เยาวชน

คุมตัว 7 คน เยาวชน รุมทำร้าย “ชาวญี่ปุ่น” อ้างไปขอเงินแต่ผู้เสียหายไม่ให้ จึงต้องลงมือ

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในโลกโซเชียล เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถคุมตัว 7 คน เยาวชน รุมทำร้าย “ชาวญี่ปุ่น” อ้างไปขอเงินแต่ผู้เสียหายไม่ให้ จึงต้องลงมือ จนได้รับบาดเจ็บ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นบริเวณป่ารกร้างใกล้สถานีแอร์พอร์ตเรลลิ้งค์มักกะสัน สร้างความหวาดกลัวให้กับนักท่องเที่ยวและประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างมาก

คุมตัว 7 คน เยาวชน รุมทำร้าย “ชาวญี่ปุ่น” อ้างไปขอเงินแต่ผู้เสียหายไม่ให้ จึงต้องลงมือ

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อช่วงค่ำวันที่ 12 สิงหาคมที่ผ่านมา นักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นรายหนึ่งถูกกลุ่มวัยรุ่นจำนวน 7 คน รุมทำร้ายร่างกายเพื่อหวังชิงทรัพย์ โดยผู้เสียหายได้รับบาดเจ็บที่บริเวณใบหู หัวเข่า และลำคอ ก่อนที่จะวิ่งหนีตายออกมาขอความช่วยเหลือจากพลเมืองดี จนนำไปสู่การขยายผลของเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.มักกะสัน และ สน.ดินแดง ในเวลาต่อมา

เบื้องหลังการก่อเหตุอุกอาจของกลุ่มเยาวชน

จากการสอบสวนพบว่ากลุ่มผู้ก่อเหตุเป็นเยาวชนอายุระหว่าง 13-17 ปี ซึ่งจากการลงพื้นที่ตรวจสอบ เจ้าหน้าที่สามารถคุมตัว 7 คน เยาวชน รุมทำร้าย “ชาวญี่ปุ่น” อ้างไปขอเงินแต่ผู้เสียหายไม่ให้ จึงต้องลงมือ ได้ที่แฟลตย่านดินแดง โดยผู้ก่อเหตุยอมรับสารภาพว่าก่อนหน้านี้เคยตระเวนขอเงินคนอื่นในลักษณะนี้มาแล้วหลายครั้ง แต่ครั้งนี้เมื่อผู้เสียหายปฏิเสธ จึงบันดาลโทสะและเข้าทำร้ายร่างกายเพื่อชิงทรัพย์จำนวน 1,400 บาท มาแบ่งกันใช้จ่ายจนหมดสิ้น

รายละเอียดพฤติการณ์ของกลุ่มเยาวชน:

  • ใช้วิธีรุมล้อมผู้เสียหายเพื่อกดดันขอเงิน
  • มีการพกมีดติดตัวแม้จะอ้างว่าใช้เพียงหมัดต่อย
  • เลือกจุดที่เป็นป่ารกร้างเพื่อหลีกเลี่ยงสายตาผู้คน
  • แบ่งเงินที่ได้มาคนละ 200 บาท

เป็นเรื่องที่น่าตกใจอย่างยิ่งที่เยาวชนอายุน้อยขนาดนี้กลับมีพฤติกรรมก้าวร้าวและก่อเหตุรุนแรงต่อชาวต่างชาติ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยวและความปลอดภัยในชีวิตของประชาชน นี่เป็นสัญญาณเตือนให้สังคมและครอบครัวต้องหันกลับมาใส่ใจดูแลบุตรหลานอย่างใกล้ชิดมากขึ้น เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ที่สร้างความเสียหายต่อชื่อเสียงของประเทศและชีวิตผู้อื่นเช่นนี้อีก

ที่มา – คุมตัว 7 คน เยาวชน รุมทำร้าย “ชาวญี่ปุ่น” อ้างไปขอเงินแต่ผู้เสียหายไม่ให้ จึงต้องลงมือ

เร่งล่าแก๊งโจ๋ 5 บาทเทคนิค-ตลาดล่าง รุมทำร้ายคน

เชื่อว่าช่วงนี้ใครที่อยู่ลำปางคงรู้สึกไม่ค่อยปลอดภัยกันใช่ไหมครับ เพราะตอนนี้มีข่าวคราวเกี่ยวกับการ เร่งล่าแก๊งโจ๋ 5 บาทเทคนิค-ตลาดล่าง ที่ออกมาก่อเหตุสร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้านกันอย่างต่อเนื่อง ทั้งการรุมทำร้ายร่างกาย ไปจนถึงการใช้อาวุธมีดแทงคนอื่นจนได้รับบาดเจ็บสาหัส ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้จริงๆ ครับ

เหตุการณ์ เร่งล่าแก๊งโจ๋ 5 บาทเทคนิค-ตลาดล่าง สุดอุกอาจ

เหตุการณ์กลุ่มวัยรุ่นที่เรียกตัวเองว่า แก๊ง 5 บาทเทคนิค และ กลุ่มตลาดล่าง ออกมาสร้างความหวาดกลัวนั้นไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ความรุนแรงมันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนผบก.ลำปาง ต้องสั่งการด่วนให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทุกหน่วย ไม่ว่าจะเป็น สภ.เมืองลำปาง หรือ สภ.เขลางค์นคร ร่วมมือกันเพื่อ เร่งล่าแก๊งโจ๋ 5 บาทเทคนิค-ตลาดล่าง มาดำเนินคดีให้ถึงที่สุด เพราะการปล่อยให้เยาวชนเหล่านี้ลอยนวล จะยิ่งทำให้ชาวบ้านใช้ชีวิตกันอย่างยากลำบาก

พฤติกรรมสุดแสบที่ไม่ควรปล่อยผ่าน

จากการตรวจสอบข้อมูลของเจ้าหน้าที่ พบว่าสมาชิกกลุ่มนี้มีทั้งเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี และวัยรุ่นตอนต้น โดยมีพฤติกรรมดังนี้:

  • รุมทำร้ายร่างกายคนงานหน้าร้านทุเรียน
  • ใช้อาวุธมีดแทงเจ้าของร้านก๋วยเตี๋ยวจนได้รับบาดเจ็บหลายแผล
  • ชอบรวมกลุ่มเกิน 10 คนเพื่อหาเรื่องวัยรุ่นที่อื่น

ทางตำรวจลำปางได้มีการรวบรวมรายชื่อและเข้าพบผู้ปกครองเพื่อกดดันให้เยาวชนเข้ามอบตัวแล้ว ถือเป็นสัญญาณที่ดีว่าสังคมเราจะไม่ยอมให้คนพาลทำตัวเหนือกฎหมายได้อีกต่อไปครับ

ผมมองว่าการแก้ปัญหาแบบนี้ ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย ไม่ใช่แค่ตำรวจที่ต้อง เร่งล่าแก๊งโจ๋ 5 บาทเทคนิค-ตลาดล่าง เท่านั้น แต่ครอบครัวและสถาบันการศึกษาต้องหันมาใส่ใจดูแลเด็กๆ ให้มากขึ้น เพื่อไม่ให้พวกเขากลายเป็นภัยสังคมในอนาคต หากใครมีเบาะแสเพิ่มเติม อย่าลังเลที่จะแจ้งเจ้าหน้าที่เพื่อความปลอดภัยของพวกเราทุกคนครับ

ที่มา – เร่งล่าแก๊งโจ๋ “5 บาทเทคนิค-ตลาดล่าง” รุมทำร้าย แทงคนอื่น ทำชาวบ้านผวา

สว.พิสิษฐ์ ซัด ปชน. บิดเบือนกฎหมายนิรโทษกรรม

สว.พิสิษฐ์ ซัด ปชน. บิดเบือนกฎหมายนิรโทษกรรม

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในรัฐสภา เมื่อนายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของพรรคประชาชน (ปชน.) อย่างเผ็ดร้อน โดยเฉพาะประเด็นการสื่อสารที่ถูกมองว่าเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม หรือร่าง พ.ร.บ.เสริมสร้างสังคมสันติสุข จนเกิดเป็นวิวาทะทางการเมืองที่น่าจับตามองในขณะนี้

นายพิสิษฐ์ได้ออกมาเน้นย้ำว่า การที่พรรคประชาชนออกมาให้ข้อมูลที่คลาดเคลื่อนนั้นถือเป็นการกระทำที่คล้ายกับ IO ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อพรรคการเมืองระดับประเทศ โดย สว.พิสิษฐ์ ซัด ปชน. บิดเบือนกฎหมายนิรโทษกรรม ว่ามีการสร้างข้อมูลเท็จเกี่ยวกับบัญชีท้ายร่าง พ.ร.บ. ทำให้สังคมเกิดความเข้าใจผิด ทั้งที่ในความเป็นจริงทางวุฒิสภาแทบไม่ได้แก้ไขเนื้อหาในส่วนดังกล่าวเลย เว้นแต่เพียงส่วนที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายการเดินอากาศเท่านั้น

อย่าใช้เยาวชนบังหน้าสร้างลัทธิปั่นหัวเด็ก

นอกจากประเด็นเรื่องการตีความกฎหมายแล้ว นายพิสิษฐ์ยังได้แสดงความเป็นห่วงอย่างยิ่งเกี่ยวกับการนำเยาวชนมาเป็นเครื่องมือทางการเมือง โดยระบุว่าพรรคประชาชนมักใช้ประเด็นเรื่องมาตรา 112 มาเป็นเกราะกำบังในการเคลื่อนไหว ซึ่งในความเป็นจริงแล้วกระบวนการยุติธรรมสำหรับเยาวชนในปัจจุบันได้มีช่องทางช่วยเหลือและฟื้นฟูไว้อยู่แล้วผ่านศาลเยาวชนและครอบครัว

การที่ฝ่ายการเมืองพยายามนำเยาวชนมาบังหน้าเพื่อสร้างลัทธิปั่นหัวเด็กนั้น ถือเป็นเรื่องที่น่ากังวล เพราะ:

  • เยาวชนอาจขาดความเข้าใจบริบทที่แท้จริงและหลงเชื่อข้อมูลที่บิดเบือน
  • มีการสร้างภาพจำผิดๆ ว่าการทำผิดกฎหมายคือวีรกรรมการต่อสู้
  • การผลักดันให้เกิดบรรทัดฐานใหม่ที่ละเลยความสำคัญของสถาบันหลักของชาติ

นายพิสิษฐ์ย้ำว่า วุฒิสภามีความจำเป็นต้องตัดไฟแต่ต้นลมเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายลุกลามไปยังรากฐานของสังคม การที่ สว.พิสิษฐ์ ซัด ปชน. บิดเบือนกฎหมายนิรโทษกรรม ในครั้งนี้ จึงเป็นการเรียกร้องให้ทุกฝ่ายหันมาพูดคุยด้วยข้อเท็จจริง มากกว่าการสร้างวาทกรรมเพื่อเรียกคะแนนนิยมหรือสร้างความแตกแยกในหมู่ประชาชน

ในฐานะผู้ติดตามสถานการณ์ทางการเมือง เราคงต้องจับตาดูว่าพรรคประชาชนจะมีท่าทีอย่างไรต่อข้อกล่าวหานี้ และสังคมไทยจะสามารถแยกแยะระหว่างการต่อสู้ทางการเมืองกับการบิดเบือนข้อเท็จจริงได้มากน้อยเพียงใด เพราะท้ายที่สุดแล้ว การขับเคลื่อนประเทศต้องการความตรงไปตรงมาและการเคารพในกติกาของรัฐสภาอย่างแท้จริง มากกว่าการเน้นยอดไลก์ยอดแชร์เพียงชั่วคราว

ที่มา – “สว.พิสิษฐ์” ซัด ปชน. บิดเบือนกฎหมายนิรโทษกรรม ลั่นอย่าใช้เยาวชนบังหน้า สร้างลัทธิปั่นหัวเด็ก

ศศินันท์ ซัด นิรโทษกรรมแบบเลือกปฏิบัติ ไม่มีวันเกิดสังคมสันติสุข

ศศินันท์ ซัด นิรโทษกรรมแบบเลือกปฏิบัติ ไม่มีวันเกิดสังคมสันติสุข

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในสภาผู้แทนราษฎร เมื่อนางศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ สส.กทม. พรรคประชาชน ได้ออกมาอภิปรายอย่างดุเดือดเกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข โดยเธอตั้งคำถามถึงความยุติธรรมในการเลือกปฏิบัติที่มีต่อกลุ่มเยาวชนและผู้เห็นต่างทางการเมือง การที่รัฐเลือกให้โอกาสกลุ่มบุคคลที่เคยก่อเหตุร้ายแรง อาทิ คดีก่อการร้าย กบฏ หรือการปิดสนามบิน แต่กลับเมินเฉยต่อเยาวชนที่แสดงออกผ่านการโพสต์เฟซบุ๊ก รีทวีต หรือกดไลก์ เป็นสิ่งที่สะท้อนว่า ศศินันท์ ซัด นิรโทษกรรมแบบเลือกปฏิบัติ อย่างไม่มีข้อโต้แย้ง

ทำไมเราถึงยอมรับการนิรโทษกรรมแบบเลือกปฏิบัติไม่ได้?

ในการอภิปราย ศศินันท์ชี้ให้เห็นว่า การนิรโทษกรรมควรเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้คนในสังคมกลับมาใช้ชีวิตได้ปกติ ไม่ใช่การเลือกช่วยบางกลุ่มแล้วทิ้งอีกกลุ่มไว้ข้างหลัง โดยเฉพาะเยาวชนที่ถูกดำเนินคดีจากความคิดเห็นและการเรียกร้องทางการเมือง การออกกฎหมายที่ปิดประตูใส่เยาวชนเหล่านี้ไม่ใช่การสร้างสันติสุข แต่มันคือ ศศินันท์ ซัด นิรโทษกรรมแบบเลือกปฏิบัติ ว่าเป็นการกระทำที่อำมหิตและไม่ส่งผลให้เกิดความปรองดองที่แท้จริง

  • คดีเยาวชนจำนวนมากที่เกี่ยวข้องกับมาตรา 112 ถูกละเลยในการนิรโทษกรรม
  • มีการเปรียบเทียบระหว่างผู้ก่อเหตุรุนแรงที่ได้รับโอกาส กับเยาวชนที่แสดงออกบนโลกโซเชียล
  • ความล้มเหลวของมาตรา 11 ในร่างกฎหมายที่ถูกวุฒิสภากีดกันการคุ้มครองเยาวชน

ประเด็นที่น่าสนใจคือ การตั้งคำถามย้อนกลับไปว่า หากรัฐต้องการก้าวข้ามความขัดแย้ง เหตุใดจึงเลือกปฏิบัติเช่นนี้? การนิรโทษกรรมที่แท้จริงต้องครอบคลุมทุกคน เพื่อให้คนที่ได้รับผลกระทบจากมาตรา 112 หรือ 110 สามารถกลับมาเรียนหนังสือหรือทำงานได้อย่างคนปกติ ไม่ใช่การถูกตีตราและทำลายอนาคตเพียงเพราะได้ออกมาพูดความจริงที่รัฐไม่พอใจ

ในท้ายที่สุด สังคมไทยต้องตั้งคำถามว่า เรากำลังสร้างสันติสุขหรือสร้างความขัดแย้งใหม่กันแน่? การที่ ศศินันท์ ซัด นิรโทษกรรมแบบเลือกปฏิบัติ ถือเป็นการตอกย้ำว่า ความยุติธรรมต้องเท่าเทียมกันทุกคน หากเรายังไม่กล้าโอบรับอนาคตของชาติอย่างเยาวชนไว้ในกระบวนการยุติธรรม สังคมก็ไม่มีทางเดินทางไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง ความปรองดองที่ไร้ความยุติธรรมย่อมไม่มีวันจีรังยั่งยืน หากเรายังคงเลือกปฏิบัติเพียงเพราะต้องการรักษาฐานอำนาจบางอย่างไว้เท่านั้น เราทุกคนควรกลับมาทบทวนว่าสังคมที่สันติสุขควรมีหน้าตาเป็นอย่างไร ความจริงใจในการแก้ปัญหาต้องเริ่มจากการเปิดใจยอมรับความต่าง ไม่ใช่การใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือเอาชนะกัน

ที่มา – “ศศินันท์” ซัด นิรโทษกรรมแบบเลือกปฏิบัติ ไม่มีวันเกิดสังคมสันติสุข

โปแลนด์จ่อแบนโซเชียลมีเดียเด็กต่ำกว่า 15 ปี

โปแลนด์จ่อแบนโซเชียลมีเดียเด็กต่ำกว่า 15 ปี กำลังกลายเป็นข่าวใหญ่ที่สร้างความฮือฮาไปทั่วโลก โดยเฉพาะในยุโรปที่หลายประเทศเริ่มหันมาเข้มงวดกับการใช้โซเชียลมีเดียของเด็กๆ รัฐบาลโปแลนด์ภายใต้พรรครัฐบาลแนวร่วมพลเมือง เตรียมเสนอร่างกฎหมายใหม่ที่ห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีเข้าถึงแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต่างๆ พร้อมกำหนดบทลงโทษหนักให้กับบริษัทเทคโนโลยี หากตรวจสอบอายุผู้ใช้ไม่เข้มงวด

โปแลนด์จ่อแบนโซเชียลมีเดียเด็กต่ำกว่า 15 ปี เริ่มบังคับใช้ปี 2027

นางบาร์บารา โนวัตสกา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการของโปแลนด์ ได้ให้สัมภาษณ์กับ Bloomberg News ว่า ร่างกฎหมายเบื้องต้นจะถูกเสนอในวันศุกร์นี้ และคาดว่าจะมีผลบังคับใช้ในช่วงต้นปี 2027 รัฐบาลแสดงความกังวลอย่างมากต่อปัญหาสุขภาพจิตของเด็กและเยาวชน รวมถึงแนวโน้มที่ความสามารถด้านสติปัญญาลดลงจากการใช้งานโซเชียลมีเดียมากเกินไป

ขณะนี้ ยังอยู่ระหว่างการหารือเรื่องอัตราปรับที่บริษัทเทคโนโลยีอย่าง Meta หรือ X จะต้องรับผิดชอบ หากปล่อยให้เด็กต่ำกว่าเกณฑ์ใช้งานได้ โดยอาจเป็นเงินจำนวนมหาศาลเพื่อเป็นการยับยั้ง

ประเทศอื่นๆ ในยุโรปและทั่วโลกที่ตามกระแสนี้

โปแลนด์ไม่ใช่ประเทศแรกที่คิดแบบนี้ หลายชาติในยุโรปกำลังพิจารณาหรือดำเนินการไปแล้ว เช่น

  • เดนมาร์ก: เสนอห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี
  • กรีซ: กำลังร่างกฎหมายคล้ายกัน
  • ฝรั่งเศสและสเปน: มีมาตรการจำกัดเวลาใช้งาน
  • สหราชอาณาจักร: พิจารณาคุ้มครองเด็กออนไลน์เพิ่มเติมตั้งแต่เดือนมกราคม

นอกยุโรป ออสเตรเลียได้บังคับใช้กฎหมายห้ามแชร์ภาพเด็กบนโซเชียลมีเดียไปแล้วตั้งแต่ธันวาคมปีที่แล้ว สร้างแรงเสียดทานกับยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีสหรัฐฯ

ผลกระทบและข้อถกเถียงจากมาตรการโปแลนด์จ่อแบนโซเชียลมีเดียเด็กต่ำกว่า 15 ปี

มาตรการนี้จุดประกายการถกเถียงเรื่องสมดุลระหว่างเสรีภาพดิจิทัลกับการปกป้องเด็ก บริษัทเทคโนโลยีมองว่ากฎหมายอาจละเมิดสิทธิผู้ใช้และยากต่อการบังคับใช้จริง เนื่องจากเด็กสามารถโกงอายุได้ง่าย แต่รัฐบาลยืนยันว่าจำเป็นเพื่อลดพฤติกรรมเสพติด ลดการกลั่นแกล้งทางไซเบอร์ และปกป้องสุขภาพจิต

ในมุมมองผู้เชี่ยวชาญ การใช้งานโซเชียลมีเดียมากเกินไปเชื่อมโยงกับภาวะซึมเศร้า ความวิตกกังวล และสมาธิสั้น โดยเฉพาะในวัยรุ่น จากการศึกษาล่าสุดพบว่าเด็กที่ใช้เกิน 3 ชั่วโมงต่อวัน มีความเสี่ยงสูงขึ้น 60%

สำหรับประเทศไทย เราก็เผชิญปัญหาคล้ายกัน เด็กไทยใช้โซเชียลเฉลี่ย 4-5 ชั่วโมงต่อวัน รัฐบาลไทยควรศึกษาตัวอย่างนี้เพื่อปรับนโยบาย เช่น เพิ่มการกรองอายุบนแพลตฟอร์มท้องถิ่น หรือรณรงค์ให้พ่อแม่กำกับดูแล

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเทคโนโลยี เช่น AI ตรวจจับอายุจากพฤติกรรม หรือบังคับยืนยันตัวตนด้วยบัตรประชาชนเด็ก แต่ต้องคำนึงถึงความเป็นส่วนตัวด้วย

โอกาสและความท้าทายในการบังคับใช้

  • โอกาส: ลดสถิติสุขภาพจิตเด็ก เพิ่มเวลาเรียนรู้จริง
  • ความท้าทาย: การโกงระบบ VPN และบัญชีปลอม

สุดท้ายแล้ว มาตรการโปแลนด์จ่อแบนโซเชียลมีเดียเด็กต่ำกว่า 15 ปี ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงใหญ่ในยุคดิจิทัล คุณคิดอย่างไร? ควรนำมาใช้ในไทยหรือไม่? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมกดไลค์ แชร์บทความนี้เพื่อให้เพื่อนๆ ได้รับรู้ด้วยนะครับ!

ที่มา – โปแลนด์จ่อแบนโซเชียลมีเดียเด็กต่ำกว่า 15 ปี เล็งปรับแพลตฟอร์มหนัก เริ่มใช้ต้นปี 2027

มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ขึ้นศาล ยืนยันเลิกออกแบบแอปดึงผู้ใช้

มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ขึ้นศาล ยืนยันเลิกออกแบบแอป เพื่อดึงให้คนใช้นาน ๆ แล้ว เป็นข่าวใหญ่ที่กำลังเป็นกระแสในวงการเทคโนโลยีทั่วโลก เมื่อ CEO คนดังของ Meta ต้องมาเผชิญหน้ากับข้อกล่าวหาหนัก ๆ เกี่ยวกับผลกระทบของโซเชียลมีเดียต่อสุขภาพจิตเยาวชน เรามาดูกันว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้างในศาลลอสแอนเจลิส

มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ขึ้นศาล ยืนยันเลิกออกแบบแอป เพื่อดึงให้คนใช้นาน ๆ แล้ว

ในวันพุธที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569 มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ผู้ก่อตั้งและ CEO ของ Meta ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของ Facebook และ Instagram ได้ขึ้นให้การต่อศาล หลังถูกฟ้องร้องจากครอบครัวที่อ้างว่าแพลตฟอร์มเหล่านี้ทำให้ลูกหลานเสพติดและมีปัญหาสุขภาพจิต ทนายฝ่ายโจทก์นำอีเมลเก่า ๆ จากปี 2557-2558 มาพิสูจน์ว่าเคยมีนโยบายเพิ่มเวลาใช้งาน (screentime) มากกว่า 10% แต่ซักเคอร์เบิร์กโต้ว่า “บริษัทเปลี่ยนแนวทางไปแล้ว” และปฏิเสธข้อหาให้การเท็จต่อสภาคองเกรสในปี 2567 อย่างหนักแน่น

นี่เป็นครั้งแรกที่มหาเศรษฐีคนนี้ต้องมาให้การในคดีลูกขุนเกี่ยวกับ Instagram และสุขภาพจิตเด็ก ถ้า Meta แพ้ อาจต้องจ่ายค่าเสียหายมหาศาล และอาจเปิดช่องให้คดีอื่น ๆ ตามมาเพียบ

ประวัติคดีและข้อกล่าวหาที่รุนแรง

โจทก์คือหญิงสาวจากแคลิฟอร์เนียที่เริ่มใช้ Instagram และ YouTube ตั้งแต่เด็ก เธออ้างว่าแอปเหล่านี้ถูกออกแบบให้ติดหนึบเพื่อกำไร โดยรู้ว่าทำลายสุขภาพจิต นำไปสู่ซึมเศร้าและคิดฆ่าตัวตาย Meta และ Google ปฏิเสธ โดยยกผลวิจัยจาก NAS ว่ายังไม่มีหลักฐานชัดเจน แต่เอกสารภายในที่รั่วไหลเผยว่า Meta รู้ปัญหา เช่น วัยรุ่นรู้สึกแย่กับรูปร่างจากเนื้อหา

  • อีเมลเก่าของซักเคอร์เบิร์กตั้งเป้าเพิ่ม screentime 10%
  • นักวิจัย Meta พบปัญหาการกินผิดปกติในผู้ใช้ Instagram
  • วัยรุ่นยากลำบากใช้งานแบบนิสัยติด

ทนาย Meta โต้ว่าปัญหามาจากปมชีวิตเด็ก ไม่ใช่แอป แต่แอปช่วยให้เธอแสดงความคิดสร้างสรรค์

กระแสโลกต่อต้านโซเชียลมีเดียกับเด็ก

คดีนี้เป็นตัวอย่างของคลื่นลูกใหญ่ทั่วโลก ออสเตรเลียห้ามเด็กใต้ 16 ปีใช้โซเชียลแล้ว สเปนกำลังตาม รัฐฟลอริดาห้ามเด็กใต้ 14 แต่ถูกอุตสาหกรรมเทคคัดค้าน ในสหรัฐฯ มีคดีพันคดีจากครอบครัว โรงเรียน รัฐ ฟ้อง Meta, Google, Snap, TikTok ว่าเป็นต้นเหตุวิกฤตสุขภาพจิตเยาวชน

หัวหน้า Instagram ให้การสัปดาห์ก่อนว่าไม่รู้ผลวิจัยล่าสุดที่บอกการควบคุมผู้ปกครองไม่ได้ช่วยลดการใช้

Meta อ้างพยายามเพิ่มฟีเจอร์ปลอดภัย เช่น การควบคุมเวลาใช้งานสำหรับเยาวชน แต่ฝ่ายโจทก์ชี้ว่าช้าเกินไป

ในไทย เราก็เห็นปัญหาคล้าย ๆ กัน เด็ก ๆ ติด TikTok, IG จนกระทบการเรียนและสุขภาพ ผู้ปกครองควรติดตามใกล้ชิด ใช้เครื่องมือ parental control และพูดคุยเปิดใจ

สุดท้าย แม้ซักเคอร์เบิร์กจะยืนยันเลิกออกแบบแอปดึงเวลาแล้ว แต่คำถามยังค้าง: บริษัทเทคยักษ์ใหญ่รับผิดชอบได้แค่ไหน? มันเป็นหน้าที่ของพ่อแม่ด้วย คุณล่ะคิดยังไง ลองแชร์ประสบการณ์ในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมกดติดตามเพื่ออัปเดตข่าวเทคโนโลยีล่าสุดนะ!

ที่มา – มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ขึ้นศาล ยืนยันเลิกออกแบบแอป เพื่อดึงให้คนใช้นาน ๆ แล้ว

Scroll to top