทำลายสุขภาพและอนาคตอย่างรุนแรง

ผลกระทบและบทเรียนจาก เพชรบูรณ์ ยาบ้า 3 เม็ด 100 สาบานเลิกยาเป็นคนดี

การที่ผู้เสพต้องพึ่งพาสารเสพติดเพื่อให้มีแรงทำงาน สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาความเข้าใจผิดเกี่ยวกับยาเสพติดที่ฝังรากลึกในสังคม การเข้ามาของเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อตักเตือนและให้สาบานตนถือเป็นกุศโลบายหนึ่งที่เน้นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม แม้สุดท้ายจะต้องเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายและบำบัดรักษาต่อไป แต่สิ่งนี้ก็นับเป็นจุดเริ่มต้นของการกลับตัวเป็นคนดี เพื่อสังคมที่ปลอดภัยขึ้น

  • ผลลัพธ์จากการจับกุม: สามารถควบคุมตัวผู้เกี่ยวข้องได้ 5 ราย และนำเข้ากระบวนการบำบัด
  • คำมั่นสัญญาของผู้เสพ: การกล่าวคำสาบานเลิกยาต่อหน้าเจ้าหน้าที่เพื่อเป็นคนดีของสังคม
  • ความสำคัญของการป้องกัน: ชุมชนต้องสอดส่องดูแลไม่ให้ยาเสพติดเข้าถึงได้ง่าย

อย่างไรก็ตาม ยาเสพติดไม่ใช่เครื่องมือช่วยเพิ่มพลังในการทำงาน แต่เป็นกับดักที่ดึงชีวิตคนลงสู่จุดต่ำสุด การที่สังคมจะแก้ปัญหานี้ได้อย่างยั่งยืนไม่ใช่แค่การตรวจจับ แต่คือความร่วมมือของทุกคนในครอบครัวที่จะช่วยประคับประคองผู้หลงผิดให้กลับมามีชีวิตที่สดใสอีกครั้ง หากคุณพบเห็นการมั่วสุมเสพยาเสพติด อย่ารีรอที่จะแจ้งเบาะแสให้เจ้าหน้าที่ เพราะทุกการเริ่มต้นที่ดีเริ่มจากตัวเราเองที่กล้าจะปฏิเสธยาเสพติด

ที่มา – เพชรบูรณ์ ยาบ้า 3 เม็ด 100 ตำรวจจับพนมมือสาบาน “เลิกยา” เป็นคนดีของสังคม

หนุ่มวัย 19 ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต บริจาคลิ้นหัวใจ ช่วย 6 ชีวิต

เรื่องราวที่น่าประทับใจและเต็มไปด้วยความปิติในท่ามกลางความสูญเสียครั้งนี้ เกิดขึ้นกับครอบครัวของน้องวิวัฒน์ หนุ่มวัย 19 ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต บริจาคลิ้นหัวใจ ตับ ไต ดวงตา ช่วย 6 ชีวิต ให้กับเพื่อนมนุษย์ที่กำลังรอคอยโอกาสในการต่อชีวิตใหม่ นับเป็นการตัดสินใจที่เฉลียวฉลาดและเปี่ยมด้วยเมตตาธรรมจากทางครอบครัว แม้จะต้องเผชิญกับความโศกเศร้าจากการจากไปของคนที่รัก แต่พวกเขาก็เลือกที่จะเปลี่ยนความสูญเสียให้เป็นความหวังครั้งใหญ่

หนุ่มวัย 19 ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต บริจาคลิ้นหัวใจ ตับ ไต ดวงตา ช่วย 6 ชีวิต

เหตุการณ์เศร้าสลดนี้เกิดขึ้นเมื่อน้องวิวัฒน์ ประสบอุบัติเหตุขณะขี่รถจักรยานยนต์เพื่อไปเอาใบรับรองแพทย์สำหรับการสมัครงานใหม่ แต่ชีวิตกลับถูกพรากไปอย่างกะทันหัน ณ โรงพยาบาลเพชรบูรณ์ แพทย์วินิจฉัยว่าน้องอยู่ในภาวะสมองตาย ในวินาทีนั้น ทางโรงพยาบาลได้เปิดโอกาสให้ครอบครัวร่วมสร้างกุศลด้วยการบริจาคอวัยวะ ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยผู้ป่วยได้ถึง 6 ราย แต่มันคือการสืบต่ออายุขัยของน้องวิวัฒน์ให้คงอยู่ผ่านร่างกายผู้อื่น

การตัดสินใจที่ยิ่งใหญ่จากครอบครัว

คุณยายของน้องวิวัฒน์และคุณแม่ ต่างเห็นพ้องต้องกันว่า การบริจาคอวัยวะคือการทำบุญใหญ่ครั้งสุดท้าย ดีกว่าการเผาร่างกายไปโดยเปล่าประโยชน์ คุณแม่ของน้องยังเผยว่าตนเองได้ทำความประสงค์บริจาคร่างกายไว้เช่นกัน จึงเข้าใจความสำคัญของการให้ในวาระสุดท้ายนี้เป็นอย่างดี เรื่องราวของ หนุ่มวัย 19 ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต บริจาคลิ้นหัวใจ ตับ ไต ดวงตา ช่วย 6 ชีวิต จึงถูกยกย่องให้เป็นตัวอย่างอันดีงามในสังคมไทย

องค์ประกอบของอวัยวะที่ถูกส่งต่อนั้นมีมูลค่ามหาศาลต่อการรักษาทางการแพทย์ ได้แก่:

  • ลิ้นหัวใจ
  • ตับ
  • ไต (2 ข้าง)
  • ดวงตา (2 ข้าง)

ด้วยหัวใจที่เสียสละของครอบครัว อวัยวะเหล่านี้จึงกลายเป็นแสงสว่างปลายอุโมงค์ให้กับผู้ป่วยที่สิ้นหวัง การตัดสินใจบริจาคอวัยวะโดยไม่ลังเลของครอบครัวน้องวิวัฒน์ เป็นสิ่งที่น่าชื่นชมและเป็นเครื่องเตือนใจให้พวกเราเห็นว่า ชีวิตนั้นไม่แน่นอน แต่ความเป็นมนุษย์ที่คอยเกื้อกูลกันคือสิ่งที่ยั่งยืนที่สุด

ในฐานะมุมมองจากผู้อ่าน นี่คือบทเรียนที่ย้ำเตือนว่า การวางแผนชีวิตและการเตรียมตัวสำหรับวาระสุดท้ายไม่ใช่เรื่องน่ากลัว แต่คือการสร้างคุณค่าที่คนข้างหลังภูมิใจ หากใครสนใจร่วมเป็นผู้ให้ สามารถติดต่อศูนย์รับบริจาคอวัยวะสภากาชาดไทยได้ตั้งแต่วันนี้ เพื่อร่วมส่งต่อโอกาสที่ยิ่งใหญ่ให้แก่เพื่อนมนุษย์ต่อไป

ที่มา – หนุ่มวัย 19 ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต บริจาคลิ้นหัวใจ ตับ ไต ดวงตา ช่วย 6 ชีวิต

เด็กชาย 10 ขวบ ถึงหมอชิต 2 แล้ว คนขับรถทัวร์ช่วยส่งกลับชลบุรี

จากเหตุการณ์ที่เป็นกระแสในโซเชียลมีเดียเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2569 กรณีแม่มีเงินไม่พอค่าตั๋วรถทัวร์ จึงตัดสินใจทิ้งลูกชายวัย 10 ขวบไว้เพียงลำพังที่ท่ารถตลาดสดศรีเทพ จ.เพชรบูรณ์ โดยตัวเองพาน้องคนเล็กขึ้นรถออกเดินทางกลับไปก่อน เรื่องนี้สร้างความสะเทือนใจให้แก่ผู้ที่พบเห็นเป็นอย่างมาก แต่ในความโชคร้ายก็ยังมีเรื่องราวดีๆ เกิดขึ้น

เด็กชาย 10 ขวบ ถึงหมอชิต 2 แล้ว คนขับรถทัวร์ ซื้อตั๋วให้ส่งขึ้นรถนั่งกลับบ้าน จ.ชลบุรี

เมื่อข่าวนี้แพร่ออกไป ผู้คนต่างพากันเอาใจช่วยหนูน้อยคนนี้เป็นจำนวนมาก ความคืบหน้าล่าสุดมีรายงานว่า เมื่อเวลาประมาณ 17.30 น. เด็กชาย 10 ขวบ ถึงหมอชิต 2 แล้ว คนขับรถทัวร์ ซื้อตั๋วให้ส่งขึ้นรถนั่งกลับบ้าน จ.ชลบุรี ด้วยความเมตตาและน้ำใจที่มีให้กับเพื่อนมนุษย์ โดยคนขับรถทัวร์ใจดีท่านนี้ได้เป็นธุระจัดการเรื่องตั๋วเดินทางต่อให้หนูน้อยให้ถึงที่หมายอย่างปลอดภัย

ภาพประทับใจความใสซื่อของเด็กน้อย

สิ่งหนึ่งที่ทำให้ผู้คนในโลกออนไลน์ต่างรู้สึกเอ็นดูและสงสารคือ ในมือของน้องมีถุงขนมจาก จ.เพชรบูรณ์ ติดตัวมาด้วยตลอดการเดินทาง น้องกำถุงขนมนั้นไว้แน่นไม่ยอมทิ้งและไม่ยอมแกะกินระหว่างทาง ประหนึ่งว่านี่คือสิ่งของชิ้นสุดท้ายที่ได้รับจากแม่ก่อนจะเกิดเหตุการณ์พลัดพราก สะท้อนให้เห็นถึงความใสซื่อและจิตใจที่จดจ่ออยู่กับครอบครัวอย่างน่าเหลือเชื่อ

  • เหตุการณ์เกิดขึ้นที่ จ.เพชรบูรณ์
  • คนขับรถทัวร์ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือทันทีที่ทราบเรื่อง
  • เด็กชาย 10 ขวบ ถึงหมอชิต 2 แล้ว คนขับรถทัวร์ ซื้อตั๋วให้ส่งขึ้นรถนั่งกลับบ้าน จ.ชลบุรี ยืนยันว่าน้องปลอดภัยดี
  • สังคมไทยยังคงมีความหวังเมื่อผู้คนหันมาใส่ใจและช่วยเหลือกัน

เหตุการณ์นี้เป็นอุทาหรณ์ที่สำคัญเกี่ยวกับความรับผิดชอบของครอบครัว และเป็นเครื่องเตือนใจว่าในสถานการณ์ที่ยากลำบากที่สุด น้ำใจจากคนรอบข้างมักจะเป็นสิ่งเดียวที่ช่วยให้ทุกอย่างคลี่คลายไปได้ในทางที่ดี เราขอเป็นกำลังใจให้น้องเดินทางถึง จ.ชลบุรี โดยสวัสดิภาพและได้กลับไปสู่อ้อมกอดของครอบครัวอย่างราบรื่นครับ

ที่มา – เด็กชาย 10 ขวบ ถึงหมอชิต 2 แล้ว คนขับรถทัวร์ ซื้อตั๋วให้ส่งขึ้นรถนั่งกลับบ้าน จ.ชลบุรี

หนุ่มใหญ่ชาวเพชรบูรณ์ เส้นเลือดในสมองแตก บริจาคอวัยวะช่วย 4 ชีวิต

เรื่องราวสุดน่าประทับใจของหนุ่มใหญ่ชาวเพชรบูรณ์ เส้นเลือดในสมองแตก บริจาคอวัยวะช่วยผู้ป่วยอีก 4 ชีวิตกลายเป็นข่าวที่สร้างแรงบันดาลใจให้หลายคน เมื่อญาติผู้เสียชีวิตตัดสินใจทำตามความตั้งใจครั้งสุดท้าย บริจาคอวัยวะเพื่อช่วยชีวิตผู้อื่น สร้างกุศลใหญ่หลวงในวาระสุดท้ายของชีวิต

หนุ่มใหญ่ชาวเพชรบูรณ์ เส้นเลือดในสมองแตก บริจาคอวัยวะช่วยผู้ป่วยอีก 4 ชีวิต

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2567 นายประธาน จันทร์แย้ม อายุ 50 ปี ชาวตำบลชอนไพร อำเภอเมืองเพชรบูรณ์ จังหวัดเพชรบูรณ์ มีอาการนอนหมดสติกะทันหันใต้ถุนบ้าน ญาติรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลเพชรบูรณ์ทันที แพทย์วินิจฉัยว่าเป็นเส้นเลือดในสมองแตก ซึ่งเป็นอาการรุนแรงที่อาจนำไปสู่ภาวะสมองตายได้ แม้ทีมแพทย์จะพยายามรักษาอย่างเต็มที่ แต่ผู้ป่วยก็มีอาการก้านสมองตาย ซึ่งในทางการแพทย์ถือว่าเป็นการเสียชีวิตทางสมองแล้ว

หนุ่มใหญ่ชาวเพชรบูรณ์ เส้นเลือดในสมองแตก บริจาคอวัยวะช่วยผู้ป่วยอีก 4 ชีวิต

ความตั้งใจครั้งสุดท้ายของผู้บริจาค

นางสาวมิรันตี เกตุเอี่ยม น้องสาววัย 25 ปีของผู้เสียชีวิต เล่าว่า พี่ชายเป็นคนไม่มีครอบครัว ประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป อาศัยอยู่กับพี่สาว เมื่อครั้งมีชีวิต พี่ชายเคยแสดงความประสงค์อยากบริจาคอวัยวะและร่างกายให้โรงพยาบาลเพื่อส่วนรวม เมื่อพยาบาลชวนพูดคุยเรื่องโครงการบริจาคอวัยวะ ญาติทุกคนจึงยินยอมทำตามทันที สุดท้ายสามารถบริจาคได้ 4 ชิ้น ได้แก่ กระจกตา 2 ข้าง และไต 2 ข้าง นำไปช่วยผู้ป่วยที่รอคิวเปลี่ยนถ่ายอวัยวะได้อีก 4 ราย ทำให้ผู้ป่วยบางรายได้แสงสว่างในชีวิตใหม่ บางรายได้ไตใหม่เพื่อมีชีวิตที่ยืนยาวขึ้น

กระบวนการบริจาคอวัยวะที่โรงพยาบาลเพชรบูรณ์

นางชไมพร สีทอง หัวหน้าศูนย์บริจาคอวัยวะโรงพยาบาลเพชรบูรณ์ กล่าวว่า แม้ผู้เสียชีวิตจะแจ้งความประสงค์ไว้ก่อน แต่ต้องได้รับความยินยอมจากญาติเท่านั้นจึงจะดำเนินการได้ โรงพยาบาลจึงเข้าไปอธิบายรายละเอียดโครงการของสภากาชาดไทย ซึ่งช่วยประสานงานนำอวัยวะไปใช้ประโยชน์ได้อย่างรวดเร็ว

  • กระจกตา 2 ข้าง: ช่วยผู้ป่วยตาบอดให้กลับมามองเห็น
  • ไต 2 ข้าง: ช่วยผู้ป่วยไตวายเรื้อรังที่ล้างไตประจำ
ญาติผู้บริจาคอวัยวะเพชรบูรณ์
โรงพยาบาลเพชรบูรณ์มอบเกียรติบัตร

ความสำคัญของการบริจาคอวัยวะในประเทศไทย

เส้นเลือดในสมองแตกเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ในวัยทำงาน โดยอาการมักเกิดกะทันหัน เช่น ปวดหัวรุนแรง ชัก อัมพาต หรือหมดสติ หากตรวจพบเร็วมีโอกาสรอดสูง แต่หากลุกลามถึงสมองตาย โครงการบริจาคอวัยวะจึงเป็นทางออกที่ยอดเยี่ยม ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ป่วยรออวัยวะนับพันราย โดยไตและกระจกตามีความต้องการสูงสุด เรื่องราวของหนุ่มใหญ่ชาวเพชรบูรณ์นี้ไม่เพียงช่วย 4 ชีวิต แต่ยังจุดประกายให้คนอื่นๆ ลุกขึ้นตัดสินใจบริจาค

การบริจาคอวัยวะไม่ใช่แค่ช่วยชีวิต แต่ยังสร้างบุญกุศลใหญ่ตามความเชื่อของคนไทย ญาติเชื่อว่าผลบุญนี้จะส่งพี่ชายไปสู่ภพภูมิที่ดี หากคุณหรือคนใกล้ชิดมีประกันสุขภาพหรือตรวจสุขภาพสม่ำเสมอ จะช่วยป้องกันโรคเส้นเลือดสมองแตกได้

วิธีสมัครบริจาคอวัยวะง่ายๆ

  • ดาวน์โหลดแอป “ไทยบริจาคอวัยวะ” หรือเข้าเว็บไซต์สภากาชาดไทย
  • กรอกข้อมูลและเซ็นชื่อลงทะเบียนฟรี
  • แจ้งญาติให้ทราบความตั้งใจ เพื่อให้ดำเนินการได้ทันที

สุดท้าย เรื่องราวหนุ่มใหญ่ชาวเพชรบูรณ์ เส้นเลือดในสมองแตก บริจาคอวัยวะช่วยผู้ป่วยอีก 4 ชีวิตนี้สอนให้เรารู้ว่า แม้ชีวิตจะจบลง แต่การให้สามารถดำเนินต่อไปได้ชั่วนิรันดร์ หากคุณสนใจช่วยชีวิตคนอื่น ลองลงทะเบียนบริจาคอวัยวะวันนี้ แล้วคุณอาจกลายเป็นฮีโร่ผู้ช่วยชีวิตได้เช่นกัน

ที่มา – หนุ่มใหญ่ชาวเพชรบูรณ์ เส้นเลือดในสมองแตก บริจาคอวัยวะช่วยผู้ป่วยอีก 4 ชีวิต

เพชรบูรณ์ ภูมิใจไทยแลนด์สไลด์ กวาด สส.ทุกเขต

วันนี้เรามาพูดถึงเหตุการณ์สุดฮือฮาในวงการการเมืองไทยกันเลยครับ เพชรบูรณ์ ภูมิใจไทยแลนด์สไลด์ แบบเต็มตัว! ผลการเลือกตั้ง สส.ล่าสุด พรรคภูมิใจไทยกวาดที่นั่ง สส.ยกจังหวัดทั้ง 6 เขต ส่งผลให้เพชรบูรณ์กลายเป็นฐานที่มั่นแน่นของพรรคทันที โดยเฉพาะเขต 2 ที่มีการล้มช้างแชมป์เก่า 4 สมัยได้อย่างน่าตื่นเต้น มาดูกันว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้าง

เพชรบูรณ์ ภูมิใจไทยแลนด์สไลด์: กวาด สส.ยกจังหวัด

เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 (ตามผลคะแนนอย่างไม่เป็นทางการ) ผู้สมัครจากพรรคภูมิใจไทยทะยานเข้าวินครบทุกเขตในจังหวัดเพชรบูรณ์ ทำให้เกิดปรากฏการณ์ เพชรบูรณ์ ภูมิใจไทยแลนด์สไลด์ ที่แฟนการเมืองต้องจับตามอง สิ่งที่น่าสนใจที่สุดคือเขต 2 ซึ่งเป็นสนามรบดุเดือดระหว่าง นายจักรัตน์ พั้วช่วย ผู้สมัครพรรคกล้าธรรม อดีต สส. 4 สมัยที่ครองบัลลังก์มานานกว่า 20 ปี กับ นายยุพราช บัวอินทร์ จากพรรคภูมิใจไทย

ผลคะแนนเขต 2 นายยุพราช บัวอินทร์ ได้รับคะแนนนำที่ 30,244 เสียง เฉือนชนะนายจักรัตน์ พั้วช่วยที่ได้ 28,571 เสียง ด้วยช่องว่างเพียง 1,727 เสียงเท่านั้น! ถือเป็นการพลิกเกมที่หักปากเซียนกันเลยทีเดียว สำหรับเขตอื่นๆ พรรคภูมิใจไทยก็ไม่น้อยหน้า กวาดเรียบดังนี้

  • เขต 1: น.ส.พิมพร พรพฤติพันธ์
  • เขต 2: นายยุพราช บัวอินทร์
  • เขต 3: นายบุญชัย กิตติธาราทรัพย์
  • เขต 4: นายวรโชติ สุคนธขจร
  • เขต 5: นางวันเพ็ญ พร้อมพัฒน์
  • เขต 6: นายอัคร ทองใจสด

นอกจากนี้ยังมี นายสันติ พร้อมพัฒน์ สส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 4 ของพรรคภูมิใจไทย ซึ่งเป็นอดีตรัฐมนตรีหลายสมัย ทำให้เพชรบูรณ์มี สส.รวมถึง 7 คนเลยทีเดียว และคาดว่านายสันติจะได้นั่งเก้าอี้รัฐมนตรีอีกสมัย

เบื้องหลังชัยชนะเขต 2 ในเพชรบูรณ์ ภูมิใจไทยแลนด์สไลด์

นายอัครินทร์ ภูอินอ้อย ประธานศูนย์เลือกตั้งพรรคภูมิใจไทยเขต 2 ซึ่งเป็นกุนซือหลัก เปิดใจกับสื่อว่า พื้นที่เพชรบูรณ์ โดยเฉพาะอำเภอหล่มสัก มีปัญหาสะสมมานาน เช่น น้ำท่วมซ้ำซาก ที่สร้างความเสียหายรุนแรง ราคาพืชผลเกษตรตกต่ำ ทั้งที่หล่มสักเป็นตลาดผักใหญ่สุดของภาคเหนือตอนล่าง และปัญหาที่ดินทำกินของเกษตรกรซึ่งเป็นอาชีพหลัก “เรามุ่งมั่นแก้ปัญหาเหล่านี้แบบเบ็ดเสร็จ ทุ่มเทสร้างกระแสเพียง 2 เดือน ชาวบ้านตอบรับล้นหลาม” เขากล่าว

หล่มสักเปรียบเสมือนครัวของประเทศ ผลิตผักผลไม้เลี้ยงคนไทยทั้งชาติ แต่เกษตรกรกลับเดือดร้อนจากราคาตก น้ำท่วม และที่ดินไม่ชัดเจน การเลือกตั้งครั้งนี้ ชาวเพชรบูรณ์เลือกเปลี่ยนแปลงเพื่ออนาคตที่ดีกว่า

ตระกูลพั้วช่วย: ยักษ์ใหญ่ที่ล้มดังครืน

สำหรับฐานเก่าของนายจักรัตน์ มีตระกูลพั้วช่วยคอยหนุนหลังมานาน นายกิตติ พั้วช่วย พี่ชาย เป็นนายกเทศมนตรีเมืองหล่มสักกว่า 20 ปี นางฐิตินันท์ พั้วช่วย มารดา เคยเป็นนายกเทศมนตรีมาก่อน และสมาชิกครอบครัวอื่นๆ ก็ครองตำแหน่ง สจ. แต่ครั้งนี้ การเมืองหน้าใหม่จากพรรคภูมิใจไทยพิสูจน์ว่าประชาชนต้องการการเปลี่ยนแปลง

ปรากฏการณ์ เพชรบูรณ์ ภูมิใจไทยแลนด์สไลด์ ไม่ใช่แค่ชัยชนะชั่วคราว แต่สะท้อนความต้องการของชาวจังหวัดที่อยากเห็นนักการเมืองแก้ปัญหาจริงจัง เช่น สร้างเขื่อนกันน้ำท่วม พัฒนาตลาดเกษตรให้ยั่งยืน และปฏิรูปที่ดินทำกิน ในอนาคต เราคงได้เห็นนโยบายเด็ดๆ จาก สส.ชุดใหม่เหล่านี้

ส่วนตัวผมมองว่านี่คือจุดเริ่มต้นของการเมืองเพชรบูรณ์ยุคใหม่ ที่ประชาชนมีพลังกำหนดทิศทาง คุณคิดยังไงกับผลเลือกตั้งนี้? มาคุยกันในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ รู้ด้วยนะครับ!

ที่มา – เพชรบูรณ์ ภูมิใจไทยแลนด์สไลด์ กวาด สส.ยกจังหวัด เขต 2 ล้มช้าง คว่ำแชมป์ 4 สมัย

คนใจร้ายยิงสุนัข จับยัดถุงปุ๋ยทิ้งข้างทาง โชคดีช่วยทัน

เรื่องราวสุดสะเทือนใจที่ทำให้หลายคนน้ำตาคลอ เมื่อเกิดเหตุ คนใจร้ายยิงสุนัข จับยัดถุงปุ๋ยทิ้งข้างทาง ในพื้นที่จังหวัดเพชรบูรณ์ โชคดีที่หนุ่มบุรุษไปรษณีย์ผ่านมาเจอพอดี รีบช่วยเหลือส่งโรงพยาบาลสัตวแพทย์ทันเวลา เรื่องนี้ไม่เพียงชี้ให้เห็นความโหดร้ายของมนุษย์บางคน แต่ยังแสดงถึงความเมตตาของคนดีที่ยังมีอยู่มากมายในสังคมไทย

คนใจร้ายยิงสุนัข จับยัดถุงปุ๋ยทิ้งข้างทาง

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 ที่หมู่ที่ 17 ตำบลบึงสามพัน อำเภอบึงสามพัน จังหวัดเพชรบูรณ์ เจ้าหน้าที่กลุ่มจิตอาสาร่วมใจบึงสามพัน ได้รับแจ้งจากนายเธียรชัย แซมเพ็ชร อายุ 29 ปี ซึ่งเป็นบุรุษไปรษณีย์ประจำพื้นที่ ว่าเขาพบสุนัขสีน้ำตาลตัวหนึ่งถูกทำร้ายรุนแรง ถูกยิงลูกดอกปักคาต้นขาหน้าจนทะลุเกือบถึงคอ และยังถูกจับยัดใส่ถุงปุ๋ยมัดปากทิ้งไว้ในป่าไผ่ข้างทางอีก สุนัขตัวนี้ร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดอย่างน่าสังเวช

สุนัขถูกยิงลูกดอกยัดถุงปุ๋ย

รีบนำสุนัขตัวนี้ขึ้นรถไปยังโรงพยาบาลสัตวแพทย์ทันที โดยตอนนี้สุนัขกำลังรอเข้ารับการผ่าตัดเพื่อเอาลูกดอกออก อาการยังทรงตัวแต่ปลอดภัยแล้ว ขอบคุณความรวดเร็วของทุกฝ่ายที่ช่วยไว้

วินาทีที่หนุ่มไปรษณีย์พบสุนัขผู้เคราะห์ร้าย

สุนัขถูกช่วยเหลือจากถุงปุ๋ย

นายเธียรชัยเล่าว่าขณะกำลังขี่รถจักรยานยนต์ส่งเอกสารไปตามเส้นทางตามปกติ ได้ยินเสียงสุนัขร้องดังลั่นจากป่าไผ่ข้างทาง จึงจอดรถลงไปตรวจดู พบถุงปุ๋ยใบใหญ่ถูกมัดแน่นปากถุง เมื่อแกะออกมาก็ต้องช็อกกับภาพที่เห็น สุนัขตัวเล็กมีลูกดอกปักทะลุขา เลือดไหลนอง ร้องครวญครางด้วยความทรมาน เขาจึงรีบโทรศัพท์แจ้ง “สารวัตรแขก” ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่กลุ่มจิตอาสาร่วมใจบึงสามพัน เพื่อขอความช่วยเหลือทันที

บุรุษไปรษณีย์ช่วยสุนัข

“วินาทีแรกที่เห็นน้องหมาแบบนั้น ผมเสียใจมาก น้ำตาไหลพรากเลยครับ สงสารสุดๆ ถ้าน้องหายดี ผมจะรับไปเลี้ยงเองเลย” คำพูดจากนายเธียรชัยที่แสดงถึงหัวใจเมตตา ทำให้หลายคนที่ทราบเรื่องต่างชื่นชมและอยากช่วยเหลือ

ปัญหาการทารุณกรรมสัตว์ในไทยและทางแก้ไข

เหตุการณ์คนใจร้ายยิงสุนัข จับยัดถุงปุ๋ยทิ้งข้างทาง แบบนี้เกิดขึ้นบ่อยครั้งในประเทศไทย สาเหตุมาจากการขาดจิตสำนึก ความเชื่อโมโหเกลียดชังสัตว์จรจัด หรือบางครั้งก็เพราะปัญหาความขัดแย้งกับเจ้าของ แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด การกระทำแบบนี้ผิดกฎหมายไทยตาม พ.ร.บ.ป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ พ.ศ. 2557 โทษปรับสูงสุด 40,000 บาท และจำคุกไม่เกิน 2 ปี

  • แจ้งเบาะแสทันที: ถ้าเจอสัตว์ถูกทารุณ โทร 191 หรือแจ้งกรมปศุสัตว์
  • ช่วยเหลือเบื้องต้น: หยุดเลือด อบอุ่นร่างกาย แล้วพาไปหาหมอสัตว์
  • รับเลี้ยง: ลองรับสัตว์จรจัดมาเลี้ยง ช่วยลดปัญหาได้
  • บริจาค: สนับสนุนมูลนิธิช่วยเหลือสัตว์ เช่น สภากาชาดสัตว์

เรื่องนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่า สังคมเรายังต้องการคนอย่างนายเธียรชัยมากขึ้น อย่าปล่อยให้ความโหดร้าย勝 ถ้าคุณรักสัตว์ ลองแชร์เรื่องนี้เพื่อกระจายความเมตตา และถ้าเจอเหตุการณ์แบบนี้ อย่าลังเลที่จะช่วยเหลือ รายงาน หรือรับเลี้ยงนะครับ เพราะทุกชีวิตมีค่า!

ความเห็นส่วนตัว: เหตุการณ์คนใจร้ายยิงสุนัข จับยัดถุงปุ๋ยทิ้งข้างทาง แบบนี้ต้องมีบทลงโทษที่รุนแรงกว่านี้ เพื่อไม่ให้เกิดซ้ำ ขอให้สุนัขตัวนี้หายไวๆ และมีเจ้าของใหม่ที่น่ารักครับ

ที่มา – คนใจร้ายยิงสุนัข จับยัดถุงปุ๋ยทิ้งข้างทาง โชคดีหนุ่มไปรษณีย์ผ่านมาช่วยไว้ทัน

สาวผวา ดวงไฟประหลาด ลอยวูบวาบคืนวันโกน-วันพระ

คุณเคยเจอประสบการณ์หลอน ๆ ในคืนวันโกนหรือวันพระบ้างไหม? วันนี้เราจะพาคุณไปดูเรื่องราวสุดขนลุกของสาวผวา ดวงไฟประหลาด ลอยวูบวาบคืนวันโกน-วันพระ ที่กำลังเป็นกระแสในโซเชียล จนชาวบ้านไม่กล้าออกบ้านตอนกลางคืนเลยทีเดียว เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นจริงในพื้นที่ห่างไกล จังหวัดเพชรบูรณ์ ทำให้หลายคนสงสัยว่ามันคืออะไรกันแน่ ผีหรือปรากฏการณ์ธรรมชาติ?

สาวผวา ดวงไฟประหลาด ลอยวูบวาบคืนวันโกน-วันพระ

เรื่องราวเริ่มต้นจากวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 ชาวบ้านในหมู่ 9 ตำบลซับสมอทอด อำเภอบึงสามพัน จังหวัดเพชรบูรณ์ แจ้งข่าวด่วนว่ามีดวงไฟประหลาดสีเขียวอมส้ม ลอยวูบวาบไปมาเหนือพื้นดิน สูงประมาณระดับเอว สถานที่เกิดเหตุคือทางเข้าหมู่บ้าน ซึ่งเป็นพื้นที่เปลี่ยว ไม่มีบ้านเรือนประชาชนใกล้เคียง ข้างทางเป็นนาและพื้นที่เกษตรกรรมเท่านั้น โดยดวงไฟนี้มักปรากฏในคืนวันโกนหรือวันพระเท่านั้น ชวนให้ขนลุกสุด ๆ

ดวงไฟประหลาด ลอยวูบวาบคืนวันโกน-วันพระ

ประสบการณ์สุดหวาดกลัวของ น.ส.ละอองดาว

ผู้ที่พบเห็นและถ่ายคลิปไว้คือ น.ส.ละอองดาว อายุ 42 ปี เธอเล่าว่าดวงไฟนี้มีขนาดใหญ่เท่าลูกฟุตบอล สว่างจ้าสีเขียวอมส้ม ลอยขึ้นลงวูบวาบไปมา ตอนนั้นเธอกำลังขี่มอเตอร์ไซค์กลับบ้านคนเดียว กลัวจนรีบขี่หนีไปถนนใหญ่ที่มีแสงสว่าง ระยะทางเกือบ 1 กิโลเมตร แล้วค่อยหยุดถ่ายคลิป นี่เป็นครั้งที่ 3 ที่เธอเจอ ตั้งแต่ครั้งแรกก็กลัวหนัก จนตอนนี้ไม่กล้าออกมาทำงานคนเดียว ต้องให้แฟนมาส่งทุกครั้ง

ชาวบ้านแถวนั้นก็เห็นกันหลายคน บางคนตีความว่าเป็นผีกระสือ ผีปอบ หรือผีโพง ที่ออกหากินในวันพระตามความเชื่อโบราณ แต่บางคนก็มองว่าเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติ เช่น แก๊สมีเทนจากนาข้าวที่ลุกไหม้ หรือแมลงปีกเรืองแสงก็ได้ ยังไงก็แล้วแต่ความเชื่อส่วนบุคคล

ลักษณะของดวงไฟประหลาดและสาเหตุที่เป็นไปได้

  • รูปร่างและสี: ดวงกลมใหญ่เท่าลูกฟุตบอล สีเขียวอมส้ม สว่างวาบ
  • การเคลื่อนไหว: ลอยขึ้นลง วูบวาบไปมา สูงจากพื้นไม่เกิน 2 เมตร
  • เวลาที่ปรากฏ: เฉพาะคืนวันโกน-วันพระ
  • สถานที่: พื้นที่เกษตรเปลี่ยว ไม่มีแสงไฟ

จากมุมวิทยาศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญบางคนชี้ว่าอาจเป็น “วาบไฟ” หรือ Will-o’-the-wisp จากก๊าซฟอสฟีนในหนองนา ที่ลุกไหม้เองตามธรรมชาติ หรืออาจเป็นโดรนของใครสักคนที่บินทดสอบในเวลากลางคืน แต่ไม่ว่าจะอะไร ชาวบ้านที่นี่ก็ระวังตัวกันสุด ๆ ไม่กล้าค่ำคืนออกจากบ้าน

เรื่องสาวผวา ดวงไฟประหลาด ลอยวูบวาบคืนวันโกน-วันพระนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความลึกลับของธรรมชาติและความเชื่อที่ยังหลงเหลือในสังคมไทยสมัยใหม่ ถ้าคุณเคยเจอเรื่องคล้าย ๆ กัน ลองแชร์ประสบการณ์ในคอมเมนต์ด้านล่างนี้สิครับ บอกเลยว่าอ่านแล้วขนลุกแน่นอน! หรือคุณคิดว่ามันคือผีจริง ๆ หรือมีคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์? คอมเมนต์มาเลย

ที่มา – สาวผวา “ดวงไฟประหลาด” ลอยวูบวาบคืนวันโกน-วันพระ ไม่กล้าออกบ้านช่วงกลางคืน

Scroll to top