เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์

เรียกคืนเครื่องราชฯ อดีตครู ทำผิดวินัยร้ายแรง ขาดราชการเกิน 15 วัน

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจในแวดวงข้าราชการไทย หลังจากที่มีการประกาศผ่านราชกิจจานุเบกษาเกี่ยวกับการ เรียกคืนเครื่องราชฯ อดีตครู ทำผิดวินัยร้ายแรง ขาดราชการติดต่อกันเกิน 15 วัน ซึ่งถือเป็นกรณีตัวอย่างที่ย้ำเตือนให้ข้าราชการทุกคนต้องตระหนักถึงระเบียบวินัยและการทำหน้าที่ของตนเองอย่างเคร่งครัด เพราะตำแหน่งข้าราชการนั้นถือเป็นเกียรติยศที่มาพร้อมกับความรับผิดชอบต่อสังคมและประเทศชาติ

เปิดปมต้นเหตุ การเรียกคืนเครื่องราชฯ อดีตครู ทำผิดวินัยร้ายแรง ขาดราชการติดต่อกันเกิน 15 วัน

เหตุการณ์ดังกล่าวสืบเนื่องมาจากกรณีของอดีตข้าราชการครูท่านหนึ่ง ซึ่งถูกต้นสังกัดสั่งลงโทษไล่ออกจากราชการ เนื่องจากกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง ตามมาตรา 87 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547 โดยความผิดหลักคือการละทิ้งหน้าที่การงานโดยขาดราชการติดต่อกันเกินกว่า 15 วัน โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร ซึ่งถือเป็นการละเลยต่อหน้าที่ของการเป็นครูอย่างร้ายแรง

ผลกระทบและข้อบังคับตามกฎหมายเกี่ยวกับการเรียกคืนเครื่องราชฯ อดีตครู ทำผิดวินัยร้ายแรง ขาดราชการติดต่อกันเกิน 15 วัน

เมื่อมีการกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงและมีคำสั่งไล่ออกจากราชการถึงที่สุด ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ พ.ศ. 2548 จึงนำมาสู่การทำเรื่องขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเพื่อเรียกคืน โดยมีประเด็นสำคัญที่น่าสนใจดังนี้:

  • ผลทางระเบียบวินัย: การขาดงานโดยไม่แจ้งถือเป็นความผิดฉกรรจ์สำหรับข้าราชการ
  • ความชัดแจ้ง: กรณีนี้ยึดตามกฎ ก.ค.ศ. ว่าด้วยความผิดที่ปรากฏชัดแจ้ง พ.ศ. 2549
  • การคืนเครื่องราชฯ: เป็นขั้นตอนปกติหากข้าราชการถูกไล่ออกเนื่องจากพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม

ความผิดในครั้งนี้ไม่เพียงแต่ส่งผลให้ต้องพ้นจากตำแหน่งหน้าที่การงานเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการสูญเสียเกียรติยศชั้นเครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่เคยได้รับพระราชทานมาด้วย ถือเป็นบทเรียนราคาแพงที่บรรดาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาควรนำไปปรับใช้ในการทำงาน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความผิดพลาดจนเกิดความเสียหายต่ออนาคตในอาชีพของตนเอง

บทเรียนในครั้งนี้สอนให้เราเห็นว่า การรับราชการเป็นเรื่องของวินัยและความรับผิดชอบที่ต้องเดินคู่กันไปอย่างแยกไม่ได้ การรักษาระเบียบคือมาตรฐานขั้นต่ำที่ทุกคนพึงมี หากคุณเป็นข้าราชการ การศึกษาทำความเข้าใจในกฎระเบียบวินัยอย่างสม่ำเสมอจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุดในการปกป้องเกียรติยศและอนาคตของคุณเอง

ที่มา – เรียกคืนเครื่องราชฯ อดีตครู ทำผิดวินัยร้ายแรง ขาดราชการติดต่อกันเกิน 15 วัน

โปรดเกล้าฯ ให้ถอดยศ 3 นายตำรวจและเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์

เมื่อเร็ว ๆ นี้ มีข่าวสำคัญที่สะเทือนวงการตำรวจ เมื่อ โปรดเกล้าฯ ให้ถอดยศ 3 นายตำรวจและเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ตามประกาศในราชกิจจานุเบกษา สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงความเด็ดขาดในการรักษาวินัยของข้าราชการราชทัณฑ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่สังคมให้ความสำคัญกับความโปร่งใสและความรับผิดชอบ

โปรดเกล้าฯ ให้ถอดยศ 3 นายตำรวจและเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์

ประกาศดังกล่าวลงวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 เผยแพร่ผ่านเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา โดยมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ถอดยศอดีตข้าราชการตำรวจ 3 ราย ออกจากยศตำรวจ ตามมาตรา 58 แห่งพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2565 และระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่าด้วยการถอดยศตำรวจ พ.ศ. 2565 ข้อ 4 (4) นอกจากนี้ ยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ทุกชั้นตรา ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ พ.ศ. 2548 ข้อ 6 และ 7 (4)

การถอดยศและเรียกคืนเครื่องราชฯ ถือเป็นบทลงโทษขั้นสูงสุดสำหรับข้าราชการที่กระทำผิดวินัยร้ายแรง โดยเฉพาะการถูกไล่ออกจากราชการ สะท้อนถึงกระบวนการยุติธรรมที่เข้มงวด เพื่อรักษาภาพลักษณ์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

รายละเอียดบุคคลที่ 1: พันตำรวจโท อุเทน ทักชิโน

พันตำรวจโท อุเทน ทักชิโน ถูกถอดยศตั้งแต่วันที่ 7 พฤศจิกายน 2559 เนื่องจากกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงและถูกไล่ออกจากราชการ เครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่ถูกเรียกคืน ได้แก่ ชั้นตริตาภรณ์ช้างเผือก ตริตาภรณ์มงกุฎไทย และจัตุรถาภรณ์ช้างเผือก

รายละเอียดบุคคลที่ 2: ร้อยตำรวจเอก วสุวัฒน์ หรือชื่ออื่น ๆ

ร้อยตำรวจเอก วสุวัฒน์ หรือ พยุงศักดิ์ ธีราเมธาเศรษฐ์ หรือ สมรไกรสรกิจ ถูกถอดยศตั้งแต่วันที่ 25 สิงหาคม 2563 เหตุผลเดียวกันคือผิดวินัยร้ายแรงและถูกไล่ออก เครื่องราชที่เรียกคืน ได้แก่ จัตุรถาภรณ์มงกุฎไทย เหรียญทองช้างเผือก และเหรียญจักรมาลา

รายละเอียดบุคคลที่ 3: ร้อยตำรวจโท ปัญญาวชิระ จันทร์ดา

ร้อยตำรวจโท ปัญญาวชิระ จันทร์ดา ถูกถอดยศตั้งแต่วันที่ 4 พฤศจิกายน 2564 ด้วยเหตุผลผิดวินัยร้ายแรง เครื่องราชที่ถูกเรียกคืนจำนวนมาก เช่น จัตุรถาภรณ์มงกุฎไทย เบญจมาภรณ์ช้างเผือก เบญจมาภรณ์มงกุฎไทย เหรียญพิทักษ์เสรีชน ชั้นที่ 2 ประเภทที่ 2 เหรียญราชการชายแดน และเหรียญทองช้างเผือก

ทั้งสามรายนี้ถูกถอนชื่อออกจากรายชื่อผู้ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ตามประกาศที่เกี่ยวข้องแล้ว ประกาศลงวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569 โดยผู้รับสนองพระบรมราชโองการคือ นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล

เหตุการณ์ โปรดเกล้าฯ ให้ถอดยศ 3 นายตำรวจและเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ นี้ ไม่เพียงแต่เป็นการลงโทษส่วนบุคคล แต่ยังเป็นสัญญาณเตือนใจแก่ข้าราชการทุกคนให้ยึดมั่นในจรรยาบรรณ การกระทำดังกล่าวช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนต่อสถาบันตำรวจ ในขณะที่สังคมไทยกำลังเผชิญกับปัญหาความไม่โปร่งใสในหน่วยงานรัฐ

จากสถิติในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มีกรณีถอดยศตำรวจเกิดขึ้นไม่น้อย โดยส่วนใหญ่มาจากการทุจริต การใช้อำนาจในทางมิชอบ หรือผิดวินัยร้ายแรง ซึ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้มีมาตรการเข้มงวดมากขึ้น เช่น การตรวจสอบประวัติและการอบรมจริยธรรม เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำ

  • เหตุผลหลัก: ผิดวินัยร้ายแรงและถูกไล่ออก
  • ผลกระทบ: สูญเสียยศและเครื่องราชทุกชั้น
  • บทเรียน: ความสำคัญของการรักษาวินัยในราชการ

นอกจากนี้ ประชาชนสามารถติดตามประกาศราชกิจจานุเบกษาได้ที่เว็บไซต์อย่างเป็นทางการ เพื่ออัปเดตข่าวสารล่าสุดเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดิน

ในมุมมองของผู้เขียน การตัดสินใจ โปรดเกล้าฯ ให้ถอดยศ 3 นายตำรวจและเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ แสดงถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการกำจัดคนไม่เหมาะสมออกจากระบบ คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้ข้อมูลแพร่กระจายสู่สาธารณะ!

ที่มา – โปรดเกล้าฯ ให้ถอดยศ 3 นายตำรวจและเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์

โปรดเกล้าฯ ให้ถอดยศ พันตรีหญิง สุปรียา เย็นฉ่ำ ออกจากยศทหาร

ในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 มีข่าวสำคัญที่สร้างความสนใจในวงการทหารและสังคมไทย เมื่อ โปรดเกล้าฯ ให้ถอดยศ พันตรีหญิง สุปรียา เย็นฉ่ำ ออกจากยศทหาร ตามประกาศในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งเป็นพระบรมราชโองการที่โปรดเกล้าฯ ลงมาเนื่องจากพันตรีหญิงสุปรียาถูกต้องหาคดีอาญาและหลบหนีไป

โปรดเกล้าฯ ให้ถอดยศ พันตรีหญิง สุปรียา เย็นฉ่ำ ออกจากยศทหาร

ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีเรื่องพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ถอดยศทหารและเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ได้เผยแพร่อย่างเป็นทางการ โดยระบุว่ามีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ถอด พันตรีหญิง สุปรียา เย็นฉ่ำ ทหารหญิงพ้นราชการสังกัดกองทัพบก ออกจากยศทหาร ตั้งแต่วันที่ 25 กรกฎาคม 2568 เนื่องจากต้องหาคดีอาญาแล้วหลบหนีไป ตามมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติยศทหาร พุทธศักราช 2479 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

นอกจากนี้ ยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์หลายชั้นที่พันตรีหญิงสุปรียาได้รับไว้ก่อนหน้านี้ ได้แก่

  • ตริตาภรณ์มงกุฎไทย
  • จัตุรถาภรณ์ช้างเผือก
  • จัตุรถาภรณ์มงกุฎไทย
  • เหรียญจักรมาลา

การเรียกคืนนี้เป็นไปตามระเบียบกระทรวงกลาโหมว่าด้วยผู้ซึ่งไม่สมควรจะดำรงอยู่ในยศทหารและบรรดาศักดิ์ พ.ศ. 2507 ข้อ 2 และระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ พ.ศ. 2548 ข้อ 6 และ 7 (8) โดยพันตรีหญิงสุปรียาถูกถอนชื่อออกจากรายชื่อผู้ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ตามประกาศที่เกี่ยวข้องแล้ว

รายละเอียดโปรดเกล้าฯ ให้ถอดยศ พันตรีหญิง สุปรียา เย็นฉ่ำ ออกจากยศทหาร

ประกาศลงวันที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 โดยมีผู้รับสนองพระบรมราชโองการคือ นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล การถอดยศทหารในกรณีนี้ถือเป็นมาตรการที่เข้มงวด เพื่อรักษาวินัยและเกียรติยศของกองทัพไทย ผู้ที่ถูกถอดยศจะสูญเสียสิทธิประโยชน์ทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับยศทหาร รวมถึงเครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่เป็นสัญลักษณ์แห่งเกียรติยศ

คดีของพันตรีหญิงสุปรียา เย็นฉ่ำ ยังคงเป็นที่ติดตาม เนื่องจากเป็นตัวอย่างของการบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาด แม้จะเป็นบุคคลในเครื่องแบบทหารก็ตาม ในอดีตเคยมีกรณีคล้ายกันหลายครั้งที่ทหารชั้นผู้ใหญ่ถูกถอดยศจากพฤติกรรมไม่เหมาะสม เช่น ทุจริตหรือกระทำผิดกฎหมาย ซึ่งช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนต่อสถาบันทหาร

นอกจากประเด็นทางกฎหมายแล้ว การ โปรดเกล้าฯ ให้ถอดยศ พันตรีหญิง สุปรียา เย็นฉ่ำ ออกจากยศทหาร ยังสะท้อนถึงหลักธรรมาภิบาลในกองทัพ ที่ไม่มีข้อยกเว้นสำหรับผู้ใด หากฝ่าฝืนกฎระเบียบ สิ่งนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้ข้าราชการทหารทุกคนยึดมั่นในจรรยาบรรณและปฏิบัติหน้าที่อย่างซื่อสัตย์

สำหรับประชาชนทั่วไป ควรติดตามข่าวสารจากราชกิจจานุเบกษาเพื่ออัปเดตข้อมูลอย่างเป็นทางการ หากคุณสนใจประเด็นกฎหมายทหารหรือข่าวการเมือง สามารถติดตามบล็อกของเราเพื่อรับข้อมูลล่าสุด โดยในอนาคต เราจะนำเสนอวิเคราะห์เพิ่มเติมเกี่ยวกับผลกระทบจากการถอดยศครั้งนี้ต่อภาพลักษณ์ของกองทัพบก

สุดท้ายนี้ การถอดยศในครั้งนี้ย้ำเตือนว่ากฎหมายคือกฎหมาย ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย แม้แต่ผู้สวมเครื่องแบบราชการ

ที่มา – โปรดเกล้าฯ ให้ถอดยศ พันตรีหญิง สุปรียา เย็นฉ่ำ ออกจากยศทหาร

Scroll to top