เลือกตั้งปี 2569

รทสช. ปรับทัพสื่อสาร ตั้ง “อรรถวิชช์” รักษาการโฆษกพรรค

พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) เดินหน้าปรับโครงสร้างทีมสื่อสารครั้งใหญ่ โดยมีการปรับทัพสื่อสาร รทสช. ตั้ง “อรรถวิชช์” นั่งรักษาการโฆษกพรรค พร้อมเสริมทัพด้วยทีมรองโฆษกพรรคใหม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการสื่อสารกับประชาชน

รทสช. ปรับทัพสื่อสาร ตั้ง “อรรถวิชช์” นั่งรักษาการโฆษกพรรค

การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อเสริมความแข็งแกร่งในการสื่อสารนโยบายและทิศทางทางการเมืองของพรรคให้มีความคมชัดและเข้าถึงประชาชนได้มากยิ่งขึ้น โดยเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 พรรครวมไทยสร้างชาติได้ประกาศแต่งตั้ง นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ให้ดำรงตำแหน่งรักษาการโฆษกพรรค

นอกจากนี้ พรรคยังได้แต่งตั้ง นางสาวศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ อดีตรองโฆษกรัฐบาล และ นายเกรียงไกรมาศ พจนสุนทร พิธีกรและดีเจชื่อดัง ให้ดำรงตำแหน่งรองโฆษกพรรค เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนภารกิจด้านข้อมูล ข่าวสาร และการสื่อสารสาธารณะให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทีมโฆษกชุดใหม่นี้จะเข้ามาเสริมทัพในการนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องและรวดเร็วแก่ประชาชน

เหตุผลเบื้องหลังการปรับทัพสื่อสาร รทสช.

การปรับทัพสื่อสาร รทสช. ตั้ง “อรรถวิชช์” นั่งรักษาการโฆษกพรรคเกิดขึ้นจากความมุ่งมั่นของพรรคในการพัฒนาการสื่อสารให้ทันต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วในยุคดิจิทัล พรรคตระหนักถึงความสำคัญของการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพในการสร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่นให้กับประชาชน การมีทีมโฆษกที่แข็งแกร่งและมีประสบการณ์จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

  • นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี: ด้วยประสบการณ์ทางการเมืองที่ยาวนานและความสามารถในการสื่อสารที่โดดเด่น จะเป็นผู้นำในการนำเสนอนโยบายของพรรคให้เป็นที่เข้าใจ
  • นางสาวศศิกานต์ วัฒนะจันทร์: อดีตรองโฆษกรัฐบาลที่มีความเชี่ยวชาญด้านการสื่อสารภาครัฐ จะเข้ามาเสริมทัพในการนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน
  • นายเกรียงไกรมาศ พจนสุนทร: พิธีกรและดีเจชื่อดังที่มีความสามารถในการสื่อสารและสร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้คน จะช่วยสร้างการรับรู้และความสนใจในนโยบายของพรรคในวงกว้าง

ทางพรรครวมไทยสร้างชาติได้เน้นย้ำถึงจุดยืนที่ชัดเจนว่า รทสช. คือ “พรรคของคนทำงาน” สมาชิกทุกคนมีความมุ่งมั่นที่จะ “ทำงานการเมือง” อย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงแค่ “เล่นการเมือง” พรรคมีความพร้อมที่จะผลักดันงานทุกด้านให้เกิดผลเป็นรูปธรรมและสร้างประโยชน์ให้กับประเทศชาติและประชาชนอย่างยั่งยืน การปรับทัพสื่อสาร รทสช. ตั้ง “อรรถวิชช์” นั่งรักษาการโฆษกพรรคในครั้งนี้จึงเป็นการแสดงเจตนารมณ์ที่แน่วแน่ของพรรคในการทำงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง

พรรครวมไทยสร้างชาติมุ่งมั่นที่จะนำเสนอนโยบายที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนและสามารถแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมได้อย่างตรงจุด การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพจึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างความเข้าใจและความร่วมมือจากประชาชนในการขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้า พรรคเชื่อมั่นว่าด้วยทีมโฆษกชุดใหม่ที่มีความสามารถและประสบการณ์ จะสามารถนำเสนอนโยบายของพรรคได้อย่างเป็นระบบ ชัดเจน และเข้าถึงประชาชนได้มากยิ่งขึ้น

การปรับปรุงทีมสื่อสารครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่การเปลี่ยนตัวบุคคล แต่เป็นการปรับปรุงกระบวนการทำงานและกลยุทธ์ในการสื่อสารให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น พรรครวมไทยสร้างชาติมุ่งมั่นที่จะเป็นพรรคการเมืองที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และพร้อมรับฟังความคิดเห็นของประชาชน เพื่อนำไปปรับปรุงและพัฒนาการทำงานของพรรคให้ดียิ่งขึ้น

การตัดสินใจครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงของพรรครวมไทยสร้างชาติในการพัฒนาและปรับปรุงองค์กรให้มีความทันสมัยและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น พรรคเชื่อมั่นว่าด้วยการทำงานอย่างหนักและมุ่งมั่น จะสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและนำพาประเทศชาติไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง

คุณคิดว่าการปรับทัพสื่อสารครั้งนี้ของพรรครวมไทยสร้างชาติ จะส่งผลต่อภาพลักษณ์และการสื่อสารของพรรคอย่างไร? ร่วมแสดงความคิดเห็นของคุณได้เลย!

ที่มา – ปรับทัพสื่อสาร รทสช. ตั้ง “อรรถวิชช์” นั่งรักษาการโฆษกพรรค

ภูมิใจไทยเปิดตัว บาฮารุดดีน-ผกก.อ๊อด สส.ใต้ ใกล้ 100%

การเลือกตั้ง 2569 พรรคภูมิใจไทยเปิดตัว “บาฮารุดดีน” ว่าที่ผู้สมัคร สส.ปัตตานี เขต 1 และ “ผกก.อ๊อด” ว่าที่ผู้สมัคร สส.สงขลา เขต 9 คาด 23 พ.ย.นี้ ผู้สมัครภาคใต้พร้อมเกือบ 100%

วันที่ 16 พฤศจิกายน 2568 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ แกนนำพรรคภูมิใจไทย ในฐานะดูแลพื้นที่ภาคใต้ เปิดตัว นายบาฮารุดดีน ยูโซะ ว่าที่ผู้สมัคร สส.ปัตตานี เขตเลือกตั้งที่ 1 พร้อมกล่าวว่า เป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้ง และพรรคภูมิใจไทยจะส่งผู้สมัครครบทั้ง 400 เขต นายบาฮารุดดีน เป็นอีกหนึ่งคนที่พรรคภูมิใจไทยได้ทาบทามและเชิญมาเป็นสมาชิกของพรรคเพื่อทำการสู้ศึกในการเลือกตั้งในปี 2569 ซึ่งเป็นระยะเวลาที่ไม่นาน

ดังนั้น การเตรียมความพร้อมของพรรคภูมิใจไทย โดยจังหวัดปัตตานี มีผู้สมัครถึง 3 เขต จาก 5 เขต ส่วนจังหวัดนราธิวาส มีผู้สมัครครบทั้ง 5 เขต มีความคาดหวังที่จะได้ 2 เขต ขณะที่จังหวัดยะลา ยืนยันจะส่งครบทุกเขต โดยเปิดตัวไปแล้ว 1 เขต ที่เหลือพรรคกำลังเฟ้นหาตัวผู้สมัครที่ได้พูดคุยและเจรจากับผู้สมัครถึงความพร้อม โดยเฉพาะผู้สมัครแต่ละคนที่จะขอให้ช่วยนำแกนนำที่ให้การสนับสนุนมาเป็นกำลังใจผู้สมัครด้วย เช่น นายบาฮารุดดีน ก็มีกำนันทั้ง 10 ตำบลในอำเภอเมืองมาเป็นผู้สนับสนุน

ส่วนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จะสามารถชนะแชมป์เก่าได้หรือไม่ นายพิพัฒน์ ระบุว่า “ในฐานะของพรรคการเมืองต้องบอกว่าสู้ได้ และสิ่งไหนที่สู้ไม่ได้ก็ต้องพยายามสู้ต่อไป เพื่อให้ได้มีตัวแทนของพรรคภูมิใจไทยครบทุกจังหวัด นี่คือสิ่งที่หัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคได้มอบนโยบายให้กับผมไว้”

ผู้สื่อข่าวถามต่อ ผู้สมัครในพื้นที่ภาคใต้มีความพร้อมกี่เปอร์เซ็นต์แล้ว นายพิพัฒน์ ตอบว่า ในพื้นที่ทั้ง 14 จังหวัดภาคใต้ ตนได้ส่งรายชื่อผู้สมัครที่แน่ชัดแล้ว 49 ชื่อ จากทั้งหมด 59 เขต ซึ่งการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมามี 60 เขต แต่ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป ประชากรในจังหวัดนครศรีธรรมราชน่าจะลดลงไปจาก 10 เขต เหลือ 9 เขต จึงคาดว่าน่าจะมี 59 เขต ขณะที่อีก 10 เขตที่เหลือ อยู่ในระหว่างการพูดคุยและสรรหาผู้สมัคร และที่สำคัญต้องประเมินว่าผู้สมัครคนใดมีโอกาสมากที่สุด ก็จะนำเสนอผู้สมัครคนนั้นลงสมัครในรายเขต

ทางด้าน นายบาฮารุดดีน กล่าวขอบคุณหัวหน้าพรรค กรรมการบริหารพรรค รวมถึงนายพิพัฒน์ ที่ให้ความไว้วางใจในตนเอง ให้ลงสมัคร สส. ในเขต 1 จังหวัดปัตตานี ยืนยันว่าจะทำหน้าที่ตามที่พรรคไว้วางใจและจะทำให้ดีที่สุด

จากนั้น นายพิพัฒน์ ยังได้เปิดตัว พ.ต.อ.พิทักษ์ พุทธวิโร (ผกก.อ๊อด) ว่าที่ผู้สมัคร สส.เขต 9 สงขลา พร้อมกล่าวว่า ผกก.อ๊อด เป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทยตั้งแต่ปี 2565 ไม่ได้ลงเลือกตั้งปี 2566 วันนี้กลับมาเพื่อร่วมอุดมการณ์กับพรรคภูมิใจไทย ซึ่งจังหวัดสงขลามี 9 เขต และมีผู้สมัครแล้ว 7 เขต และน่าจะมีเข้ามาอีก เชื่อว่าวันที่ 23 พฤศจิกายน ที่มีการประชุมใหญ่วิสามัญของพรรคภูมิใจไทย น่าจะมีความพร้อมในทุกเขต

ทั้งนี้ คนที่มาร่วมอุดมการณ์กับพรรคภูมิใจไทยทุกคนล้วนแต่มีความมุ่งมั่นและตั้งใจ ดังนั้นผู้สมัครต้องพบปะประชาชนในพื้นที่ให้มากที่สุด เลือกตั้งเดือนมีนาคม 2569 ระยะเวลา 4 เดือนของทุกคนมีน้อย ตนในฐานะที่ได้รับมอบหมายจากหัวหน้าพรรคให้เป็นผู้สรรหาผู้สมัครใน 14 จังหวัดภาคใต้ วันนี้เราทยอยเปิดตัวไปเรื่อยๆ และวันที่ 23 พฤศจิกายน 2568 จะมีครบเกือบ 100% ในจังหวัดพื้นที่ภาคใต้ทั้ง 59 เขต

สำหรับจังหวัดสงขลา มีบ้านใหญ่ค่อนข้างเยอะ พรรคภูมิใจไทยจะเดินเกมอย่างไรในการที่จะดึงคะแนนเสียงจากบ้านใหญ่ นายพิพัฒน์ กล่าวว่า พรรคภูมิใจไทยจะนำคำว่า “พูดแล้วทำ” นโยบายต่างๆ ที่ทำจะเป็นผลสะท้อนให้กับพี่น้องในแต่ละจังหวัดได้เห็นว่าสิ่งที่เคยรับปากมีสิ่งไหนที่เรายังไม่ได้ทำ เราจะพยายามรีบทำ แต่สิ่งไหนที่ทำแล้วเราจะทำต่อไปเพื่อให้สัมฤทธิ์ผล ตนในฐานะที่ได้รับมอบหมายดูแลกระทรวงคมนาคมจะพยายามลงพื้นที่ดูความพร้อม สิ่งที่เราได้ทำแล้วหรือส่วนไหนที่ยังไม่ทำ จะทำอย่างไรที่จะผลักดันส่วนที่ขาด เพื่อเข้าสู่งบประมาณปี 2570 อีกทั้งเรื่องของคมนาคมภาคใต้ได้รับการพัฒนาช้ากว่าภาคอื่น ตนได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรีให้กำกับดูแลกระทรวงคมนาคม จะพยายามผลักดันโครงการที่ตกค้างในภาคใต้ให้สำเร็จ ขอให้ได้บรรจุเข้าสู่งบประมาณในปี 2570 นี่คือความตั้งใจและความมุ่งหวังที่จะขับเคลื่อน.

ภูมิใจไทยเปิดตัว บาฮารุดดีน-ผกก.อ๊อด สส.ใต้ ใกล้ 100%

การเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส.ใต้ บาฮารุดดีน และ ผกก.อ๊อด

พรรคภูมิใจไทยเดินหน้าเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งครั้งหน้าอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้ทำการเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส. จากพื้นที่ภาคใต้ถึงสองท่าน ได้แก่ นายบาฮารุดดีน ยูโซะ ว่าที่ผู้สมัคร สส.ปัตตานี เขต 1 และ พ.ต.อ.พิทักษ์ พุทธวิโร (ผกก.อ๊อด) ว่าที่ผู้สมัคร สส.สงขลา เขต 9 โดยการเปิดตัวครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของพรรคในการขยายฐานเสียงในพื้นที่ภาคใต้

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ แกนนำพรรคภูมิใจไทย ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งที่จะมาถึง และความตั้งใจของพรรคที่จะส่งผู้สมัครให้ครบทั้ง 400 เขตทั่วประเทศ การดึงตัวบุคคลที่มีความรู้ความสามารถและเป็นที่รู้จักในพื้นที่ อย่างเช่น นายบาฮารุดดีน-ผกก.อ๊อด เข้ามาร่วมงาน ถือเป็นกลยุทธ์ที่น่าสนใจ

นอกจากนี้ นายพิพัฒน์ยังได้กล่าวถึงความพร้อมของผู้สมัครในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งขณะนี้มีความพร้อมเกือบ 100% และคาดว่าจะสามารถเปิดตัวผู้สมัครได้ครบทุกเขตในเร็วๆ นี้ ความเคลื่อนไหวเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงของพรรคภูมิใจไทยในการสู้ศึกเลือกตั้งที่จะมาถึง

การที่พรรคภูมิใจไทยให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ภาคใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านคมนาคมขนส่ง ถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่อาจช่วยดึงคะแนนเสียงจากประชาชนในพื้นที่ได้ การผลักดันโครงการต่างๆ ที่ยังคั่งค้างให้สำเร็จลุล่วง จะเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงของพรรคในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน

การเลือกตั้งครั้งหน้าจะเป็นสนามแข่งขันที่สำคัญสำหรับทุกพรรคการเมือง พรรคภูมิใจไทยเองก็มีความมุ่งมั่นที่จะสร้างผลงานให้เป็นที่ประจักษ์และได้รับความไว้วางใจจากประชาชน การเปิดตัว ภูมิใจไทยเปิดตัว บาฮารุดดีน-ผกก.อ๊อด สส.ใต้ ใกล้ 100% ถือเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเดินทางสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้

การที่พรรคภูมิใจไทยเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส.ใต้ อย่างนายบาฮารุดดีนและผกก.อ๊อด สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง การมีบุคลากรที่เข้มแข็งและนโยบายที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชน จะเป็นปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่ความสำเร็จในการเลือกตั้ง

ที่มา – ภูมิใจไทยเปิดตัว “บาฮารุดดีน-ผกก.อ๊อด” 2 ว่าที่ผู้สมัคร สส.ใต้ เผยใกล้ 100% แล้ว

Thairath Poll: ณัฐพงษ์ พรรคประชาชน แต่คนไม่เลือกเยอะ!

ผลสำรวจ Thairath Poll ชี้: ผู้อ่านโหวตให้ “ณัฐพงษ์-พรรคประชาชน” แต่กลุ่มคนที่ไม่เลือกใครเลยกลับมีสัดส่วนสูงเกือบ 30 เปอร์เซ็นต์ มาดูกันว่าผลสำรวจนี้บอกอะไรเราบ้าง

ผลสำรวจของผู้อ่านไทยรัฐออนไลน์เผยให้เห็นว่า คะแนนความนิยมของณัฐพงษ์อยู่ที่ 31.12 เปอร์เซ็นต์ แม้จะมีกลุ่มคนที่ยังไม่ตัดสินใจและไม่มีคนเหมาะสมรวมกันสูงถึง 29 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่พรรคประชาชนยังคงนำโด่งด้วยคะแนน 37.01 เปอร์เซ็นต์

ผลสำรวจ Thairath Poll ประจำเดือนพฤศจิกายน 2568 ได้สำรวจความคิดเห็นของผู้อ่านไทยรัฐออนไลน์กว่า 36,000 คน ระหว่างวันที่ 4-15 พฤศจิกายน 2568 เกี่ยวกับความนิยมของพรรคการเมืองและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ผลปรากฏว่าคะแนนนิยมในตัวบุคคลและพรรคการเมืองยังคงเทไปที่พรรคประชาชนอย่างมีนัยสำคัญ แต่ที่น่าสนใจคือ กลุ่มผู้ที่ยังไม่ตัดสินใจและไม่เลือกผู้สมัครคนใดเลยก็ยังมีสัดส่วนสูงอยู่ไม่น้อย

Thairath Poll: ผู้อ่านโหวต “ณัฐพงษ์-พรรคประชาชน” แต่กลุ่มไม่เลือกใคร สูงเกือบ 30 เปอร์เซ็นต์

ณัฐพงษ์นำ แต่กลุ่มคนไม่เลือกก็สูงลิ่ว

ในคำถามที่ถามว่าบุคคลที่คุณสนับสนุนอยากให้เป็นนายกรัฐมนตรี จากผู้ตอบแบบสอบถาม 30,495 คน พบว่า:

  • อันดับ 1: นายณัฐพงษ์ เรื่องปัญญาวุฒิ 31.12 เปอร์เซ็นต์ (9,460 คะแนน)
  • อันดับ 2: นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ 11.01 เปอร์เซ็นต์ (3,347 คะแนน)
  • อันดับ 3: พลเอกรังษี กิติญาณทรัพย์ 8.86 เปอร์เซ็นต์ (2,693 คะแนน)

สิ่งที่น่าสนใจคือ กลุ่มที่ยังไม่ตัดสินใจมีสัดส่วน 14.92 เปอร์เซ็นต์ (4,537 คะแนน) และกลุ่มที่เห็นว่าไม่มีผู้ที่เหมาะสมอยู่ที่ 14.09 เปอร์เซ็นต์ (4,282 คะแนน) เมื่อรวมสองกลุ่มนี้เข้าด้วยกัน จะมีสัดส่วนสูงถึง 29.01 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถือเป็นกลุ่มที่ใหญ่เป็นอันดับสองรองจากนายณัฐพงษ์

พรรคประชาชนทิ้งห่างเพื่อไทยกว่าเท่าตัว

ในส่วนของคะแนนนิยมพรรคการเมือง จากผู้ตอบ 36,085 คน ผลสำรวจชี้ว่าพรรคประชาชนมีคะแนนนำพรรคอันดับสองอย่างพรรคเพื่อไทยมากกว่าเท่าตัว:

  • อันดับ 1: พรรคประชาชน 37.01 เปอร์เซ็นต์ (13,319 คะแนน)
  • อันดับ 2: พรรคเพื่อไทย 15.60 เปอร์เซ็นต์ (5,614 คะแนน)
  • อันดับ 3: พรรคประชาธิปัตย์ 10.36 เปอร์เซ็นต์ (3,727 คะแนน)

ขณะที่กลุ่มยังไม่ตัดสินใจมีสัดส่วนอยู่ที่ 8.52 เปอร์เซ็นต์ (3,066 คะแนน)

อย่างไรก็ตาม ผลสำรวจครั้งนี้มีข้อสังเกตด้านประชากรศาสตร์ที่สำคัญ กล่าวคือ กลุ่มผู้ตอบแบบสอบถามมีความเอนเอียงไปในบางพื้นที่และบางกลุ่มอายุอย่างชัดเจน โดยในด้านภูมิภาค ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ 56.69 เปอร์เซ็นต์อาศัยอยู่ในภาคกลาง (รวม กทม. ตะวันออก และตะวันตก) ในขณะที่ภาคอีสานมีสัดส่วน 18.70 เปอร์เซ็นต์

ต่อไปคือด้านอายุ ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้ใหญ่ โดยกลุ่มอายุ 46-59 ปี 33.02 เปอร์เซ็นต์ และกลุ่ม 60 ปีขึ้นไป 28.95 เปอร์เซ็นต์ เมื่อรวมกันมีสัดส่วนสูงถึง 61.97 เปอร์เซ็นต์ของผู้ตอบทั้งหมด

ผลสำรวจ Thairath Poll: ผู้อ่านโหวต “ณัฐพงษ์-พรรคประชาชน” แต่กลุ่มไม่เลือกใคร สูงเกือบ 30 เปอร์เซ็นต์ นี้ แสดงให้เห็นถึงความไม่แน่นอนทางการเมือง และความต้องการตัวเลือกใหม่ๆ ของประชาชน เราจะติดตามสถานการณ์ต่อไปอย่างใกล้ชิด

Thairath Poll: ผู้อ่านโหวต “ณัฐพงษ์-พรรคประชาชน” แต่กลุ่มไม่เลือกใคร สูงเกือบ 30 เปอร์เซ็นต์ สะท้อนให้เห็นว่าแม้พรรคประชาชนและคุณณัฐพงษ์จะได้รับความนิยม แต่ก็ยังมีประชาชนอีกจำนวนมากที่ยังไม่ตัดสินใจว่าจะเลือกใคร ดังนั้น พรรคการเมืองและผู้สมัครทุกคนจึงต้องทำงานอย่างหนักต่อไป เพื่อให้ได้รับความไว้วางใจจากประชาชน

ที่มา – Thairath Poll: ผู้อ่านโหวต “ณัฐพงษ์-พรรคประชาชน” แต่กลุ่มไม่เลือกใคร สูงเกือบ 30 เปอร์เซ็นต์

“นราพัฒน์” เผย สาเหตุย้ายพรรค เหตุ DNA ทางการเมืองตรงกัน

“นราพัฒน์ แก้วทอง” เปิดใจสาเหตุย้ายร่วมงานกับพรรครวมไทยสร้างชาติ มั่นใจ DNA ตรงกัน เรื่องกฎหมาย ขอขับเคลื่อนนโยบายเกษตร มั่นใจทำได้สำเร็จแน่

วันที่ 5 พฤศจิกายน 2568 นายนราพัฒน์ แก้วทอง อดีต สส.หลายสมัย อดีตกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และอดีตกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยถึงความท้าทายทางการเมืองครั้งใหม่ในฐานะรองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติว่า การที่ตนตัดสินใจเข้ามาร่วมงานทางการเมืองกับพรรครวมไทยสร้างชาติในครั้งนี้ เป็นเพราะมีความเชื่อมั่นในอุดมการณ์ของพรรคซึ่งตรงกับอุดมการณ์ของตน นั่นคือการทำงานเพื่อประชาชนและประเทศชาติ นอกจากนี้ การที่หัวหน้าพรรค นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค มีความเชี่ยวชาญด้านกฎหมาย ก็จะเป็นอีกกุญแจสำคัญในการผลักดันนโยบายและการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ให้เกิดขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรมด้วย

“ผมเป็นคนชอบทำงาน และพรรครวมไทยสร้างชาติก็เป็นพรรคที่มุ่งหน้าทำงานและมีแนวทางการทำงานที่ชัดเจนเพื่อชาติและประชาชนเช่นกัน ดังนั้น DNA จึงตรงกัน และอีกสิ่งหนึ่งที่ผมเห็นว่ามีประโยชน์กับการทำงานของผมด้วย ก็คือ กฎหมาย เพราะทุกเรื่องที่เราจะทำให้ชาวบ้านล้วนต้องอาศัยกฎหมายเป็นกลไกขับเคลื่อน เราต้องผลักดันกฎหมายบางฉบับให้ออกมามีผลบังคับใช้ ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็นแนวทางที่ชัดเจนของท่านพีระพันธุ์อยู่แล้ว เพราะท่านแม่นยำเรื่องกฎหมาย เมื่อนำมารวมกับนโยบายที่ผมอยากจะทำ โดยเฉพาะนโยบายด้านการเกษตร ผมมั่นใจว่าผมจะทำได้สำเร็จแน่นอน ผมก็เลยตัดสินใจมาร่วมงานกับพรรครวมไทยสร้างชาติ” นายนราพัฒน์กล่าว

นายนราพัฒน์ยังบอกเล่าถึงเส้นทางการเมืองที่ผ่านมาว่า ในวัยเด็กตนไม่ได้มีความสนใจที่จะเข้ามาทำงานการเมือง เนื่องจากเห็นความเหนื่อยยากและเวลาที่หายไปของคุณพ่อ นายไพฑูรย์ แก้วทอง อดีต สส. 12 สมัย ผู้ได้รับการขนานนามว่า “พ่อพระของพิจิตร” โดยหลังจากสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี บริหารธุรกิจ สาขาบัญชี จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง ตนก็ได้ไปศึกษาต่อระดับปริญญาโท บริหารธุรกิจ (M.B.A) ที่มหาวิทยาลัย National University ประเทศสหรัฐอเมริกา ก่อนกลับมาทำงานในบริษัทภาคเอกชนอยู่ช่วงหนึ่ง

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 2540 เมื่อรัฐธรรมนูญเปลี่ยนระบบเลือกตั้ง ทำให้นายไพฑูรย์ ผู้เป็นบิดาได้รับการวางตัวให้ลงสมัครเลือกตั้งเป็น สส. แบบบัญชีรายชื่อ ตนจึงเบนเข็มมาลงสมัครรับเลือกตั้งเพื่อดูแลพี่น้องประชาชนในพื้นที่เดิมของคุณพ่อที่จังหวัดพิจิตร โดยเริ่มจากเป็นผู้ช่วย สส. ซึ่งต้องลงพื้นที่เพื่อพบปะชาวบ้านทุกหลังคาเรือนในเขตเลือกตั้งเป็นเวลากว่า 2 ปีก่อนการเลือกตั้ง จนกระทั่งได้รับเลือกตั้งเป็น สส.เขต ติดต่อกัน 3 สมัย

“นราพัฒน์” เผย สาเหตุย้ายพรรค เหตุ DNA ทางการเมืองตรงกับพรรครวมไทยสร้างชาติ

ประเด็นสำคัญที่นายนราพัฒน์เน้นย้ำคือความสอดคล้องของ DNA ทางการเมืองระหว่างตนเองและพรรครวมไทยสร้างชาติ ซึ่งเป็นปัจจัยหลักในการตัดสินใจย้ายพรรคครั้งนี้

ทำไมนราพัฒน์ถึงย้ายพรรค?

นราพัฒน์ แก้วทอง อธิบายว่า “นราพัฒน์” เผย สาเหตุย้ายพรรค เหตุ DNA ทางการเมืองตรงกับพรรครวมไทยสร้างชาติ เพราะเล็งเห็นถึงแนวทางการทำงานที่ชัดเจนและมุ่งเน้นประโยชน์ของชาติและประชาชนเป็นสำคัญ นอกจากนี้ ความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายของหัวหน้าพรรคยังเป็นปัจจัยเสริมที่ทำให้นโยบายต่างๆ สามารถขับเคลื่อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรซึ่งเป็นสิ่งที่นายนราพัฒน์ให้ความสำคัญ

การย้ายพรรคของนายนราพัฒน์ แก้วทอง ถือเป็นอีกหนึ่งความเคลื่อนไหวที่น่าจับตามองในแวดวงการเมืองไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาถึงประสบการณ์และความเชี่ยวชาญของนายนราพัฒน์ในด้านการเกษตรและการบริหารจัดการ ซึ่งอาจเป็นประโยชน์ต่อการผลักดันนโยบายของพรรครวมไทยสร้างชาติให้เป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ นายนราพัฒน์ยังกล่าวถึงความสำคัญของกฎหมายในการขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ โดยมองว่ากฎหมายเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยให้การทำงานเพื่อประชาชนเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ ความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายของนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ จึงเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้นายนราพัฒน์มั่นใจว่าจะสามารถทำงานร่วมกับพรรคได้อย่างราบรื่นและประสบความสำเร็จ

การตัดสินใจครั้งนี้ของนายนราพัฒน์จึงเป็นการเดิมพันที่น่าสนใจ และเป็นสิ่งที่ต้องติดตามดูกันต่อไปว่า “นราพัฒน์” เผย สาเหตุย้ายพรรค เหตุ DNA ทางการเมืองตรงกับพรรครวมไทยสร้างชาติ จะสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงและผลักดันนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนได้มากน้อยเพียงใด

การเข้ามาของนายนราพัฒน์ แก้วทอง จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับพรรครวมไทยสร้างชาติได้มากน้อยแค่ไหน และจะมีผลต่อภูมิทัศน์ทางการเมืองของประเทศอย่างไร เป็นสิ่งที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิดในช่วงเวลาต่อจากนี้

“นราพัฒน์” เผย สาเหตุย้ายพรรค เหตุ DNA ทางการเมืองตรงกับพรรครวมไทยสร้างชาติคือการมองเห็นอนาคตที่สอดคล้องกับอุดมการณ์ของตนเอง และพร้อมที่จะทุ่มเททำงานเพื่อประชาชนและประเทศชาติอย่างเต็มที่

ที่มา – “นราพัฒน์” เผย สาเหตุย้ายพรรค เหตุ DNA ทางการเมืองตรงกับพรรครวมไทยสร้างชาติ

Scroll to top