เศรษฐกิจภาคใต้

“ชัยชนะ” ซัดรัฐบาลปิดหูปิดตา คว่ำตั้ง กมธ.ศึกษาแลนด์บริดจ์ ไม่ฟังเสียงประชาชน

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในสภากันเลยทีเดียว เมื่อนายชัยชนะ เดชเดโช จากพรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลอย่างดุเดือด หลังจากที่สภาฯ มีมติคว่ำญัตติการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อตรวจสอบโครงการแลนด์บริดจ์ งานนี้เจ้าตัวถึงกับออกปากว่า “ชัยชนะ” ซัดรัฐบาลปิดหูปิดตา คว่ำตั้ง กมธ.ศึกษาแลนด์บริดจ์ ไม่ฟังเสียงประชาชน เพราะมองว่าโครงการระดับล้านล้านบาทควรมีความโปร่งใสมากกว่านี้

“ชัยชนะ” ซัดรัฐบาลปิดหูปิดตา คว่ำตั้ง กมธ.ศึกษาแลนด์บริดจ์ ไม่ฟังเสียงประชาชน อย่างเป็นทางการ

การผลักดันโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่เป็นเรื่องที่ดี แต่ต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของการรับฟังรอบด้าน นายชัยชนะมองว่าแทนที่จะทุ่มงบประมาณก้อนโตไปกับแลนด์บริดจ์เพียงอย่างเดียว รัฐบาลควรหันมาเน้นโครงการที่ตอบโจทย์คนในพื้นที่จริงๆ มากกว่า เช่น:

  • การสร้างมอเตอร์เวย์สายใต้ เชื่อมต่อกรุงเทพฯ ถึงนราธิวาส
  • การพัฒนาโครงข่ายรถไฟทางคู่ไฟฟ้าเพื่อลดต้นทุนการขนส่ง
  • การยกระดับท่าเรือน้ำลึกให้รองรับเศรษฐกิจภาคใต้ได้อย่างแท้จริง

โดยนายชัยชนะยังย้ำว่า การที่รัฐบาลเลือกทำแบบนี้ เท่ากับว่า “ชัยชนะ” ซัดรัฐบาลปิดหูปิดตา คว่ำตั้ง กมธ.ศึกษาแลนด์บริดจ์ ไม่ฟังเสียงประชาชน อย่างชัดเจน ซึ่งส่งผลกระทบต่ออนาคตของคนภาคใต้โดยรวม เพราะงบประมาณมหาศาลเช่นนี้ควรถูกนำมาใช้อย่างคุ้มค่าและตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน

เสียงสะท้อนถึง สส. ภาคใต้จากพรรคร่วมรัฐบาล

ไม่ใช่เพียงแค่การวิจารณ์รัฐบาลเท่านั้น แต่รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ยังได้ฝากเตือนไปยัง สส. ในพื้นที่ภาคใต้ที่เป็นฝ่ายรัฐบาลด้วยว่า ควรให้ความสำคัญกับเสียงของประชาชนที่เลือกท่านเข้ามามากกว่ามติพรรคหรือคำสั่งของผู้มีอำนาจ เพราะในวันที่หาเสียง ทุกคนสัญญาว่าจะยืนเคียงข้างพี่น้องประชาชน แต่เมื่อถึงเวลาลงมติจริง กลับมองข้ามความต้องการของคนเหล่านั้นไปเสียสิ้น

ท้ายที่สุด การทำงานการเมืองในระบอบประชาธิปไตยต้องยึดโยงกับเสียงประชาชนเป็นที่ตั้ง การมีกรรมาธิการตรวจสอบไม่ใช่การขัดขวางโครงการ แต่คือการสร้างหลักประกันเพื่อให้มั่นใจว่าโครงการระดับล้านล้านจะเกิดประโยชน์สูงสุด ไม่ใช่สร้างภาระหนี้สินทิ้งไว้ให้คนรุ่นหลัง ดังนั้นรัฐบาลควรเปิดกว้างรับฟังและแสดงความจริงใจให้มากกว่าที่เป็นอยู่

ที่มา – “ชัยชนะ” ซัดรัฐบาลปิดหูปิดตา คว่ำตั้ง กมธ.ศึกษาแลนด์บริดจ์ ไม่ฟังเสียงประชาชน

“เท้ง” ดับเครื่องชนแลนด์บริดจ์เตือนรัฐอย่ามองภาคใต้เป็นแค่ทางผ่านสินค้าโลก

ในปัจจุบันประเด็นการพัฒนาภาคใต้กลายเป็นหัวข้อที่ถูกพูดถึงอย่างดุเดือดในรัฐสภา โดยเฉพาะท่าทีของผู้นำฝ่ายค้านอย่าง “คุณเท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ที่ออกมาเบรกโครงการขนาดใหญ่ของรัฐบาล โดยมีประเด็นสำคัญคือ “เท้ง” ดับเครื่องชนแลนด์บริดจ์เตือนรัฐอย่ามองภาคใต้เป็นแค่ทางผ่านสินค้าโลก ซึ่งถือเป็นเสียงสะท้อนที่ต้องการปกป้องคนในพื้นที่ไม่ให้ถูกเบียดขับไปอยู่ข้างหลังโครงการที่มุ่งเน้นเพียงตัวเลข GDP

มุมมองจากฝ่ายค้าน: “เท้ง” ดับเครื่องชนแลนด์บริดจ์เตือนรัฐอย่ามองภาคใต้เป็นแค่ทางผ่านสินค้าโลก

เหตุผลหลักที่คุณณัฐพงษ์หยิบยกขึ้นมาอภิปราย คือความกังวลว่าโครงการแลนด์บริดจ์อาจเดินซ้ำรอยเขตเศรษฐกิจพิเศษเดิม (EEC) ที่ผลประโยชน์มักตกไปอยู่กับกลุ่มทุนใหญ่ แต่คนในพื้นที่กลับต้องเผชิญกับมลพิษและการสูญเสียวิถีชีวิตดั้งเดิม การที่คุณณัฐพงษ์ประกาศว่า “เท้ง” ดับเครื่องชนแลนด์บริดจ์เตือนรัฐอย่ามองภาคใต้เป็นแค่ทางผ่านสินค้าโลก จึงเป็นการตั้งคำถามถึงความจริงใจของรัฐบาลว่ากำลังพัฒนาเพื่อตอบโจทย์คนในประเทศ หรือเพียงแค่ต้องการสร้างเส้นทางผ่านให้ต่างชาติขนส่งสินค้าเท่านั้น

ทำไมภาคใต้ต้องโตด้วยยุทธศาสตร์ใหม่?

ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ภาคใต้กำลังเผชิญหน้าอยู่มีทั้งเรื่องความเหลื่อมล้ำ รายได้ที่กระจุกตัว และปัญหาที่ดินทำกินที่รัฐบาลควรหันมาแก้ไขก่อนการลงทุนโครงการระดับล้านล้านบาท สิ่งที่ผู้นำฝ่ายค้านได้นำเสนอคือแนวคิด SBRC (Southern Biodiversity Regeneration Corridor) ซึ่งเน้นทางเลือกใหม่ที่ยั่งยืนกว่า ดังนี้:

  • การพัฒนาบนฐานความหลากหลายทางชีวภาพและวัฒนธรรม
  • การยกระดับคุณภาพชีวิตชาวใต้ด้วยน้ำประปาที่ดื่มได้และขนส่งสาธารณะ
  • การไม่ต้องเวนคืนที่ดินจำนวนมหาศาลหรือยกเว้นกฎหมายพิเศษ
  • การสร้างเศรษฐกิจที่การันตี GDP เติบโตอย่างทั่วถึง

แทนที่จะมุ่งเน้นการสร้างสะพานเชื่อมสินค้าที่อาจทำลายทรัพยากรธรรมชาติและป่าชายเลน เราควรเปลี่ยนทิศทางมาส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศและการสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกรและชุมชนประมงท้องถิ่นจะเป็นเป้าหมายที่เป็นธรรมกับคนไทยทุกคนมากกว่า ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลต้องปรับทัศนคติจากการมองเห็นแค่ผลประโยชน์ในเชิงภูมิรัฐศาสตร์ มาเป็นการคำนึงถึงคุณภาพชีวิตของเพื่อนร่วมชาติจริงๆ ให้เป็นที่ตั้งในการตัดสินใจเชิงนโยบาย

หากเราต้องการเห็นการพัฒนาที่ยั่งยืน การรับฟังเสียงสะท้อนจากคนในพื้นที่และการสร้างโมเดลเศรษฐกิจที่ทุกคนได้ประโยชน์ถือเป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จที่แท้จริง คุณมีความเห็นอย่างไรกับการปรับเปลี่ยนทิศทางเศรษฐกิจภาคใต้ครั้งนี้?

ที่มา – “เท้ง” ดับเครื่องชนแลนด์บริดจ์เตือนรัฐอย่ามองภาคใต้เป็นแค่ทางผ่านสินค้าโลก

กสม. ย้ำผลกระทบโครงการแลนด์บริดจ์ ชุมพร-ระนอง ไม่คุ้มค่า

กสม. ย้ำผลกระทบโครงการแลนด์บริดจ์ ชุมพร-ระนอง ไม่คุ้มค่า เป็นประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจ โดยเฉพาะชาวชุมพรและระนองที่อาจได้รับผลกระทบโดยตรง โครงการนี้มีเป้าหมายเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทยและทะเลอันดามัน แต่ กสม. หรือคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ชี้ว่าผลเสียมากกว่าผลดีมากนัก

กสม. ย้ำผลกระทบโครงการแลนด์บริดจ์ ชุมพร-ระนอง ไม่คุ้มค่า

จากรายงานของ กสม. วันที่ 15 พ.ค. 2569 นางสาวศยามล ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้ย้ำถึงผลการตรวจสอบโครงการแลนด์บริดจ์ ซึ่งประกอบด้วยท่าเรือ ทางรถไฟรางคู่ ทางหลวงพิเศษ และนิคมอุตสาหกรรม กสม. ส่งหนังสือข้อเสนอแนะไปยังนายกฯ และ ครม. เมื่อ 26 ก.พ. 2569 และ ครม. มีมติรับทราบเมื่อ 5 พ.ค. 2569 โดยมอบหมายกระทรวงคมนาคมเป็นหลัก ร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ เพื่อศึกษาความเหมาะสม

ไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจจริงหรือ?

สศช. ศึกษาความเป็นไปได้แล้ว พบว่าโครงการนี้สนับสนุนสินค้าระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ได้แค่ 18% เท่านั้น การพัฒนาท่าเรือท่องเที่ยวหรือสนามบินก็เพียงพอแล้ว ที่สำคัญ โครงการไม่ช่วยประหยัดเวลาขนส่งจากมหาสมุทรอินเดียโดยไม่ผ่านช่องแคบมะละกา ค่าขนส่งยังสูงกว่า ไม่แข่งขันกับสิงคโปร์ได้ และรายได้จากตู้คอนเทนเนอร์ไม่คุ้มค่าใช้จ่าย

ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน

โครงการจะทำลายทรัพยากรธรรมชาติอย่างหนัก เช่น:

  • ตะกอนจากท่าเรือกระทบปะการัง หญ้าทะเล และแหล่งอาหารสัตว์น้ำ
  • กระทบแหล่งมรดกโลกทะเลอันดามัน
  • รถไฟและทางหลวงผ่านพื้นที่อนุรักษ์ ลุ่มน้ำชั้น 1A-2 ป่าชายเลน อุทยาน ชุ่มน้ำ
  • บุกรุกป่า เกษตร สูญเสียคาร์บอน เปลี่ยนกระแสน้ำ คุณภาพน้ำ น้ำใต้ดิน

ด้านการประมง ชุมพรมีเรือ 3,500 ลำ ประมงพื้นบ้าน 270 ลำ จับสัตว์น้ำ 110,000 ตัน มูลค่า 3,900 ล้านบาท เป็นแหล่งวงจรชีวิตปลาทู ระนองมีเรือพื้นบ้าน 2,000 ลำ ชาวเลมอแกนสูญเสียวิถีชีวิต เกษตรกรเสียแหล่งน้ำ ที่ดิน ท่องเที่ยวเชิงนิเวศเสียหาย

การรับฟังความเห็นไม่ครบถ้วน

เวทีรับฟังทำแบบรายโครงการ ประชาชนเข้าไม่ครบ เนื้อหาไม่ชัด ไม่ให้แสดงความเห็นจริงจัง ไม่สอดคล้องรัฐธรรมนูญ 2560 ที่รัฐต้องคุ้มครองสิ่งแวดล้อม สิทธิประชาชน SDGs และ ICESCR

กสม. เสนอให้ สศช. จัดเวทีรับฟังภาพรวมพัฒนาจังหวัด ให้ประชาชนทุกกลุ่มกำหนดอนาคต รัฐต้องศึกษาผลกระทบครบมิติ คำนวณคุ้มค่าทั้งเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม วิถีชีวิต

กสม. ขอบคุณ ครม. และนายกฯ ที่ตั้งคณะกรรมการศึกษา โดยรองนายกฯ และ รมว.คลังเป็นประธาน เพื่อขับเคลื่อนอย่างรอบคอบ

โครงการแลนด์บริดจ์นี้เป็นตัวอย่างชัดเจนว่า การพัฒนาต้องสมดุล เศรษฐกิจต้องไม่แลกกับสิ่งแวดล้อมและสิทธิประชาชน คุณคิดว่าควรไปต่อหรือหยุด? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์เพื่อให้เสียงเราดังถึงผู้กำหนดนโยบาย!

ที่มา – กสม. ย้ำผลกระทบโครงการแลนด์บริดจ์ ชุมพร-ระนอง ไม่คุ้มค่า

รองโฆษกรัฐบาล เบรก ลิซ่า ภคมน อย่าห่วงแลนด์บริดจ์

รองโฆษกรัฐบาล เบรก ลิซ่า ภคมน หลังจากที่ ส.ส. ภคมน หนุนอนันต์ หรือ “ลิซ่า ภคมน” โพสต์เฟซบุ๊กแสดงความกังวลเรื่องประชาชนภาคใต้สนับสนุนโครงการแลนด์บริดจ์โดยอาจเข้าใจไม่ครบทุกมิติ รองโฆษกรัฐบาลยืนยันว่ารัฐบาลได้ให้ข้อมูลครบถ้วนรอบด้าน พร้อมรับฟังความเห็นทุกฝ่ายอย่างตรงไปตรงมา

รองโฆษกรัฐบาล เบรก ลิซ่า ภคมน

วันที่ 3 พฤษภาคม 2569 นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกชี้แจงทันที ต่อกรณีที่ รองโฆษกรัฐบาล เบรก ลิซ่า ภคมน ซึ่งเป็นโฆษกพรรคประชาชน โพสต์ข้อความว่าประชาชนในพื้นที่ภาคใต้สนับสนุนโครงการแลนด์บริดจ์มากเกินไป โดยมองเห็นผลดีแค่มิติเดียว และรัฐบาลให้ข้อมูลด้านเดียว ไม่ตอบข้อกังวลของประชาชนและเอกชน รองโฆษกฯ ย้ำว่ารัฐบาลรับทราบข้อโต้แย้งทุกประเด็น รวมถึง EIA และ EHIA และกำลังทำทุกขั้นตอนให้ครบถ้วน

โครงการแลนด์บริดจ์ หรือ Landbridge Project เป็นโครงการใหญ่ที่รัฐบาลผลักดันเพื่อเชื่อมโยงท่าเรือน้ำลึกสองแห่ง คือ ท่าเรือระนองฝั่งอันดามัน กับท่าเรือชุมพรฝั่งอ่าวไทย ผ่านระบบรถไฟและถนนพิเศษ จะช่วยลดเวลาและต้นทุนการขนส่งสินค้าข้ามคอขาดกระได้ถึง 5-7 วัน จากเดิมที่ต้องลัดเลาะทะเล ทำให้ประเทศไทยกลายเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ของภูมิภาคอาเซียน สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจมหาศาลให้ภาคใต้

ประโยชน์โครงการแลนด์บริดจ์ที่รองโฆษกรัฐบาล เบรก ลิซ่า ภคมน ย้ำชัด

นอกจากการชี้แจงแล้ว รองโฆษกรัฐบาลยังเน้นย้ำถึงประโยชน์ที่ประชาชนภาคใต้จะได้รับ โดยเฉพาะการสร้างอุตสาหกรรมใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีขั้นสูงของคนไทย จะกลายเป็น “เครื่องจักรเศรษฐกิจ” ตัวใหม่

  • สร้างการจ้างงานนับหมื่นตำแหน่ง ในด้านก่อสร้าง โลจิสติกส์ และอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง
  • ดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ สร้างรายได้ให้ท้องถิ่นจากภาษีและธุรกิจท่องเที่ยว
  • ยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน 4 จังหวัดหลัก ได้แก่ ชุมพร ระนอง สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช
  • เพิ่ม GDP ภาคใต้ให้เติบโตเฉลี่ย 5-7% ต่อปี จากการเป็นฮับการค้าทางบก
  • ลดการพึ่งพาทางทะเล ลดความเสี่ยงจากพายุและภัยธรรมชาติ

รัฐบาลได้ทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ทุกคนเข้าใจทั้งข้อดีและข้อเสีย รองโฆษกรัฐบาล เบรก ลิซ่า ภคมน โดยชี้ว่าไม่ต้องห่วง เพราะมีการศึกษาทุกขั้นตอนละเอียดแล้ว

กำหนดการลงพื้นที่รับฟังความเห็นหลังรองโฆษกรัฐบาล เบรก ลิซ่า ภคมน

เพื่อแสดงความจริงใจ รัฐบาลเตรียมลงพื้นที่จริง ในวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม จะเดินทางไปจังหวัดชุมพรและระนอง เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนทุกภาคส่วน ชี้แจงรายละเอียดจากผลการศึกษาโครงการ การจ้างงาน ข้อดีข้อเสีย และตอบคำถามทุกประเด็นโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบสิ่งแวดล้อมหรือชุมชนท้องถิ่น

นางสาวพลอยทะเล กล่าวเพิ่มเติมว่า “รัฐบาลไม่นิ่งเฉยต่อข้อกังวลของทุกภาคส่วน โดยเฉพาะประเด็นการสร้างการรับรู้ต่อประชาชนพื้นที่ภาคใต้ ลิซ่า ภคมน ไม่ต้องห่วง การขับเคลื่อนโครงการแลนด์บริดจ์ มีการศึกษาทุกขั้นตอนอย่างละเอียด และอธิบายให้ประชาชนเข้าใจอยู่แล้ว รัฐบาลตั้งใจทำโครงการนี้ เพื่อให้เกิดอุตสาหกรรมใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีขั้นสูง ของคนไทย”

จากมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ โครงการนี้คล้ายกับ “พานามาแคนาล” บนบก จะช่วยให้ไทยแข่งขันกับคู่แข่งอย่างเวียดนามและมาเลเซียได้ดีขึ้น แต่ต้องจัดการผลกระทบสิ่งแวดล้อมให้ดี EIA และ EHIA จึงเป็นกุญแจสำคัญที่รัฐบาลยืนยันว่าจะทำอย่างโปร่งใส เปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนตรวจสอบได้

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายค้านอย่างพรรคประชาชนยังคงตั้งคำถามต่อเนื่อง โดย ส.ส. ภคมน ชี้ว่าประชาชนขาดข้อมูลในการตัดสินใจ รองโฆษกรัฐบาลจึงใช้โอกาสนี้ย้ำว่ารัฐบาลพร้อมตอบทุกข้อสงสัย และเชิญชวนทุกคนเข้าร่วมเวทีรับฟัง

โครงการแลนด์บริดจ์ไม่ใช่แค่ถนนหรือรถไฟ แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงอนาคตเศรษฐกิจภาคใต้ให้ยั่งยืน หากดำเนินการสำเร็จ จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำระหว่างภาคเหนือ-กลาง-ใต้ได้อย่างมีนัยสำคัญ

ในฐานะนักสังเกตการณ์ จากข้อมูลที่รองโฆษกรัฐบาลนำเสนอ โครงการนี้มีศักยภาพสูง หากรัฐบาลรักษาความโปร่งใสและรับฟังทุกเสียง จะกลายเป็นมรดกการพัฒนาที่ดีให้คนรุ่นหลัง

คุณคิดอย่างไรกับโครงการแลนด์บริดจ์และการชี้แจงของรองโฆษกรัฐบาล? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือแชร์บทความนี้เพื่อให้ข้อมูลถึงพี่น้องภาคใต้กันเถอะ!

ที่มา – รองโฆษกรัฐบาล เบรก “ลิซ่า ภคมน” อย่าห่วง รัฐบาลให้ข้อมูล “แลนด์บริดจ์” พี่น้องใต้ครบถ้วนรอบด้าน

“ชลัฐ” เผย เลือกภูมิใจไทย “ดิสนีย์แลนด์” มาแน่ ดึงเงินเข้าไทย ไร้คาสิโน

ในวันที่ 31 มกราคม 2569 นายชลัฐ รัชกิจประการ ผู้สมัคร ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อของพรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาแสดงวิสัยทัศน์ที่น่าตื่นเต้น โดยเฉพาะประเด็น “ชลัฐ” เผย เลือกภูมิใจไทย “ดิสนีย์แลนด์” มาแน่ ดึงเงินเข้าไทย ไร้คาสิโน ซึ่งเป็นนโยบายที่ชูจุดเด่นในการปลดล็อกศักยภาพเศรษฐกิจภาคใต้ของไทยให้เบ่งบานอีกครั้ง

“ชลัฐ” เผย เลือกภูมิใจไทย “ดิสนีย์แลนด์” มาแน่ ดึงเงินเข้าไทย ไร้คาสิโน

นายชลัฐ เน้นย้ำนโยบายหลักของพรรคภูมิใจไทยที่ชื่อว่า “พูดแล้วทำพลัส” ซึ่งมาจากแนวคิดของนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค ที่มุ่งดึงคนเก่งมาร่วมบริหารประเทศ เพื่อต่อยอดนโยบายให้เกิดผลจริงกับประชาชน โดยเฉพาะในภาคใต้ที่พรรคให้ความสำคัญสูงสุด ผ่านการพัฒนาแบบคลัสเตอร์ท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมฮาลาล ครอบคลุมพื้นที่อันดามัน อ่าวไทย และจังหวัดชายแดนใต้

หากเลือกพรรคภูมิใจไทยตามที่ “ชลัฐ” เผย เลือกภูมิใจไทย “ดิสนีย์แลนด์” มาแน่ ดึงเงินเข้าไทย ไร้คาสิโน จะช่วยยกระดับโครงสร้างพื้นฐานให้ครบวงจร ทั้งโรงแรม โรงเรียน และโรงพยาบาล ทำให้ประชาชนไม่ต้องออกไปหางานนอกพื้นที่ สร้างรายได้ให้หมุนเวียนในท้องถิ่นอย่างยั่งยืน ภาคใต้มีศักยภาพมหาศาล ทั้งน้ำตก ทะเลสาบ และธรรมชาติสวยงาม แต่ที่ผ่านมา ขาดการสื่อสารการตลาดที่ดี หากโปรโมทให้ถึงนักท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ รายได้จะกระจายสู่ชุมชนได้จริง

วิสัยทัศน์พัฒนาภาคใต้: จาก “ชลัฐ” เผย เลือกภูมิใจไทย “ดิสนีย์แลนด์” มาแน่ ดึงเงินเข้าไทย ไร้คาสิโน

นายชลัฐ ชี้ว่าภาคใต้เคยอุดมสมบูรณ์ แต่สูญเสียไป 30 ปี พรรคภูมิใจไทยพร้อมทวงคืนด้วยนโยบายปากท้อง เช่น ยกระดับราคายางพาราและปาล์มให้สูงขึ้น เหมือนที่รัฐบาลนายอนุทินทำกับราคาข้าวได้ใน 2 เดือน นอกจากนี้ ยังต่อยอดสังคมพหุวัฒนธรรม โดยเฉพาะชุมชนมุสลิม สู่เศรษฐกิจฮาลาล ไม่ใช่แค่อาหาร แต่รวมท่องเที่ยวฮาลาลที่สร้างมูลค่าเศรษฐกิจระยะยาว

  • คลัสเตอร์ท่องเที่ยว: เชื่อมโยงจังหวัดใต้ให้เป็นเส้นทางท่องเที่ยวครบวงจร
  • อุตสาหกรรมฮาลาล: พัฒนาให้ครบห่วงโซ่ สร้างงานและรายได้ใหม่
  • เอนเตอร์เทนเมนต์ คอมเพล็กซ์ พลัส: ดึงดิสนีย์แลนด์มาลงทุน โดยไม่มีคาสิโน เน้นความบันเทิงสะอาด ดึงนักท่องเที่ยวระดับโลก

สำหรับโครงการใหญ่如แลนด์บริดจ์ นายชลัฐ ย้ำต้องทำ EIA และรับฟังประชาชนก่อน เพื่อความยั่งยืน แต่ไฮไลต์คือการเชิญดิสนีย์แลนด์มาสร้างแหล่งท่องเที่ยวโลกในไทย ถ้าเลือกภูมิใจไทย ดิสนีย์แลนด์มาแน่! นี่คือโอกาสดึงเงินตราไหลเข้าประเทศโดยไม่ต้องพึ่งคาสิโนที่อาจก่อปัญหาสังคม

นโยบายเหล่านี้ไม่ใช่แค่คำพูด แต่เป็นแผนที่ชัดเจน สามารถพลิกโฉมภาคใต้ให้เป็นฮับท่องเที่ยวและเศรษฐกิจใหม่ของไทยได้ ลองนึกภาพดิสนีย์แลนด์ในไทย ที่ดึงครอบครัวทั่วโลกมาร่วมสนุก สร้างงานนับล้านตำแหน่ง และกระจายรายได้สู่ชุมชน

สุดท้าย หากคุณอยากเห็นประเทศไทยก้าวหน้าแบบยั่งยืน โดยเฉพาะภาคใต้ที่เบ่งบาน ลองพิจารณาเลือกพรรคภูมิใจไทยในการเลือกตั้งครั้งหน้า เพราะนโยบายอย่าง “ชลัฐ” เผย เลือกภูมิใจไทย “ดิสนีย์แลนด์” มาแน่ ดึงเงินเข้าไทย ไร้คาสิโน จะเป็นจุดเปลี่ยนที่แท้จริง

ที่มา – “ชลัฐ” เผย เลือกภูมิใจไทย “ดิสนีย์แลนด์” มาแน่ ดึงเงินเข้าไทย ไร้คาสิโน

Scroll to top