เลขาธิการกฤษฎีกา

เลขาฯกฤษฎีกา แจงยกเลิก MOU 44 ทำได้ ไม่กระทบกฎหมายนานาชาติ

ประเด็นร้อนทางการเมืองที่กำลังเป็นที่สนใจของประชาชนในขณะนี้คือเรื่อง เลขาฯกฤษฎีกา แจงยกเลิก MOU 44 โดยเฉพาะคำสั่งจากนายกรัฐมนตรีที่ให้ศึกษาความเป็นไปได้ในการยกเลิกบันทึกความเข้าใจ หรือ MOU ปี 2544 ระหว่างไทยและกัมพูชา เกี่ยวกับพื้นที่ทับซ้อนของปราสาทพระวิหาร ซึ่งเป็นปมปัญหายาวนานมาหลายสิบปี

เลขาฯกฤษฎีกา แจงยกเลิก MOU 44 ทำได้หากไม่กระทบกฎหมายระหว่างประเทศ

เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2567 เวลา 09.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ได้ออกมาให้ข้อมูลชี้แจงถึงประเด็นนี้ โดยระบุว่านายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้มอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศไทยไปศึกษาขั้นตอนการยกเลิก MOU 2544 แล้ว โดยย้ำว่าการดำเนินการดังกล่าวสามารถทำได้ตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ แต่ต้องไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อพันธกรณีระหว่างประเทศ

เลขาฯกฤษฎีกา ยังชี้แจงเพิ่มเติมว่า กระบวนการยกเลิกต้องพิจารณาตามกฎหมายระหว่างประเทศและข้อตกลงที่เกิดขึ้นในการประชุมร่วมระหว่างไทยและกัมพูชา ซึ่งมีขั้นตอนที่ชัดเจนและเงื่อนไขที่ต้องปฏิบัติตาม หากทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องกัน ก็สามารถนับหนึ่งใหม่ในการร่างกติกาหรือข้อตกลงใหม่ได้

ขั้นตอนการยกเลิก MOU 44 ต้องทำอย่างไร

  • ศึกษากฎหมายระหว่างประเทศและข้อตกลงเดิมอย่างละเอียด
  • ประสานงานกับกระทรวงการต่างประเทศไทยเป็นผู้รับผิดชอบหลัก
  • เจรจากับทางกัมพูชาให้เกิดความเห็นพ้องต้องกัน
  • ร่างบันทึกหรือข้อตกลงใหม่ หากจำเป็น
  • หลีกเลี่ยงการกระทบต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) หรือพันธกรณีอื่น

นายปกรณ์ ยังเน้นย้ำว่า ตนเองไม่ถนัดด้านกฎหมายระหว่างประเทศมากนัก แต่เชี่ยวชาญกฎหมายไทย จึงแนะนำให้สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมจากกระทรวงการต่างประเทศไทย ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการดูแลเรื่องนี้

MOU 44 คืออะไร และทำไมถึงเป็นประเด็นร้อน

MOU 2544 หรือบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการสำรวจและจัดทำแผนที่บริเวณพื้นที่ทับซ้อนของปราสาทพระวิหาร ลงนามเมื่อ 18 มิถุนายน 2544 ระหว่างรัฐบาลไทยและกัมพูชา เพื่อแก้ปัญหาพื้นที่ชายแดนที่ทับซ้อนกัน โดยเฉพาะบริเวณปราสาทพระวิหาร ซึ่งศาลโลก (ICJ) ตัดสินให้เป็นของกัมพูชาเมื่อปี 2505 แต่พื้นที่รอบๆ ยังเป็นข้อพิพาท

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา MOU นี้ถูกนำมาอ้างอิงในข้อพิพาทชายแดนหลายครั้ง เช่น เหตุการณ์ปะทะกันปี 2551-2554 ทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก ปัจจุบันรัฐบาลไทยภายใต้นายกรัฐมนตรีอนุทินมองว่าอาจต้องยกเลิกเพื่อกำหนดเขตแดนให้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยไม่ให้กระทบต่อความสัมพันธ์ทวิภาคี

นอกจากประเด็น MOU แล้ว ในที่ประชุมยังมีการถามถึงมุมมองทางกฎหมายเกี่ยวกับบัตรเลือกตั้งที่มี QR Code ว่าจะนำไปสู่การเป็นโมฆะหรือไม่ ซึ่งเลขาฯกฤษฎีกาตอบว่า หากมีผู้ร้องต่อศาลแล้ว ขอให้รอคำพิพากษาจากศาล อย่าพูดนอกกระบวนการยุติธรรม เพราะอาจไม่เกิดประโยชน์

ผลกระทบหากยกเลิก MOU 44 สำเร็จ

หากการยกเลิกเกิดขึ้นจริง ไทยและกัมพูชาจะต้องเจรจาตั้งแต่ต้นใหม่ ซึ่งอาจนำไปสู่แผนที่ชายแดนที่ชัดเจนกว่าเดิม แต่ก็มีความเสี่ยงต่อการยืดเยื้อ หากทั้งสองฝ่ายไม่เห็นตรงกัน นอกจากนี้ ยังอาจส่งผลต่อความสัมพันธ์ทางการค้าและการท่องเที่ยวบริเวณชายแดน

จากมุมมองของผู้เขียน การตัดสินใจยกเลิก MOU 44 ถือเป็นก้าวสำคัญในการแก้ปัญหายั่งยืน หากรัฐบาลไทยเตรียมข้อมูลและกลยุทธ์การเจรจาที่ดี ก็มีโอกาสประสบความสำเร็จสูง โดยไม่กระทบภาพลักษณ์ในเวทีโลก

คำแนะนำ: ติดตามข่าวสารจากกระทรวงการต่างประเทศไทยอย่างใกล้ชิด และแสดงความคิดเห็นของคุณในช่องคอมเมนต์ด้านล่างว่า สนับสนุนการยกเลิก MOU 44 หรือไม่ เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองกัน

ที่มา – เลขาธิการฯกฤษฎีกา แจงปมยกเลิก MOU 44 ทำได้หากไม่กระทบกฎหมายระหว่างประเทศ

กฤษฎีกาเลี่ยงตอบอำนาจยุบสภาของรัฐบาลรักษาการ

เลขาธิการกฤษฎีกาเลี่ยงตอบเรื่องอำนาจยุบสภาของรัฐบาลรักษาการ ย้ำว่าเป็นอำนาจเฉพาะตัวของนายกรัฐมนตรี ชี้หากมีปัญหาให้ยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความ

วันที่ 2 กันยายน 2568 นายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา หลีกเลี่ยงที่จะให้ความเห็นอย่างชัดเจนถึงอำนาจของรัฐบาลรักษาการในการยุบสภาของรัฐบาลรักษาการ โดยให้เหตุผลว่าประเด็นนี้สร้างความสับสนและตนไม่อยากพูดอะไรไปมากกว่านี้ อย่างไรก็ตามยังคงยืนยันในความเห็นเดิมว่า การยุบสภาเป็นอำนาจเฉพาะตัวของนายกรัฐมนตรีปกติเท่านั้น

เมื่อถูกถามว่าหากรัฐบาลรักษาการตัดสินใจยุบสภาจะมีความผิดหรือไม่ นายปกรณ์กล่าวว่า เป็นเรื่องที่ยังไม่เกิดขึ้นจึงไม่ขอคาดเดา แต่หากเกิดปัญหาขึ้นจริงก็จะเป็นอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญในการตีความตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งประชาชนทั่วไปไม่น่าจะมีสิทธิยื่นเรื่องได้

ส่วนกรณีที่มีความเห็นแตกต่างทางวิชาการ นายปกรณ์กล่าวว่า รัฐบาลต้องพิจารณาตามความเหมาะสม แต่เขายืนยันว่าได้ให้ความเห็นตามหลักการไปแล้ว และเรื่องยังไม่เกิดจึงยังไม่ขอตอบในประเด็นอื่นๆ ที่อาจทำให้เกิดความขัดแย้งกับนักวิชาการอีก

กฤษฎีกาเลี่ยงตอบอำนาจยุบสภาของรัฐบาลรักษาการ

ประเด็นเรื่องอำนาจยุบสภาของรัฐบาลรักษาการ กลายเป็นที่จับตามองของหลายฝ่าย เนื่องจากมีความไม่ชัดเจนในข้อกฎหมายและรัฐธรรมนูญ ทำให้เกิดคำถามว่า รัฐบาลรักษาการสามารถใช้อำนาจนี้ได้หรือไม่ และหากใช้ไปแล้วจะชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

ความเห็นของเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาที่ออกมาในลักษณะดังกล่าว ยิ่งทำให้ประเด็นนี้มีความคลุมเครือมากยิ่งขึ้น แม้จะยืนยันว่าเป็นอำนาจเฉพาะตัวของนายกรัฐมนตรี แต่ก็ไม่ได้ให้ความชัดเจนว่าหมายถึงนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งเท่านั้นหรือไม่

สิ่งที่ต้องพิจารณาเกี่ยวกับอำนาจยุบสภา

เพื่อให้เข้าใจประเด็นนี้มากยิ่งขึ้น เราลองมาพิจารณาถึงสิ่งที่ต้องคำนึงถึงเกี่ยวกับอำนาจยุบสภา:

  • อำนาจเฉพาะตัว: การยุบสภาเป็นอำนาจที่สำคัญ และส่งผลกระทบต่อการเมืองในภาพรวม
  • สถานะรัฐบาล: รัฐบาลรักษาการมีอำนาจจำกัดกว่ารัฐบาลปกติ
  • การตีความกฎหมาย: การตีความรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้องมีความสำคัญอย่างยิ่ง

ความเห็นของนักวิชาการ

ไม่ใช่แค่เพียงนักกฎหมายเท่านั้นที่ออกมาให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์หลายท่านก็ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นที่แตกต่างกันออกไป บางท่านเห็นว่ารัฐบาลรักษาการไม่ควรใช้อำนาจยุบสภา เนื่องจากเป็นรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งโดยตรง และควรปล่อยให้เป็นหน้าที่ของรัฐบาลใหม่ที่มาจากการเลือกตั้ง

ในขณะที่บางท่านเห็นว่า หากมีเหตุจำเป็น รัฐบาลรักษาการก็สามารถใช้อำนาจยุบสภาได้ แต่ต้องเป็นไปตามเงื่อนไขและข้อจำกัดที่กฎหมายกำหนด

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

หากรัฐบาลรักษาการตัดสินใจยุบสภา ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นมีดังนี้:

  • ความไม่แน่นอนทางการเมือง: การยุบสภาจะนำไปสู่การเลือกตั้งใหม่ ซึ่งอาจทำให้เกิดความไม่แน่นอนทางการเมือง
  • ความขัดแย้งทางกฎหมาย: อาจมีการยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้ตีความว่าการยุบสภาชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
  • ความเชื่อมั่นของประชาชน: การตัดสินใจยุบสภาอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อรัฐบาล

อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจว่าจะยุบสภาหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง และรัฐบาลรักษาการจะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

ประเด็นอำนาจยุบสภาของรัฐบาลรักษาการ ยังคงเป็นที่ถกเถียงกันในวงกว้าง ซึ่งต้องรอติดตามกันต่อไปว่าท้ายที่สุดแล้วเรื่องนี้จะจบลงอย่างไร และศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยออกมาในทิศทางใด

ที่มา – กฤษฎีกาเลี่ยงตอบอำนาจยุบสภาของรัฐบาลรักษาการ ย้ำเป็นอำนาจเฉพาะตัวนายกฯ

Scroll to top