เรียกรับผลประโยชน์

มหาดไทย ขยายเวลารับเรื่องร้องทุกข์เปิดโรงแรม-สถานประกอบการ ในภูเก็ต ถึง 10 ก.ค. กันเรียกรับส่วย

เชื่อว่ากลุ่มผู้ประกอบการท่องเที่ยวในจังหวัดภูเก็ตที่กำลังประสบปัญหาเรื่องใบอนุญาตคงจะหายใจคล่องขึ้น เมื่อล่าสุดกระทรวงมหาดไทยได้ประกาศข่าวดีด้วยการ มหาดไทย ขยายเวลารับเรื่องร้องทุกข์เปิดโรงแรม-สถานประกอบการ ในภูเก็ต ถึง 10 ก.ค. กันเรียกรับส่วย อย่างเป็นทางการ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการที่ยังไม่เข้าระบบได้มีเวลาเตรียมตัวและขอรับคำปรึกษาจากเจ้าหน้าที่โดยตรงครับ

มหาดไทย ขยายเวลารับเรื่องร้องทุกข์เปิดโรงแรม-สถานประกอบการ ในภูเก็ต ถึง 10 ก.ค. กันเรียกรับส่วย

ด้วยความตั้งใจที่จะจัดระเบียบธุรกิจท่องเที่ยวและยกระดับมาตรฐานการบริการในภูเก็ตให้มีความปลอดภัยและยั่งยืน ทางกระทรวงมหาดไทยจึงได้จัดตั้งคลินิกให้คำปรึกษาและแก้ไขปัญหา ณ โรงแรมรอยัล ภูเก็ต ซิตี้ โดยมีวัตถุประสงค์หลักคือการบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อดึงผู้ประกอบการที่ยังติดปัญหาด้านเอกสารให้เข้ามาดำเนินการอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

ทำไมถึงต้องขยายเวลาบริการ?

การที่ มหาดไทย ขยายเวลารับเรื่องร้องทุกข์เปิดโรงแรม-สถานประกอบการ ในภูเก็ต ถึง 10 ก.ค. กันเรียกรับส่วย นั้น ไม่ใช่เพียงแค่การอำนวยความสะดวกเท่านั้น แต่ยังเป็นกลยุทธ์สำคัญในการ:

  • ป้องกันมิจฉาชีพหรือกลุ่มผู้ไม่หวังดีแอบอ้างฉวยโอกาสเรียกรับผลประโยชน์จากผู้ประกอบการ
  • การตรวจสอบและป้องกันไม่ให้ทุนต่างชาติเข้ามาประกอบธุรกิจโรงแรมหรือรุกล้ำพื้นที่โดยมิชอบ
  • เปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการรายย่อยได้ปรึกษาปัญหาข้อกฎหมายที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน

นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของนโยบายนี้ โดยได้มีหนังสือด่วนที่สุดถึงผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างรวดเร็วและคุ้มค่ากับผู้ประกอบการมากที่สุด หากคุณเป็นคนหนึ่งที่กำลังทำธุรกิจท่องเที่ยวในพื้นที่ นี่คือโอกาสทองที่จะทำให้ธุรกิจของคุณสะอาด โปร่งใส และพร้อมเติบโตไปกับเศรษฐกิจของจังหวัดภูเก็ตได้อย่างมั่นคงครับ

ในฐานะนักท่องเที่ยวหรือผู้เกี่ยวข้อง เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการจัดระเบียบในครั้งนี้จะทำให้ภูเก็ตเป็นเมืองท่องเที่ยวระดับโลกที่มีมาตรฐานสูงขึ้น และช่วยลดปัญหาการเอารัดเอาเปรียบลงได้อย่างถาวร ใครที่มีข้อสงสัยหรือติดอุปสรรคใดๆ อย่ารอช้าครับ รีบเข้าไปใช้บริการที่คลินิกให้คำปรึกษาภายในวันที่ 10 กรกฎาคมนี้ เพื่อสิทธิ์ประโยชน์ของตัวคุณเองครับ

ที่มา – มหาดไทย ขยายเวลารับเรื่องร้องทุกข์เปิดโรงแรม-สถานประกอบการ ในภูเก็ต ถึง 10 ก.ค. กันเรียกรับส่วย

ให้ออกราชการ สอบวินัยร้ายแรง เจ้าหน้าที่เรือนจำกรุงเทพ

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้เรามีข่าวด่วนจากกรมราชทัณฑ์ที่กำลังเป็นกระแสฮือฮาเลยทีเดียว นั่นคือ ให้ออกราชการ สอบวินัยร้ายแรง เจ้าหน้าที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับประเด็นร้อน “คุกวีไอพี” สำหรับผู้ต้องขังชาวจีน เรื่องนี้เริ่มจากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เข้าไปตรวจสอบข้อร้องเรียนเรื่องการเลือกปฏิบัติและละเมิดสิทธิมนุษย์ในเรือนจำ ซึ่งกรมราชทัณฑ์ไม่นิ่งนอนใจ รีบดำเนินการเด็ดขาดเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน

ให้ออกราชการ สอบวินัยร้ายแรง เจ้าหน้าที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ

ตามที่กรมราชทัณฑ์ชี้แจงเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2569 มีคำสั่งสำคัญ 2 ฉบับที่ออกมาเพื่อจัดการปัญหานี้ก่อน คำสั่งที่ 240/2568 ลงวันที่ 24 พ.ย. 2568 แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยร้ายแรง โดยมีผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ และเลขานุการส่วนตัวถูกสั่ง ให้ออกราชการไว้ก่อน ทันที เพื่อให้การสอบสวนโปร่งใสที่สุด ไม่มีอิทธิพลใดๆ มาขัดขวาง

ไม่จบแค่นั้นนะครับ จากการตรวจสอบเชิงลึกเพิ่มเติม พบว่ามีเจ้าหน้าที่กลุ่มอื่นๆ เกี่ยวข้องด้วย โดยเฉพาะการเรียกรับผลประโยชน์จากการละเว้นไม่ลงโทษผู้ต้องขังที่ครอบครองโทรศัพท์มือถือ ซึ่งเป็นความผิดวินัยร้ายแรง รวมถึงเอื้อประโยชน์ให้ทนายความเข้าเยี่ยมผู้ต้องขังแบบมิชอบเพื่อแลกผลประโยชน์ กรมราชทัณฑ์จึงรายงานกระทรวงยุติธรรมทันที และมีคำสั่งที่ 1562/2568 ลงวันที่ 28 พ.ย. 2568 สั่งสอบวินัยร้ายแรงและให้ออกราชการไว้ก่อนเช่นกัน

ขยายผลการตรวจสอบปมให้ออกราชการ สอบวินัยร้ายแรง เจ้าหน้าที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ

นอกจากนี้ ยังพบพฤติการณ์การให้บริการผู้ต้องขังชาวจีนในลักษณะ VIP เช่น ห้องพักพิเศษ สิ่งอำนวยความสะดวกที่เหนือกว่าผู้ต้องขังทั่วไป ซึ่งขัดกับหลักเท่าเทียมและพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 กรมราชทัณฑ์ยืนยันว่าการดำเนินการทั้งหมดยึดหลักพยานหลักฐาน ไม่มีช่วยเหลือใครแน่นอน

  • สั่งออกจากราชการทันทีสำหรับผู้บังคับบัญชาและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง
  • แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงหลายชุด
  • ประสานข้อมูลไปยังกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) สำหรับคดีอาญา
  • ส่งสำนวนให้ ป.ป.ช. พิจารณาดำเนินคดีทุจริต

ในส่วนคดีอาญา ตอนนี้ DSI สอบสวนเสร็จแล้ว ส่งต่อ ป.ป.ช. เพื่อดำเนินการตามกฎหมายให้ถึงที่สุด เรียกว่าจัดการแบบครบวงจรเลยครับ

มาตรการป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำ

เพื่อไม่ให้ปัญหานี้เกิดขึ้นอีก กรมราชทัณฑ์กำชับเรือนจำทั่วประเทศให้ยึด SOPs การควบคุมผู้ต้องขัง อย่างเคร่งครัด ปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบทุกประการ รักษาศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ แต่ต้องเท่าเทียมกันหมด ไม่มีข้อยกเว้น

จากมุมมองของผม การให้ออกราชการ สอบวินัยร้ายแรง เจ้าหน้าที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ แบบนี้ เป็นสัญญาณดีที่แสดงถึงความจริงจังในการกวาดล้างทุจริต สร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนว่าประเทศไทยยังมีระบบยุติธรรมที่เข้มแข็ง หากปล่อยไว้ ปัญหาจะลุกลาม แต่ตอนนี้ตัดรากถอนโคนทันเวลา สุดยอดไปเลย!

คุณคิดเห็นยังไงกับเรื่องนี้บ้าง? แชร์ความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามบล็อกของเราเพื่ออัปเดตข่าวสารด้านกฎหมายและสังคมเพิ่มเติมนะครับ จะได้ไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – ให้ออกราชการ-สอบวินัยร้ายแรง เจ้าหน้าที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เอี่ยวปม “คุกวีไอพี”

กำแพงเพชร เร่งสอบปม “ส่วยช่วยค่าน้ำมันรถนาย” คืนเงินแล้ว

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนที่กำลังเป็นกระแสในโซเชียลมีเดียกันดีกว่าครับ กับเรื่องราวในจังหวัดกำแพงเพชร ส่วยช่วยค่าน้ำมันรถนาย ที่กลายเป็นข่าวใหญ่โตไปทั่วประเทศ จากกรณีที่เพจดังออกมาแฉเรื่องเจ้าของโรงงานเฟอร์นิเจอร์ในอำเภอโกสัมพีนคร ถูกบังคับให้จ่ายเงินเดือนละ 4,000 บาท อ้างว่าเป็นส่วยเพื่อช่วยค่าน้ำมันรถของ “นาย” ทำให้ร้านค้าต่างๆ เอือมระอา บางร้านก็อัดอั้นใจแต่ไม่กล้าพูดอะไรออกมา ล่าสุดมีความคืบหน้าที่น่าสนใจมากครับ เพราะทางจังหวัดกำลังเร่งสอบสวน และมีการคืนเงินให้ผู้ประกอบการแล้ว โดยอ้างว่าเป็นแค่เรื่องเข้าใจผิดเท่านั้น

ส่วยช่วยค่าน้ำมันรถนาย ในพื้นที่กำแพงเพชร

เรื่องนี้เริ่มต้นจากโพสต์ของเพจดังบนเฟซบุ๊กที่นำเสนอความเดือดร้อนของป้าแจ้ว (นามสมมติ) เจ้าของร้านเฟอร์นิเจอร์แห่งหนึ่งในอำเภอโกสัมพีนคร จังหวัดกำแพงเพชร โดยอ้างว่ามีการเรียกเก็บเงินแบบนี้มานาน ทำให้ผู้ประกอบการหลายรายรู้สึกกดดัน ส่วยช่วยค่าน้ำมันรถนาย ฟังดูแปลกประหลาดใช่ไหมครับ แต่จากข้อมูลที่หลุดออกมา มันเชื่อมโยงกับแชทไลน์กลุ่มสมาชิกร้านเฟอร์นิเจอร์ที่ถูกเปิดเผย ซึ่งมีข้อความกดดันให้ทุกคนช่วยกันจ่ายเพื่อ “ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน” และป้องกันปัญหาในยามคับขัน

กำแพงเพชร เร่งสอบปมส่วยช่วยค่าน้ำมันรถนาย

เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2567 ผู้สื่อข่าวเดินทางไปยังร้านของป้าแจ้วเพื่อติดตามความคืบหน้า แต่ป้าแจ้วเองเกิดความเครียดสะสม ความดันโลหิตสูง ไม่พร้อมให้สัมภาษณ์ ขอให้เรื่องจบๆ ไป ลูกสาวนางเอ (นามสมมติ) จึงเป็นคนออกมาให้ข้อมูลแทน เธอบอกว่าหลังจากเหตุการณ์ถูกนำเสนอ ทางอำเภอโกสัมพีนครได้เชิญตัวแทนกลุ่มร้านเฟอร์นิเจอร์ไปชี้แจง จากนั้นมีการคืนเงินจำนวน 4,000 บาทให้ผู้ประกอบการ เนื่องจากเป็นการเข้าใจผิดกัน เงินจำนวนนี้ยังไม่ชัดเจนว่าเป็นค่าอะไรกันแน่ ว่าจะเอาไปทำบุญหรือร่วมกิจกรรมอื่นๆ

กำแพงเพชร ส่วยช่วยค่าน้ำมันรถนาย คืนเงินแล้ว

ส่วนแชทไลน์ที่หลุดออกมานั้น มีข้อความชัดเจนจากผู้ดูแลกลุ่มว่า “เรียนสมาชิกเฟอร์นิเจอร์นะคะ ท่านใดยังไม่ได้มีส่วนร่วมให้ช่วยกันมานะคะ เพื่อความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เราจะได้ทำงานกันแบบไม่หวาดระแวง ไม่ว่าโรงงานเล็กรึใหญ่นะคะ ไม่ใช่ให้แต่โรงงานใหญ่เคลียร์ พอถึงเวลาคับขัน จะหาว่าไม่บอกไม่ได้นะคะ เราต้องช่วยกันป้องกันตนเอง อันไหนเคลียร์ได้ก็จัดการให้เรียบร้อย” และมีสมาชิกถามกลับว่า “ค่ะ เราต้องจ่ายเท่ารัย” คำตอบคือ “จ่าย 4000 จ้ะ เงินทำบุญต่างหาก” ข้อความเหล่านี้ทำให้หลายคนตั้งคำถามว่าเป็นส่วยจริงหรือแค่ค่าบริหารจัดการชุมชน

  • ข้อความกดดันให้ทุกโรงงานจ่าย ไม่ว่าจะใหญ่หรือเล็ก
  • อ้างเพื่อความสามัคคีและป้องกันปัญหา
  • ระบุจำนวนเงินชัดเจน 4,000 บาทต่อเดือน
  • เปลี่ยนคำอธิบายจากค่าน้ำมันรถนาย เป็นเงินทำบุญ

เบื้องต้น ผู้สื่อข่าวประสานงานไปยังอำเภอและจังหวัดกำแพงเพชร ได้รับแจ้งว่ากำลังตรวจสอบข้อเท็จจริงอยู่ ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ทันที แต่ยืนยันว่าจะเร่งรัดให้เร็วที่สุด เพื่อคลายความกังวลของพี่น้องผู้ประกอบการ

ผลกระทบและบทเรียนจากกรณีส่วยช่วยค่าน้ำมันรถนาย

กรณีนี้สร้างผลกระทบไม่น้อยเลยครับ โดยเฉพาะกับป้าแจ้วที่เครียดจนสุขภาพแย่ กระทบต่อครอบครัวและธุรกิจ แม้จะคืนเงินแล้ว แต่ความเชื่อมั่นในชุมชนอาจเสียหาย ผู้ประกอบการรายอื่นๆ ก็ยังหวาดกลัวว่าจะเกิดซ้ำ แม้ทางเจ้าหน้าที่จะยืนยันว่าเป็นแค่การเข้าใจผิด แต่จากแชทที่หลุด มันดูเหมือนมีแรงกดดันจริงๆ นะครับ ทำให้หลายคนสงสัยว่ามีการสื่อสารที่ไม่ชัดเจนตั้งแต่แรก

ในมุมมองของผม เรื่องแบบนี้ในชุมชนท้องถิ่นมักเกิดขึ้นได้ง่าย ถ้าการสื่อสารไม่โปร่งใส ควรมีกลไกตรวจสอบที่เข้มแข็ง เช่น การประชุมสาธารณะหรือแจ้งนิติกรรมชัดเจน เพื่อป้องกันไม่ให้กลายเป็นข่าวใหญ่โต สุดท้ายแล้ว จังหวัดกำแพงเพชรได้แสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสในการเร่งสอบสวน ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดี

สำหรับเพื่อนๆ ที่ทำธุรกิจในพื้นที่คล้ายๆ กัน แนะนำให้จดบันทึกทุกการทำธุรกรรม และถ้ามีปัญหา รายงานเจ้าหน้าที่ทันทีครับ คุณคิดเห็นอย่างไรกับกรณีส่วยช่วยค่าน้ำมันรถนายนี้? แสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลย หรือแชร์ประสบการณ์ของคุณเพื่อเป็นอุทาหรณ์แก่กันนะครับ ติดตามข่าวท้องถิ่นและอัพเดทเพิ่มเติมได้ที่บล็อกของเรา!

ที่มา – กำแพงเพชร เร่งสอบปม “ส่วยช่วยค่าน้ำมันรถนาย” เผยคืนเงินแล้ว แค่เรื่องเข้าใจผิด

ผู้กำกับฉวาง ไม่ยืนยัน ปมคลิปเสียงฉาว จริงหรือ?

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงที่กำลังถูกพูดถึงอย่างมากในขณะนี้ สำหรับกรณีคลิปเสียงฉาวที่อ้างถึงชื่อ “ผู้การเมืองคอน” ซึ่งล่าสุด พ.ต.อ.ภูวศิษฐ์ วังแก้ว ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรฉวาง ได้ออกมาให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับเรื่องนี้ โดยระบุว่ายังไม่สามารถยืนยันได้ถึงที่มาและความน่าเชื่อถือของคลิปเสียงดังกล่าว

จากกรณีที่มีข่าวปรากฏในสื่อออนไลน์เกี่ยวกับคลิปเสียงที่อาจเกี่ยวข้องกับ พล.ต.ต.เกรียงศักดิ์ นุ่นเกลี้ยง ผบก.ภ.นครศรีธรรมราช นั้น ทาง สภ.ฉวาง ได้ทำการตรวจสอบเบื้องต้นแล้ว พบว่ามีความเป็นไปได้ที่คลิปเสียงดังกล่าวอาจถูกสร้างขึ้นโดยใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI

ผู้กำกับฉวาง ไม่ยืนยัน ปมคลิปเสียงฉาว ใช้ AI สร้าง?

พ.ต.อ.ภูวศิษฐ์ วังแก้ว กล่าวว่า “จากข่าวดังกล่าว ตรวจสอบแล้วไม่สามารถยืนยันว่าเสียงชายสองคนที่ปรากฏในบทสนทนาเป็นเสียงของบุคคลใดที่เกิดขึ้นจริง จึงอาจจะเกิดจากการสร้างบทสนทนาผ่านเสียงพูด หรืออาจเกิดจากการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ AI สร้างขึ้น”

ความเป็นไปได้ในการใช้ AI สร้างคลิปเสียงฉาว

การใช้เทคโนโลยี AI ในการสร้างคลิปเสียงปลอมกำลังเป็นที่แพร่หลายมากขึ้นในปัจจุบัน ทำให้การตรวจสอบความน่าเชื่อถือของข้อมูลข่าวสารเป็นสิ่งที่ต้องทำอย่างระมัดระวังเป็นพิเศษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่ข้อมูลข่าวสารสามารถแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็วผ่านช่องทางออนไลน์ต่างๆ

ถึงแม้ว่าทาง สภ.ฉวาง จะยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าคลิปเสียงดังกล่าวถูกสร้างขึ้นโดยใช้ AI หรือไม่ แต่ก็ได้มีการตั้งข้อสังเกตถึงความเป็นไปได้ในประเด็นนี้ เนื่องจากเทคโนโลยี AI ในปัจจุบันมีความสามารถในการเลียนแบบเสียงของบุคคลต่างๆ ได้อย่างแนบเนียน

นอกจากนี้ พ.ต.อ.ภูวศิษฐ์ ยังได้กล่าวถึงผลการปฏิบัติงานของ สภ.ฉวาง ในการจับกุมผู้กระทำความผิดตามกฎหมาย โดยยืนยันว่าทางสถานีตำรวจมีผลการปฏิบัติการที่เป็นรูปธรรมและเป็นไปตามตัวชี้วัด

อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณาในขณะนี้คือ การตรวจสอบข้อเท็จจริงของคลิปเสียงที่กำลังเป็นประเด็น รวมถึงการหาแหล่งที่มาของคลิปเสียงดังกล่าว เพื่อให้สามารถสรุปข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นได้อย่างถูกต้องและเป็นธรรม

ทางด้านผู้สื่อข่าวได้พยายามติดต่อ พล.ต.ต.เกรียงศักดิ์ นุ่นเกลี้ยง ผบก.ภ.จว.นครศรีธรรมราช เพื่อสอบถามข้อเท็จจริง แต่ยังไม่สามารถติดต่อได้ และจะพยายามติดต่อสัมภาษณ์ในภายหลังต่อไป

สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบข้อมูลข่าวสารอย่างรอบด้าน ก่อนที่จะเชื่อหรือแชร์ข้อมูลใดๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่เทคโนโลยี AI มีความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วและสามารถนำมาใช้ในการสร้างข้อมูลปลอมได้อย่างง่ายดาย การมีสติและใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลข่าวสารจึงเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง

การที่ ผู้กำกับฉวาง ไม่ยืนยัน ปมคลิปเสียงฉาว ที่เกี่ยวข้องกับ ผู้กำกับฉวาง ไม่ยืนยัน ปมคลิปเสียงฉาว และตั้งข้อสงสัยว่าอาจมีการใช้ AI เข้ามาเกี่ยวข้องนั้น เป็นการกระตุ้นเตือนให้สังคมตระหนักถึงภัยคุกคามจากเทคโนโลยีที่สามารถนำมาใช้ในทางที่ไม่ถูกต้องได้

ดังนั้น การมีกฎหมายและมาตรการที่เข้มงวดในการควบคุมการใช้เทคโนโลยี AI จึงเป็นสิ่งที่จำเป็น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการนำเทคโนโลยีดังกล่าวไปใช้ในการสร้างความเสียหายให้กับผู้อื่น หรือสร้างความปั่นป่วนให้กับสังคมโดยรวม และที่สำคัญที่สุดคือ การสร้างความตระหนักรู้ให้กับประชาชนเกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีอย่างมีความรับผิดชอบ

เรื่องนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าเราต้องระมัดระวังในการรับข้อมูลข่าวสาร และต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนที่จะเชื่อหรือแชร์ข้อมูลใดๆออกไป เพราะอาจตกเป็นเหยื่อของข่าวปลอมได้ และนี่คือเหตุผลที่ทำให้ ผู้กำกับฉวาง ไม่ยืนยัน ปมคลิปเสียงฉาว

ที่มา – ผู้กำกับฉวาง ไม่ยืนยัน ปมคลิปเสียงฉาว “ผู้การเมืองคอน” คาดอาจใช้ “เอไอ”

Scroll to top