เศรษฐกิจชายแดน

นายกฯ อนุทิน เยือนมาเลเซียอย่างเป็นทางการ 9-10 ก.ค. นี้

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินข่าวความเคลื่อนไหวสำคัญในแวดวงการเมืองช่วงนี้ เมื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เตรียมภารกิจเดินสายกระชับความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย โดยมีกำหนดการนายกฯ อนุทิน เยือนมาเลเซียอย่างเป็นทางการ 9-10 ก.ค. นี้ ซึ่งถือเป็นวาระสำคัญที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง เพราะมาเลเซียมีสถานะเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของไทยในกลุ่มอาเซียน

ความคาดหวังในการ นายกฯ อนุทิน เยือนมาเลเซียอย่างเป็นทางการ 9-10 ก.ค. นี้

การเดินทางในครั้งนี้ไม่ใช่เพียงพิธีการทั่วไป แต่หัวใจหลักคือการมุ่งเน้นความเป็นรูปธรรม นายกรัฐมนตรีตั้งใจนำคณะหารือความร่วมมือทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจชายแดน การลงทุน การเกษตร รวมไปถึงการเสริมสร้างความมั่นคงในพื้นที่ภาคใต้ เพื่อให้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ที่จะเร่งแก้ปัญหาและลดอุปสรรคให้กับภาคธุรกิจ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนทั้งสองประเทศ

ไฮไลท์สำคัญของการ นายกฯ อนุทิน เยือนมาเลเซียอย่างเป็นทางการ 9-10 ก.ค. นี้

กำหนดการเดินทางที่น่าสนใจมีดังนี้:

  • การลงนาม MOU เกษตร: เพื่อยกระดับมาตรฐานความมั่นคงทางอาหารระหว่างกัน
  • การหารือภาคธุรกิจ: พบปะนักลงทุนเพื่อรับฟังข้อเสนอและหาโอกาสใหม่ๆ ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ
  • พิธีเปิดถนนเชื่อมด่านศุลกากร: ร่วมกับนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ณ ด่านสะเดา เพื่อส่งเสริมการค้าชายแดน

นอกจากประเด็นด้านการค้าแล้ว การที่นายกรัฐมนตรีมีกำหนดการเดินทางไปเยี่ยมชมโครงการถนนเชื่อมต่อด่านศุลกากรสะเดาแห่งใหม่กับด่านบูกิตกายูฮิตัม ในวันที่ 10 กรกฎาคมนั้น สะท้อนให้เห็นถึงความใส่ใจในการวางโครงสร้างพื้นฐานที่จะเป็นหัวใจสำคัญของการขนส่งและโลจิสติกส์ในอนาคต

ในฐานะประชาชน เราคงคาดหวังว่าการเยือนมาเลเซียในครั้งนี้จะช่วยให้เกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจในระดับฐานรากอย่างแท้จริง การที่ภาครัฐจับมือกับเพื่อนบ้านอย่างแน่นแฟ้น จะช่วยเปิดประตูโอกาสใหม่ๆ และสร้างความมั่นใจให้กับภาคเอกชน ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว ผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจะหมุนเวียนกลับมาสู่คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของคนไทยทุกคน เรามาตั้งตารอข่าวความสำเร็จหลังปิดภารกิจกันครับ!

ที่มา – นายกฯ อนุทิน เยือนมาเลเซียอย่างเป็นทางการ 9-10 ก.ค. นี้ หารือความร่วมมือทุกมิติ

ชาวไทย-มาเลย์ เฮ เพิ่มเวลาเปิด 3 ด่านพรมแดนที่นราธิวาส

เฮกันถ้วนหน้าเลยนะชาวไทยและชาวมาเลย์! หลังจากที่รอคอยมานานในที่สุดก็มีข่าวดี เมื่อมีการเพิ่มเวลาเปิด 3 ด่านพรมแดนที่นราธิวาส เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ การค้า และการท่องเที่ยวชายแดนใต้ให้คึกคักยิ่งขึ้น เรื่องนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ด่านเหล่านี้ถูกปรับเวลาเปิดให้สั้นลงตั้งแต่สมัยโควิดระบาด ตอนนี้กลับมาเปิดยาวเหมือนเดิมแล้ว ดีใจแทนพี่น้องชายแดนจริงๆ

เพิ่มเวลาเปิด 3 ด่านพรมแดนที่นราธิวาส ชาวไทย-มาเลย์เฮสุดๆ

เมื่อเช้าวันที่ 15 มีนาคม 2569 หรือตรงกับวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา นายชาคริต สุรณัฐกุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาส ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมที่ด่านพรมแดนสุไหงโก-ลก อำเภอสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส เพื่อดูความพร้อมในการเปิดด่านที่เชื่อมต่อกับด่านรันตูปันยัง รัฐกลันตัน ของมาเลเซีย จังหวัดนราธิวาสได้ประสานงานผ่านกระทรวงมหาดไทยและสถานกองสุลใหญ่ที่โกตาบารู จนในที่สุดรัฐบาลมาเลเซียก็ตอบรับ

รองผู้ว่าราชการจังหวัดนราธิวาสตรวจเยี่ยมด่านสุไหงโก-ลก

รายละเอียดคือ ด่านทั้ง 3 แห่งจะเปิดตั้งแต่เวลา 05.00 น. ตามเวลาประเทศไทย ซึ่งตรงกับ 06.00 น. ตามเวลามาเลเซีย โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 15 มีนาคม 2569 เป็นต้นไป แต่เวลาใกล้จะต่างกันนิดหน่อยนะ ด่านสุไหงโก-ลกจะปิดเวลา 21.00 น. ส่วนด่านเปิงกาลันกูโบร์ที่อำเภอตากใบ และด่านบูกิตบุหงาที่อำเภอแว้ง จะปิดเวลา 18.00 น. ทุกวัน ไม่มีวันหยุด เรียกว่าเปิดเต็มสูบเลย

ด่านพรมแดน 3 แห่งที่ได้ประโยชน์จากการเพิ่มเวลาเปิด

  • ด่านสุไหงโก-ลก – เชื่อมด่านรันตูปันยัง รัฐกลันตัน ที่สุดคึกคัก ช้อปปิ้ง ท่องเที่ยวเพียบ
  • ด่านเปิงกาลันกูโบร์ – ตรงข้ามอำเภอตากใบ สะดวกสำหรับชาวบ้านและพ่อค้าแม่ค้าท้องถิ่น
  • ด่านบูกิตบุหงา – ตรงข้ามอำเภอแว้ง ช่วยให้การค้าขายข้ามแดนไหลลื่นยิ่งขึ้น
เจ้าหน้าที่และประชาชนที่ด่านพรมแดน

ก่อนหน้านี้ ด่านเหล่านี้เปิดช้ากว่าปกติเพราะโควิด ตั้งแต่ปลายปี 2562 ทำให้การค้าหยุดชะงัก เศรษฐกิจชายแดนซบเซา แต่ตอนนี้กลับมาเปิดเช้าแบบเดิมแล้ว ประชาชนและนักท่องเที่ยวแห่กันเข้าออกด่านตั้งแต่เช้ามืด นายซูปียัน แดเมาะเล็ง นายอำเภอสุไหงโก-ลก พ.ต.อ.พลูศักดิ์ แก้วสีขาว ผู้กำกับการตม.จังหวัดนราธิวาส และเจ้าหน้าที่ศุลกากร ร่วมต้อนรับอย่างอบอุ่น สร้างความพึงพอใจให้ทุกฝ่าย

ประโยชน์ที่ชัดเจนจากการเพิ่มเวลาเปิด 3 ด่านพรมแดนที่นราธิวาสนี้ ไม่ใช่แค่เปิดนานขึ้น แต่ช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจชายแดนไทย-มาเลย์ให้กลับมาครึกครื้น ชาวบ้านค้าขายได้มากขึ้น นักท่องเที่ยวข้ามไปมาเลเซียช้อปปิ้งที่กลันตันหรือเพอร์ลิสได้สะดวก สินค้าเกษตร ผลไม้ อาหารทะเลไหลเวียนดี ยังส่งเสริมความสัมพันธ์สองประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นอีกด้วย ถือเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตคนชายแดนใต้

หากคุณกำลังวางแผนเที่ยวชายแดนหรือทำธุรกิจข้ามแดน ตอนนี้แหละเวลาดี! รีบเช็คเอกสารเดินทางให้พร้อม แล้วไปใช้บริการด่านใหม่กันเถอะ ใครมีประสบการณ์ข้ามด่านมาเล่าให้ฟังในคอมเมนต์ด้วยนะ ช่วยกันแชร์ข่าวดีนี้ให้เพื่อนๆ รู้ จะได้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจชายแดนให้ปังยิ่งขึ้น!

ที่มา – ชาวไทย-มาเลย์ เฮ เพิ่มเวลาเปิด 3 ด่านพรมแดนที่นราธิวาส กระตุ้นเศรษฐกิจ การค้า ท่องเที่ยว

ครม.แต่งตั้งชาดาเป็นประธานวิป มอบพิพัฒน์ดูด่านชายแดน

ครม.แต่งตั้ง “ชาดา” นั่งประธานวิปรัฐบาล มอบ “พิพัฒน์” ดูเปิด-ปิดด่านชายแดนไทย-มาเลเซีย

ในวันที่ 30 กันยายน 2568 คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติสำคัญในการประชุมนัดแรก โดยเห็นชอบการแต่งตั้งนายชาดา ไทยเศรษฐ์ ส.ส.อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย ให้ดำรงตำแหน่งประธานวิปรัฐบาล นอกจากนี้ ยังมอบหมายให้นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม รับผิดชอบเร่งรัดเรื่องการเปิด-ปิดด่านชายแดนไทย-มาเลเซีย เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจชายแดนใต้ให้คึกคักมากขึ้น

ครม.แต่งตั้ง “ชาดา” นั่งประธานวิปรัฐบาล

การประชุมครม. ครั้งนี้ ถือเป็นก้าวแรกของรัฐบาลชุดใหม่ที่มุ่งเน้นการประสานงานระหว่างฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติ โดยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ได้แถลงผลการประชุมเมื่อเวลา 20.45 น. ที่รัฐสภา โดยยืนยันว่าครม.เห็นชอบตามข้อเสนอของคณะกรรมการความมั่นคงแห่งชาติ (กอ.รมน.) ในการขยายเวลาประกาศพื้นที่ภัยต่อความมั่นคงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้

สำหรับการแต่งตั้งคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร หรือวิปรัฐบาลนั้น นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี จะทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษา ขณะที่นายชาดา ไทยเศรษฐ์ รับตำแหน่งประธานวิปรัฐบาล รองประธานประกอบด้วยนายอาสพลธ์ สรรณ์ไ-triภพ ส.ส.ศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย และนายกรวีร์ ปริศนานันทกุล ส.ส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย การแต่งตั้งนี้จะช่วยให้รัฐบาลสามารถผลักดันนโยบายและร่างกฎหมายได้อย่างราบรื่น โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังสถานการณ์โควิด-19

นายชาดา ไทยเศรษฐ์ ถือเป็นนักการเมืองรุ่นเก๋าที่มีประสบการณ์ยาวนานในพรรคภูมิใจไทย เขาเคยดำรงตำแหน่งสำคัญหลายครั้ง และการนั่งเก้าอี้ประธานวิปครั้งนี้คาดว่าจะช่วยเสริมความเข้มแข็งให้กับพันธมิตรรัฐบาล โดยเฉพาะพรรคภูมิใจไทยที่เป็นแกนนำสำคัญ

มอบ “พิพัฒน์” เร่งดูเรื่องเปิด-ปิดด่านชายแดนไทย-มาเลเซีย

อีกประเด็นสำคัญจากที่ประชุมครม. คือ การมอบหมายงานให้นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ ไปเจรจาและดำเนินการปรับเวลาการเปิด-ปิดด่านชายแดนไทย-มาเลเซีย โดยกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬาได้รับการร้องเรียนจากภาคเอกชนและประชาชนในพื้นที่ชายแดนใต้ที่ต้องการให้ขยายเวลาการค้าขายและการท่องเที่ยว

ปัจจุบัน ด่านชายแดนไทย-มาเลเซีย มีการเปิดให้บริการในเวลาจำกัด ซึ่งส่งผลกระทบต่อการค้าชายแดนที่เคยคึกคัก โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภคและผลไม้จากมาเลเซีย นายกรัฐมนตรีเห็นว่าการขยายเวลาเปิดด่านให้เร็วขึ้นและปิดช้าลง จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น สร้างรายได้ให้กับชุมชนชายแดน และฟื้นฟูการท่องเที่ยวแบบข้ามพรมแดน

นายพิพัฒน์ ในฐานะรัฐมนตรีคมนาคม จะต้องประสานงานกับหน่วยงานความมั่นคง กระทรวงมหาดไทย และหน่วยงานท้องถิ่น เพื่อหาทางออกที่สมดุลระหว่างความมั่นคงและเศรษฐกิจ คาดว่าภายในสัปดาห์หน้า จะมีข้อสรุปเบื้องต้น โดยอาจเริ่มทดลองปรับเวลาในบางด่าน เช่น ด่านสะเดา จังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นจุดค้าขายหลัก

การตัดสินใจครั้งนี้สะท้อนถึงนโยบายของรัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจชายแดน โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ที่ยังเผชิญความท้าทายด้านความมั่นคง แต่มีศักยภาพสูงในด้านการค้าและการท่องเที่ยว หากดำเนินการได้สำเร็จ จะเป็นตัวอย่างที่ดีในการบูรณาการนโยบายรัฐ

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการเมือง

ครม.แต่งตั้ง “ชาดา” นั่งประธานวิปรัฐบาล และมอบหมาย “พิพัฒน์” ดูแลด่านชายแดน จะส่งผลดีต่อภาพรวมการบริหารประเทศ โดยวิปรัฐบาลที่แข็งแกร่งจะช่วยให้ร่างกฎหมายเศรษฐกิจผ่านสภาได้เร็วขึ้น เช่น พ.ร.บ.งบประมาณปี 2569 ที่เน้นการฟื้นฟูชายแดน

ส่วนการปรับด่านชายแดน จะช่วยเพิ่มปริมาณการค้าชายแดนไทย-มาเลเซีย ซึ่งปีละหลายหมื่นล้านบาท โดยเฉพาะสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเบา นอกจากนี้ ยังเปิดโอกาสให้การท่องเที่ยวข้ามแดนฟื้นตัว โดยนักท่องเที่ยวจากมาเลเซียสามารถเดินทางมาท่องเที่ยวภาคใต้ได้สะดวกยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงเตือนว่าการขยายเวลาด่านต้องควบคู่กับมาตรการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวด เพื่อป้องกันปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ หากรัฐบาลจัดการได้ดี จะเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาที่ยั่งยืนในภาคใต้

ในมุมมองของผู้เขียน การตัดสินใจของครม.ครั้งนี้แสดงถึงความมุ่งมั่นในการแก้ปัญหาแบบบูรณาการ หากประชาชนและภาคเอกชนร่วมมือกัน คาดว่ารัฐบาลจะประสบความสำเร็จในการกระตุ้นเศรษฐกิจชายแดนได้อย่างแน่นอน ท่านคิดอย่างไร ลองแสดงความเห็นในช่องคอมเมนต์ด้านล่างนี้

ที่มา – ครม.แต่งตั้ง “ชาดา” นั่งประธานวิปรัฐบาล มอบ “พิพัฒน์” ดูเปิด-ปิดด่านชายแดนไทย-มาเลเซีย

กมธ.มั่นคงฯ ถก ปัญหาแรงงานกัมพูชากลับประเทศ กระทบเศรษฐกิจ

“รังสิมันต์” ประธาน กมธ.ความมั่นคงฯ ถก ปัญหาแรงงานกัมพูชากลับประเทศ ชี้ เหลือแรงงานอยู่ประมาณ 10% ของยอดที่เคยมี กระทบเศรษฐกิจแน่ ปูด พบบริษัทนำเข้าแรงงานผิดกฎหมาย

วันที่ 20 สิงหาคม 2568 นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงการประชุม กมธ. ในวันนี้ว่า จะคุยกันถึงเรื่องผลกระทบจากการที่แรงงานกัมพูชาเดินทางกลับไปยังประเทศ ซึ่งปัจจุบันจากเดิมตัวเลขอยู่ที่ประมาณ 3 แสนคน เหลือแรงงานอยู่ประมาณ 10% ของยอดที่เคยมี และถ้าหากนับจากแรงงานผิดกฎหมายอาจจะมีมากกว่านั้น ซึ่งต้องยอมรับว่า 10% ที่เหลืออยู่ในภาคการผลิตของเรา ทั้งเกษตรและก่อสร้างได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน

สถานการณ์ ปัญหาแรงงานกัมพูชากลับประเทศ ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะภาคการผลิตที่ต้องพึ่งพาแรงงานต่างด้าวจำนวนมาก การขาดแคลนแรงงานทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น และอาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

นอกจากนี้ เราต้องยอมรับว่าสถานการณ์ตามแนวชายแดนหลังจากมีการปะทะกันแล้วไม่ได้กลับมาเหมือนเดิม ไม่ได้มีปัญหาแค่เรื่องการเยียวยาไม่เพียงพอแต่มีปัญหาในมิติเศรษฐกิจด้วย ถ้าหากเราฟื้นฟูด้านเศรษฐกิจไม่ได้จะส่งผลกระทบระยะยาวต่อเศรษฐกิจตามแนวชายแดนทั้งระบบ เรื่องผลกระทบของการไม่มีแรงงาน ถือเป็นเรื่องใหญ่ที่เราจำเป็นต้องดำเนินการและหาแนวทางแก้ปัญหา

นายรังสิมันต์ กล่าวอีกว่า หลักๆ ได้เชิญรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กลุ่มสมาคมสหกรณ์จังหวัดตราด และอีกหลายภาคส่วนมาร่วมประชุม ทางกระทรวงแรงงานเองมีความพยายามนำเข้าแรงงานจากศรีลังกาเข้ามา ซึ่งต้องพูดคุยกันถึงความจำเป็น แต่มากไปกว่านั้นมีอีกเรื่องหนึ่งคือเรื่องการทุจริตในเรื่องการนำเข้าแรงงานกัมพูชา ซึ่งวันนี้เรามีชื่อบริษัทเป้าหมายแล้ว

“สิ่งที่ต้องยอมรับ วงการแรงงานมีเรื่องการทุจริตเรื่องค้ามนุษย์เรื่องสีเทาดำเต็มไปหมด ทางกรรมาธิการก็จะสอบในเรื่องเหล่านี้ ส่วนลักษณะการทุจริตจะเป็นการนำแรงงานเข้ามาโดยจ่ายเงินให้กับเจ้าหน้าที่ของรัฐ เพื่อให้ได้สิทธิพิเศษ หรือพูดง่ายๆ คือมีการจ่ายเงินให้กับเจ้าหน้าที่ของรัฐเพื่ออำนวยความสะดวกต่างๆ แต่ยืนยันว่าเรามีชื่อบริษัทแล้ว”

ปัญหาแรงงานกัมพูชากลับประเทศ ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างไร?

ปัญหาแรงงานกัมพูชากลับประเทศ กำลังเป็นประเด็นร้อนที่ถูกพูดถึงในวงกว้าง โดยเฉพาะผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจของไทย ซึ่งพึ่งพาแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านเป็นจำนวนมาก การที่แรงงานกัมพูชาจำนวนมากเดินทางกลับประเทศ ทำให้เกิดภาวะขาดแคลนแรงงานในหลายภาคส่วน โดยเฉพาะภาคเกษตรกรรมและก่อสร้าง ซึ่งส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น และอาจส่งผลกระทบต่อราคาสินค้าและบริการ

ผลกระทบจากปัญหาแรงงานกัมพูชากลับประเทศ

  • ภาคเกษตรกรรม: ขาดแคลนแรงงานเก็บเกี่ยวผลผลิต ทำให้ผลผลิตเสียหายและราคาตกต่ำ
  • ภาคก่อสร้าง: โครงการก่อสร้างล่าช้า ต้นทุนสูงขึ้น
  • ภาคอุตสาหกรรม: กำลังการผลิตลดลง

นอกจากนี้ การที่แรงงานกัมพูชาเดินทางกลับประเทศ ยังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในระดับท้องถิ่น โดยเฉพาะจังหวัดชายแดนที่เคยพึ่งพาแรงงานจากกัมพูชาเป็นจำนวนมาก

ทางออกของ ปัญหาแรงงานกัมพูชากลับประเทศ คืออะไร? รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งหาแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน โดยอาจพิจารณาแนวทางดังต่อไปนี้

  • ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีและเครื่องจักรกลทางการเกษตร: เพื่อลดการพึ่งพาแรงงานคน
  • พัฒนาทักษะแรงงานไทย: เพื่อให้สามารถทำงานในภาคอุตสาหกรรมที่ต้องการทักษะสูงได้
  • เจรจาและทำข้อตกลงกับประเทศเพื่อนบ้าน: เพื่อนำเข้าแรงงานอย่างถูกกฎหมาย

การแก้ไขปัญหา ปัญหาแรงงานกัมพูชากลับประเทศ เป็นเรื่องที่ท้าทาย แต่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ

การที่กรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐฯ หยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาพิจารณา แสดงให้เห็นถึงความตระหนักถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในวงกว้าง การแก้ไขปัญหาอย่างตรงจุดและทันท่วงทีจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

ที่มา – กมธ.มั่นคงฯ ถกปัญหาแรงงานกัมพูชากลับประเทศ กระทบเศรษฐกิจ เหตุเหลืออยู่ราว 10%

Scroll to top