เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ

สมช. จ่อถกคณะผู้แทนพิเศษรัฐบาล ก่อนเยือนมาเลเซีย ขอร่วมมือคุมชายแดน-แก้ปัญหาสองสัญชาติ

สถานการณ์ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ยังคงเป็นประเด็นที่รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ได้ออกมาเปิดเผยความคืบหน้าสำคัญเกี่ยวกับภารกิจเร่งด่วน โดยทาง สมช. จ่อถกคณะผู้แทนพิเศษรัฐบาล ก่อนเยือนมาเลเซีย ขอร่วมมือคุมชายแดน-แก้ปัญหาสองสัญชาติ เพื่อสร้างเอกภาพในการทำงานและลดความเสี่ยงด้านความมั่นคงในพื้นที่

สมช. จ่อถกคณะผู้แทนพิเศษรัฐบาล ก่อนเยือนมาเลเซีย ขอร่วมมือคุมชายแดน-แก้ปัญหาสองสัญชาติ

การประชุมร่วมกับคณะผู้แทนพิเศษรัฐบาลในครั้งนี้ ถือเป็นการวางกรอบการทำงานก่อนที่เลขาฯ สมช. จะเดินทางไปเยือนประเทศมาเลเซียอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 17-18 สิงหาคม 2569 โดยประเด็นหลักที่ต้องหยิบยกไปหารือคือการควบคุมแนวชายแดนให้มีความเข้มงวดมากขึ้น รวมถึงการบริหารจัดการปัญหาบุคคลสองสัญชาติ ซึ่งถือเป็นโจทย์ยากที่สะสมมานานและส่งผลกระทบโดยตรงต่อการตรวจสอบอัตลักษณ์บุคคล

เหตุผลที่ต้องเร่งเดินหน้า สมช. จ่อถกคณะผู้แทนพิเศษรัฐบาล ก่อนเยือนมาเลเซีย ขอร่วมมือคุมชายแดน-แก้ปัญหาสองสัญชาติ

ปัญหาบุคคลสองสัญชาติกลายเป็นอุปสรรคสำคัญในการรักษาความปลอดภัย เพราะบ่อยครั้งที่ผู้ก่อเหตุมีการเปลี่ยนชื่อหรือใช้ช่องโหว่ในการเข้าออกประเทศ ทำให้การติดตามตัวเป็นไปได้ยาก นี่คือเหตุผลหลักที่ภาครัฐต้องเร่งดำเนินการดังนี้:

  • การจัดทำฐานข้อมูลส่วนบุคคลให้เป็นระบบและเป็นเอกภาพ
  • การประสานความร่วมมือด้านข้อมูลอัตลักษณ์กับประเทศเพื่อนบ้าน
  • การบังคับใช้กฎหมายให้มีความชัดเจนเรื่องการถือสัญชาติเดียวตามหลักสากล

นายฉัตรชัยได้ย้ำว่า การดำเนินการดังกล่าวมีความจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถคัดกรองบุคคลที่ผ่านเข้าออกตามแนวชายแดนได้อย่างแม่นยำขึ้น การที่ สมช. จ่อถกคณะผู้แทนพิเศษรัฐบาล ก่อนเยือนมาเลเซีย ขอร่วมมือคุมชายแดน-แก้ปัญหาสองสัญชาติ ในครั้งนี้ จึงถือเป็นก้าวสำคัญที่จะเปลี่ยนผ่านจากการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ไปสู่การวางรากฐานความมั่นคงอย่างยั่งยืนในระยะยาว

แม้ว่าการถอนสัญชาติไทยจะเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและต้องพิจารณาข้อกฎหมายอย่างรอบคอบ แต่การจัดระเบียบให้ชัดเจนว่าใครคือใคร จะช่วยลดช่องว่างให้ผู้ที่คิดจะก่อเหตุใช้เป็นพื้นที่หลบซ่อนได้ การร่วมมือกับมาเลเซียจึงเป็นกุญแจสำคัญที่รัฐบาลชุดนี้ต้องขับเคลื่อนให้เห็นผลเป็นรูปธรรมมากที่สุด

ในมุมมองของเรา การแก้ปัญหาความไม่สงบไม่ได้จบที่การใช้กำลังทหารเพียงอย่างเดียว แต่ต้องใช้การทูตและการประสานความร่วมมือระหว่างประเทศอย่างใกล้ชิด ความพยายามของสมช. ในครั้งนี้ถือเป็นทิศทางที่ถูกต้องและน่าติดตามอย่างยิ่งว่า ผลการหารือในวันที่ 17-18 สิงหาคมนี้ จะนำไปสู่การเปลี่ยนผ่านที่มั่นคงในพื้นที่ได้จริงหรือไม่

ที่มา – สมช. จ่อถกคณะผู้แทนพิเศษรัฐบาล ก่อนเยือนมาเลเซีย ขอร่วมมือคุมชายแดน-แก้ปัญหาสองสัญชาติ

เลขาฯ สมช. ชี้ ดับไฟใต้ต้องพูดคุย ควบคู่ใช้กฎหมายเข้มข้น

เลขาฯ สมช. ชี้ ดับไฟใต้ต้องพูดคุย ควบคู่ใช้กฎหมายเข้มข้น

เหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ยังคงเป็นประเด็นที่คนไทยให้ความสนใจอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ได้ออกมาเปิดเผยแนวทางการแก้ปัญหาที่น่าสนใจ โดยเน้นย้ำว่า เลขาฯ สมช. ชี้ ดับไฟใต้ต้องพูดคุย ควบคู่ใช้กฎหมายเข้มข้น เพื่อสร้างสันติสุขที่ยั่งยืนในพื้นที่ปลายด้ามขวาน

จากการสัมภาษณ์ล่าสุด นายฉัตรชัยได้ให้มุมมองว่าการใช้กำลังหรือการตอบโต้อย่างรุนแรงเพียงอย่างเดียวจะยิ่งทำให้สถานการณ์มีความซับซ้อนและบานปลายขึ้น การดำเนินนโยบายที่ผ่านมาสะท้อนให้เห็นว่าการพูดคุยยังคงเป็นทางออกที่สำคัญ เนื่องจากกลุ่มผู้เห็นต่างส่วนใหญ่มากกว่าครึ่งพร้อมที่จะเข้าสู่กระบวนการพูดคุยเพื่อหาทางออกร่วมกันกับรัฐบาล

ทำไมต้องใช้วิธีพูดคุยและบังคับใช้กฎหมายควบคู่กัน?

การบริหารจัดการวิกฤตความมั่นคงได้รับบทเรียนมากมายจากอดีต ซึ่งหลักการทำงานของ สมช. ในปัจจุบันมุ่งเน้นไปที่ความสมดุล โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้:

  • การแยกแยะระหว่างกลุ่มผู้เห็นต่างที่พร้อมเจรจากับกลุ่มที่ยังใช้ความรุนแรง
  • การบังคับใช้กฎหมายอย่างเฉียบขาดสำหรับกลุ่มที่ก่อเหตุรุนแรง
  • การรักษาช่องทางการเจรจาสันติสุขเอาไว้เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเชิงนโยบาย

หลายคนอาจสงสัยว่าแนวทางนี้จะได้ผลจริงหรือไม่ นายฉัตรชัยได้ย้ำว่าการไม่เปิดโอกาสให้เจรจาแล้วมุ่งเน้นแต่ความรุนแรงจะยิ่งทำให้เหตุการณ์วุ่นวายขึ้น ซึ่งนั่นไม่ใช่ทิศทางที่รัฐบาลต้องการ โดยเฉพาะบทบาทของมาเลเซียที่เข้ามาช่วยเป็นตัวกลางอำนวยความสะดวกในการพูดคุยถือว่ามีส่วนสำคัญอย่างมาก ที่ผ่านมาเราได้เห็นแล้วว่าเมื่อมีการพูดคุย บรรยากาศในพื้นที่ก็มีความสงบมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

บทสรุปของสถานการณ์นี้คือความอดทนและมุ่งมั่นของทุกฝ่าย ทั้งทหาร ตำรวจ และพลเรือนที่ต่างทำหน้าที่ของตนเองอย่างเต็มที่ แม้อาจมีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้นบ้าง แต่การยึดมั่นในหลักการที่ชัดเจนว่า เลขาฯ สมช. ชี้ ดับไฟใต้ต้องพูดคุย ควบคู่ใช้กฎหมายเข้มข้น คือกุญแจสำคัญที่จะนำเราไปสู่ความสันติสุขอย่างถาวร หากเรายอมละทิ้งการพูดคุยไปเพียงเพื่อใช้ความรุนแรงตอบโต้ ความขัดแย้งอาจทวีความรุนแรงเกินกว่าที่ใครจะควบคุมได้ในอนาคต

ในมุมมองส่วนตัว เชื่อว่าการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคมและการเปิดช่องว่างให้กลุ่มผู้เห็นต่างได้แสดงออกผ่านเวทีพูดคุย คือสัญญาณบวกที่ดีที่สุดในชั่วโมงนี้ เราคงต้องจับตาดูกันต่อไปว่าก้าวต่อไปของการเจรจาสันติสุขภายใต้การนำของหัวหน้าคณะพูดคุยฯ จะมีความคืบหน้าอย่างไร เพื่อให้พี่น้องประชาชนในพื้นที่ได้รับความสงบสุขกลับคืนมาโดยเร็วที่สุด

ที่มา – เลขาฯ สมช. ชี้ ดับไฟใต้ต้องพูดคุย ควบคู่ใช้กฎหมายเข้มข้น บอกตอบโต้รุนแรงยิ่งวุ่นวายขึ้น

“เสธ.ทบ.” ยิ้มหลังมีกระแสโยกนั่งเลขาฯ สมช. ถามเอาข่าวมาจากไหน

“เสธ.ทบ.” ยิ้มหลังมีกระแสโยกนั่งเลขาฯ สมช. ถามเอาข่าวมาจากไหน

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทยทันที เมื่อมีกระแสข่าวลือหนาหูเกี่ยวกับการโยกย้ายนายทหารระดับสูง โดยเฉพาะกรณีของ พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก ที่ถูกจับตามองว่าอาจข้ามห้วยไปรับตำแหน่ง เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ซึ่งงานนี้เจ้าตัวถึงกับอมยิ้มและตั้งคำถามกลับว่า “เสธ.ทบ.” ยิ้มหลังมีกระแสโยกนั่งเลขาฯ สมช. ถามเอาข่าวมาจากไหน กันเลยทีเดียว

เบื้องลึกเบื้องหลังข่าวลือ “เสธ.ทบ.” ยิ้มหลังมีกระแสโยกนั่งเลขาฯ สมช. ถามเอาข่าวมาจากไหน

ท่ามกลางบรรยากาศการเมืองที่ตึงเครียดในช่วงใกล้ฤดูกาลแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารประจำปี ข่าวลือเรื่องการสลับเก้าอี้ข้ามหน่วยงานมักจะเกิดขึ้นเป็นปกติ ซึ่งในกรณีของ พล.อ.ชัยพฤกษ์ ท่านก็ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนที่ทำเนียบรัฐบาลด้วยท่าทีสบายๆ หลังจากถูกถามถึงความชัดเจนในประเด็นดังกล่าวว่า หากมีการแต่งตั้งจริงตามกระแสข่าวการที่ “เสธ.ทบ.” ยิ้มหลังมีกระแสโยกนั่งเลขาฯ สมช. ถามเอาข่าวมาจากไหน นั้น สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นมืออาชีพและการวางตัวที่นิ่งสงบของทหารระดับสูง

พล.อ.ชัยพฤกษ์ ได้เน้นย้ำประเด็นสำคัญไว้ว่า เรื่องของการแต่งตั้งโยกย้ายนั้นเป็นอำนาจและการพิจารณาของผู้บังคับบัญชาโดยตรง ตนเองในฐานะผู้ใต้บังคับบัญชาเพียงแค่ทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุดเท่านั้น โดยได้กล่าวสรุปใจความสำคัญได้ดังนี้:

  • ยืนยันว่าไม่มีปัญหาใดๆ ในกองทัพ
  • พร้อมรับมอบหมายและพร้อมไปทำงานในทุกที่ที่ได้รับความไว้วางใจ
  • มุ่งเน้นการทำงานเป็นหลัก มากกว่าการนำเสนอข่าวลือข้างนอก

ในมุมมองของเรา การที่นายทหารระดับสูงออกมาตอบโต้กระแสข่าวด้วยรอยยิ้มแบบนี้ ถือเป็นการสยบข่าวลือที่อาจสร้างความสับสนภายในองค์กรได้เป็นอย่างดี เพราะสุดท้ายแล้วเก้าอี้เลขาฯ สมช. หรือตำแหน่งใดก็ตามย่อมต้องการคนที่เหมาะสมและมีความพร้อมในการทำงานเพื่อชาติบ้านเมืองอย่างแท้จริง มาร่วมจับตาดูกันต่อไปว่าโผทหารปีนี้จะมีความเซอร์ไพรส์อย่างไรบ้าง

ที่มา – “เสธ.ทบ.” ยิ้มหลังมีกระแสโยกนั่งเลขาฯ สมช. ถามเอาข่าวมาจากไหน

เลขาฯ สมช.ปัดปล่อยชิลปัญหาความมั่นคง ชี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อนและมีชั้นความลับ

เลขาฯ สมช.ปัดปล่อยชิลปัญหาความมั่นคง ชี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อนและมีชั้นความลับ

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนจับตามองหลังจากมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของหน่วยงานระดับสูงอย่าง สภาความมั่นคงแห่งชาติ หรือ สมช. ในสถานการณ์ที่เปราะบางปัจจุบัน โดย นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการ สมช. ได้ออกมาเคลื่อนไหวหลังถูกตั้งข้อสังเกตว่าหน่วยงานกำลังทำงานในลักษณะปล่อยตัวตามสบาย ท่ามกลางปัญหาความมั่นคงที่รุมเร้าทั้งเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและพื้นที่ชายแดนใต้

นายฉัตรชัยยืนยันว่า เลขาฯ สมช.ปัดปล่อยชิลปัญหาความมั่นคง ชี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อนและมีชั้นความลับ โดยอธิบายว่างานด้านความมั่นคงไม่ใช่สิ่งที่สามารถป่าวประกาศรายละเอียดทั้งหมดต่อสาธารณะได้ เนื่องด้วยผลกระทบที่อาจเกิดกับคู่ขัดแย้งหรือกลุ่มผู้แสวงประโยชน์ การขับเคลื่อนงานในยุครัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล จึงเป็นไปอย่างเข้มข้นภายใต้ยุทธศาสตร์ที่วางไว้ ไม่ใช่การทำงานแบบชิลอย่างที่หลายคนเข้าใจผิด

เจาะลึกสถานการณ์ชายแดนและความละเอียดอ่อนของภารกิจ

สำหรับการแก้ไขปัญหาความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา สมช. ได้ยึดแนวทางที่รอบคอบและเป็นระบบ ดังนี้:

  • การป้องกันอธิปไตย: มีการเตรียมพร้อมทั้งด้านการทหารและการทูตเพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาติ
  • การบริหารจัดการชายแดน: มุ่งเน้นการควบคุมกลุ่มอาชญากรรมข้ามชาติและแก๊งสแกมเมอร์ที่ไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนทั่วไป
  • การประชุมติดตามงาน: มีการประชุมเชิงยุทธศาสตร์อย่างเข้มข้น เช่น ในปี 2568 ที่ผ่านมามีการประชุมถึง 18 ครั้ง เพื่อกำกับทิศทางให้เป็นไปตามเป้าหมายเดียวกัน

ในส่วนของปัญหาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ นายฉัตรชัยย้ำว่านี่คือประเด็นที่ละเอียดอ่อนที่สุดเรื่องหนึ่ง เลขาฯ สมช.ปัดปล่อยชิลปัญหาความมั่นคง ชี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อนและมีชั้นความลับ และทางหน่วยงานได้น้อมนำยุทธศาสตร์ “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” มาใช้โดยเน้นการมีส่วนร่วมของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ ควบคู่ไปกับการเร่งเดินหน้ากระบวนการพูดคุยเพื่อสันติสุขผ่านคณะทำงานที่ได้รับมอบหมายอย่างเป็นรูปธรรม

สรุปแล้ว การทำงานระดับมหภาคภายใต้ความกดดันของสถานการณ์โลกและระดับภูมิภาคจำเป็นต้องอาศัย “ความเงียบ” ในบางจังหวะเพื่อความปลอดภัยและประสิทธิภาพของผลลัพธ์ ไม่ใช่การเพิกเฉยหรือปล่อยปละละเลยแต่อย่างใด เป็นหน้าที่ของทุกภาคส่วนที่จะต้องช่วยกันหนุนเสริมให้การแก้ปัญหาความมั่นคงของไทยมีความยั่งยืนและราบรื่นยิ่งขึ้นต่อไปในอนาคต

ที่มา – เลขาฯ สมช.ปัดปล่อยชิลปัญหาความมั่นคง ชี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อนและมีชั้นความลับ

Scroll to top