เลขาธิการนายกรัฐมนตรี

มติครม. ตั้ง “ไตรศุลี” เลขาฯ นายกฯ “ลลิดา” รองโฆษก

วันนี้เรามีข่าวการเมืองร้อนๆ มาอัปเดตกันกับ มติครม. ตั้ง “ไตรศุลี” เลขาฯ นายกฯ “ลลิดา” นั่งรองโฆษกรัฐบาลอีกสมัย ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงสำคัญในสำนักนายกรัฐมนตรี ที่สะท้อนถึงการปรับโครงสร้างทีมงานของรัฐบาลเพื่อความมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

มติครม. ตั้ง “ไตรศุลี” เลขาฯ นายกฯ “ลลิดา” นั่งรองโฆษกรัฐบาลอีกสมัย

วันที่ 11 เมษายน 2567 (ตามข้อมูลข่าว) คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติเห็นชอบแต่งตั้งข้าราชการการเมืองตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอ โดยมีรายละเอียดดังนี้ นางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล ซึ่งเดิมเป็น ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อจากพรรคภูมิใจไทย ได้ยื่นลาออกจากตำแหน่ง ส.ส. เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพื่อมารับตำแหน่งเลขาธิการนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ตำแหน่งนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญในการประสานงานระหว่างนายกรัฐมนตรีกับหน่วยงานต่างๆ

นอกจากนี้ ยังมีการแต่งตั้งนางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา ให้ดำรงตำแหน่งรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี อีกสมัย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความไว้วางใจจากฝ่ายรัฐบาลในความสามารถของเธอที่เคยปฏิบัติหน้าที่มาแล้ว สำหรับบุคคลอื่นๆ อย่างนางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ และร.อ.หญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบคุณสมบัติ เพื่อเตรียมเสนอชื่อในตำแหน่งรองโฆษกอีกสองตำแหน่ง

รายละเอียดมติครม. ตั้ง “ไตรศุลี” เลขาฯ นายกฯ “ลลิดา” นั่งรองโฆษกรัฐบาลอีกสมัย

การประชุมครม. ครั้งที่ 1/2567 เมื่อเวลา 10.42 น. นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้แถลงอย่างเป็นทางการ โดยมติครม. อนุมัติ 2 ตำแหน่งหลัก ได้แก่

  • นางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล ดำรงตำแหน่ง เลขาธิการนายกรัฐมนตรี
  • นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา ดำรงตำแหน่ง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

ทั้งสองตำแหน่งมีผลตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2567 เป็นต้นไป นี่คือก้าวสำคัญที่ช่วยเสริมทีมงานให้แข็งแกร่ง โดยเฉพาะในช่วงที่รัฐบาลกำลังเผชิญกับความท้าทายต่างๆ ทั้งเศรษฐกิจและการเมือง

มาทำความรู้จักบุคคลเหล่านี้กันสักหน่อย นางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล เป็นนักการเมืองรุ่นใหม่จากพรรคภูมิใจไทย มีประสบการณ์ในการทำงานด้านสื่อสารมวลชนมาก่อน ทำให้เหมาะสมกับตำแหน่งที่ต้องประสานงานหลากหลาย ส่วนนางสาวลลิดา มีความชำนาญในการสื่อสารนโยบายรัฐบาลสู่ประชาชน ทำให้ได้รับการต่อยอดในตำแหน่งเดิม

ความสำคัญของการแต่งตั้งนี้ต่อรัฐบาล

มติครม. ตั้ง “ไตรศุลี” เลขาฯ นายกฯ “ลลิดา” นั่งรองโฆษกรัฐบาลอีกสมัย ไม่ใช่แค่การย้ายคน แต่เป็นกลยุทธ์ในการเสริมศักยภาพการสื่อสารและการบริหารของรัฐบาล โดยเฉพาะเลขาธิการนายกรัฐมนตรีที่ต้องรับผิดชอบเรื่องสำคัญ เช่น การร่างนโยบาย การประชุมครม. และการติดตามผลงาน รองโฆษกก็มีบทบาทสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจนโยบายชัดเจน

ในบริบทการเมืองปัจจุบันที่พรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำรัฐบาล การดึง ส.ส. จากพรรคมาเสริมทีมนี้ ช่วยสร้างความสมดุลระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล และเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับการทำงาน หากพลอยทะเลและภัทร์ดารัสมิ์ผ่านการตรวจสอบ ก็จะยิ่งทำให้ทีมโฆษกครบถ้วนสมบูรณ์

จากมุมมองผู้วิเคราะห์ การแต่งตั้งนี้คาดว่าจะช่วยให้รัฐบาลสื่อสารได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะในยุคดิจิทัลที่ข่าวสารแพร่กระจายไว ช่วยลดช่องว่างระหว่างรัฐบาลกับประชาชน

อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามว่าการปรับทีมนี้จะส่งผลต่อนโยบายหลัก เช่น เศรษฐกิจดิจิทัลหรือการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำอย่างไรบ้าง

สรุปแล้ว มติครม. ตั้ง “ไตรศุลี” เลขาฯ นายกฯ “ลลิดา” นั่งรองโฆษกรัฐบาลอีกสมัย เป็นสัญญาณบวกของรัฐบาลที่มุ่งมั่นปรับตัวเพื่อประชาชน หากคุณสนใจข่าวการเมืองอัปเดต ติดตามบล็อกของเราเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ และแชร์ความเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลย!

ที่มา – มติครม. ตั้ง “ไตรศุลี” เลขาฯ นายกฯ “ลลิดา” นั่งรองโฆษกรัฐบาลอีกสมัย

ด่วน! เลขาฯ นายกฯ แจ้ง คน อ.กันทรลักษ์ อพยพ

สถานการณ์ตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ส่งผลให้ นางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ออกมาโพสต์แจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ให้เตรียมพร้อมสำหรับการอพยพออกจากพื้นที่อย่างเร่งด่วน หลังจากเกิดเหตุปะทะระหว่างทหารไทยและกัมพูชา

เลขาฯ นายกฯ แจ้ง คน อ.กันทรลักษ์ อพยพ

เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2568 เลขาธิการนายกรัฐมนตรีได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยระบุข้อความสั้นๆ ว่า “ด่วน! กันทรลักษ์บ้านเรา กองทัพแจ้งให้อพยพนะคะ” ข้อความดังกล่าวสร้างความตื่นตระหนกให้กับประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นการแจ้งเตือนที่ค่อนข้างกระทันหันและบ่งชี้ถึงสถานการณ์ที่น่ากังวล

สาเหตุของการแจ้งเตือนดังกล่าว สืบเนื่องมาจากเหตุการณ์ปะทะกันระหว่างทหารไทยและทหารกัมพูชา บริเวณ ภูผาเหล็ก-พลาญหินแปดก้อน จังหวัดศรีสะเกษ การปะทะดังกล่าวส่งผลให้มีกำลังพลได้รับบาดเจ็บจำนวน 2 นาย ได้แก่

  • ส.อ. อนุชาติ เรือนคำ (ป.6 พัน.6) ถูกยิงที่ขา
  • พลฯ พรชัย จำปาจุม (ร.6 พัน.3) ถูกยิงใส่เสื้อเกราะบริเวณหน้าอก มีรอยฟกช้ำ แน่นหน้าอก

ปัจจุบัน กำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บทั้งสองนาย อยู่ระหว่างการเดินทางไปรับการรักษาที่ รพ.สต.โดนเอาว์ และจะถูกส่งต่อไปยังโรงพยาบาลกันทรลักษ์ เพื่อทำการรักษาอย่างละเอียดต่อไป

ด้าน พล.ท.วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมพร้อมรับสถานการณ์อย่างเต็มรูปแบบ และให้ปฏิบัติตามกฎของการปะทะอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันการสูญเสียที่อาจเกิดขึ้น

สถานการณ์ชายแดนยังคงน่าเป็นห่วง เลขาฯ นายกฯ แจ้ง คน อ.กันทรลักษ์ อพยพ

สถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชายังคงมีความตึงเครียดอย่างต่อเนื่อง แม้ว่ายังไม่มีรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับสาเหตุของการปะทะในครั้งนี้ แต่การแจ้งเตือนให้ประชาชนใน อ.กันทรลักษ์ อพยพออกจากพื้นที่ แสดงให้เห็นถึงความรุนแรงของสถานการณ์และความจำเป็นในการรักษาความปลอดภัยของประชาชนเป็นอันดับแรก

ขอให้ประชาชนในพื้นที่ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และปฏิบัติตามคำแนะนำของหน่วยงานราชการอย่างเคร่งครัด เพื่อความปลอดภัยของตนเองและครอบครัว หากมีความคืบหน้าเกี่ยวกับสถานการณ์ดังกล่าว จะมีการแจ้งให้ทราบต่อไป สำหรับประชาชนที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัย ควรเตรียมพร้อมสำหรับการอพยพฉุกเฉิน โดยจัดเตรียมสิ่งของจำเป็น เช่น น้ำดื่ม อาหารแห้ง ยาประจำตัว เอกสารสำคัญ และอุปกรณ์สื่อสาร ให้พร้อมใช้งานอยู่เสมอ

การที่เลขาฯ นายกฯ แจ้ง คน อ.กันทรลักษ์ อพยพ สะท้อนให้เห็นถึงความรวดเร็วในการตอบสนองต่อสถานการณ์ฉุกเฉิน อย่างไรก็ตาม การสื่อสารที่ชัดเจนและต่อเนื่องจากภาครัฐ จะช่วยลดความตื่นตระหนกและสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้แก่ประชาชนได้

สำหรับประชาชนที่ต้องการให้ความช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ สามารถติดต่อหน่วยงานราชการในพื้นที่ เพื่อสอบถามข้อมูลและวิธีการให้ความช่วยเหลือที่เหมาะสมได้

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าความขัดแย้งและสถานการณ์ที่ไม่คาดฝันสามารถเกิดขึ้นได้เสมอ การเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ทุกคนควรให้ความสำคัญ

เลขาฯ นายกฯ แจ้ง คน อ.กันทรลักษ์ อพยพ ถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนถึงความจำเป็นในการระมัดระวังและเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

ที่มา – เลขาฯ นายกฯ โพสต์แจ้งคน อ.กันทรลักษ์ อพยพออกจากพื้นที่ด่วน

นายกฯ แค่ขอความร่วมมือ ปรับกิจกรรมรื่นเริง

นายกฯ ไม่ได้สั่งห้ามหรือระงับกิจกรรมรื่นเริง แค่ขอความร่วมมือปรับรูปแบบให้เหมาะสม

เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ชี้แจง ครม. ไม่มีมติห้ามเอกชนงดจัดกิจกรรมรื่นเริง นายกฯ แค่ขอความร่วมมือให้พิจารณาปรับรูปแบบให้เหมาะสมกับบรรยากาศแห่งการไว้อาลัย

วันที่ 25 ตุลาคม 2568 เมื่อเวลา 13.10 น. น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ตามที่มีการเผยแพร่ข่าวว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษ เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2568 ซึ่งมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธาน ได้มีมติให้ภาคเอกชนงดกิจกรรมรื่นเริงเป็นเวลา 30 วัน นั้น ไม่เป็นความจริง

การประชุม ครม. ดังกล่าว เป็นการประชุมเพื่อรับทราบ ประกาศสำนักพระราชวัง เรื่อง สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สวรรคต และพิจารณาแนวทางการดำเนินการไว้ทุกข์ของส่วนราชการ โดยมีมติให้ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ และเจ้าหน้าที่ของรัฐไว้ทุกข์มีกำหนด 1 ปี และให้สถานที่ราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ และสถานศึกษาทุกแห่ง ลดธงครึ่งเสาเป็นเวลา 30 วัน ตั้งแต่วันที่ 25 ต.ค. 68 เป็นต้นไป

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีได้กล่าวในที่ประชุมและในแถลงการณ์ว่า รัฐบาลขอความร่วมมือ ให้พี่น้องประชาชนและภาคเอกชน พิจารณาปรับรูปแบบการจัดกิจกรรมต่าง ๆ ให้เหมาะสมกับบรรยากาศแห่งความอาลัย โดยมิได้มีคำสั่งห้ามหรือมติให้ระงับกิจกรรมใดเป็นการเฉพาะ เรื่องนี้จึงเป็นเพียงการขอความร่วมมือในการปรับรูปแบบกิจกรรมให้เหมาะสม ซึ่งสอดคล้องกับช่วงเวลา

“รัฐบาลมีความเข้าใจว่าภาคธุรกิจบันเทิง การท่องเที่ยว และการบริการมีการวางแผนกิจกรรมล่วงหน้าไว้แล้ว จึงขอให้ใช้ดุลยพินิจ ปรับรูปแบบให้เหมาะสม และสมพระเกียรติ เพื่อแสดงออกถึงความเคารพและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระพันปีหลวง” น.ส.ไตรศุลี กล่าว

น.ส.ไตรศุลี กล่าวว่า สิ่งที่นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำคือ การร่วมแสดงความอาลัยด้วยจิตสำนึกแห่งความรัก ความเคารพ และความสามัคคีของคนไทยทั้งชาติ โดยรัฐบาลไม่ได้มีเจตนาจะจำกัดเสรีภาพทางเศรษฐกิจหรือกิจกรรมทางสังคมของเอกชนแต่อย่างใด ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนรับฟังข้อมูลจากแหล่งข่าวทางการของรัฐบาล และอย่าหลงเชื่อข้อมูลที่คลาดเคลื่อน เพราะเจตนารมณ์ของนายกรัฐมนตรีคือให้คนไทยทุกคนร่วมไว้อาลัยด้วยหัวใจ

“รัฐบาลขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนชาวไทย ร่วมตั้งจิตภาวนา แสดงความอาลัยแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ขอให้ดวงพระวิญญาณของพระองค์สถิตในสรวงสวรรค์ และทรงอภิบาลคุ้มครองพสกนิกรชาวไทยให้มีความผาสุกร่มเย็นภายใต้ร่มพระบารมีตลอดไป” น.ส.ไตรศุลี กล่าว

สรุป: นายกฯ ขอความร่วมมือปรับกิจกรรมรื่นเริง

จากข่าวนี้ เราได้เห็นชัดเจนว่ารัฐบาลไม่ได้มีคำสั่งห้ามหรือระงับกิจกรรมรื่นเริง แต่เป็นการขอความร่วมมือในการปรับรูปแบบกิจกรรมให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยเน้นย้ำให้ภาคเอกชนและประชาชนร่วมกันพิจารณาถึงความเหมาะสมในการจัดงานต่างๆ รัฐบาลเข้าใจดีว่าหลายภาคส่วนได้วางแผนงานไว้ล่วงหน้าแล้ว จึงไม่ได้ต้องการที่จะยกเลิกกิจกรรมเหล่านั้น แต่ต้องการให้ปรับเปลี่ยนให้เข้ากับบรรยากาศที่เหมาะสม

การปรับกิจกรรมรื่นเริงให้เข้ากับสถานการณ์ ไม่ได้หมายความว่าจะต้องยกเลิกความสนุกสนานทั้งหมด แต่เป็นการปรับรูปแบบให้มีความเหมาะสมและให้เกียรติกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ตัวอย่างเช่น การลดทอนความครึกครื้นลงเล็กน้อย การเพิ่มกิจกรรมที่แสดงความเคารพ หรือการปรับเปลี่ยนเนื้อหาของกิจกรรมให้สอดคล้องกับบรรยากาศ

การที่นายกฯ ไม่ได้สั่งห้ามหรือระงับกิจกรรมรื่นเริง แค่ขอความร่วมมือปรับรูปแบบให้เหมาะสม นั้นแสดงให้เห็นถึงความเข้าใจของรัฐบาลที่มีต่อภาคธุรกิจต่างๆ และความต้องการที่จะรักษาสมดุลระหว่างการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการแสดงความเคารพต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

ดังนั้น สิ่งสำคัญคือการที่ทุกภาคส่วนร่วมมือกันพิจารณาและปรับเปลี่ยนรูปแบบกิจกรรมให้เหมาะสม เพื่อให้สามารถดำเนินกิจกรรมต่างๆ ต่อไปได้โดยไม่ขัดต่อความรู้สึกของสังคม และเป็นการแสดงออกถึงความรับผิดชอบร่วมกันในสถานการณ์เช่นนี้

การร่วมมือกันในครั้งนี้จะเป็นการแสดงออกถึงความสามัคคีของคนในชาติ และเป็นการส่งเสริมให้สังคมไทยก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปด้วยกัน การปรับเปลี่ยนกิจกรรมให้เหมาะสมจึงเป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญและร่วมมือกันอย่างเต็มที่

ที่มา – นายกฯ ไม่ได้สั่งห้ามหรือระงับกิจกรรมรื่นเริง แค่ขอความร่วมมือปรับรูปแบบให้เหมาะสม

เลขาธิการนายกฯ ชม สีหศักดิ์ ปกป้องเกียรติภูมิไทย

เลขาธิการนายกฯ ชม “สีหศักดิ์” ปกป้องเกียรติภูมิไทยในเวทีโลกอย่างสมศักดิ์ศรี

ในโลกการเมืองและการทูตที่เต็มไปด้วยความท้าทาย การแสดงออกถึงความเด็ดเดี่ยวและชาญฉลาดของผู้นำไทยในเวทีระหว่างประเทศถือเป็นเรื่องที่น่าภูมิใจยิ่งนัก ล่าสุด น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาแสดงความชื่นชมต่อ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไทย ในการปฏิบัติหน้าที่ที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UNGA) ซึ่งเป็นเวทีสำคัญของโลก โดยเฉพาะการปรับถ้อยแถลงเกี่ยวกับประเด็นกัมพูชาอย่างกะทันหันก่อนขึ้นกล่าวสุนทรพจน์

เลขาธิการนายกฯ ชม “สีหศักดิ์” ปกป้องเกียรติภูมิไทยในเวทีโลกอย่างสมศักดิ์ศรี

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อเวลา 15.59 น. ของวันที่ 28 กันยายน 2568 โดยน.ส.ไตรศุลีได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊กส่วนตัว เพื่อยกย่องการแสดงชั้นเชิงทางการทูตของนายสีหศักดิ์ ที่ไม่เคยน้อยหน้าใครในการปกป้องผลประโยชน์ของชาติ การที่รัฐมนตรีต่างประเทศไทยปรับแก้ถ้อยแถลงให้เข้มข้นขึ้นก่อนขึ้นเวที UNGA แสดงให้เห็นถึงความรวดเร็วและความแม่นยำในการตอบโต้ประเด็น敏感 โดยเฉพาะข้อกล่าวหาจากทางกัมพูชาเกี่ยวกับพรมแดนและความขัดแย้ง

น.ส.ไตรศุลีระบุว่า การโต้ตอบของนายสีหศักดิ์นั้นทรงพลังและตรงไปตรงมา โดยชี้แจงว่าผู้ที่ได้รับผลกระทบที่แท้จริงคือทหารไทยที่สูญเสียขาจากทุ่นระเบิด เด็กนักเรียนในโรงเรียนที่ถูกโจมตี และประชาชนไทยผู้บริสุทธิ์ที่ตกเป็นเหยื่อจากเหตุการณ์ดังกล่าว ถ้อยแถลงนี้ไม่เพียงแต่ให้ความจริงต่อนานาชาติเท่านั้น แต่ยังปกป้องเกียรติภูมิของประเทศไทยในเวทีโลกได้อย่างสมศักดิ์ศรี ทำให้ไทยดูแข็งแกร่งและน่าเชื่อถือยิ่งขึ้น

สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไทย

ชั้นเชิงการทูตไทยที่ไม่เคยน้อยหน้า

การกระทำของนายสีหศักดิ์ในครั้งนี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการทูตไทยสมัยใหม่ ที่ผสมผสานระหว่างความเข้มแข็งและความชาญฉลาด ในขณะที่ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นประเด็นร้อน รัฐมนตรีได้ใช้โอกาสใน UNGA เพื่อนำเสนอมุมมองของไทยให้โลกได้รับรู้ โดยไม่ยอมให้ข้อกล่าวอ้างที่บิดเบือนมาทำลายภาพลักษณ์ของเรา ลองนึกภาพดูสิครับ ถ้าเราเงียบหรือยอมตาม การปกป้องเกียรติภูมิไทยในเวทีโลกอย่างสมศักดิ์ศรีแบบนี้คงไม่เกิดขึ้น

จากประสบการณ์ในอดีต การทูตไทยมักถูกมองว่าใจเย็นและสมดุล แต่ครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความเด็ดขาดที่จำเป็น โดยเฉพาะในยุคที่ข้อมูลแพร่กระจายรวดเร็วผ่านสื่อสังคมออนไลน์ การมีผู้นำที่กล้าพูดและกล้าปกป้องจึงเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง นอกจากนี้ ยังช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนไทยที่ติดตามข่าวสารเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

  • การปรับถ้อยแถลงกะทันหัน: แสดงถึงความยืดหยุ่นและการเตรียมพร้อมของทีมทูตไทย
  • การชี้แจงข้อเท็จจริง: เน้นย้ำถึงความสูญเสียของไทยจากเหตุการณ์ชายแดน
  • ผลกระทบต่อภาพลักษณ์: ทำให้ไทยได้รับการยอมรับในเวทีโลกมากขึ้น

ไม่เพียงเท่านั้น ถ้อยแถลงนี้ยังช่วยกระตุ้นให้ชาติต่างๆ หันมาสนใจปัญหาพรมแดนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยไทยได้นำเสนอตัวอย่างของความยุติธรรมและสันติภาพ หากคุณสนใจรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถอ่านถ้อยแถลงเต็มของไทยในเวที UNGAได้เลยครับ

ในมุมมองของผม การปกป้องเกียรติภูมิไทยในเวทีโลกอย่างสมศักดิ์ศรีแบบนี้ไม่ใช่แค่ชัยชนะทางการทูต แต่ยังเป็นแรงบันดาลใจให้คนไทยรุ่นใหม่หันมาสนใจเรื่องการต่างประเทศไทยมากขึ้น หากเรามีผู้นำที่เด็ดเดี่ยวแบบนี้ อนาคตของชาติย่อมสดใส ลองแชร์ความคิดเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่างว่าคุณคิดอย่างไรกับเหตุการณ์นี้ และติดตามข่าวสารการเมืองไทยที่นี่เพื่อไม่พลาดอัปเดตสำคัญ

ที่มา – เลขาธิการนายกฯ ชม “สีหศักดิ์” ปกป้องเกียรติภูมิไทยในเวทีโลกอย่างสมศักดิ์ศรี

ครม. ตั้ง “ไตรศุลี ไตรสรณกุล” เลขาธิการนายกฯ

“ครม.อนุทิน” นัดพิเศษ มีมติแต่งตั้ง “กวาง ไตรศุลี ไตรสรณกุล” เป็น “เลขาธิการนายกรัฐมนตรี” ที่อายุน้อยที่สุดแล้ว

วันที่ 24 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษ โดยมี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุม โดยคณะรัฐมนตรีมีมติแต่งตั้งให้ นางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล เป็นเลขาธิการนายกรัฐมนตรี หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “นายกฯ น้อย” ถือเป็นตำแหน่งสำคัญที่ต้องคอยสนับสนุนการทำงานของนายกรัฐมนตรี รวมถึงการบริหารจัดการงานทั่วไป และประสานงานให้กับนายกรัฐมนตรีโดยตรง นอกจากนี้ ยังเป็นตำแหน่งที่จะต้องรวบรวมวิเคราะห์ และกลั่นกรองข้อมูลต่างๆ เพื่อนำเสนอความเห็นประกอบการพิจารณา และการสั่งการของนายกรัฐมนตรี

การตัดสินใจของ ครม. ในการแต่งตั้ง “ไตรศุลี ไตรสรณกุล” เป็น “เลขาธิการนายกรัฐมนตรี” สร้างความฮือฮาในวงการการเมืองไม่น้อย หลายคนจับตามองถึงบทบาทและทิศทางการทำงานของเธอในตำแหน่งสำคัญนี้ เนื่องจากประสบการณ์ที่ผ่านมาของเธอส่วนใหญ่อยู่ในบทบาทของการเป็นโฆษกและเลขานุการรัฐมนตรี

อย่างไรก็ตาม นางสาวไตรศุลี ถือเป็นผู้ที่รับตำแหน่งเลขาธิการนายกรัฐมนตรีที่อายุน้อยที่สุด ปัจจุบัน นางสาวไตรศุลี อายุ 35 ปี และเป็นลูกสาวของนายวิชิต ไตรสรณกุล นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดศรีสะเกษ เคยดำรงตำแหน่งรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในสมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี ต่อมาได้ดำรงตำแหน่ง เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และโฆษกกระทรวงมหาดไทย ในรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน และนางสาวแพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

เส้นทางการเมืองของนางสาวไตรศุลีนั้นน่าสนใจอย่างยิ่ง จากการเป็นรองโฆษกรัฐบาล สู่เลขานุการรัฐมนตรี และในที่สุดก็ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งเลขาธิการนายกรัฐมนตรี การเปลี่ยนแปลงนี้แสดงให้เห็นถึงความสามารถและการยอมรับที่เธอได้รับจากผู้บริหารประเทศ

ครม.นัดพิเศษ ตั้ง “ไตรศุลี ไตรสรณกุล” เป็น “เลขาธิการนายกรัฐมนตรี” แล้ว

การแต่งตั้งครั้งนี้นำมาซึ่งคำถามมากมายเกี่ยวกับความเหมาะสมและศักยภาพของคนรุ่นใหม่ในการบริหารประเทศ หลายฝ่ายมองว่าการที่รัฐบาลกล้าให้โอกาสคนหนุ่มสาวเข้ามามีบทบาทสำคัญนั้นเป็นสัญญาณที่ดีของการเปลี่ยนแปลงและการเปิดรับแนวคิดใหม่ๆ

ความท้าทายของ “ไตรศุลี ไตรสรณกุล” ในตำแหน่งเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

ตำแหน่งเลขาธิการนายกรัฐมนตรีนั้นเต็มไปด้วยความท้าทายและความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่ นางสาวไตรศุลีจะต้องพิสูจน์ให้เห็นว่าเธอมีความสามารถในการบริหารจัดการงานต่างๆ อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ ได้อย่างราบรื่น และสามารถให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์ต่อนายกรัฐมนตรีได้

นอกจากนี้ เธอยังต้องเผชิญกับแรงกดดันและความคาดหวังจากสังคมที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงและความก้าวหน้าในการบริหารประเทศ การรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและการตอบสนองต่อปัญหาต่างๆ อย่างรวดเร็วและตรงจุดจะเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

  • การบริหารจัดการงานทั่วไปของสำนักนายกรัฐมนตรี
  • การประสานงานกับหน่วยงานราชการต่างๆ
  • การรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อประกอบการตัดสินใจของนายกรัฐมนตรี
  • การให้คำปรึกษาและข้อเสนอแนะแก่นายกรัฐมนตรี
  • การติดตามและประเมินผลการดำเนินงานของรัฐบาล

การที่นางสาวไตรศุลีได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการนายกรัฐมนตรีนั้น อาจเป็นเพราะวิสัยทัศน์และความสามารถในการสื่อสารของเธอที่เป็นที่ประจักษ์ อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของเธอในตำแหน่งนี้ขึ้นอยู่กับความสามารถในการทำงานร่วมกับทีมงาน การรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่าง และการตัดสินใจที่ถูกต้องในช่วงเวลาที่สำคัญ

การแต่งตั้ง “ไตรศุลี ไตรสรณกุล” เป็น “เลขาธิการนายกรัฐมนตรี” ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของการเมืองไทยที่เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้เข้ามามีบทบาทในการบริหารประเทศมากขึ้น หวังว่าเธอจะสามารถใช้ความรู้ความสามารถที่มีอยู่ในการพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้าต่อไป

ที่มา – ประวัติ “ไตรศุลี ไตรสรณกุล” อดีตรองโฆษกรัฐบาล สู่เลขาธิการนายกฯ “อนุทิน”

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นที่รัฐบาลมีต่อคนรุ่นใหม่และการเปิดโอกาสให้พวกเขาได้แสดงศักยภาพอย่างเต็มที่ อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของนางสาวไตรศุลีขึ้นอยู่กับความสามารถในการบริหารจัดการ การประสานงาน และการตัดสินใจที่ถูกต้องในช่วงเวลาที่สำคัญ หวังว่าเธอจะสามารถนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองได้

ที่มา – ครม.นัดพิเศษ ตั้ง “ไตรศุลี ไตรสรณกุล” เป็น “เลขาธิการนายกรัฐมนตรี” แล้ว

“ครม.อนุทิน” ถ่ายภาพหมู่ ก่อนถวายสัตย์ฯ และประชุม

เปิดภาพหมู่ “ครม.อนุทิน 1” หน้าตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล บรรยากาศชื่นมื่น ก่อนเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ และกลับมาประชุม ครม.นัดพิเศษ เตรียมแถลงนโยบายต่อรัฐสภา จ่อตั้ง “ไตรศุลี” เป็นเลขาธิการนายกฯ

เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาล ในช่วงเวลาประมาณ 15.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี นำคณะรัฐมนตรี (ครม.) รวม 36 ท่าน ถ่ายภาพหมู่ร่วมกันที่บริเวณด้านหน้าสนามหญ้าหน้าตึกไทยคู่ฟ้า ซึ่งเป็นภาพที่แสดงถึงความพร้อมเพรียงและความสามัคคีของคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ก่อนที่จะเข้าสู่พิธีสำคัญ

การถ่ายภาพหมู่ของ “ครม.อนุทิน” ครั้งนี้ ถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่สำคัญในการเริ่มต้นวาระการทำงานของคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ เพื่อเป็นการแสดงออกถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันและความมุ่งมั่นที่จะทำงานร่วมกันเพื่อประเทศชาติและประชาชน

จากด้านซ้ายแถวล่างเริ่มด้วย นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม, นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา, พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม, นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

ต่อด้วย ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์, ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย, นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ถัดไปด้านขวาคือ นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี, นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, นายสันติ ปิยะทัต รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ, นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

แถวบนจากด้านซ้าย เริ่มด้วย จ่าเอกยศสิงห์ เหลี่ยมเลิศ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม, นายองอาจ วงษ์ประยูร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย, น.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม, นายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์, พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม,

นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข, น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม, พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม, นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน, นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์, น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน

นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม, นายวรภัค ธันยาวงษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคลัง, นายทรงศักดิ์ ทองศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย, น.ส.ศศิธร กิตติธรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย, นายวรโชติ สุคนธ์ขจร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข

ทั้งนี้ ภายหลัง ครม. ถ่ายภาพหมู่เสร็จสิ้น นายกรัฐมนตรี ได้นำคณะเดินไปยังตึกบัญชาการ 1 เพื่อรวมตัวกันที่ห้องประชุม 501 รอเวลาไปเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณ ที่พระที่นั่งอัมพรสถานในเวลา 18.00 น. จากนั้นนายกรัฐมนตรีจะนำประชุม ครม.นัดพิเศษ ซึ่งเป็นการประชุม ครม. ครั้งแรกของรัฐบาลอนุทิน โดยมีวาระสำคัญที่จะมีการเสนอให้ ครม. เห็นชอบ คือร่างนโยบายของ ครม. ที่จะแถลงต่อรัฐสภา รวมถึงการแบ่งงานรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และเสนอแต่งตั้ง น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล เป็นเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ส่วนการแต่งตั้งข้าราชการทางการเมืองจะมีการแต่งตั้งในการประชุม ครม. ครั้งถัดไป.

“ครม.อนุทิน” ถ่ายภาพหมู่หน้าตึกไทยคู่ฟ้า ก่อนถวายสัตย์ฯ ต่อด้วยประชุม ครม.นัดพิเศษ

การประชุม “ครม.อนุทิน” นัดพิเศษครั้งนี้ มีวาระสำคัญหลายประการที่ต้องพิจารณา รวมถึงการกำหนดนโยบายของรัฐบาลและการแบ่งงานความรับผิดชอบให้กับรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดินเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

ความสำคัญของการถ่ายภาพหมู่ “ครม.อนุทิน”

การถ่ายภาพหมู่ของคณะรัฐมนตรีชุดใหม่มีความสำคัญในเชิงสัญลักษณ์ เนื่องจากเป็นการประกาศให้ประชาชนได้รับทราบถึงโฉมหน้าของคณะรัฐมนตรี รวมถึงเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับผู้ที่ปฏิบัติงานในส่วนราชการต่างๆ

การทำงานร่วมกันของ “ครม.อนุทิน” จึงเป็นสิ่งที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง ว่าจะสามารถนำพาประเทศชาติไปในทิศทางใด และจะสามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ได้อย่างไร

การมีส่วนร่วมของประชาชนในการติดตามการทำงานของรัฐบาลชุดใหม่จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและตรวจสอบได้ในการบริหารราชการแผ่นดิน

ที่มา – “ครม.อนุทิน” ถ่ายภาพหมู่หน้าตึกไทยคู่ฟ้า ก่อนถวายสัตย์ฯ ต่อด้วยประชุม ครม.นัดพิเศษ

“หมอมิ้ง” ยันส่งคำแถลงปิดคดีนายกฯ วันนี้ กำลังพิจารณา “อิ๊งค์” ฟังวินิจฉัยเองหรือไม่

“หมอพรหมินทร์” เลขาธิการนายกฯ เผย พร้อมส่งคำแถลงปิดคดีคลิปเสียงวันนี้ แจงอยู่ระหว่างพิจารณา “แพทองธาร” ไปฟังคำวินิจฉัยด้วยตัวเองหรือไม่

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 25 สิงหาคม 2568 นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงความคืบหน้าการยื่นคำแถลงปิดคดีคลิปเสียงสนทนาระหว่าง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กับสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ยื่นภายในวันนี้ ว่า กำลังดำเนินการ ซึ่งจะต้องยื่นคำแถลงปิดคดีภายในวันนี้ตามกำหนด

ผู้สื่อข่าวถามต่อไปว่า น.ส.แพทองธาร จะเดินทางไปฟังคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญด้วยตัวเองในวันที่ 29 สิงหาคม 2568 หรือไม่ นพ.พรหมินทร์ กล่าวตอบว่า อยู่ระหว่างการพิจารณา.

“หมอมิ้ง” ยันส่งคำแถลงปิดคดีนายกฯ วันนี้ กำลังพิจารณา “อิ๊งค์” ฟังวินิจฉัยเองหรือไม่

ความคืบหน้าล่าสุดเกี่ยวกับคดีที่เกี่ยวข้องกับนายกรัฐมนตรี น.ส.แพทองธาร ชินวัตร กำลังเป็นที่จับตาของประชาชนและสื่อมวลชนอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะประเด็นเรื่องการยื่นคำแถลงปิดคดีคลิปเสียงและการตัดสินใจว่าจะเดินทางไปฟังคำวินิจฉัยด้วยตนเองหรือไม่

นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นดังกล่าว โดยยืนยันว่าการยื่นคำแถลงปิดคดีคลิปเสียงสนทนาระหว่าง น.ส.แพทองธาร กับสมเด็จฮุน เซน จะดำเนินการภายในวันนี้ตามกำหนดที่ศาลรัฐธรรมนูญสั่งไว้

ประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับ “หมอมิ้ง” ยันส่งคำแถลงปิดคดีนายกฯ วันนี้ กำลังพิจารณา “อิ๊งค์” ฟังวินิจฉัยเองหรือไม่:

  • การยื่นคำแถลงปิดคดีมีความสำคัญอย่างไร: การยื่นคำแถลงปิดคดีถือเป็นขั้นตอนสำคัญในกระบวนการพิจารณาคดีของศาลรัฐธรรมนูญ เนื่องจากเป็นโอกาสสุดท้ายที่คู่กรณีจะได้สรุปประเด็นและข้อโต้แย้งของตนเอง เพื่อให้ศาลนำไปประกอบการพิจารณาตัดสิน
  • การตัดสินใจของ น.ส.แพทองธาร มีผลต่อภาพลักษณ์อย่างไร: การที่ น.ส.แพทองธาร จะตัดสินใจเดินทางไปฟังคำวินิจฉัยด้วยตนเองหรือไม่ ย่อมส่งผลต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของเธอในฐานะนายกรัฐมนตรี หากเธอตัดสินใจไปฟังด้วยตนเอง จะแสดงให้เห็นถึงความเคารพต่อกระบวนการยุติธรรมและความกล้าหาญที่จะเผชิญหน้ากับสถานการณ์
  • ผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการเมือง: คดีนี้อาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพทางการเมืองของรัฐบาล หากผลการพิจารณาคดีออกมาในทางลบ อาจนำไปสู่ความไม่มั่นใจของประชาชนและนักลงทุน

สถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันมีความผันผวนและมีความไม่แน่นอนสูง การติดตามข่าวสารและความคืบหน้าในประเด็นต่างๆ อย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้ประชาชนสามารถวิเคราะห์และตัดสินใจได้อย่างมีข้อมูล

การที่ “หมอมิ้ง” ยันส่งคำแถลงปิดคดีนายกฯ วันนี้ กำลังพิจารณา “อิ๊งค์” ฟังวินิจฉัยเองหรือไม่ สะท้อนให้เห็นถึงความละเอียดอ่อนและความซับซ้อนของสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน การตัดสินใจของ น.ส.แพทองธาร จึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบและคำนึงถึงผลกระทบในทุกด้าน

สำหรับประชาชน การติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดและการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างมีเหตุผล จะช่วยให้สามารถเข้าใจสถานการณ์และมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเกี่ยวกับอนาคตของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ที่มา – “หมอมิ้ง” ยันส่งคำแถลงปิดคดีนายกฯ วันนี้ กำลังพิจารณา “อิ๊งค์” ฟังวินิจฉัยเองหรือไม่

“หมอพรหมินทร์” รับ นายกฯ อิ๊งค์ แจงศาล รธน.

“พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช” คาดแนวโน้ม “นายกฯ อิ๊งค์” เดินทางแจงศาลปมคลิปเสียง 21 ส.ค. นี้เอง ยันทุกอย่างทำด้วยเจตนาดี เพื่อประเทศชาติ

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 15 ส.ค. 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นพ. พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญนัดไต่สวนพยานบุคคลเพิ่มเติมจำนวน 2 ปาก คือ น.ส. แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และ รมว. วัฒนธรรม และนายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) กรณีคลิปเสียง ในวันที่ 21 ส.ค. ก่อนวินิจฉัยในวันที่ 29 ส.ค. นายกฯ จะไปเองหรือไม่ ว่า ถึงเวลาก็รู้เอง เชื่อว่านายกฯ ตัดสินใจเอง ซึ่งแนวโน้มคงไป

ความเคลื่อนไหวล่าสุดเกี่ยวกับคดีคลิปเสียงที่กำลังเป็นประเด็นร้อนแรงในขณะนี้ ทำให้หลายฝ่ายจับตามองว่า “นายกฯ อิ๊งค์” จะตัดสินใจอย่างไรในการเข้าชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญด้วยตนเอง การปรากฏตัวของ “นายกฯ อิ๊งค์” ในวันที่ 21 ส.ค. จะเป็นการแสดงความโปร่งใสและความตั้งใจที่จะให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่ศาล ซึ่งอาจส่งผลต่อการพิจารณาคดีในภาพรวมได้

เมื่อถามว่า ในฐานะทีมงานของนายกรัฐมนตรีมั่นใจหรือไม่ นพ. พรหมินทร์ กล่าวว่า เราด้วยความบริสุทธิ์ใจทำทุกอย่างเพื่อประเทศชาติ และเจตนาดี ตนเชื่อว่านี่เป็นเหตุผลสำคัญ

เมื่อถามว่า จะมีปัญหาหรือไม่หลังพยานเสนอไป 5 คนแต่ศาลรับให้ไต่สวนเพียงเลขา สมช. เพียงคนเดียว นพ. พรหมินทร์ กล่าวว่า ตนว่าแล้วแต่ข้อเท็จจริง ข้อเท็จจริงก็เป็นอย่างนั้น

“หมอพรหมินทร์” รับ นายกฯ อิ๊งค์ มีแนวโน้มไปแจงศาล รธน. เอง 21 ส.ค. นี้

การที่ นพ. พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช ออกมายอมรับว่า “นายกฯ อิ๊งค์” มีแนวโน้มที่จะเดินทางไปแจงศาลรัฐธรรมนูญด้วยตนเองนั้น แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจของรัฐบาลที่จะให้ความร่วมมือกับกระบวนการยุติธรรมอย่างเต็มที่ การตัดสินใจของ “นายกฯ อิ๊งค์” ในครั้งนี้จะเป็นที่จับตาของสาธารณชนอย่างใกล้ชิด และอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อรัฐบาลได้

ทำไมการตัดสินใจของ “นายกฯ อิ๊งค์” จึงมีความสำคัญ

การตัดสินใจของ “นายกฯ อิ๊งค์” ในการเข้าชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญด้วยตนเองมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจาก:

  • เป็นการแสดงความเคารพต่อกระบวนการยุติธรรม
  • เป็นการเปิดโอกาสให้ “นายกฯ อิ๊งค์” ได้ชี้แจงข้อเท็จจริงด้วยตนเอง
  • เป็นการสร้างความโปร่งใสและความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

หาก “นายกฯ อิ๊งค์” ตัดสินใจที่จะไม่เดินทางไปชี้แจงด้วยตนเอง อาจถูกมองว่าเป็นการหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบและอาจส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ของรัฐบาลได้

นอกจากนี้ การที่ศาลรัฐธรรมนูญเรียกไต่สวนพยานเพิ่มเติมเพียง 2 ปาก จากที่เสนอไป 5 ปากนั้น อาจเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าศาลต้องการข้อมูลที่สำคัญและจำเป็นต่อการพิจารณาคดีเท่านั้น การที่ศาลเลือกที่จะไต่สวนเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) แสดงให้เห็นว่าประเด็นด้านความมั่นคงอาจเป็นปัจจัยสำคัญในการพิจารณาคดีนี้

อย่างไรก็ตาม การที่ นพ. พรหมินทร์ ยืนยันว่าทุกอย่างทำด้วยความบริสุทธิ์ใจและมีเจตนาดีต่อประเทศชาติ เป็นการส่งสัญญาณว่ารัฐบาลพร้อมที่จะให้ความร่วมมือกับศาลรัฐธรรมนูญอย่างเต็มที่ และหวังว่าการพิจารณาคดีจะเป็นไปอย่างยุติธรรมและเป็นไปตามข้อเท็จจริง

โดยสรุปแล้ว สถานการณ์ล่าสุดเกี่ยวกับคดีคลิปเสียงของ “นายกฯ อิ๊งค์” ยังคงมีความไม่แน่นอนและต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การตัดสินใจของ “นายกฯ อิ๊งค์” ในการเข้าชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 21 ส.ค. จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่อาจส่งผลต่ออนาคตทางการเมืองของ “นายกฯ อิ๊งค์” และเสถียรภาพของรัฐบาลได้

การที่ “หมอพรหมินทร์” รับ นายกฯ อิ๊งค์ มีแนวโน้มไปแจงศาล รธน. เอง 21 ส.ค. นี้ สะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะให้ความร่วมมือกับกระบวนการยุติธรรมและแสดงความโปร่งใสในการดำเนินการของรัฐบาล.

ที่มา – “หมอพรหมินทร์” รับ นายกฯ อิ๊งค์ มีแนวโน้มไปแจงศาล รธน. เอง 21 ส.ค. นี้

Scroll to top