เศรษฐกิจพอเพียง

ประธานสภาผู้แทนราษฎร เยี่ยมเยียนผู้สูงอายุ สงกรานต์ 2569

ประธานสภาผู้แทนราษฎร เยี่ยมเยียนผู้สูงอายุ เนื่องในเทศกาลสงกรานต์ ประจำปี 2569 เป็นกิจกรรมที่สร้างความประทับใจให้กับพี่น้องประชาชนจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่ได้รับการดูแลและกำลังใจจากผู้นำบ้านเมือง นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้ลงพื้นที่พบปะเยี่ยมเยียนผู้สูงอายุใน 4 อำเภอ ได้แก่ อำเภอคูเมือง อำเภอพุทไธสง อำเภอนาโพธิ์ และอำเภอบ้านใหม่ไชยพจน์ รวมกว่า 2,600 คน

ประธานสภาผู้แทนราษฎร เยี่ยมเยียนผู้สูงอายุ ย้ำชีวิตสุขในครอบครัวอบอุ่น

ในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ไทย นายโสภณ ได้กล่าวให้กำลังใจผู้สูงอายุ โดยย้ำถึงความสำคัญของการดูแลสุขภาพทั้งร่างกายและจิตใจ การดำรงชีวิตอย่างมีความสุขในครอบครัวที่อบอุ่น รวมถึงการปลูกฝังค่านิยมความกตัญญูกตเวที ซึ่งเป็นคุณธรรมพื้นฐานของสังคมไทย นี่คือตัวอย่างของการนำหลักธรรมคำสอนมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน ทำให้ผู้สูงอายุรู้สึกมีคุณค่าและได้รับความรักจากคนรุ่นใหม่

กิจกรรมที่เกิดขึ้นในการเยี่ยมเยียน

  • พบปะพูดคุยส่วนตัวกับผู้สูงอายุแต่ละคน
  • มอบของขวัญและสิ่งของจำเป็น
  • ตรวจสุขภาพเบื้องต้นร่วมกับทีมแพทย์
  • หารือกับผู้นำท้องถิ่นเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต

นอกจากนี้ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ยังได้ประชุมหารือกับหัวหน้าส่วนราชการ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด สมาชิกสภาจังหวัด นายอำเภอ นายก อบต. กำนัน และผู้ใหญ่บ้าน เพื่อรับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะในการยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน เช่น การพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับผู้สูงอายุ การส่งเสริมอาชีพเสริม และการดูแลสุขภาพป้องกัน

นายโสภณ ซารัมย์ ยังได้กล่าวถึงสถานการณ์ปัจจุบันของประเทศ โดยเรียกร้องให้ผู้นำทุกภาคส่วนเป็นแบบอย่างที่ดี ยึดมั่นหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มีความซื่อสัตย์สุจริต เสียสละ และเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เพื่อสร้างสังคมไทยที่เข้มแข็ง ในยุคที่ผู้สูงอายุมีจำนวนเพิ่มขึ้น การเยี่ยมเยียนเช่นนี้ไม่เพียงสร้างความสุข แต่ยังเสริมสร้างความสามัคคีในชุมชน ทำให้ครอบครัวไทยคงความอบอุ่นไว้ได้

ประธานสภาผู้แทนราษฎร เยี่ยมเยียนผู้สูงอายุ ในครั้งนี้ ยังรวมถึงการอวยพรประชาชนชาวไทยทุกคนให้มีความสุข เจริญรุ่งเรือง สุขภาพแข็งแรง เดินทางปลอดภัย และใช้เวลาสงกรานต์ร่วมกับครอบครัวอย่างมีความหมาย ขอให้ทุกคนร่วมมือกันฝ่าฟันอุปสรรค สู่ความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน

กิจกรรมดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความห่วงใยของรัฐบาลต่อผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นรากฐานของชาติ ในสังคมไทยที่ให้ความสำคัญกับผู้ใหญ่ ผู้สูงอายุไม่ใช่แค่ผู้รับการดูแล แต่เป็นแหล่งปัญญาและประสบการณ์ที่ควรค่าแก่การถ่ายทอดสู่รุ่นลูกหลาน การเยี่ยมเยียนครั้งนี้ยังเป็นการรณรงค์ให้เยาวชนตระหนักถึงหน้าที่ลูกกตัญญู ช่วยลดปัญหาสังคม เช่น การทิ้งผู้สูงอายุ หรือขาดการดูแล

เพื่อเสริมสร้างสังคมผู้สูงอายุที่มีคุณภาพ เราควรมีนโยบายสนับสนุน เช่น เพิ่มศูนย์ดูแลผู้สูงอายุชุมชน ส่งเสริมการออกกำลังกาย และกิจกรรมสร้างสุขภาพจิต นอกจากนี้ ครอบครัวควรจัดสรรเวลาร่วมกันมากขึ้น โดยเฉพาะในเทศกาลอย่างสงกรานต์ที่เป็นโอกาสชี้ชะตาความสัมพันธ์

สุดท้ายนี้ เชิญชวนทุกท่านนำหลักคำสอนดังกล่าวไปปฏิบัติ ดูแลผู้สูงอายุในครอบครัวให้ชีวิตมีความสุขในครอบครัวอบอุ่น สร้างสังคมไทยให้ยั่งยืน ติดตามข่าวสารการเมืองและสังคมเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของเรา

ประธานสภาผู้แทนราษฎร เยี่ยมเยียนผู้สูงอายุ

ที่มา – ประธานสภาผู้แทนราษฎร เยี่ยมเยียนผู้สูงอายุ ย้ำดำรงชีวิตอย่างมีความสุขในครอบครัวที่อบอุ่น

ปชป. แท็กทีมจัดหนักถล่มวิกฤตพลังงาน

ในสถานการณ์ที่ราคาน้ำมันโลกผันผวนหนัก รัฐบาลไทยกำลังเผชิญวิกฤตพลังงานที่ส่งผลกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่กำลังพังยับเยิน ส.ส. จากพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ไม่รอช้า ร่วมแท็กทีมจัดหนักถล่มวิกฤตพลังงาน จี้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาน้ำมันแพงที่ทำให้ประชาชนเดือดร้อน

ปชป. แท็กทีมจัดหนักถล่มวิกฤตพลังงาน

วันที่ 25 มีนาคม 2567 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ส.ส.ปชป. ประสานเสียงเดียวกันเพื่อกดดันรัฐบาล โดยนางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี เสนอแนวทางชัดเจนผ่าน “4 ยุทธศาสตร์ปลดแอกพลังงานไทย” ที่ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง สร้างภูมิคุ้มกันให้ประเทศไม่ต้องพึ่งพาน้ำมันนำเข้าจากตะวันออกกลางที่ราคาผันผวนตามสถานการณ์โลกยุทธศาสตร์เหล่านี้ไม่ใช่แค่ไอเดีย แต่เป็นทางออกจริงจังที่สามารถนำไปปฏิบัติได้ทันที

4 ยุทธศาสตร์ปลดแอกน้ำมันแพงจากปชป.

  • ยกระดับไบโอดีเซลสู่ HVO: พัฒนาเทคโนโลยีไบโอดีเซลไปสู่ Hydrotreated Vegetable Oil (HVO) ซึ่งเป็นน้ำมันชีวภาพขั้นสูงที่สะอาดและมีประสิทธิภาพสูง รองรับเครื่องยนต์สมัยใหม่ ลดการปล่อยคาร์บอนได้มากกว่า 90%
  • สร้างตลาดเครื่องจักรกลเกษตรพลังงานสะอาด: ส่งเสริมการผลิตและใช้งานเครื่องจักรการเกษตรที่ใช้พลังงานทางเลือก เช่น ไฟฟ้าหรือไฮโดรเจน เพื่อลดต้นทุนน้ำมันให้เกษตรกร
  • กระจายงบพลังงานหมุนเวียน 2W 2S: สนับสนุนพลังงานจากขยะ ลม แสงอาทิตย์ และเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF) กระจายงบประมาณให้ทั่วถึงทุกภาคส่วน
  • บูรณาการภาคเกษตร Zoning พืชพลังงาน: กำหนดพื้นที่ปลูกพืชพลังงานอย่างเป็นระบบ พร้อมประกันราคาที่เป็นธรรม ลดความเสี่ยงให้เกษตรกรและลดการนำเข้าน้ำมัน

ยุทธศาสตร์เหล่านี้จะช่วยให้ไทยมีพลังงานอิสระมากขึ้น ลดการพึ่งพาต่างชาติ และสร้างงานใหม่ในภาคพลังงานหมุนเวียน ซึ่งเป็นเทรนด์โลกที่ไทยไม่ควรรอช้า

วิกฤตน้ำมันแพงทำท่องเที่ยวหาดใหญ่พังยับ

ด้านนายศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง ส.ส.สงขลา ยิงปืนนัดสุดท้ายด้วยการแฉปัญหาในภาคใต้ โดยเฉพาะหาดใหญ่ที่กำลังโคม่าเพราะน้ำมันขาดแคลน กลไกตลาดบิดเบี้ยวจากการตัดโควตาน้ำมันหน้าปั๊มกว่า 50% ทำให้เกิดคิวยาวเหยียด รัฐบาลมาเลเซียถึงกับเตือนนักท่องเที่ยวให้เติมน้ำมันก่อนข้ามมาไทย ส่งผลให้รายได้ท่องเที่ยวหาดใหญ่ในช่วงเทศกาลสำคัญหายวับไปกว่าครึ่ง

ไม่ dừngแค่นั้น มาตรการห้ามเติมน้ำมันใส่แกลลอนยังทำลายวิถีชีวิตชาวประมงที่ต้องพึ่งพาการเติมแบบนี้เพื่อออกเรือหาปลา ชาวบ้านเดือดร้อนหนัก ส.ส.ศักดิ์สิทธิ์ ทิ้งท้ายเตือนรัฐบาลว่า “อย่าพลิกโอกาสให้เป็นวิกฤต” และฝากคำจากคนพื้นที่ถึงนายกฯ ว่า “ไม่อยากใช้ชีวิตติดหรู กลัวลุงหนูอยู่ยาว” คำพูดนี้สะท้อนความล้มเหลวของนโยบายที่ไม่เข้าใจปัญหาจริง

วิกฤตพลังงานครั้งนี้ไม่ใช่แค่ปัญหาน้ำมันแพง แต่กระทบทุกภาคส่วน เศรษฐกิจไทยกำลังเสียหายมหาศาล โดยเฉพาะท่องเที่ยวที่เป็นเสาหลัก GDP กว่า 20% หากไม่แก้ไขด่วน ผลกระทบจะลามไปสู่การว่างงานและค่าครองชีพที่พุ่งสูง ปชป. แท็กทีมจัดหนักถล่มวิกฤตพลังงาน เพื่อให้รัฐบาลตื่นตัวและลงมือทำจริง

ปัญหาน้ำมันแพงยังเชื่อมโยงกับภาวะเงินเฟ้อโลก สงครามยูเครน และความไม่แน่นอนในตะวันออกกลาง ไทยต้องเร่งพัฒนาพลังงานทางเลือกเพื่อความมั่นคง อย่างที่ปชป. เสนอ หากรัฐบาลนำไปใช้ จะช่วยพลิกฟื้นเศรษฐกิจได้ทันที

สุดท้ายนี้ การที่ปชป. แท็กทีมจัดหนักถล่มวิกฤตพลังงาน แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบของฝ่ายค้านที่ใส่ใจประชาชน คุณคิดอย่างไรกับ 4 ยุทธศาสตร์นี้? มาร่วมแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้เพื่อกระตุ้นให้รัฐบาลแก้ปัญหาอย่างจริงจัง!

ที่มา – “ปชป.” แท็กทีมจัดหนักถล่มวิกฤตพลังงาน จี้ปลดแอกน้ำมันแพง ทำท่องเที่ยวพังยับ

“สว.ปฏิมา” แจงปมแนะปลูกผัก-เลี้ยงไก่

วันนี้เรามาคุยกันเรื่องที่กำลังเป็นกระแสในโซเชียลกันหน่อยนะครับ “สว.ปฏิมา” แจงปมแนะปลูกผัก-เลี้ยงไก่ ซึ่งกลายเป็นประเด็นร้อนหลังจากท่าน สว.ปฏิมา จีระแพทย์ อภิปรายในสภาเรื่องผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลางต่อไทย หลายคนเข้าใจผิดว่าท่านกำลังล้อเลียนหรืออะไร แต่จริงๆ แล้วเจตนาดีมากเลยครับ หวังให้ทุกคนตระหนักและเตรียมตัวรับมือหากเกิดวิกฤตจริงๆ

“สว.ปฏิมา” แจงปมแนะปลูกผัก-เลี้ยงไก่

เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2567 เวลา 11.20 น. ที่รัฐสภา สว.ปฏิมา ได้แถลงชี้แจงอย่างชัดเจนเกี่ยวกับการอภิปรายวาระเร่งด่วน เรื่องปัญหาที่ไทยอาจได้รับผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะวิกฤตพลังงานที่ทำให้ค่าครองชีพพุ่งสูง ท่านแนะนำให้ประชาชนหันมาปลูกผัก เลี้ยงปลา เลี้ยงไก่ เพื่อความมั่นคงทางอาหาร หลังจากมีกระแสวิจารณ์ในโลกออนไลน์ ท่านยืนยันว่าไม่มีเจตนาทำให้ใครเข้าใจผิด แต่เป็นการกระตุ้นให้ทุกคนตระหนักถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจริง

ท่านเล่าว่า ถ้าลองนึกย้อนไปสมัยโควิด-19 ทุกคนจำได้ใช่ไหมครับ? คนเมืองที่อยู่คอนโดในกรุงเทพฯ ลำบากสุดๆ แม้มีเงินแต่ซื้ออาหารไม่ได้เพราะล็อกดาวน์ แต่คนต่างจังหวัดที่มีที่ดินนิดหน่อย สามารถปลูกผักกินเอง เลี้ยงไก่มีไข่กิน เลี้ยงปลาในบ่อ ได้อยู่รอดสบายๆ นี่แหละคือบทเรียนที่ท่านอยากให้เราเรียนรู้ เพื่อรับมือวิกฤตพลังงานหรือสงครามที่อาจทำให้ไม่มีน้ำมัน ไม่มีไฟฟ้า

เจตนาดีเพื่อประชาชนตระหนักวิกฤตสงคราม

“สว.ปฏิมา” แจงปมแนะปลูกผัก-เลี้ยงไก่ โดยชี้ว่า เจตนาหลักคืออยากให้ประชาชนตระหนัก หากเกิดวิกฤตสงครามจริง เราจะเอาตัวรอดยังไง? ตอนนี้เศรษฐกิจโลกปั่นป่วน น้ำมันแพง อาหารแพง การพึ่งพาตัวเองจึงสำคัญมาก ท่านไม่ได้บอกให้ทุกคนเลิกทำงานหาเงินนะครับ แต่เป็นการเสริมสร้างความยั่งยืนให้ชีวิต

เศรษฐกิจพอเพียงคือทางออกหลัก

ท่านย้ำหนักแน่นว่า ทางออกที่ดีที่สุดคือยึดหลัก เศรษฐกิจพอเพียง ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร หรือในหลวงรัชกาลที่ 9 ซึ่งท่านเองก็ปฏิบัติจริง ปลูกผักในกล่องโฟมบนดาดฟ้าแค่ 5 กล่อง ก็ลดค่าใช้จ่ายได้เยอะแล้วครับ ใครๆ ก็ทำได้ ไม่ต้องมีที่ดินกว้าง

  • ประหยัดเงินค่าอาหารรายวัน
  • มีอาหารสดปลอดภัยกินเอง
  • ลดผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจโลก
  • ฝึกทักษะเอาตัวรอดในยามฉุกเฉิน
  • ส่งเสริมสุขภาพกายใจ สนุกกับการปลูก

นอกจากนี้ ท่านยังเสนอแนะว่าถ้าสนใจ ท่านพร้อมสอนวิธีทำง่ายๆ เช่น ปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ในบ้าน หรือเลี้ยงไก่ในกรงเล็กๆ เหมาะสำหรับคนเมืองยุคนี้เลย

ในมุมมองของผม การที่ “สว.ปฏิมา” แจงปมแนะปลูกผัก-เลี้ยงไก่ นี่คือสัญญาณเตือนที่ดี โลกเราวุ่นวายจริงๆ สงครามยูเครน ตะวันออกกลาง พลังงานขาดแคลน ไทยเราก็กระทบหนัก ถ้าเราเริ่มต้นวันละนิด ปลูกผักกินเอง ลดการพึ่งพานอก ก็สบายใจขึ้นเยอะ ผมเองลองแล้ว สนุกดี ลดขยะ ลดค่าใช้จ่าย ยังได้ออกกำลังกาย

สุดท้ายนี้ อยากชวนทุกคนลองเริ่มเลยนะครับ ซื้อเมล็ดพันธุ์มาหนึ่งถุง ทำตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง แล้วชีวิตจะเปลี่ยน ถ้าวิกฤตมา เราก็พร้อม! แชร์ประสบการณ์ของคุณในคอมเมนต์ด้านล่างด้วยนะ

ที่มา – “สว.ปฏิมา” แจงปมแนะปลูกผัก-เลี้ยงไก่ หวังให้ประชาชนตระหนักหากเกิดวิกฤตสงครามจริง

สน.เพชรเกษม จิตอาสาพัฒนาโคกหนองนา สร้างมั่นคงชุมชน

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้อยากชวนทุกท่านมาดูตัวอย่างกิจกรรมดีๆ ที่ทั้งสร้างสรรค์และยั่งยืนจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.เพชรเกษม บก.น.9 จิตอาสาพัฒนา “โคก หนอง นา” สร้างความมั่นคงในชุมชน เป็นโครงการที่ไม่เพียงช่วยฟื้นฟูพื้นที่ แต่ยังเสริมความเข้มแข็งให้ชุมชนในระยะยาวเลยทีเดียว

สน.เพชรเกษม บก.น.9 จิตอาสาพัฒนา “โคก หนอง นา” สร้างความมั่นคงในชุมชน

เมื่อเวลา 15.30 น. วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2567 พ.ต.อ.ปราโมทย์ จันทร์บุญแก้ว ผู้กำกับการ สน.เพชรเกษม พร้อมด้วย พ.ต.ท.กมเลศ พูลสุขโข รอง ผกก.ป. พ.ต.ต.บัญชา แก้วไทรท้วม สวป.(ชส.) และข้าราชการตำรวจจิตอาสา ได้ลงพื้นที่จริงเพื่อปรับภูมิทัศน์พื้นที่ “โคก หนอง นา” ให้เหมาะสมกับการทำเกษตรกรรมและฟื้นฟูระบบนิเวศ โดยกิจกรรมนี้เป็นส่วนหนึ่งของ สน.เพชรเกษม บก.น.9 จิตอาสาพัฒนา “โคก หนอง นา” สร้างความมั่นคงในชุมชน

สน.เพชรเกษม บก.น.9 จิตอาสาพัฒนา “โคก หนอง นา” สร้างความมั่นคงในชุมชน
จิตอาสา สน.เพชรเกษม ปรับภูมิทัศน์โคกหนองนา

พ.ต.อ.ปราโมทย์ จันทร์บุญแก้ว กล่าวอย่างอบอุ่นว่า จุดประสงค์หลักของโครงการนี้คือการน้อมนำ หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และ ทฤษฎีใหม่ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 มาประยุกต์ใช้ในการบริหารจัดการพื้นที่เกษตรและแหล่งน้ำ เพื่อให้ชุมชนสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน

สน.เพชรเกษม จิตอาสาโคกหนองนา ฟื้นฟูชุมชน

สน.เพชรเกษม บก.น.9 จิตอาสาพัฒนา “โคก หนอง นา” สร้างความมั่นคงในชุมชน คืออะไร?

“โคก หนอง นา” เป็นโมเดลเกษตรกรรมยั่งยืนที่ออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาหลักของเกษตรกรไทย เช่น ภัยแล้ง น้ำท่วม และขาดแคลนอาหาร โคก คือเนินดินเล็กๆ สำหรับปลูกพืชเศรษฐกิจและไม้ผล หนอง คือบ่อน้ำเก็บกักน้ำไว้ใช้ตลอดปี และนาคือพื้นที่ราบสำหรับทำนาแบบประหยัดน้ำ โดยรวมแล้วช่วยให้ผลิตอาหารได้ตลอดปี ลดค่าใช้จ่าย เพิ่มรายได้ และต้านทานวิกฤตได้ดี เช่น ในช่วงโควิดหรือเศรษฐกิจถดถอย

กิจกรรม สน.เพชรเกษม บก.น.9 จิตอาสาพัฒนา “โคก หนอง นา” สร้างความมั่นคงในชุมชน ครั้งนี้ ไม่ใช่แค่ปลูกต้นไม้หรือขุดบ่อ แต่เป็นการสร้างฐานรากให้ชุมชนเข้มแข็ง โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ปกติดูแลความปลอดภัย วันนี้กลายเป็นจิตอาสาเกษตรกรตัวจริง ช่วยชาวบ้านปรับพื้นที่ให้พร้อมใช้งาน

ประโยชน์ของโครงการโคกหนองนาต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม

  • แก้ปัญหาน้ำ: เก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้ง ลดน้ำท่วมในฤดูฝน
  • มั่นคงทางอาหาร: ปลูกผัก ผลไม้ เลี้ยงสัตว์ไว้บริโภคเอง
  • เศรษฐกิจยั่งยืน: เกษตรอินทรีย์ ขายผลผลิตได้ราคาดี ลดกลางคน
  • ฟื้นฟูนิเวศ: เพิ่มความหลากหลายชีวภาพ ดินอุดมสมบูรณ์
  • สร้างความสามัคคี: ชาวบ้านและตำรวจร่วมมือกัน

ในยุคที่ปัญหาสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจกดดัน โครงการนี้ตอบโจทย์สุดๆ เพราะนอกจากช่วยชาวบ้านแล้ว ยังเป็นตัวอย่างให้หน่วยงานอื่นๆ นำไปใช้ได้ โมเดลนี้เคยประสบความสำเร็จในหลายพื้นที่ เช่น ในภาคอีสานและภาคเหนือ ที่เกษตรกรพึ่งพาตนเองได้ 100%

จากที่ผมเห็น กิจกรรมแบบนี้แสดงให้เห็นว่าตำรวจไทยไม่ได้มีหน้าที่แค่จับผู้ร้าย แต่ยังเป็นเพื่อนบ้านที่ดี ช่วยเหลือชุมชนแบบองค์รวม สน.เพชรเกษม บก.น.9 จิตอาสาพัฒนา “โคก หนอง นา” สร้างความมั่นคงในชุมชน จึงน่าประทับใจมาก

สุดท้ายนี้ อยากชวนทุกท่านมาร่วมเป็นจิตอาสา สร้างโคกหนองนาในชุมชนตัวเอง ลองติดต่อหน่วยงานใกล้บ้าน หรือเริ่มเล็กๆ ที่บ้านก็ได้ครับ จะช่วยให้ชีวิตยั่งยืนขึ้นเยอะเลย!

ที่มา – สน.เพชรเกษม บก.น.9 จิตอาสาพัฒนา “โคก หนอง นา” สร้างความมั่นคงในชุมชน

ทำความรู้จัก หอกมรณะ อาวุธปล่อยนำวิถีฮาร์พูน

เมื่อพูดถึงแสนยานุภาพของกองทัพเรือไทย หลายคนคงนึกถึง “หอกมรณะ อาวุธปล่อยนำวิถีฮาร์พูน” ซึ่งเป็นอาวุธที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในการป้องกันประเทศ วันนี้เราจะมาเจาะลึกถึงรายละเอียดและความสามารถของอาวุธชนิดนี้กันครับ

หอกมรณะ อาวุธปล่อยนำวิถีฮาร์พูนของราชนาวีไทย

หอกมรณะ อาวุธปล่อยนำวิถีฮาร์พูน หรือ AGM-/RGM-/UGM-84 Harpoon พัฒนาโดยบริษัท McDonnell Douglas Astronautics Company จากสหรัฐอเมริกา เป็นอาวุธปล่อยนำวิถีแบบพื้น-สู่-พื้น และอากาศ-สู่-พื้น ที่ออกแบบมาเพื่อทำลายเรือผิวน้ำโดยเฉพาะ ด้วยความเร็วที่สูงถึง 864 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทำให้มันเป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อเรือรบทุกชนิด

อาวุธนี้ติดตั้งหัวรบอำนาจทำลายสูง ด้วยดินระเบิดขนาด 500 ปอนด์ สามารถโจมตีเป้าหมายที่มองเห็นได้ หรือที่อยู่ไกลเกินขอบฟ้า ทำงานได้อย่างต่อเนื่องในทุกสภาวะอากาศ เครื่องคันหาเป้ามีสมรรถภาพสูง ตรวจจับเป้าได้ในระยะไกล มีขีดความสามารถติดตามเป้าในสถานการณ์ต่าง ๆ ได้ดี ซึ่งระยะยิงของอาวุธปล่อยนำวิถี Harpoon Block 1C ที่ไกลที่สุด คือ 75 ไมล์ทะเล (138.9 กิโลเมตร) สามารถค้นหาเป้าเรือผิวน้ำภายในพื้นที่รัศมีวงกลมได้มากกว่า 17,500 ตารางไมล์ (45,324.79 ตารางกิโลเมตร) ทำการยิงได้จากเรือผิวน้ำ ด้วยการใช้แท่นยิงที่ติดตั้งบนเรือผิวน้ำ ซึ่งอาจจะเป็นแท่นยิงของ ตัวระบบ Harpoon เองหรือแท่นยิงของระบบอาวุธอื่น ๆ ซึ่งได้ปรับปรุงให้สามารถทำการยิงอาวุธปล่อยนำวิถีฮาร์พูนได้

ขีปนาวุธต่อต้านเรือรบ AGM-/RGM-/UGM-84 Harpoon เป็นขีปนาวุธโจมตีเรือรบระยะไกลที่บินต่ำเหนือผิวน้ำ และเป็นขีปนาวุธต่อต้านเรือรบที่ใช้กันอย่างแพร่หลายที่สุดในโลกตะวันตก เดิมทีขีปนาวุธ Harpoon รุ่นที่ยิงจากเรือถูกออกแบบมาเป็นขีปนาวุธโจมตีเรือดำน้ำชั้น Echo ของโซเวียตที่ลอยอยู่บนผิวน้ำ ปัจจุบันขีปนาวุธนี้ถูกใช้งานบนเรือผิวน้ำและเรือดำน้ำ ในตำแหน่งป้องกันชายฝั่งบนบก และติดตั้งบนเครื่องบินเพื่อต่อต้านเรือรบผิวน้ำ

ลักษณะทางกายภาพของ หอกมรณะ อาวุธปล่อยนำวิถีฮาร์พูน

ลักษณะของ Harpoon คือทรงกระบอกหนาปลายแหลม มีปีกรูปทรงกากบาทและสี่เหลี่ยมคางหมูบริเวณกลางลำตัว ครีบควบคุมรูปทรงกากบาทและสามเหลี่ยมปลายตัดที่ส่วนท้าย ปีกและพื้นผิวควบคุมสามารถพับเก็บได้ และกางออกหลังการปล่อย เครื่องยนต์จรวด มีช่องรับอากาศใต้ท้องเกือบเรียบ รุ่นปล่อยจากผิวน้ำมีส่วนบูสเตอร์สั้น พร้อมครีบรูปทรงกากบาท ขีปนาวุธ Harpoon ทุกรุ่นจนถึง Block 1C มีตัวขีปนาวุธแบบเดียวกัน ระบบการปล่อยที่แตกต่างกันจะใช้ปีกและครีบตัวขีปนาวุธที่แตกต่างกัน รวมถึงอุปกรณ์ยึด

เช่นเดียวกับขีปนาวุธ Exocet ของฝรั่งเศส ขีปนาวุธ Harpoon เป็นอาวุธแบบ “ยิงแล้วลืม” (กล่าวคือ Harpoon จะไม่ได้รับการอัปเดตตำแหน่งเป้าหมายหลังการยิงจากแท่นยิง) ข้อมูลเป้าหมายจะถูกพัฒนาในรูปแบบที่แตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับแท่นยิง เรือผิวน้ำใช้ชุดควบคุมและสั่งการยิง Harpoon บนเรือ (HSCLCS หรืออ่านว่า “Sickles”) เครื่องบินขนาดใหญ่ เช่น P-3, F27 Maritime, B-52G และ Nimrod ติดตั้งชุดควบคุมและสั่งการยิงบนเครื่องบินแบบ “แยกอิสระ” (HACLCS หรือ “Hackles”)

เมื่อขีปนาวุธไปถึงระยะที่เลือกไว้ล่วงหน้าจากตำแหน่งที่คาดการณ์ไว้ของเป้าหมาย ระบบค้นหาเป้าหมายด้วยเรดาร์แบบแอคทีฟที่ปรับความถี่ได้จะใช้รูปแบบการค้นหาแบบ Range and Bearing Launch (RBL) ที่ตั้งโปรแกรมไว้เพื่อค้นหาเป้าหมายในพื้นที่ที่กำหนด ในรุ่น Block 1C ขีปนาวุธมีระบบ Electronic Counter Countermeasures (ECCM) ที่ได้รับการปรับปรุงเป็นส่วนหนึ่งของการอัพเกรดขีปนาวุธ

โหมดการโจมตีขั้นสุดท้าย ซึ่งเลือกไว้ล่วงหน้าผ่าน CLS คือ การโผล่ขึ้นที่ระดับความสูงต่ำ หรือการบินต่ำเหนือผิวน้ำไปยังเป้าหมาย ขึ้นอยู่กับสภาพทะเล ขนาด และระบบป้องกันของเป้าหมาย หัวรบระเบิดแรงสูงจะทะลุผ่านโครงสร้างส่วนบนหรือแผ่นเหล็กตัวเรือและระเบิดอย่างรุนแรงภายในลำตัวเรือซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรงกับโครงสร้างของเรือที่ถูกยิง

กองทัพเรือไทย ได้เริ่มนำหอกมรณะ อาวุธปล่อยนำวิถีฮาร์พูน เข้าประจำการครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2529 โดยติดตั้งมากับเรือคอร์เวตชุด เรือหลวงรัตนโกสินทร์ ต่อมาได้ทำการปรับปรุงเครื่องบินแบบ F – 27 MK 200 เมื่อปี พ.ศ.2533 ให้สามารถติดตั้งอาวุธปล่อยนำวิถี Harpoon แบบอากาศ – สู่ – พื้น เพื่อใช้โจมตีเรือผิวน้ำ

ต่อมาเรือที่เข้าประจำการในกองทัพเรือหลายลำ ก็ได้รับการ ติดตั้งอาวุธปล่อยนำวิถีฮาร์พูนเป็นอาวุธหลัก ได้แก่ เรือฟริเกตชุดเรือหลวงนเรศวร 2 ลำ (เรือหลวงนเรศวร และ เรือหลวงตากสิน ปัจจุบันประจำการอยู่ใน กองเรือฟริเกตที่ 2 กองเรือยุทธการ) เรือฟริเกตชุดเรือหลวงพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก 2 ลำ เรือหลวงพุทธยอด ฟ้าจุฬาโลก และเรือหลวงพุทธเลิศหล้านภาลัย ปัจจุบันปลดประจำการ) เรือหลวงประจวบคีรีขันธ์ ฯ

เครื่องบินต่อต้านเรือผิวน้ำแบบ Fokker27-MK 400 ติดตั้งอาวุธปล่อยนำวิถีอากาศสู่พื้นต่อต้านเรือแบบ Boeing AGM-84A Harpoon Block IA ระยะยิง 120 กิโลเมตร

เรือหลวงนเรศวร (FFG-421), เรือหลวงตากสิน (FFG-422) และเรือหลวงรัตนโกสินทร์ (FS-441) ติดตั้งอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่พื้นต่อต้านเรือแบบ Boeing RGM-84D Harpoon Block 1C ระยะยิง 140 กิโลเมตร

เรือหลวงภูมิพลอดุลยเดช (FFG-471) และเรือหลวงประจวบคีรีขันธ์ (OPV-552) ติดตั้งอาวุธปล่อยนำวิถีพื้นสู่พื้นต่อต้านเรือแบบ Boeing RGM-84L Harpoon Block II ระยะยิง 124 กิโลเมตร

RGM-84L Harpoon Block II ที่ติดตั้งบนเรือหลวงภูมิพลอดุลยเดช (FFG-471) และเรือหลวงประจวบคีรีขันธ์ (OPV-552) นั้น ถือเป็น Harpoon Block ที่ทันสมัยที่สุดของกองทัพเรือไทย

จากการซ้อมรบทางทะเลของกองทัพเรือ อาวุธปล่อยนำวิถีรุ่นนี้ สามารถทำลายเป้าหมายที่อยู่ห่างออกไป 101.86 กิโลเมตร ได้อย่างแม่นยำ แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของอาวุธปล่อยนำวิถีติดเรือรบ นอกจากนั้น การยิงหอกมรณะ อาวุธปล่อยนำวิถีฮาร์พูน นับเป็นครั้งแรก ที่มีการยิงจากเรือที่ต่อขึ้นเองภายในประเทศ โดยเรือหลวงประจวบคีรีขันธ์ เป็นเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งลำที่ 2 ที่กองทัพเรือขออนุมัติกระทรวงกลาโหมดำเนินการต่อขึ้นจากแบบเรือที่กองทัพเรือมีใช้ราชการ ณ อู่ราชนาวีมหิดลอดุลยเดช กรมอู่ทหารเรือ ด้วยการน้อมนำและยึดถือการพึ่งพาตนเองตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร โดยใช้แบบเรือของเรือหลวงกระบี่ ที่กองทัพเรือได้ต่อขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในวโรกาสที่ทรงมีพระชนมพรรษา 84 พรรษา เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2554 เป็นแบบพื้นฐาน.

โดยรวมแล้ว หอกมรณะ อาวุธปล่อยนำวิถีฮาร์พูน ถือเป็นอาวุธที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อกองทัพเรือไทย ช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งและศักยภาพในการป้องกันประเทศให้มีความมั่นคงยิ่งขึ้น

ที่มา – หอกมรณะ อาวุธปล่อยนำวิถีฮาร์พูนของราชนาวีไทย

รัฐบาลพาสื่อทัวร์กระบี่ โปรโมทท่องเที่ยวเมืองหลัก

รองโฆษกฯ “อัยรินทร์” นำสื่อมวลชนทัวร์กระบี่ ติดตามความสำเร็จชุมชนท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ ร่วมกิจกรรม Workshop ผลิตภัณฑ์ OTOP Krabi ส่งเสริมการเรียนรู้และถ่ายทอดภูมิปัญญาท้องถิ่น ด้าน “ศศิธร” เชื่อโครงการคนละครึ่งพลัสของรัฐบาล ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ได้

วันที่ 23 ตุลาคม 2568 นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า สำนักโฆษก จัดกิจกรรมสื่อมวลชนสัญจร (Press Tour) นำสื่อมวลชน ทั้งโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ และออนไลน์ กว่า 50 คน ลงพื้นที่จังหวัดกระบี่ ระหว่างวันที่ 23-24 ตุลาคม 2568 เพื่อโปรโมทท่องเที่ยวเมืองหลัก

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเปิดเผยว่า เมื่อเดินทางถึงบริเวณองค์การบริหารส่วนจังหวัดกระบี่ คณะสื่อมวลชนได้รับฟังการบรรยายประวัติพิพิธภัณฑ์เรือหลวงลันตา แลนด์มาร์คด้านการท่องเที่ยวแห่งใหม่ตามนโยบายของรัฐบาล

จากนั้นได้รับฟังบรรยายการพัฒนาท่าเรือ ซึ่งเป็นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจ ตามยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ. 2561-2580 ที่พอร์ตตะโกลำ

โดยรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรียังได้นำคณะสื่อมวลชนเดินทางไปยังบ้านเลขที่ 1 ซึ่งเคยเป็นบ้านพักอาศัยของพระยาคงคาธราธิบดี อดีตผู้ว่าราชการเมืองกระบี่ คนที่ 6 ที่ได้ถูกพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวชุมชนเชิงสร้างสรรค์ (Creativity Tourism) เพื่อศึกษาผลการดำเนินงานชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถีจังหวัดกระบี่ พร้อมเยี่ยมชมนิทรรศการ “OTOP Krabi ดี เด่น ดัง” ซึ่งมีการจัดแสดงผลิตภัณฑ์ชุมชนกว่า 20 กลุ่ม/ราย จากทั่วจังหวัดกระบี่ พร้อมกิจกรรม Workshop การทำผลิตภัณฑ์ OTOP Krabi ส่งเสริมการเรียนรู้และถ่ายทอดภูมิปัญญาท้องถิ่น

“จังหวัดกระบี่อยู่ในกลุ่ม “เมืองหลักด้านการท่องเที่ยว” (Major City) ควรเน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การตลาด และการรองรับนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างประเทศ เพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก และก่อให้เกิดรายได้เข้าสู่ชุมชนอย่างมั่นคง ชุมชนมีความเข้มแข็ง ภายใต้การน้อมนำหลักการปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ได้บูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วน ในการส่งเสริมอาชีพและรายได้ของประชาชน สนับสนุนการสร้างอาชีพตามศักยภาพของพื้นที่ เพิ่มมูลค่าสินค้า ยกระดับผลิตภัณฑ์ OTOP รวมทั้งนำนวัตกรรมมาสร้างมูลค่า เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ชุมชนไทยก้าวสู่ระดับสากล”

ด้านนางสาวศศิธร กิตติธรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่าจังหวัดกระบี่มีเส้นทางเชื่อมโยงไปเกาะพีพี สามารถนำรายได้เข้าสู่ประเทศไทย ขณะเดียวกันท่าเรือเกาะลันตา ก็เชื่อมไปเกาะพีพี เพื่อเป็นการย่นระยะทางเพราะการเดินทางจากภูเก็ตมากระบี่ใช้เวลาเพียง 1 ชั่วโมง โดยเชื่อว่าจะเป็นการช่วยลดความแออัดของการจราจร

สำหรับโครงการคนละครึ่งพลัส ที่รัฐบาลออกมานั้น ก็จะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจ ให้กับสินค้า OTOP และการท่องเที่ยวในชุมชนในพื้นที่จังหวัดกระบี่

รัฐบาล จัดกิจกรรม Press Tour พาสื่อทัวร์เมืองกระบี่ โปรโมทท่องเที่ยวเมืองหลัก

การจัดกิจกรรม Press Tour ครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศไทย โดยเฉพาะในเมืองหลักด้านการท่องเที่ยว อย่างจังหวัดกระบี่ การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวชุมชน จะช่วยสร้างรายได้ให้กับคนในท้องถิ่นและกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ

ทำไมต้องโปรโมทท่องเที่ยวเมืองหลัก?

การโปรโมทท่องเที่ยวเมืองหลักอย่างกระบี่นั้น มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ เมืองเหล่านี้มีศักยภาพในการดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ การลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการตลาดจึงเป็นสิ่งจำเป็น

  • สร้างรายได้: การท่องเที่ยวเป็นแหล่งรายได้ที่สำคัญของประเทศ
  • กระจายรายได้: ช่วยให้ชุมชนมีรายได้เพิ่มขึ้น ส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก
  • สร้างงาน: สร้างโอกาสการจ้างงานในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว

นอกจากนี้ โครงการคนละครึ่งพลัส ยังเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจระดับฐานราก ทำให้ประชาชนจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น ส่งผลดีต่อธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางในชุมชน

รัฐบาล จัดกิจกรรม Press Tour พาสื่อทัวร์เมืองกระบี่ โปรโมทท่องเที่ยวเมืองหลัก เพื่อแสดงศักยภาพของจังหวัดกระบี่ และผลักดันให้เป็นจุดหมายปลายทางที่สำคัญของนักท่องเที่ยวทั่วโลก

ที่มา – รัฐบาล จัดกิจกรรม Press Tour พาสื่อทัวร์เมืองกระบี่ โปรโมทท่องเที่ยวเมืองหลัก

ธงทอง นั่งประธาน คกก.ปฏิรูปกฎหมายระยะเร่งด่วน

“นายกฯ อนุทิน” เซ็นคำสั่งแต่งตั้ง คกก.ปฏิรูปกฎหมายในระยะเร่งด่วน “ธงทอง” นั่งเป็นประธาน พร้อมมือกฎหมาย-ผู้เชี่ยวชาญรอบด้าน ขับเคลื่อนแก้อุปสรรค ควบคู่วางรากฐานพัฒนาประเทศ

วันที่ 21 ตุลาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงนามคำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ 6/2568 เรื่อง แต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ในคณะกรรมการดำเนินการปฏิรูปกฎหมายในระยะเร่งด่วน ด้วยประเทศไทยกำลังเผชิญกับความไม่แน่นอนรอบด้าน ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และภูมิรัฐศาสตร์ของโลก ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศและโอกาสในการสร้างรายได้ของพี่น้องประชาชน จึงจำเป็นต้องดำเนินการเพื่อให้มีการปฏิรูปกฎหมาย กฎระเบียบ ที่เป็นอุปสรรคและสร้างภาระที่ไม่จำเป็นแก่ประชาชนและภาคธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการวางรากฐานในการขับเคลื่อนการพัฒนาความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ตลอดจนการสร้างระบบเศรษฐกิจที่โปร่งใส เป็นธรรม และยั่งยืน

อาศัยอำนาจตามความในข้อ 4 (1) และ (4) ของระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการขับเคลื่อนการปฏิรูปกฎหมายในระยะเร่งด่วน พ.ศ. 2563 จึงมีคำสั่งแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการดำเนินการปฏิรูปกฎหมายในระยะเร่งด่วน ดังต่อไปนี้

1. ศาสตราจารย์พิเศษ ธงทอง จันทรางศุ อดีตปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานกรรมการ การได้รับแต่งตั้งของศาสตราจารย์พิเศษ ธงทอง จันทรางศุ ในตำแหน่งประธานกรรมการ ถือเป็นสัญญาณที่ดีในการขับเคลื่อนการปฏิรูปกฎหมายให้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ด้วยประสบการณ์และความเชี่ยวชาญที่ท่านสั่งสมมา จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการผลักดันกฎหมายที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชน

กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ประกอบด้วย

2. ศาสตราจารย์พิเศษ กาญจนารัตน์ ลีวิโรจน์ อดีตที่ปรึกษาสำนักงานศาลปกครอง และอดีต สว.

3. ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ประธานคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET)

4. รองศาสตราจารย์ ชโยดม สรรพศรี อดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

5. นายบัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ ผู้อำนวยการสถาบันธรรมรัฐ เพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม

6. นายแบ๊งค์ งามอรุณโชติ ผู้อำนวยการสถาบันนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม

7. ศาสตราจารย์พิเศษ วิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ อดีตปลัดกระทรวงยุติธรรม

8. นายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศ (TDRI)

9. นายอภิชน จันทรเสน ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายกฎหมาย ธนาคารแห่งประเทศไทย

ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป สั่ง ณ วันที่ 21 ตุลาคม 2568

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ในวันที่ 22 ตุลาคม 2568 เวลา 14.00 น. นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี จะมีการแถลงเรื่องกฎหมายที่สำคัญ ณ ศูนย์แถลงข่าวรัฐบาล ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล.

ธงทอง นั่งประธาน คกก.ปฏิรูปกฎหมายระยะเร่งด่วน

การแต่งตั้งคณะกรรมการชุดนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการปรับปรุงกฎหมายให้ทันสมัยและเอื้อต่อการพัฒนาประเทศในทุกด้าน การมีผู้ทรงคุณวุฒิจากหลากหลายสาขาอาชีพจะช่วยให้การพิจารณากฎหมายมีความรอบคอบและครอบคลุมมากยิ่งขึ้น การเร่งปฏิรูปกฎหมายถือเป็นปัจจัยสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศและสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับประชาชน

ความสำคัญของการปฏิรูปกฎหมายระยะเร่งด่วน

การปฏิรูปกฎหมายในระยะเร่งด่วนมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาประเทศ เนื่องจากกฎหมายที่ล้าสมัยหรือไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันอาจเป็นอุปสรรคต่อการลงทุน การประกอบธุรกิจ และการดำเนินชีวิตประจำวันของประชาชน การปรับปรุงกฎหมายให้มีความทันสมัยและเป็นสากลจะช่วยสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจและการพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน

  • ลดอุปสรรคในการทำธุรกิจ
  • ส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ
  • เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
  • สร้างความเป็นธรรมและความโปร่งใสในสังคม

การที่ ธงทอง ได้รับความไว้วางใจให้นั่งเป็นประธาน คกก.ปฏิรูปกฎหมายระยะเร่งด่วนนี้ จะเป็นแรงผลักดันสำคัญในการแก้ไขปัญหาและพัฒนากฎหมายไทยให้ดียิ่งขึ้น การมีส่วนร่วมของผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขาอาชีพ จะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนว่ากฎหมายที่ออกมาจะเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมอย่างแท้จริง

การแต่งตั้ง ธงทอง ให้เป็นประธาน คกก.ปฏิรูปกฎหมายระยะเร่งด่วนในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาความล้าสมัยของกฎหมาย และมุ่งมั่นที่จะพัฒนากฎหมายให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนและภาคธุรกิจได้อย่างแท้จริง รอดูกันว่าคณะกรรมการชุดนี้จะสร้างผลงานที่จับต้องได้มากน้อยแค่ไหน

ที่มา – “ธงทอง” นั่งประธาน คกก.ปฏิรูปกฎหมายระยะเร่งด่วน ขับเคลื่อนแก้อุปสรรค-พัฒนาประเทศ

Scroll to top