เมลาเนีย ทรัมป์

กษัตริย์ชาร์ลส์ที่ 3 เยือนสหรัฐฯ ฉลอง 250 ปีเอกราช

ในช่วงเวลาสำคัญของประวัติศาสตร์ กษัตริย์ชาร์ลส์ที่ 3 เยือนสหรัฐฯ ฉลอง 250 ปีเอกราช ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยเข้ม ได้กลายเป็นข่าวใหญ่ที่ทั่วโลกจับตามอง สมเด็จพระราชาธิบดีชาร์ลส์ที่ 3 แห่งสหราชอาณาจักร เสด็จเยือนสหรัฐอเมริกาอย่างเป็นทางการ โดยได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และนางเมลาเนีย ทรัมป์ ที่ทำเนียบขาวในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. การเยือนครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็นการเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 250 ปีการประกาศเอกราชของสหรัฐฯ เท่านั้น แต่ยังตอกย้ำถึงความสัมพันธ์พิเศษระหว่างสองมหาอำนาจที่ยาวนานมานับ百年

กษัตริย์ชาร์ลส์ที่ 3 เยือนสหรัฐฯ ฉลอง 250 ปีเอกราช ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยเข้ม

อย่างไรก็ตาม บรรยากาศของการเยือนกลับเต็มไปด้วยความตึงเครียด หลังจากเกิดเหตุการณ์ยิงปืนในงานเลี้ยงที่กรุงวอชิงตันเมื่อวันเสาร์ ซึ่งประธานาธิบดีทรัมป์เองก็เข้าร่วม สถานการณ์ดังกล่าวทำให้หน่วยงานความมั่นคงต้องทบทวนและเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยในนาทีสุดท้าย พระราชวังบักกิงแฮมได้ออกแถลงการณ์ว่า พระเจ้าชาร์ลส์ทรงโล่งพระทัยอย่างยิ่งที่ทุกคนปลอดภัยจากเหตุการณ์นั้น

ระหว่างการเยือน ประธานาธิบดีทรัมป์และสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งได้ให้การต้อนรับพระเจ้าชาร์ลส์และสมเด็จพระราชินีคามิลลา บริเวณด้านใต้ของทำเนียบขาว จากนั้นทั้งสองฝ่ายได้สนทนาอย่างไม่เป็นทางการภายในอาคาร และยังได้เยี่ยมชมรังผึ้งรูปทรงทำเนียบขาวที่เมลาเนียเพิ่งติดตั้งใหม่เมื่อสัปดาห์ก่อน

กษัตริย์ชาร์ลส์ที่ 3 และคณะที่ทำเนียบขาว

ความสนใจในสิ่งแวดล้อมของพระเจ้าชาร์ลส์

พระเจ้าชาร์ลส์และพระราชินีคามิลลาทรงเป็นผู้สนับสนุนการเลี้ยงผึ้งและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมมาอย่างยาวนาน โดยพระองค์ทรงมีรังผึ้งอย่างน้อย 3 แห่งที่พระตำหนักส่วนพระองค์ในอังกฤษ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการส่งเสริมความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อม การเยี่ยมชมรังผึ้งครั้งนี้จึงเป็นสัญลักษณ์ที่สวยงามของความร่วมมือระหว่างสองประเทศในด้านนี้อีกด้วย

กษัตริย์ชาร์ลส์ที่ 3 เยือนสหรัฐฯ ฉลอง 250 ปีเอกราช ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยเข้ม ไม่ได้เป็นเพียงพิธีการทางการทูตเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงความท้าทายด้านความมั่นคงในยุคปัจจุบัน หลังเหตุการณ์ยิงปืนที่เกิดขึ้น ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องระดมกำลังรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดทั่วกรุงวอชิงตัน

ประวัติศาสตร์และความสำคัญของการเยือน

การเสด็จเยือนครั้งนี้เป็นครั้งแรกของพระเจ้าชาร์ลส์ในฐานะพระมหากษัตริย์ปกครอง ทำให้เกิดความหมายพิเศษยิ่งขึ้น สหรัฐฯ และสหราชอาณาจักรมีประวัติศาสตร์ที่ซับซ้อนตั้งแต่สงครามเอกราช แต่ปัจจุบันกลายเป็นพันธมิตรใกล้ชิดในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการค้า การทหาร และการต่อต้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

  • จุดเด่นของการเยือน: เฉลิมฉลอง 250 ปีเอกราช
  • การต้อนรับจากทรัมป์: อบอุ่นแต่เข้มงวด
  • กิจกรรมพิเศษ: เยี่ยมรังผึ้งทำเนียบขาว
  • บริบทความปลอดภัย: เพิ่มมาตรการหลังเหตุยิง

นอกจากนี้ การเยือนยังเปิดโอกาสให้หารือประเด็นสำคัญ เช่น การสนับสนุนยูเครน การค้าโลก และปัญหาสิ่งแวดล้อม ซึ่งทั้งสองฝ่ายมีจุดยืนใกล้เคียงกัน

ในมุมมองของผู้เขียน การเยือนครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นของความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ-อังกฤษ แม้จะเผชิญความท้าทายด้านความมั่นคง แต่ก็ยังคงเดินหน้าด้วยความมุ่งมั่น คุณคิดอย่างไรกับเหตุการณ์นี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมเพื่อไม่พลาดอัปเดตสำคัญ!

ที่มา – กษัตริย์ชาร์ลส์ที่ 3 เยือนสหรัฐฯ ฉลอง 250 ปีเอกราช ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยเข้ม

ทรัมป์อพยพจากงานดินเนอร์ทำเนียบขาว หลังเกิดเสียงดังคล้ายปืน

เกิดเหตุระทึกขวัญในค่ำคืนที่ควรจะสนุกสนาน เมื่อทรัมป์อพยพจากงานดินเนอร์ทำเนียบขาว หลังเกิดเสียงดังคล้ายปืน ดังขึ้นกะทันหัน สร้างความตื่นตระหนกให้กับแขกผู้มีเกียรติทุกคนในงานเลี้ยงอาหารค่ำของสมาคมผู้สื่อข่าวทำเนียบขาว ที่จัดขึ้นในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมื่อคืนวันเสาร์ที่ 25 เมษายน 2569 ตามเวลาท้องถิ่น

ทรัมป์อพยพจากงานดินเนอร์ทำเนียบขาว หลังเกิดเสียงดังคล้ายปืน

จากรายงานของสำนักข่าว CNN ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ถูกเจ้าหน้าที่อารักขาพาตัวลงจากเวทีอย่างรวดเร็วทันทีที่เสียงดังคล้ายการยิงปืนดังขึ้น เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยตะโกนเตือนว่า “มีการยิงกัน” ทำให้บรรยากาศในงานเปลี่ยนจากร่าเริงเป็นโกลาหลในพริบตา แขกในงานหลายร้อยคนต้องหมอบลงกับพื้นหรือหลบใต้โต๊ะเพื่อความปลอดภัย

ไม่ใช่แค่ทรัมป์เท่านั้นที่ถูกอพยพ สุภาพสตรีหมายเลข 1 เมลาเนีย ทรัมป์ รองประธานาธิบดี เจ.ดี. แวนซ์ และสมาชิกคณะรัฐมนตรีหลายคนที่มาร่วมงานต่าง也被พาตัวออกจากพื้นที่อย่างเร่งด่วนเช่นกัน แหล่งข่าวจาก CNN ยืนยันว่าทุกคนปลอดภัยดี แม้เหตุการณ์จะน่ากลัวขนาดไหน

ทรัมป์อพยพจากงานดินเนอร์ทำเนียบขาว หลังเกิดเสียงดังคล้ายปืน

รายละเอียดเหตุการณ์ทรัมป์อพยพจากงานดินเนอร์ทำเนียบขาว

งานเลี้ยงอาหารค่ำของสมาคมผู้สื่อข่าวทำเนียบขาวเป็นอีเวนต์ประจำปีที่ยิ่งใหญ่ในวงการการเมืองและสื่อมวลชนของสหรัฐฯ โดยดึงดูดนักข่าว นักการเมือง ดารา และผู้นำระดับสูงมาร่วมงาน ทรัมป์ซึ่งเป็นแขกรับเชิญหลัก กำลังขึ้นพูดบนเวทีอยู่ดีๆ ก็มีเสียงดังคล้ายปืนดังขึ้นจากด้านนอกห้องโถง

เจ้าหน้าที่อารักขาจากหน่วย Secret Service ตอบสนองอย่างรวดเร็ว พาทรัมป์และคณะลงบันไดหลบภัยทันที ตามรายงานจากวิทยุสื่อสารของเจ้าหน้าที่ มีการประกาศว่า “ผู้ต้องสงสัยถูกควบคุมตัวได้แล้ว” แต่จนถึงตอนนี้ยังไม่มีแถลงการณ์อย่างเป็นทางการจากทางการเกี่ยวกับตัวผู้ก่อเหตุหรือแรงจูงใจ

ภาพเหตุการณ์ทรัมป์อพยพจากงานดินเนอร์ทำเนียบขาว

เหตุการณ์นี้ชวนให้นึกถึงความเสี่ยงด้านความมั่นคงที่ผู้นำสหรัฐฯ ต้องเผชิญ โดยเฉพาะทรัมป์ที่เคยถูกพยายามลอบสังหารมาก่อนหน้านี้ การอพยพที่รวดเร็วแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของทีมอารักขา แต่ก็สะท้อนถึงสภาพแวดล้อมทางการเมืองที่ตึงเครียดในปัจจุบัน

ผลกระทบและการตอบสนองหลังเหตุการณ์

  • แขกในงานถูกสั่งให้อยู่กับที่ชั่วคราว จนกว่าความปลอดภัยจะได้รับการยืนยัน
  • สื่อมวลชนหลายแห่งรายงานสดจากสถานที่เกิดเหตุ สร้างกระแสวิพากษ์วิจารณ์บนโซเชียลมีเดีย
  • ทำเนียบขาวออกแถลงการณ์ยืนยันว่าประธานาธิบดีและคณะปลอดภัย 100%

หลังจากนั้นไม่นาน งานเลี้ยง也被ยกเลิก และแขกทยอยออกจากสถานที่ ทรัมป์โพสต์บน Truth Social ว่า “ทุกอย่างเรียบร้อย ปลอดภัยดี ขอบคุณ Secret Service!” ซึ่งช่วยคลายความกังวลของสาธารณชนได้บ้าง

ในมุมมองของเรา เหตุการณ์ทรัมป์อพยพจากงานดินเนอร์ทำเนียบขาว หลังเกิดเสียงดังคล้ายปืนนี้เป็นเครื่องเตือนใจถึงความสำคัญของระบบรักษาความปลอดภัยระดับสูงสุด แม้จะเป็นแค่เสียงหลอกหรืออุบัติเหตุ แต่ก็แสดงให้เห็นว่าความเสี่ยงยังคงมีอยู่เสมอในโลกการเมืองที่วุ่นวาย

สำหรับแฟนข่าวต่างประเทศอย่างคุณๆ อย่าลืมติดตามอัปเดตล่าสุดจากเรา เพื่อไม่พลาดทุกเหตุการณ์สำคัญ หรือแชร์ความเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่างว่าคุณคิดอย่างไรกับเหตุการณ์นี้?

ที่มา – ทรัมป์อพยพจากงานดินเนอร์ทำเนียบขาว หลังเกิดเสียงดังคล้ายปืน

เมลาเนีย ทรัมป์ แถลงปฏิเสธโยงเอปสตีน

เมลาเนีย ทรัมป์ แถลงปฏิเสธโยงเอปสตีน อย่างชัดเจนในที่ประชุมทำเนียบขาว สร้างความฮือฮาในวงการการเมืองสหรัฐฯ สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งยืนยันไม่เคยมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีค้ามนุษย์ทางเพศของเจฟฟรีย์ เอปสตีน นักการเงินชื่อดังที่ถูกกล่าวหา และยังเสนอให้เหยื่อขึ้นให้การต่อสภาคองเกรสเพื่อคลี่คลายข้อสงสัย

เมลาเนีย ทรัมป์ แถลงปฏิเสธโยงเอปสตีน

วันที่ 10 เมษายน 2569 นางเมลาเนีย ทรัมป์ ออกมาแถลงข่าวที่ทำเนียบขาว โดยย้ำชัดว่าตัวเองไม่เกี่ยวข้องกับนายเจฟฟรีย์ เอปสตีน แต่อย่างใด ข้อกล่าวหาที่พยายามโยงชื่อเธอกับคดีนี้ควรยุติลงได้แล้ว เธอระบุว่าเคยพบปะเอปสตีนเพียงแบบผ่านๆ ในปี 2543 เท่านั้น และไม่เคยรับรู้หรือมีส่วนในกิจกรรมผิดกฎหมายใดๆ เลย

การแถลงครั้งนี้ถือเป็นครั้งหายากที่เมลาเนียซึ่งปกติไม่ค่อยปรากฏตัวต่อสาธารณะ ออกมาปกป้องชื่อเสียงตัวเองโดยตรง สะท้อนถึงแรงกดดันจากข่าวลือที่วนเวียนในสื่อมานาน

ข้อเสนอให้เหยื่อขึ้นให้การต่อสภาคองเกรส

นอกจากปฏิเสธแล้ว เมลาเนีย ทรัมป์ ยังเรียกร้องให้สภาคองเกรสจัดการไต่สวนอย่างเป็นทางการ เพื่อให้เหยื่อในคดีเอปสตีนได้ขึ้นให้การภายใต้คำสาบาน ข้อเสนอนี้น่าจะช่วยเปิดเผยความจริงทั้งหมด โดยได้รับการสนับสนุนจากนายโรเบิร์ต การ์เซีย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากแคลิฟอร์เนีย ที่เห็นด้วยและเร่งให้มีการดำเนินการเร็วๆ นี้

อย่างไรก็ตาม กลุ่มผู้เสียหายบางส่วนมองว่าเป็นการเบี่ยงเบนประเด็น พวกเขายืนยันว่าได้ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่มาโดยตลอด และเรียกร้องให้โฟกัสที่ผู้กระทำผิดจริงๆ

ปฏิเสธข่าวลือเรื่องโดนัลด์ ทรัมป์ และกีสเลน แม็กซ์เวลล์

เมลาเนียยังชี้แจงข่าวลือที่ว่าโดนัลด์ ทรัมป์ สามีของเธอรู้จักเธอผ่านเอปสตีนว่าเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงทั้งสิ้น นอกจากนี้ เธอไม่รู้จักนางกีสเลน แม็กซ์เวลล์ ผู้ถูกตัดสินโทษในคดีเดียวกัน โดยอีเมลที่เคยถูกเผยแพร่เป็นเพียงการติดต่อทั่วไป ไม่ใช่หลักฐานความเกี่ยวข้อง

  • พบเอปสตีนเพียงครั้งเดียวในปี 2543
  • ไม่เคยมีส่วนในกิจกรรมผิดกฎหมาย
  • เรียกร้องไต่สวนสภาคองเกรส
  • ปฏิเสธความสัมพันธ์กับแม็กซ์เวลล์
  • ข่าวลือเกี่ยวกับทรัมป์เป็นเรื่องเท็จ

คดีเจฟฟรีย์ เอปสตีนเป็นหนึ่งในเรื่องอื้อฉาวที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ เกี่ยวข้องกับบุคคลชั้นสูงมากมาย เอปสตีนถูกจับกุมในปี 2562 ข้อหาค้ามนุษย์ทางเพศเด็ก และเสียชีวิตในคุกอย่างมีข้อกังขา การที่เมลาเนียออกมาแถลงครั้งนี้ อาจจุดกระแสการตรวจสอบใหม่เกี่ยวกับรายชื่อผู้เกี่ยวข้องที่ถูกปิดบังไว้

จากมุมมองของนักวิเคราะห์ การเคลื่อนไหวของเมลาเนียไม่เพียงปกป้องตัวเอง แต่ยังอาจช่วยทรัมป์ในเวทีการเมือง โดยเฉพาะช่วงที่คดีนี้ถูกหยิบยกขึ้นมาอีกครั้งก่อนเลือกตั้ง

นับเป็นก้าวสำคัญที่สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งกล้าเผชิญหน้ากับข่าวลือโดยตรง หากสภาคองเกรสตอบรับข้อเสนอ คดีนี้อาจมีพัฒนาการใหม่ที่น่าติดตาม

คุณคิดอย่างไรกับการแถลงของเมลาเนีย? คดีเอปสตีนควรถูกไต่สวนเพิ่มหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้ข้อมูลแพร่กระจาย!

ที่มา – “เมลาเนีย ทรัมป์” แถลงปฏิเสธโยงเอปสตีน พร้อมเสนอให้เหยื่อขึ้นให้การต่อสภาคองเกรส

เมลาเนีย ทรัมป์ หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์เปิดงานทำเนียบขาว

เมลาเนีย ทรัมป์ หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ กลายเป็นภาพที่สร้างความฮือฮาไปทั่วโลก เมื่อสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งสหรัฐฯ ควงหุ่นยนต์สุดล้ำอย่าง Figure 3 มาอยู่เคียงข้างกันในการเปิดงานที่ทำเนียบขาว โครงการนี้ไม่ใช่แค่โชว์เทคโนโลยี แต่ยังเสนอแนวคิดปฏิวัติการศึกษา “ครูหุ่นยนต์” ที่จะเปลี่ยนอนาคตของเด็กๆ ทั่วโลกให้ก้าวทันยุค AI อย่างแท้จริง

เมลาเนีย ทรัมป์ หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์: ไฮไลต์สุดประทับใจ

ในวันที่สองของโครงการ “Fostering the Future Together” ณ ทำเนียบขาว นางเมลาเนีย ทรัมป์ ได้ปรากฏตัวพร้อมกับหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ Figure 3 จากบริษัท Figure AI ในแคลิฟอร์เนีย หุ่นยนต์ตัวนี้ไม่ธรรมดาเลยนะครับ มันสามารถพูดได้ถึง 11 ภาษา กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมงานจากกว่า 40 ประเทศอย่างเป็นธรรมชาติ แถมยังออกแบบมาเพื่อช่วยงานบ้านอย่างซักผ้า ล้างจาน ทำความสะอาด ทำให้เมลาเนีย ทรัมป์ หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ กลายเป็นคู่หูที่ลงตัวสุดๆ

งานนี้มีคู่สมรสผู้นำชื่อดังมาร่วมเสวนาโต๊ะกลมด้วย เช่น นางโอเลนา เซเลนสกา จากยูเครน, นางบริจิตต์ มาครง จากฝรั่งเศส และนางซารา เนทันยาฮู จากอิสราเอล ทุกคนมองว่า การนำเทคโนโลยี AI เข้ามาในชีวิตประจำวันแบบนี้ จะช่วยให้เยาวชนทั่วโลกเข้าถึงการศึกษาที่ดีขึ้น

แนวคิด “ครูหุ่นยนต์” สุดล้ำจากเมลาเนีย

ไฮไลต์ที่ทุกคนพูดถึงคือแนวคิด “ครูหุ่นยนต์” ที่เมลาเนียเสนอขึ้น เธอจินตนาการถึงหุ่นยนต์ชื่อ Plato ที่สอนวิชาคลาสสิก วรรณกรรม และวิทยาศาสตร์ได้อย่างแม่นยำ ไม่เคยเหนื่อย ไม่เคยหงุดหงิด ช่วยให้เด็กๆ มีเวลามากขึ้นไปทำกิจกรรมสร้างสรรค์ เช่น วาดรูป เล่นดนตรี หรือเล่นกีฬา แทนที่จะนั่งท่องหนังสือทั้งวัน

แนวคิดนี้ตอบโจทย์โลกที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วมาก โดยเฉพาะในยุคที่ AI กำลังครองทุกวงการ เมลาเนีย ทรัมป์ หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ จึงไม่ใช่แค่การแสดง แต่เป็นการจุดประกายให้ทุกประเทศหันมาลงทุนด้านการศึกษาดิจิทัล

โครงการ Fostering the Future Together มุ่งสู่อนาคตดิจิทัล

โครงการนี้เน้นสร้างทักษะดิจิทัลและ AI ให้เด็กๆ โดยเมลาเนียเรียกร้องให้ทุกประเทศร่วมมือกัน ทั้งการวิจัย สร้างพันธมิตร และจัดประชุมระดับภูมิภาค เธอยังชูแนวทางหลักๆ เช่น พัฒนาหลักสูตรที่เข้ากับโลกดิจิทัล สนับสนุนกฎหมายเทคโนโลยีการศึกษา และดึงยักษ์ใหญ่อย่าง Microsoft, Google, OpenAI มาช่วยวางรากฐาน

ประเด็นสำคัญ 4 ด้านที่งานนี้โฟกัส ได้แก่:

  • การใช้ AI ในการศึกษา: ทำให้การเรียนสนุกและ personalize ตามแต่ละคน
  • เครื่องมือเทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้: แอปและแพลตฟอร์มที่ช่วยเสริมทักษะ
  • ความฉลาดทางดิจิทัล: สอนเด็กให้ใช้เทคโนโลยีอย่างปลอดภัย
  • ความปลอดภัยบนโลกออนไลน์: ป้องกันภัยร้ายจากอินเทอร์เน็ต

เมลาเนียกล่าวปิดท้ายว่า “ขอให้เราช่วยกันสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กๆ สร้างแพลตฟอร์มใหม่ อุตสาหกรรมใหม่ และยกระดับทุกภาคส่วน ตั้งแต่สื่อ แฟชั่น สาธารณสุข ไปจนถึงความมั่นคง” คำพูดนี้สร้างแรงฮึดให้ทุกคนมุ่งสร้างอนาคตไปด้วยกัน

ในมุมมองของผม แนวคิดเมลาเนีย ทรัมป์ หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ นี้มีศักยภาพสูงมาก โดยเฉพาะในประเทศไทยที่กำลังก้าวสู่ Thailand 4.0 ถ้าเรานำครูหุ่นยนต์มาใช้ จะช่วยลดช่องว่างการศึกษาในชนบทได้ดี ลองนึกภาพเด็กบ้านนอกมีครู AI สอนคณิตศาสตร์ 24 ชม. มันจะเปลี่ยนสังคมได้จริงๆ

คุณล่ะ คิดอย่างไรกับ “ครูหุ่นยนต์”? มันจะมาแทนที่ครูมนุษย์ได้ไหม หรือเป็นเครื่องมือเสริม? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง แล้วแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ รับรู้ข่าวล่าสุดด้าน AI กันนะครับ!

ที่มา – “เมลาเนีย ทรัมป์” ควงหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์เปิดงานทำเนียบขาว เสนอแนวคิด “ครูหุ่นยนต์”

Scroll to top