เยียวยาประชาชน

เอกนิติ ชี้ พ.ร.บ.โอนงบฯ สร้างสมดุล ฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย

เอกนิติ ชี้ พ.ร.บ.โอนงบฯ สร้างสมดุล ฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย

กลายเป็นประเด็นสำคัญที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในขณะนี้ เมื่อ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ออกมาให้ข้อมูลสำคัญผ่านการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ในวาระการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 โดยย้ำชัดถึงความจำเป็นในการทำความเข้าใจว่า รัฐบาลมุ่งเน้นการสร้างความสมดุล เพื่อเยียวยาประชาชนและรักษาขีดความสามารถของประเทศไปพร้อมๆ กับการรักษาวินัยการคลังอย่างเคร่งครัด

ทำไมต้องเร่งโอนงบประมาณในช่วงวิกฤตความเสี่ยง?

ในสภาวะที่มีวิกฤตซ้อนวิกฤต ไม่ว่าจะเป็นความผันผวนของราคาพลังงานจากปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศ รวมถึงความท้าทายจากภัยแล้งที่กำลังจะมาถึง สิ่งสำคัญที่สุดที่รัฐบาลมองคือการจัดสรรงบประมาณให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ดังนั้น เอกนิติ ชี้ พ.ร.บ.โอนงบฯ สร้างสมดุล ฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย ให้เป็นงบกลางสำรองฉุกเฉินจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้มีเม็ดเงินพร้อมใช้ในการรับมือกับความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนได้อย่างทันท่วงที โดยมีสาระสำคัญที่น่าสนใจดังนี้:

  • การปรับสมดุลทางการคลัง: ไม่ใช่การใช้เงินอย่างฟุ่มเฟือย แต่คือการดึงงบจากส่วนที่เกินความจำเป็นมาใช้แก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่ส่งผลกระทบต่อปากท้อง
  • การเยียวยาประชาชน: เน้นกระจายความช่วยเหลือไปถึงกลุ่มที่ได้รับความเดือดร้อนจากวิกฤตเศรษฐกิจและต้นทุนการครองชีพที่สูงขึ้น
  • รักษาความเชื่อมั่น: ผลงานของรัฐบาลได้รับการยอมรับจากองค์กรระดับโลกอย่าง มูดี้ส์ ที่ยืนยันว่าเศรษฐกิจไทยยังมีเสถียรภาพและบริหารจัดการตามวินัยการคลังได้ดีเยี่ยม

หากเราดูตัวเลขการเติบโตของเศรษฐกิจที่ผ่านมา จะเห็นได้ชัดว่าการลงทุนภาครัฐมีตัวเลขที่โดดเด่นอย่างมาก โดยเฉพาะในไตรมาสล่าสุดที่โตกว่า 10% ซึ่ง เอกนิติ ชี้ พ.ร.บ.โอนงบฯ สร้างสมดุล ฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย ครั้งนี้ จะเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยค้ำจุนให้เศรษฐกิจไทยก้าวผ่านช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อนี้ไปได้ด้วยดี ไม่เพียงแค่พึ่งพาการส่งออก แต่ยังกระตุ้นแรงขับเคลื่อนจากภายในประเทศอย่างเป็นระบบ

ในฐานะประชาชน เราควรติดตามการทำงานของภาครัฐอย่างใกล้ชิด เพราะงบประมาณทุกบาททุกสตางค์ล้วนมาจากภาษีของทุกคน การที่ภาครัฐออกมาแสดงความโปร่งใสและชี้แจงถึงที่มาที่ไปของงบประมาณถือเป็นสัญญาณที่ดีในการสร้างความมั่นใจให้แก่ภาคเอกชนและนักลงทุน ซึ่งจะนำไปสู่การจ้างงานและการฟื้นตัวที่ยั่งยืนในอนาคต

สรุปแล้ว การดำเนินการครั้งนี้ถือเป็นการตัดสินใจที่รอบคอบและมองการณ์ไกล หากรัฐบาลสามารถบริหารจัดการงบกลางได้ตามแผนที่วางไว้ เราก็น่าจะเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์สำหรับเศรษฐกิจไทยในปีนี้แน่นอน

ที่มา – “เอกนิติ” ชี้ พ.ร.บ.โอนงบฯ เน้นสร้างสมดุล เยียวยาประชาชน ฟื้นฟูเศรษฐกิจ ควบคู่รักษาวินัยการคลัง

“เอกนิติ” ชี้ พ.ร.ก.กู้ 4 แสนล้าน เพื่อวิกฤตปากท้อง

สถานการณ์เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญวิกฤตปากท้องที่รุนแรง รัฐบาลจึงออกมาตรการเร่งด่วนด้วย “เอกนิติ” ชี้ พ.ร.ก.กู้ 4 แสนล้าน เพื่อวิกฤตปากท้อง เพื่อเยียวยาประชาชนให้กลับมาแข็งแรงอีกครั้ง ท่ามกลางเงินเฟ้อพุ่งสูงและค่าครองชีพที่แพงขึ้นทั่วโลก บทความนี้จะพาคุณเจาะลึกเหตุผล ความจำเป็น และผลกระทบที่จะตามมา

“เอกนิติ” ชี้ พ.ร.ก.กู้ 4 แสนล้าน เพื่อวิกฤตปากท้อง

เมื่อเวลา 12.05 น. วันที่ 12 พ.ค. 2569 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ยืนยันถึงความจำเป็นของพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 4 แสนล้านบาท แม้ฝ่ายค้านจะยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยก็ตาม โดยระบุว่าเป็นเรื่องของความมั่นคงทางเศรษฐกิจและวิกฤตปากท้องของประชาชน ซึ่งทุกประเทศมีหน้าที่ดูแลประชาชนของตนเอง

นายเอกนิติ เปรียบเทียบกับวิกฤตในอดีต เช่น วิกฤตปี 2540 ที่เป็นวิกฤตค่าเงินและธนาคารล้ม ซึ่งแตกต่างจากปัจจุบันที่เป็นวิกฤตค่าครองชีพ โดยเงินเฟ้อทั่วโลกพุ่งสูง ส่งผลให้เป็นวิกฤตความมั่นคงทางเศรษฐกิจ รัฐบาลจึงพิจารณาอย่างรอบคอบในครม. และยืนยันความเร่งด่วน หากไม่ทำตอนนี้ วิกฤตจะถาโถมมาอีกหลายระลอก

วิกฤตค่าครองชีพ: ภัยคุกคามที่มองข้ามไม่ได้ ใน “เอกนิติ” ชี้ พ.ร.ก.กู้ 4 แสนล้าน เพื่อวิกฤตปากท้อง

“วันนี้เห็นแล้วว่า เงินเฟ้อเริ่มพุ่งสูงขึ้น และวิกฤตต่อมาคือวิกฤตค่าครองชีพ ถ้าเราไม่สามารถหยุดวิกฤตนี้ได้ตั้งแต่ตอนนี้ และรอให้เกิดปัญหา เมื่อค่าครองชีพสูงขึ้น รายได้หดตัว ธุรกิจขนาดเล็กไม่สามารถยืนได้ด้วยตัวเอง จะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง จนกลายเป็นวิกฤตคนตกงาน นี่คือความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และหากปล่อยให้เกิดนานขึ้น จะยิ่งแก้ไขยาก” นายเอกนิติ กล่าว

พ.ร.ก.กู้เงินฉบับนี้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาและมีผลบังคับใช้แล้ว โดยเงิน 4 แสนล้านบาทแบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนแรก 2 แสนล้านเน้นเยียวยา ส่วนหลังรอพิจารณาในงบประมาณปกติได้ แต่ทั้งหมดมุ่งเป้า “ยิงนกสองตัว” คือทั้งบรรเทาผลกระทบและสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจ

  • เยียวยาประชาชนจากผลกระทบเงินเฟ้อและค่าครองชีพสูง
  • สนับสนุนธุรกิจขนาดเล็กไม่ให้ล้มละลาย
  • ป้องกันวิกฤตว่างงาน大规模
  • เปลี่ยนผ่านโครงสร้างเศรษฐกิจให้ยั่งยืน

ไทยมีความเสี่ยงสูงจากวิกฤตพลังงาน เพราะนำเข้ามาก หากยังพึ่งพาน้ำมัน ต้องเผชิญราคาผันผวนจากสงครามที่ไม่รู้จุดจบ

“วันนี้ชัดเจนว่า ประเทศไทยมีความเสี่ยงเรื่องวิกฤตพลังงานมากกว่าหลายประเทศ เพราะเราต้องนำเข้าพลังงานสูง จึงจำเป็นต้องเปลี่ยนผ่าน เพราะหากยังต้องพึ่งพาน้ำมันมากขนาดนี้ ก็ต้องนำเข้า ขณะที่วิกฤตสงครามไม่รู้จะจบเมื่อไหร่ และจะกระทบประชาชนอีกหลายระลอก ตนคิดว่าประชาชนจะเดือดร้อน” นายเอกนิติ กล่าว

ประโยชน์ระยะยาวจาก พ.ร.ก.กู้ 4 แสนล้าน เพื่อวิกฤตปากท้อง

มาตรการนี้ไม่ใช่แค่แจกเงิน แต่เป็นการลงทุนในอนาคต เช่น ส่งเสริมพลังงานทดแทน ลดการนำเข้า ลดผลกระทบจากราคาน้ำมันโลกที่ผันผวนจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน นอกจากนี้ ยังช่วยกระตุ้นการบริโภค หมุนเงินในระบบให้เศรษฐกิจฟื้นตัวเร็วขึ้น ผู้ประกอบการรายย่อยจะมีทุนหมุนเวียน สร้างงาน สร้างรายได้ให้ประชาชน

หากมองในมุมกว้าง วิกฤตปากท้องนี้คล้ายโรคระบาดที่ต้องรักษาแต่เนิ่นๆ หากรอให้ลุกลาม จะรักษายากและแพงกว่า การกู้เงิน 4 แสนล้านจึงเป็นยาแก้ที่ถูกต้องเวลา

สุดท้าย มาตรการ “เอกนิติ” ชี้ พ.ร.ก.กู้ 4 แสนล้าน เพื่อวิกฤตปากท้อง จะช่วยให้ประชาชนไทยผ่านพ้นช่วงวิกฤตได้อย่างมั่นใจ รัฐบาลแสดงความรับผิดชอบต่อชาติและประชาชนอย่างแท้จริง หากคุณกำลังเผชิญค่าครองชีพสูง ลองติดตามการเยียวยาที่จะตามมา และแสดงความเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่างว่า คุณคิดว่ามาตรการนี้จะช่วยได้แค่ไหน?

ที่มา – “เอกนิติ” ชี้ พ.ร.ก.กู้ 4 แสนล้าน เพื่อวิกฤตปากท้อง เยียวยาประชาชนให้กลับมาแข็งแรงขึ้น

“ไหม” ยันไม่กระทบเยียวยา ฝ่ายค้านยื่นศาลตีความ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน

“ไหม” ยันไม่กระทบเยียวยา ฝ่ายค้านยื่นศาลตีความ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน เป็นประเด็นร้อนในแวดวงการเมืองไทยช่วงนี้ โดยนางสาวศิริกัญญา ตันสกุล หรือที่รู้จักกันในชื่อ “ไหม” รองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้ออกมาชี้แจงอย่างชัดเจนว่า การยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อตีความ พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาท ไม่ได้ทำให้การเยียวยาประชาชนหยุดชะงัก รัฐบาลยังเดินหน้ากู้เงินและช่วยเหลือประชาชนได้ตามปกติ

“ไหม” ยันไม่กระทบเยียวยา ฝ่ายค้านยื่นศาลตีความ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน

วันที่ 9 พฤษภาคม 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อแก้ปัญหาวิกฤตพลังงานและผลักดันการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ร.ก.ฉบับนี้มีความยาวเพียง 5 หน้าเท่านั้น แต่กลับไม่มีรายละเอียดชัดเจนเกี่ยวกับรูปแบบการกู้เงินหรือโครงการที่จะใช้เงินจำนวนมหาศาลนี้ ต่างจากการกู้เงินในช่วงโควิด-19 ที่มีกลไกกลั่นกรองเข้มงวด โดยมีเลขาธิการสภาพัฒน์เป็นประธานคณะกรรมการ

โครงสร้างคณะกรรมการกลั่นกรองที่เปลี่ยนแปลง

ใน พ.ร.ก. ฉบับนี้ รัฐบาลกำหนดให้ปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธานคณะกรรมการกลั่นกรองโครงการ แทนเลขาธิการสภาพัฒน์เดิม ขณะที่สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) รับผิดชอบประเมินโครงการ ส่งผลให้กระทรวงการคลังมีบทบาทครบวงจรทั้งผู้กู้ ผู้กลั่นกรอง และผู้ตรวจสอบในกระบวนการเดียวกัน นอกจากนี้ บัญชีแนบท้าย พ.ร.ก. ยังระบุกรอบการใช้จ่ายแบบกว้างๆ โดยแผนเยียวยาครอบคลุมเกษตรกรและผู้ประกอบการ แต่โครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ใช้งบถึง 1.7 แสนล้านบาท หรือเกือบทั้งหมดของแผนนี้

แผนเปลี่ยนผ่านพลังงานและข้อกังวลเรื่องความเร่งด่วน

ส่วนแผนเปลี่ยนผ่านพลังงาน มีขอบเข้ากว้างมาก รวมถึงการฝึกอบรมและพัฒนาทักษะแรงงาน ซึ่งทำให้เกิดคำถามว่าทำไมต้องบรรจุใน พ.ร.ก.กู้เงินฉบับเร่งด่วนนี้ด้วย ฝ่ายค้านจึงยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ โดย “ไหม” ย้ำว่า “ไหม” ยันไม่กระทบเยียวยา ฝ่ายค้านยื่นศาลตีความ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน การยื่นคำร้องนี้มีผลเพียงชะลอการอนุมัติจากรัฐสภาออกไปไม่เกิน 60 วัน และหากศาลวินิจฉัยว่าบางส่วนขัดรัฐธรรมนูญ ก็กระทบเฉพาะแผนพลังงาน ส่วนแผนเยียวยารัฐบาลกู้เงินช่วยประชาชนได้ทันที

ข้อวิจารณ์เรื่องรูปแบบเยียวยาที่ดู “สุ่ม” และ “เกือบถ้วนหน้า” อาจทำให้ผู้เดือดร้อนบางคนพลาดสิทธิ “ไหม” แนะนำให้ใช้กลไกรัฐสภาในการตรวจสอบมากกว่าศาล เพื่อให้การช่วยเหลือเดินหน้าต่อเนื่อง ประชาชนที่กำลังรอความช่วยเหลือสามารถมั่นใจได้

หลักการของพรรคประชาชน

พรรคประชาชนยืนยันว่า การยื่นคำร้องครั้งนี้อยู่ในขอบเขตอำนาจนิติบัญญัติ เพื่อให้ศาลวินิจฉัยกฎหมายขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ ไม่ใช่การขยายอำนาจศาลให้กลายเป็น “นิติสงคราม” เพื่อเล่นงานฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง พรรคยึดผลประโยชน์ประชาชนและหลักประชาธิปไตยรัฐสภาเป็นหลัก

ประเด็นนี้สะท้อนถึงความจำเป็นในการกำกับดูแลการใช้เงินภาษีอย่างโปร่งใส โดยเฉพาะเงินกู้จำนวนใหญ่ หาก พ.ร.ก.นี้ผ่านไปโดยไม่มีรายละเอียดชัดเจน อาจนำไปสู่ปัญหาการใช้จ่ายที่ไม่เหมาะสมในอนาคต ฝ่ายค้านทำหน้าที่ตรวจสอบเพื่อประชาชนทุกคน

ในมุมมองของผู้เขียน การเคลื่อนไหวของฝ่ายค้านครั้งนี้เป็นการรักษาสมดุลอำนาจที่สำคัญ ช่วยให้รัฐบาลต้องปรับปรุงกลไกให้โปร่งใสยิ่งขึ้น สุดท้ายแล้ว ประชาชนคือผู้ได้ประโยชน์ หากคุณสนใจประเด็นการเมืองและเศรษฐกิจไทย แชร์บทความนี้และแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง เพื่อให้เราร่วมกันติดตามพัฒนาการต่อไป!

ที่มา – “ไหม” ยันไม่กระทบเยียวยา ฝ่ายค้านยื่นศาลตีความ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน

นายกฯ เร่งจ่ายเงินเยียวยาน้ำท่วมปี 68 พ.ย. นี้

จากสถานการณ์อุทกภัยครั้งใหญ่ในปี 2568 ที่สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนในหลายพื้นที่ ล่าสุด นายกฯ สั่ง มท. เร่งจ่ายเงินเยียวยาน้ำท่วมปี 68 ให้แล้วเสร็จภายในเดือนพฤศจิกายนนี้ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบอย่างเร่งด่วน

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้กระทรวงมหาดไทย เร่งรัดการเบิกจ่ายเงินเยียวยาสำหรับผู้ประสบอุทกภัยในปี 2568 ซึ่งเป็นปีงบประมาณ 2569 โดยที่ประชุม ครม. ได้อนุมัติเรื่องดังกล่าวไปแล้ว 2-3 สัปดาห์ แต่การโอนเงินไปยังประชาชนที่ประสบภัยพิบัติยังมีความล่าช้า โดยเพิ่งดำเนินการไปได้เพียง 11% เท่านั้น

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้นายกรัฐมนตรีต้องเร่งติดตามและกำชับให้กระทรวงมหาดไทยดำเนินการเร่งจ่ายเงินเยียวยาน้ำท่วมปี 68 ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เพื่อให้ประชาชนที่ได้รับความเสียหายได้รับการช่วยเหลืออย่างทันท่วงที

นายกฯ สั่ง มท. เร่งจ่ายเงินเยียวยาน้ำท่วมปี 68

ความล่าช้าในการจ่ายเงินเยียวยาครั้งนี้สร้างความกังวลให้กับประชาชนที่กำลังรอคอยความช่วยเหลือ เนื่องจากหลายครัวเรือนได้รับความเสียหายอย่างหนักจากเหตุการณ์น้ำท่วม ทั้งบ้านเรือน ทรัพย์สิน และพืชผลทางการเกษตร การได้รับเงินเยียวยาอย่างรวดเร็วจะช่วยให้พวกเขาสามารถเริ่มต้นชีวิตใหม่และฟื้นฟูสิ่งที่สูญเสียไปได้

ความสำคัญของการเร่งจ่ายเงินเยียวยาน้ำท่วมปี 68

การที่นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับการเร่งจ่ายเงินเยียวยาน้ำท่วมปี 68 แสดงให้เห็นถึงความห่วงใยและความเข้าใจต่อความเดือดร้อนของประชาชน รัฐบาลตระหนักดีว่าการช่วยเหลืออย่างทันท่วงทีเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการบรรเทาผลกระทบจากภัยพิบัติ และช่วยให้ประชาชนสามารถกลับมาดำเนินชีวิตได้ตามปกติโดยเร็ว

นอกจากนี้ การเร่งรัดการเบิกจ่ายเงินเยียวยายังเป็นสัญญาณที่ดีต่อระบบราชการ ที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาและช่วยเหลือประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ การทำงานที่รวดเร็วและโปร่งใสจะสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน และส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือในการพัฒนาประเทศ

เพื่อให้การจ่ายเงินเยียวยาเป็นไปอย่างราบรื่นและทั่วถึง กระทรวงมหาดไทยควรมีการประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารให้ประชาชนได้รับทราบอย่างต่อเนื่อง รวมถึงเปิดช่องทางให้ประชาชนสามารถตรวจสอบสถานะการจ่ายเงินและติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ง่ายขึ้น การสร้างความเข้าใจและความโปร่งใสจะช่วยลดความกังวลและความไม่พอใจของประชาชน และทำให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาน้ำท่วมอย่างยั่งยืนยังคงเป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญ รัฐบาลควรมีการวางแผนและดำเนินการเพื่อป้องกันและลดผลกระทบจากภัยพิบัติในอนาคต เช่น การสร้างระบบระบายน้ำที่มีประสิทธิภาพ การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน และการให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับการรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน

การบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเป็นสิ่งสำคัญในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมอย่างครบวงจร รัฐบาล ภาคเอกชน และประชาชนควรทำงานร่วมกันเพื่อสร้างสังคมที่เข้มแข็งและพร้อมรับมือกับความท้าทายจากภัยพิบัติ

หวังว่าการเร่งจ่ายเงินเยียวยาน้ำท่วมปี 68 จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการฟื้นฟูชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชนที่ได้รับผลกระทบ และเป็นบทเรียนสำคัญในการพัฒนาการบริหารจัดการภัยพิบัติของประเทศไทยให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นต่อไป

ที่มา – นายกฯ สั่ง มท. เร่งจ่ายเงินเยียวยาน้ำท่วมปี 68 ให้เสร็จใน พ.ย. หลังโอนได้เพียง 11%

Scroll to top