เรียกค่าไถ่

จับชายในออสเตรีย หลังพบยาเบื่อหนูปนเปื้อน ในขวดสินค้าอาหารเด็ก

จับชายในออสเตรีย หลังพบยาเบื่อหนูปนเปื้อน ในขวดสินค้าอาหารเด็ก

เหตุการณ์สุดสะเทือนใจเกิดขึ้นในออสเตรีย เมื่อ จับชายในออสเตรีย หลังพบยาเบื่อหนูปนเปื้อน ในขวดสินค้าอาหารเด็ก ทำให้บริษัทผู้ผลิตต้องรีบเรียกคืนสินค้าทันที ชายวัย 39 ปี ถูกจับกุมในฐานะผู้ต้องสงสัยหลักในคดีนี้ ซึ่งเกิดขึ้นในรัฐบูร์เกนลันด์ทางตะวันออกของประเทศ

รายงานจากสำนักข่าวต่างประเทศเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2569 เผยว่า เมื่อสองสัปดาห์ก่อน เจ้าหน้าที่ตรวจพบยาเบื่อหนูปนเปื้อนในขวดอาหารเด็กประเภทแครอทและมันฝรั่งบดของบริษัท HiPP สินค้าที่คุณแม่หลายคนไว้วางใจ บริษัทต้องประกาศเรียกคืนผลิตภัณฑ์ทั้งหมดในทันที เพื่อความปลอดภัยของเด็กๆ

รายละเอียดการตรวจพบและการเรียกคืนสินค้า

ทั้งหมดพบขวดปนเปื้อน 5 ขวด โชคดีที่เจ้าหน้าที่เก็บกู้ได้ทันในออสเตรีย สาธารณรัฐเช็ก และสโลวาเกีย ก่อนที่ผู้ปกครองจะนำไปให้ลูกกิน นอกจากนี้ ยังมีรายงานอีเมลเรียกค่าไถ่ 2 ล้านยูโรจากผู้ก่อเหตุ แต่ HiPP ไม่ทันสังเกตเพราะอีเมลส่งมาที่กล่องที่เช็คไม่บ่อย ส่งมาเมื่อ 27 มี.ค. และกำหนดจ่ายใน 6 วัน

ซีอีโอของ HiPP ยืนยันกับหนังสือพิมพ์ Die Presse ว่าข้อความนี้ถูกมองข้ามไปเพราะระบบตรวจสอบอีเมลไม่ทันเหตุการณ์ สุดท้าย ตำรวจบุร์เกนลันด์จับผู้ต้องสงสัยได้ในวันเสาร์ที่ 2 พ.ค. โดยโฆษกตำรวจヘルムト มาร์บาน บอก BBC ว่ายังไม่เปิดเผยรายละเอียดเพราะสอบสวนยังดำเนินอยู่

วิธีสังเกตขวดอาหารเด็กที่อาจถูกปนเปื้อน

ทางการออสเตรียเตือนว่าอาจมีขวดปนเปื้อนอีก 1 ขวดในตลาด แนะนำให้ผู้ปกครองตรวจสอบดังนี้:

  • ฝาขวดชำรุดหรือถูกเปิด
  • ซีลป้องกันหายไป
  • มีกลิ่นผิดปกติหรือบูด
  • สติกเกอร์สีขาววงกลมแดงที่ก้นขวด

หากลูกกินอาหารยี่ห้อนี้แล้วมีอาการเลือดออก อ่อนเพลียรุนแรง หรือซีด ให้รีบพบแพทย์ทันที สำนักงานความปลอดภัยอาหารออสเตรียออกประกาศเตือนผู้ปกครองอย่างเร่งด่วน

บทเรียนจากคดีจับชายในออสเตรีย หลังพบยาเบื่อหนูปนเปื้อน

เหตุการณ์นี้ชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงในห่วงโซ่อุปทานอาหารเด็ก ผู้ปกครองควรเลือกซื้อสินค้าจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ ตรวจสอบวันหมดอายุและบรรจุภัณฑ์ทุกครั้ง นอกจากนี้ บริษัทอาหารควรมีระบบตรวจสอบอีเมลและความปลอดภัยที่เข้มงวดกว่าเดิม

ในฐานะพ่อแม่ เราต้องระวังให้มากขึ้น สินค้าอาหารเด็กคือสิ่งสำคัญที่สุด อย่าละเลยรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ หากคุณมีประสบการณ์คล้ายๆ นี้ แชร์ในคอมเมนต์ได้เลย หรือกดแชร์เพื่อเตือนเพื่อนๆ ผู้ปกครองคนอื่นๆ มาป้องกันเหตุร้ายด้วยกัน!

ที่มา – จับชายในออสเตรีย หลังพบยาเบื่อหนูปนเปื้อน ในขวดสินค้าอาหารเด็ก

ผู้ประกาศข่าวสหรัฐฯ เสนอรางวัล 1 ล้านดอลลาร์ ตามหาแม่ที่ถูกลักพาตัว

ผู้ประกาศข่าวสหรัฐฯ เสนอรางวัล 1 ล้านดอลลาร์ ตามหาแม่ที่ถูกลักพาตัว เป็นข่าวที่สร้างความฮือฮาไปทั่วโลก โดยเฉพาะในวงการสื่อและชุมชนออนไลน์ที่กำลังติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิด คดีนี้ไม่ใช่แค่เรื่องส่วนตัวของครอบครัว แต่กลายเป็นสัญลักษณ์ของความหวังและความพยายามในการตามหาคนหายตัวไป

ผู้ประกาศข่าวสหรัฐฯ เสนอรางวัล 1 ล้านดอลลาร์ ตามหาแม่ที่ถูกลักพาตัว

เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 หรือประมาณต้นปีนี้ น.ส. ซาวันนาห์ กัทธรี ผู้ประกาศข่าวชื่อดังจากช่อง NBC ได้ออกมาประกาศผ่านวิดีโอบนอินสตาแกรมด้วยน้ำตาคลอเบ้า ว่าเธอและครอบครัวพร้อมมอบเงินรางวัลสูงถึง 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 36 ล้านบาท) ให้กับผู้ที่ให้เบาะแสสำคัญนำไปสู่การพบตัวมารดาวัย 84 ปีของเธอ นางแนนซี กัทธรี ที่หายตัวไปนานเกือบ 1 เดือนแล้ว

มารดาของซาวันนาห์หายตัวไปตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 จากบ้านพักในเมืองทูซอน รัฐแอริโซนา เจ้าหน้าที่เชื่อว่าเธอถูกพาตัวไปโดยไม่สมัครใจ อาจเป็นการลักพาตัวในช่วงกลางดึก กล้องวงจรปิด Nest ที่หน้าบ้านบันทึกภาพชายต้องสงสัยรายหนึ่งไว้ได้ และยังพบถุงมือที่อาจเชื่อมโยงกับผู้ร้าย แต่ DNA ไม่ตรงกับฐานข้อมูล FBI

ประวัติคดีและเงินรางวัลที่เพิ่มขึ้น

ก่อนหน้านี้ เงินรางวัลเริ่มต้นที่ 200,000 ดอลลาร์ จาก FBI 100,000 และ Crime Stoppers 100,000 ดอลลาร์ แต่ครอบครัวกัทธรีตัดสินใจเพิ่มเงินเพื่อกระตุ้นให้ประชาชนช่วยเหลือ นอกจากนี้ ยังมีจดหมายเรียกค่าไถ่คริปโต 6 ล้านดอลลาร์ส่งไปยังสื่อหลายแห่ง แต่หนึ่งในนั้นเป็นของปลอมจากชายแคลิฟอร์เนียที่ถูกจับแล้ว

เจ้าหน้าที่ได้รับเบาะแสจากประชาชนถึง 40,000 รายการ และได้ตัดสมาชิกครอบครัวออกจากผู้ต้องสงสัยทั้งหมดแล้ว FBI สาขาฟีนิกซ์เรียกร้องข้อมูลจากประสบการณ์ตรงผ่านสายด่วน

  • วันที่หายตัว: 1 ก.พ. 2569
  • สถานที่: ทูซอน แอริโซนา
  • เงินรางวัลปัจจุบัน: 1 ล้านดอลลาร์
  • ผู้ต้องสงสัย: ชายในกล้อง CCTV
  • หลักฐาน: ถุงมือ DNA ไม่ตรงฐานข้อมูล

กระแสสังคมและความหวังของครอบครัว

ซาวันนาห์กล่าวด้วยความเจ็บปวดว่า “เรายังเชื่อในปาฏิหาริย์ แม้ความหวังจะริบหรี่” เธอยังบริจาค 500,000 ดอลลาร์ให้ศูนย์เด็กหายและถูกแสวงหาผลประโยชน์แห่งชาติ พร้อมวิงวอนผู้ที่รู้เบาะแสให้ออกมา คดีนี้ทำให้เมืองทูซอนที่เงียบสงบกลายเป็นจุดสนใจสื่อโลก นักสืบสมัครเล่นและผู้สนใจแห่กันมาจำนวนมาก

ผู้ประกาศข่าวสหรัฐฯ เสนอรางวัล 1 ล้านดอลลาร์ ตามหาแม่ที่ถูกลักพาตัว แสดงให้เห็นถึงพลังของสื่อและครอบครัวในการต่อสู้กับอาชญากรรม คดีลักพาตัวผู้สูงอายุแบบนี้หาได้ยาก และเงินรางวัลมหาศาลนี้อาจเป็นกุญแจสู่การคลี่คลาย

ในมุมมองของเรา คดีนี้เน้นย้ำถึงความสำคัญของเทคโนโลยีอย่างกล้อง CCTV และการมีส่วนร่วมของประชาชน หากคุณมีข้อมูลใดๆ โปรดแจ้ง FBI ทันทีเพื่อช่วยครอบครัวนี้ให้ได้พบกันอีกครั้ง ติดตามข่าวอัปเดตคดีลักพาตัวนี้ได้ที่เว็บไซต์ของเรา และแชร์เพื่อกระจายข้อมูลให้กว้างขวางยิ่งขึ้น!

ที่มา – ผู้ประกาศข่าวสหรัฐฯ เสนอรางวัล 1 ล้านดอลลาร์ ตามหาแม่ที่ถูกลักพาตัว

จับพิรุธอะไรอยู่ใต้เบาะ คดีฆ่าหั่นศพหนุ่มรัสเซีย

คดีฆ่าหั่นศพสุดโหดของ จับพิรุธอะไรอยู่ใต้เบาะ คดีฆ่าหั่นศพ “หนุ่มรัสเซีย” แม่เผยข้อความสุดท้าย กำลังเป็นที่สนใจของประชาชนทั่วประเทศ ตำรวจบุกจับผู้ต้องสงสัยชาวรัสเซีย 2 คน หลังพบศพเพื่อนร่วมชาติถูกหั่นเป็นชิ้นๆ ฝังไว้หลายจุด หลักฐานสำคัญมาจากกล้องวงจรปิดที่เผยให้เห็นพิรุธใต้เบาะรถมอเตอร์ไซค์ วันนี้เราจะมาดูรายละเอียดทั้งหมดของคดีนี้กัน

จับพิรุธอะไรอยู่ใต้เบาะ คดีฆ่าหั่นศพ “หนุ่มรัสเซีย” แม่เผยข้อความสุดท้าย

เหตุการณ์สุดน่าหวาดกลัวเกิดขึ้นที่ จ.ชลบุรี เมื่อเจ้าหน้าที่พบร่างของนายมิคาอิล เอเมเลียนอฟ ชาวรัสเซียวัย 30 ปี ถูกฆ่าและหั่นศพอย่างโหดร้าย แยกร่างฝังดินทั้งหมด 7 จุด ริมบ่อน้ำในซอยพัฒนาการ 4 หมู่ 10 ต.หนองปรือ อ.บางละมุง ผู้ตายหายตัวไปอย่างปริศนา ก่อนส่งข้อความสุดท้ายถึงแม่ว่า ถูกเพื่อนชาวรัสเซียข่มขู่เรื่องหนี้สินกว่า 120,000 ดอลลาร์ หรือราว 3.7 ล้านบาท

หลักฐานวงจรปิดมัดตัวผู้ต้องหา

ตำรวจ สภ.หนองปรือ แกะรอยจนพบหลักฐานเด็ดจากกล้องวงจรปิดในหมู่บ้าน ช่วง 15.18 น. วันที่ 9 ม.ค. ที่ผ่านมา เผยภาพผู้ต้องสงสัย 2 คน คือ นายยารอสลาฟ เตมิดอฟ และ นายดมีทรี มัสดาเลฟ ขี่รถจักรยานยนต์ออกจากที่เกิดเหตุ แต่สิ่งที่สะดุดตาคือ เบาะรถปิดไม่สนิท คาดว่าซุกชิ้นส่วนศพที่หั่นแล้วไว้ใต้เบาะ เพื่อนำไปฝังอำพรางในป่ารกกว่า 10 ไร่ นี่แหละคือ จับพิรุธอะไรอยู่ใต้เบาะ ที่ทำให้ตำรวจตามจับกุมได้ที่โรงแรมในซอยสุขุมวิท 71 กรุงเทพฯ

หลังขุดศพขึ้นมา ชิ้นส่วนส่วนใหญ่พบแล้ว แต่ส่วนหน้าอกถึงเอวยังหายไป ตำรวจกำลังเร่งค้นหาเพิ่มเติม

ข้อความสุดท้ายที่แม่ได้รับ

แม่ของผู้ตายเล่าผ่านล่ามว่า ลูกชายมาทำธุรกิจที่พัทยา 2 ปี ก่อนเกิดเหตุบอกว่าจะไปเคลียร์ปัญหาธุรกิจกับเพื่อนรัสเซีย 2 คน ลูกส่งโลเคชั่นให้แม่ตลอดทาง จนข้อความสุดท้ายที่ว่า “ผมรู้สึกไม่ปลอดภัย หากขาดการติดต่อเกิน 2 ชั่วโมง แสดงว่าผมตกอยู่ในอันตราย ให้แม่แจ้งตำรวจได้เลย” หลังจากนั้นสัญญาณก็ดับวูบ คำพูดนี้กลายเป็นหลักฐานสำคัญที่สะเทือนใจ

มูลเหตุเบื้องหลังคดีเลือดเย็น

ตำรวจคาดมูลเหตุมาจากหนี้ยาเสพติด แม่ผู้ตายได้รับข้อความขู่ภาษารัสเซีย ว่าลูกชายขโมยโคเคนมูลค่า 4 ล้านบาท ถ้าไม่จ่ายจะฆ่าและขายอวัยวะ ปัญหาเงินทอนหนี้ยาเสพติดในชุมชนชาวต่างชาตินี่แหละที่เป็นชนวน

  • ผู้ต้องหา: นายยารอสลาฟ เตมิดอฟ และ นายดมีทรี มัสดาเลฟ ชาวรัสเซีย
  • ข้อหา: ร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา, ซ่อนเร้นอำพรางศพ, กักขังหน่วงเหนี่ยวเรียกค่าไถ่
  • สถานที่จับกุม: โรงแรมซอยสุขุมวิท 71 กรุงเทพฯ
  • ความคืบหน้า: ผู้ต้องหายอมรับรู้จักผู้ตายและมีปัญหาเงิน แต่ยังไม่สารภาพเต็มปาก

พันตำรวจเอก ณัฐพล ผ่องสุขสกุล ผกก.สภ.หนองปรือ เผยว่ากำลังสอบปากคำเพิ่ม และผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 จะแถลงคดีเวลา 14.00 น.

คดีนี้เตือนใจเราว่า แม้แต่เพื่อนร่วมชาติในต่างแดนก็อาจกลายเป็นภัยร้ายได้ โดยเฉพาะปัญหายาเสพติดที่มักนำไปสู่โศกนาฏกรรมแบบนี้ การตื่นตัวและแจ้งเบาะแสทันทีจึงสำคัญมาก

คุณคิดเห็นอย่างไรกับคดี จับพิรุธอะไรอยู่ใต้เบาะ คดีฆ่าหั่นศพ “หนุ่มรัสเซีย” แม่เผยข้อความสุดท้าย นี้? แชร์ความคิดเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวอัปเดตเพิ่มเติมจากเราได้เลย!

ที่มา – จับพิรุธอะไรอยู่ใต้เบาะ คดีฆ่าหั่นศพ “หนุ่มรัสเซีย” แม่เผยข้อความสุดท้าย

กัมพูชาตั้งข้อหา 3 ชาวจีน ลักพาตัวฆ่านักศึกษา

(ภาพจาก AKP News Agency homepage /Yonhap)

ทางการกัมพูชาตั้งข้อหา 3 ชาวจีน ที่ถูกจับกุมในฐานะผู้ต้องสงสัย กัมพูชาตั้งข้อหา 3 ชาวจีน ลักพาตัว-ฆาตกรรมนักศึกษาเกาหลีใต้ จนจุดชนวนปัญหาระหว่างประเทศ

สำนัก โชซอน อิลโบ (Chosun Ilbo) ของเกาหลีใต้ รายงานว่า ทางการกัมพูชาจับกุมตัวสมาชิก 3 คนขององค์กรอาชญากรรมชาวจีนที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรม แก๊งคอลเซ็นเตอร์ (voice phishing) ในประเทศกัมพูชา พร้อมตั้งข้อหาในฐานะผู้ต้องสงสัยก่อเหตุทรมานและฆาตกรรมนักศึกษาเกาหลีใต้เมื่อไม่กี่เดือนก่อน

หนึ่งผู้ถูกจับกุม ถูกสงสัยว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง “คดีเครื่องดื่มยาเสพติดกังนัม” ในปี 2566 ที่คนร้ายแจกเครื่องดื่มยาเสพติดให้นักเรียน 13 คน ในย่านการศึกษา แดชี-ดง เขตคังนัม กรุงโซล โดยอ้างว่าเป็นการให้ชิมฟรี ซึ่งตอนนี้ตำรวจเกาหลีใต้ได้เริ่มทำการสืบสวนแล้ว

แก๊งคอลเซ็นเตอร์ชาวจีนที่ตั้งฐานอยู่ในกัมพูชา ซึ่งครั้งหนึ่งเคยถูกมองว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่เป็นที่รู้จักในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กำลังมุ่งเป้าหมายโจมตีไปที่ชาวเกาหลีใต้และทำให้จำนวนคดีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

สำนักงานอัยการของศาลประจำจังหวัดกำปอต ในกัมพูชา เปิดเผยว่า ชาวจีน 3 คนถูกจับตัวได้ต่อเนื่องกัน และถูกตั้งข้อหาเมื่อวันที่ 11 ต.ค. จากกรณีการฆาตกรรมนักศึกษาชาวเกาหลีใต้ นามสมมติว่านาย “เอ” อายุ 22 ปี ผู้ถูกพบเป็นศพภายในรถยนต์คันหนึ่ง ใกล้ภูเขาบกกอร์ (Bokor Mountain) จังหวัดกำปอต เมื่อวันที่ 8 ส.ค.

ในเดือนเดียวกันนั้น ตำรวจท้องถิ่นจับกุมตัวชาวจีน 2 คนได้ในที่เกิดเหตุ โดยอยู่ในรถยนต์ที่พบศพของนาย เอ นอกจากนั้น ระหว่างการสืบสวนคดีในอาคารที่พักอาศัยในพื้นที่ภูเขาบกอร์ ซึ่งเป็นที่ที่นาย เอ ถูกขังเอาไว้ก่อนเสียชีวิต เจ้าหน้าที่จับกุมชาวจีนได้เพิ่มอีก 1 คน และการสอบสวนยังคงดำเนินมาจนถึงเมื่อไม่นานมานี้

ตำรวจกัมพูชาได้ค้นพบหลักฐานว่าสมาชิกขององค์กรอาชญากรรมชาวจีนกลุ่มนี้ได้ก่ออาชญากรรมต่างๆ เช่น แก๊งคอลเซ็นเตอร์ (voice phishing) และการหลอกให้รัก หรือ โรแมนซ์สแกม (romance scams) อยู่ที่อาคารที่พักอาศัยดังกล่าว ต่อมาตำรวจท้องถิ่นได้ปิดล้อมอาคารและเข้ายึดหลักฐาน ซึ่งระหว่างนั้น มีชาวเกาหลีใต้ 14 คนที่ถูกจับตัวไว้ ได้รับความช่วยเหลือ

ผู้เสียหายอีกราย นามสมมติว่านาย บี ถูกจับไว้ที่อาคารเดียวกับนาย เอ ให้ข้อมูลกับสำนักงานของ ส.ส. พัค ชัน-แด แห่งพรรคประชาธิปัตย์เกาหลี ซึ่งติดตามคดีของนาย เอ หลังจากได้รับคำร้องขอความช่วยเหลือจากครอบครัวของเหยื่อ

นาย บี ระบุว่า “นาย เอ ถูกทำร้ายอย่างรุนแรงจนหายใจแทบไม่ไหว ผมได้ยินมาว่าเขาเสียชีวิตในรถขณะถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล”

ทั้งนี้ นาย เอ จากเมืองเยชอน จังหวัดคยองซังเหนือ ได้เดินทางไปกัมพูชาเมื่อวันที่ 17 ก.ค. โดยบอกครอบครัวว่าจะไปร่วมงานเทศกาล แต่ราว 1 สัปดาห์หลังจากนั้น ครอบครัวของเขาก็ได้รับโทรศัพท์จากบุคคลปริศนา เรียกค่าไถ่เป็นจำนวน 50 ล้านวอน (ราว 1.15 ล้านบาท) โดยอ้างว่านักศึกษาคนนี้ “ก่อปัญหา” แต่ไม่ระบุว่าปัญหาดังกล่าวคืออะไร

แต่การติดต่อก็ถูกตัดขาดไปใน 4 วันต่อมา และสุดท้าย นาย เอ ก็ถูกพบเป็นศพในวันที่ 8 ส.ค. โดยการชันสูตรเบื้องต้นชี้ว่า เขาเสียชีวิตเนื่องจากหัวใจวายเพราะความเจ็บปวดจากการถูกทรมาน

ร่างของนาย เอ ถูกเก็บรักษาไว้ที่วัดแห่งหนึ่งในกรุงพนมเปญมานานร่วม 2 เดือนแล้ว และเกาหลีใต้วางแผนจะส่งตำรวจไปยังกัมพูชาภายในเดือนนี้ เพื่อดำเนินการชันสูตรศพของนาย เอ ร่วมกับเจ้าหน้าที่กัมพูชา

เหตุการณ์นี้ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางท่ามกลางการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของอาชญากรรมที่มุ่งเป้าไปที่ชาวเกาหลีในกัมพูชา

ตามข้อมูลของกระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้ที่ยื่นต่อ ส.ส. พัค ชาน-แด จากพรรคประชาธิปไตยเกาหลี ซึ่งเป็นพรรครัฐบาล พบว่าระหว่างเดือนมกราคมถึงสิงหาคมของปีนี้ เกิดคดีลักพาตัวหรือการกักขังชาวเกาหลีใต้ในกัมพูชาถึง 330 คดี เพิ่มขึ้นจาก 221 คดีในปี 2567, 21 คดีในปี 2566, 11 คดีในปี 2565 และ 4 คดีในปี 2564

จำนวนคดีที่เพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจจุดชนวนปัญหาทางการทูตระหว่างเกาหลีใต้กับกัมพูชา โดยเมื่อวันศุกร์ กระทรวงต่างประเทศเรียกตัวเอกอัครราชทูตกัมพูชาเข้าพบ เพื่อแสดงความกังวล และขอให้รัฐบาลกัมพูชาร่วมมือกับทางการเกาหลีใต้ในการจัดตั้ง แผนกเกาหลี เพื่อช่วยเหลือผู้เสียหาย

กระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้ยังประกาศยกระดับการแจ้งเตือนสำหรับการเดินทางไปยังกรุงพนมเปญ และอีกหลายเมืองในกัมพูชา จากเดิมอยู่ที่ระดับ 2 ให้เป็นระดับ “พิเศษ” ซึ่งหมายความว่า ให้พลเรือนหลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังเมืองที่ถูกประกาศ หรือให้พลเรือนออกจากเมืองดังกล่าวหากอยู่ที่นั่น โดยเริ่มมีผลบังคับใช้ในเวลา 21.00 น. วันศุกร์ (10 ต.ค.) ตามเวลาท้องถิ่น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : chosun

กัมพูชาตั้งข้อหา 3 ชาวจีน ลักพาตัว-ฆาตกรรมนักศึกษาเกาหลีใต้

เหตุการณ์ กัมพูชาตั้งข้อหา 3 ชาวจีน ลักพาตัว-ฆาตกรรมนักศึกษาเกาหลีใต้ สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติที่ซับซ้อนและส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การเพิ่มขึ้นของคดีลักพาตัวและการกักขังชาวเกาหลีใต้ในกัมพูชาเป็นเรื่องที่น่ากังวล และจำเป็นต้องมีมาตรการที่เข้มงวดมากขึ้นเพื่อปกป้องพลเมือง

ความคืบหน้า กัมพูชาตั้งข้อหา 3 ชาวจีน ลักพาตัว-ฆาตกรรมนักศึกษาเกาหลีใต้

ล่าสุดทางการกัมพูชาได้ดำเนินการตั้งข้อหากับผู้ต้องสงสัยทั้ง 3 คน และมีการสอบสวนเพิ่มเติมเพื่อรวบรวมหลักฐานและขยายผลไปยังผู้ร่วมขบวนการรายอื่นๆ นอกจากนี้ รัฐบาลเกาหลีใต้ยังได้เข้ามามีส่วนร่วมในการสืบสวนและให้ความช่วยเหลือครอบครัวผู้เสียหาย

ความร่วมมือระหว่างประเทศเป็นสิ่งสำคัญในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารและการบังคับใช้กฎหมายร่วมกันจะช่วยลดโอกาสในการเกิดอาชญากรรมและนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษได้

สถานการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจให้ระมัดระวังในการเดินทางไปยังต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูง ควรศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับความปลอดภัยและเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินต่างๆ

การที่ กัมพูชาตั้งข้อหา 3 ชาวจีน ลักพาตัว-ฆาตกรรมนักศึกษาเกาหลีใต้ นั้นเป็นสัญญาณที่ดีในการดำเนินการทางกฎหมาย แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีกในอนาคต

ที่มา – กัมพูชาตั้งข้อหา 3 ชาวจีน ลักพาตัว-ฆาตกรรมนักศึกษาเกาหลีใต้

เกาหลีใต้เรียกทูตกัมพูชา ปมนักศึกษาถูกฆ่า!

รัฐบาลเกาหลีใต้เรียกตัวเอกอัครราชทูตกัมพูชาเข้าพบ เพื่อแสดงความกังวลกรณีนักศึกษาเกาหลีใต้ถูกสังหารในกัมพูชา และหลอกลวงที่มุ่งเป้าหมายไปที่ชาวเกาหลีใต้ พร้อมยกระดับเตือนการเดินทาง เรื่องนี้กำลังเป็นที่จับตามองอย่างใกล้ชิด

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันที่ 10 ต.ค. 2568 กระทรวงต่างประเทศของเกาหลีใต้เรียกตัวเอกอัครราชทูตกัมพูชาเข้าพบ เพื่อประท้วงกรณีการเสียชีวิตของนักศึกษาชาวเกาหลีใต้ในประเทศกัมพูชา และได้ยกระดับการแจ้งเตือนสำหรับการเดินทางไปกรุงพนมเปญ เมืองหลวงของกัมพูชา เนื่องจากคดีหลอกลวงทางออนไลน์ที่มุ่งเป้าไปที่ชาวเกาหลีใต้

นาย โช ฮยอน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้ได้แสดงความกังวลต่อ นายควน โพน รัตนาก เอกอัครราชทูตกัมพูชา เรื่องการหลอกลวงเรื่องงานและการควบคุมตัวพลเมืองชาวเกาหลีใต้ในกัมพูชาที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และเรียกร้องให้รัฐบาลกัมพูชาเร่งออกมาตรการที่รวดเร็วและปฏิบัติได้จริงเพื่อกำจัดการหลอกลวงทางออนไลน์

ด้านนายควนกล่าวว่า เขาเข้าใจถึงความกังวลและจุดยืนของรัฐบาลเกาหลีใต้ และจะรายงานเรื่องนี้ให้รัฐบาลของเขาทราบ

ทั้งนี้ ความเคลื่อนไหวของกระทรวงต่างประเทศของเกาหลีใต้เกิดขึ้นหลังจากมีรายงานว่า นักศึกษาหนุ่มชาวเกาหลีใต้วัย 23 ปี เดินทางไปยังกัมพูชาเมื่อช่วงเดือนกรกฎาคม โดยบอกกับครอบครัวในเมืองเยชอน จังหวัดคยองซังเหนือ ว่า จะเดินทางไปร่วมงานนิทรรศการ

แต่ 1 สัปดาห์ต่อมา ครอบครัวของนักศึกษาหนุ่มรายนี้ก็ได้รับโทรศัพท์จากชายปริศนา พูดภาษาเกาหลีสำเนียงจีนอ้างว่า พวกเขาจับตัวนักศึกษารายนี้เอาไว้ พร้อมเรียกค่าไถ่เป็นเงิน 50 ล้านวอน (ราว 1.15 ล้านบาท) เพื่อแลกกับการปล่อยตัว

ครอบครัวของนักศึกษาหนุ่มรีบแจ้งต่อสถานทูตกัมพูชาและตำรวจทันที แต่การติดตามคดีเป็นไปด้วยความยากลำบาก จนกระทั่งในวันที่ 8 ส.ค. มีการพบศพนักศึกษารายนี้ใกล้กับภูเขาบกกอร์ จังหวัดกำปอต เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นกับสถานทูตกัมพูชายืนยันว่า เขาเสียชีวิตจากการหัวใจวายเนื่องจากการทรมานและความเจ็บปวดแสนสาหัส

ในแถลงการณ์อีกฉบับเมื่อวันศุกร์ (10 ต.ค. 2568) กระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้ประกาศยกระดับการแจ้งเตือนสำหรับการเดินทางไปยังกรุงพนมเปญ จากเดิมอยู่ที่ระดับ 2 ให้เป็นระดับ “พิเศษ” โดยเริ่มมีผลบังคับใช้ในเวลา 21.00 น.วันเดียวกันนี้ตามเวลาท้องถิ่น

ทั้งนี้ คำเตือนการเดินทางระดับ “พิเศษ” ของเกาหลีใต้ เทียบเท่ากับระดับ 2.5 จากทั้งหมด 4 ระดับ หมายความว่า ให้พลเรือนหลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังเมืองที่ถูกประกาศ หรือให้พลเรือนออกจากเมืองดังกล่าวหากอยู่ที่นั่น โดยจะมีผลบังคับใช้นาน 90 วัน และสามารถขยายเวลาได้หากจำเป็น

เกาหลีใต้เรียกทูตกัมพูชาเข้าพบ ปมนักศึกษาถูกฆ่า ยกระดับเตือนเดินทาง

สถานการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการตระหนักถึงความเสี่ยงในการเดินทางไปต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนเกิดขึ้น เราควรติดตามข่าวสารและคำเตือนการเดินทางอย่างใกล้ชิด

ทำไมเกาหลีใต้ถึงเรียกทูตกัมพูชาเข้าพบ ปมนักศึกษาถูกฆ่า?

การตัดสินใจของเกาหลีใต้ในการเรียกทูตกัมพูชาเข้าพบ ปมนักศึกษาถูกฆ่า ยกระดับเตือนเดินทาง เป็นการแสดงออกถึงความกังวลอย่างยิ่งต่อความปลอดภัยของพลเมืองเกาหลีใต้ในกัมพูชา นอกจากนี้ยังเป็นการเรียกร้องให้รัฐบาลกัมพูชาดำเนินการอย่างจริงจังเพื่อป้องกันเหตุการณ์ในลักษณะนี้เกิดขึ้นอีก

สิ่งที่เกิดขึ้นนี้เป็นการเตือนใจให้ระมัดระวังในการรับข้อเสนอเกี่ยวกับการทำงานหรือการท่องเที่ยวที่ดูดีเกินจริง และควรตรวจสอบข้อมูลให้รอบคอบก่อนตัดสินใจเดินทางไปยังต่างประเทศ

เราควรทำอย่างไรเมื่อเดินทางไปต่างประเทศ:

  • ลงทะเบียนกับสถานทูตหรือสถานกงสุล
  • แจ้งแผนการเดินทางให้ครอบครัวหรือเพื่อนสนิททราบ
  • ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับประเทศที่จะเดินทางไป
  • ระมัดระวังทรัพย์สินส่วนตัว
  • ติดต่อสถานทูตหรือสถานกงสุลทันทีหากมีปัญหา

เรื่อง เกาหลีใต้เรียกทูตกัมพูชาเข้าพบ ปมนักศึกษาถูกฆ่า ยกระดับเตือนเดินทาง เป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้เราต้องใส่ใจในเรื่องความปลอดภัยเมื่อเดินทางไปต่างประเทศ และควรเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดฝันเสมอ

ที่มา – เกาหลีใต้เรียกทูตกัมพูชาเข้าพบ ปมนักศึกษาถูกฆ่า ยกระดับเตือนเดินทาง

Scroll to top