เศรษฐกิจอินเดีย

พาณิชย์ดัน! วัสดุก่อสร้างสีเขียว เชื่อม TATA

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์นำทีมเจรจากับผู้บริหาร TATA Group เพื่อเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยเข้าสู่แพลตฟอร์มในอินเดีย โดยมุ่งเน้นการผลักดันวัสดุก่อสร้างสีเขียวและสินค้าไลฟ์สไตล์คุณภาพสูงสู่ตลาดพรีเมียม

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่าการหารือกับ TATA Group ครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม โดยมีนายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ และคณะผู้บริหารระดับสูงเข้าร่วม การหารือมุ่งเน้นการเชื่อมโยงภาคเอกชนไทยเข้ากับเครือข่ายของ TATA Group ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ในอินเดีย กระทรวงพาณิชย์จะเป็นแพลตฟอร์มกลางในการจับคู่ความต้องการ (ดีมานด์) และซัพพลาย เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ทั้งสองฝ่าย

“เราต้องการหาจุดที่ไทยสามารถเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของ TATA Group ได้ ไม่ว่าจะเป็นในด้านอีคอมเมิร์ซ, วัสดุก่อสร้างสีเขียว, อสังหาริมทรัพย์ หรืออุตสาหกรรมใหม่ๆ กระทรวงพาณิชย์พร้อมเป็นตัวกลางให้เอกชนไทยเชื่อมต่อกับผู้เล่นสำคัญในตลาดอินเดีย ซึ่งมีศักยภาพสูงมาก” นางศุภจี กล่าว

วัสดุก่อสร้างสีเขียว บุกตลาดอินเดีย

นางศุภจี กล่าวเพิ่มเติมว่า อินเดียให้ความสำคัญกับการพัฒนาเมืองและอาคารที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ทำให้ “วัสดุก่อสร้างสีเขียว” กลายเป็นสิ่งที่มีความต้องการสูง ไทยจึงมีโอกาสในการนำเสนอวัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น วัสดุจากยางพารา, วัสดุทดแทนไม้และซีเมนต์, ไม้เอ็นจิเนียริ่ง, สารเคมีสีเขียว, สิ่งทอทางเทคนิค รวมถึงโซลูชันด้าน Modular construction ที่สามารถนำไปผลิตในระดับ Mass ได้

นอกจากนี้ ยังมีการหารือถึงโอกาสในการร่วมลงทุนผลิตในประเทศไทย เพื่อส่งออกไปยังอินเดีย โดยเฉพาะโครงการก่อสร้างอาคารสีเขียวและที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อย รวมถึงการแลกเปลี่ยนความรู้ด้านอุตสาหกรรมเหล็ก, เทคโนโลยี AI และแนวคิด Zero waste ซึ่งเป็นทิศทางที่ TATA Group ให้ความสำคัญ

สำหรับสินค้าไลฟ์สไตล์ นางศุภจี กล่าวว่า อินเดียมองสินค้าไทยเป็นสินค้าพรีเมียมและลักชัวรี จึงได้ผลักดันให้ TATA Group โดยเฉพาะ TATA CLiQ ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ พิจารณานำสินค้าไทย เช่น เครื่องประดับ, เครื่องแต่งกาย และของตกแต่งบ้าน ไปจำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์ เพื่อสร้างการรับรู้และความต้องการในตลาดอินเดีย

TATA Unistore ซึ่งเป็นเจ้าของแพลตฟอร์ม TATA CLiQ ได้เริ่มหารือกับสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (GIT) เพื่อคัดเลือกแบรนด์เครื่องประดับไทยที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น เพื่อจัดแสดงและสร้างคำสั่งซื้อล่วงหน้า นอกจากนี้ TATA CLiQ ยังได้รับเชิญให้เข้าร่วมงาน Bangkok Gems and Jewelry Fair ครั้งที่ 73 ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 เพื่อขยายความร่วมมือเชิงพาณิชย์

โอกาสทอง! วัสดุก่อสร้างสีเขียว และสินค้าไทยในอินเดีย

TATA CLiQ ยังให้ความสนใจสินค้าหัตถกรรมไทย เช่น เครื่องแต่งกาย, ของใช้ และของตกแต่งบ้าน กระทรวงพาณิชย์ได้แนะนำให้ประสานงานกับสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (SACIT) และได้ส่งแคตตาล็อกสินค้าให้พิจารณา พร้อมเตรียมจัดประชุมออนไลน์เพื่อผลักดันความร่วมมือในขั้นต่อไป

นางศุภจี กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงพาณิชย์และกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศได้เตรียมความพร้อม โดยใช้เครือข่ายสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศทั้ง 3 แห่งในอินเดีย เป็นกลไกสำคัญในการชี้เป้าโอกาสทางการค้าให้ตรงกับศักยภาพของผู้ประกอบการไทยและความต้องการของผู้บริโภคอินเดีย เพื่อเพิ่มมูลค่าการค้าและการลงทุนบนหลักของผลประโยชน์ร่วมกัน

การผลักดันวัสดุก่อสร้างสีเขียวและสินค้าไลฟ์สไตล์ไทยเข้าสู่ตลาดอินเดียครั้งนี้ ถือเป็นโอกาสสำคัญสำหรับผู้ประกอบการไทยในการขยายตลาดและเพิ่มยอดขาย ด้วยความต้องการที่เพิ่มขึ้นในอินเดียและการสนับสนุนจากภาครัฐ โอกาสในการเติบโตในตลาดอินเดียจึงเปิดกว้างสำหรับผู้ประกอบการไทยที่พร้อมปรับตัวและพัฒนาสินค้าให้ตอบโจทย์ความต้องการของตลาด

ที่มา – รมว.พาณิชย์ นำทีมถกผู้บริหาร TATA Group เชื่อมเอกชนไทยสู่แพลตฟอร์มอินเดีย ดันวัสดุก่อสร้างสีเขียว

อินเดียอ่วม! ภาษีทรัมป์ 50% เริ่มแล้ว

ผู้ส่งออกอินเดียรับสภาพ ภาษีทรัมป์อัตรา 50% เริ่มบังคับใช้วันพุธนี้ โดยไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องเผชิญกับผลกระทบที่จะตามมา

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า รัฐบาลสหรัฐฯ ยืนยันว่า ภาษีศุลกากรอัตรา 50% สำหรับอินเดียที่โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศเอาไว้ก่อนหน้านี้ จะเริ่มมีผลบังคับใช้ในวันพุธที่ 27 ส.ค. 2568 ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างหนักต่อผู้ส่งออกของอินเดีย และทำให้ความตึงเครียดทางการค้าระหว่างทั้งสองประเทศเพิ่มขึ้นอีก

สหรัฐฯ เริ่มเก็บภาษีสินค้าอินเดียที่นำเข้าสู่สหรัฐฯ ในอัตรา 25% ในวันที่ 7 ส.ค. ก่อนที่โดนัลด์ ทรัมป์ จะประกาศเก็บภาษีเพิ่มอีก 25% โดยให้บังคับใช้ในวันที่ 27 ส.ค. เพื่อตอบโต้ที่อินเดียยังคงซื้อน้ำมันดิบจากรัสเซีย ในขณะที่ชาติตะวันตกพยายามโดดเดี่ยวรัสเซียเพื่อช่วยเหลือยูเครน

“รัฐบาลไม่มีความหวังสำหรับการบรรเทาหรือการชะลอในทันทีเลย” เจ้าหน้าที่กระทรวงพาณิชย์ของอินเดียระบุ โดยทางกระทรวงได้ให้คำมั่นกับผู้ส่งออกว่าจะมีการให้ความช่วยเหลือทางการเงิน และสิ่งจูงใจต่างๆ เพื่อกระจายสินค้าไปยังตลาดอื่นๆ รวมถึงจีน, ลาตินอเมริกา และตะวันออกกลาง

ในวันอังคาร ค่าเงินรูปีของอินเดียลดลงสู่จุดต่ำสุดในรอบ 3 สัปดาห์ ที่ 87.68 รูปีต่อดอลลาร์ ขณะที่ดัชนีตลาดหุ้นหลักปิดลดลง 1% ซึ่งเป็นการลดลงภายในวันเดียวที่มากที่สุดในรอบ 3 เดือน

ภาษีใหม่ของสหรัฐฯ จะเริ่มบังคับใช้ในเวลา 0.01 น. วันพุธตามเวลาสหรัฐ หรือ 9.31 น. วันพุธตามเวลาอินเดีย ยกเว้นสินค้าที่กำลังอยู่ระหว่างการขนส่ง, ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม และสินค้าภายใต้โครงการแลกเปลี่ยนทางการค้า

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาอินเดียพยายามคุยกับสหรัฐฯ ถึง 5 ครั้งแต่ล้มเหลว ในตอนแรก เจ้าหน้าที่อินเดียตั้งใจจะจำกัดอัตราภาษีไม่ให้เกิน 15% แต่ตอนนี้ทั้งสองฝ่ายกลับโทษกันเรื่องการตัดสินใจทางการเมืองที่ผิดพลาด ซึ่งทำให้การเจรจาต้องหยุดชะงัก แม้ว่าอินเดียกับสหรัฐฯ จะค้าขายกันเป็นมูลค่ากว่า 1.9 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ

กลุ่มผู้ส่งออกอินเดียประเมินว่า อัตราภาษีที่เพิ่มขึ้นจะกระทบสินค้าอินเดียที่ส่งออกไปสหรัฐฯ เกือบ 55% คิดเป็นมูลค่าประมาณ 8.7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่คู่แข่งอย่างบังกลาเทศ, จีน และเวียดนาม อาจได้ประโยชน์

“ลูกค้าในสหรัฐฯ เริ่มหยุดการสั่งซื้อลอตใหม่แล้ว” นายปัญกาจ ชาดา (Pankaj Chadha) ประธานสภาสนับสนุนวิศวกรรมการส่งออกของอินเดีย เตือนว่า การส่งออกอาจลดลงกว่า 20-30% เริ่มตั้งแต่เดือนกันยายน

ด้านอุตสาหกรรมเพชรของอินเดีย ซึ่งส่งออกอัญมณีกว่า 1 ใน 3 จากที่ขายทั้งหมดไปยังสหรัฐฯ กำลังมียอดส่งออกต่ำสุดในรอบ 20 ปี เนื่องจากความต้องการจากประเทศจีนที่อ่อนแอลง

อย่างไรก็ตาม กระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ กับกระทรวงต่างประเทศของอินเดียระบุว่า เจ้าหน้าที่ระดับสูงของทั้ง 2 ฝ่ายจัดการประชุมผ่านวิดีโอเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา โดยเน้นย้ำเรื่องความกระตือรือร้นที่จะสานต่อความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

ทั้งสองฝ่ายหารือกันทั้งเรื่องความร่วมมือทางทหาร, การค้าและการลงทุน, ความมั่นคงทางพลังงาน แร่ธาตุหายากและการต่อต้านการก่อการร้าย พวกเขายังยืนยันความตั้งใจที่จะจัดตั้งกลุ่ม “QUAD” รวมถึงออสเตรเลียกับญี่ปุ่นด้วย โดยคาดว่าจะมีการประชุมระดับผู้นำของกลุ่ม QUAD ภายในช่วงปลายปีนี้

นายกรัฐมนตรี นเรนทรา โมดี แห่งอินเดีย ประกาศไว้ก่อนหน้านี้ว่า จะไม่ยอมประนีประนอมเรื่องผลประโยชน์ของเกษตรกร ถึงแม้จะต้องแลกด้วยราคาที่สูงมากก็ตาม

ผู้ส่งออกอินเดียรับสภาพ ภาษีทรัมป์อัตรา 50% เริ่มบังคับใช้วันพุธนี้

ผลกระทบจาก ภาษีทรัมป์อัตรา 50% เริ่มบังคับใช้วันพุธนี้

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ แสดงให้เห็นถึงความผันผวนและความไม่แน่นอนในโลกการค้าระหว่างประเทศ ผู้ประกอบการอินเดียจำเป็นต้องปรับตัวและหาตลาดใหม่ๆ เพื่อลดผลกระทบจาก ภาษีทรัมป์อัตรา 50% เริ่มบังคับใช้วันพุธนี้

การที่สหรัฐฯ บังคับใช้มาตรการนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความขัดแย้งทางเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศที่ซับซ้อน ผู้ส่งออกอินเดียต้องเผชิญกับความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ในการรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก

การเจรจาทางการค้าระหว่างอินเดียและสหรัฐฯ ยังคงเป็นสิ่งสำคัญในการแก้ไขข้อพิพาทและสร้างความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนในระยะยาว อย่างไรก็ตาม ในขณะที่การเจรจาดำเนินไป ผู้ส่งออกอินเดียจะต้องเตรียมพร้อมรับมือกับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้น

แม้ว่าสถานการณ์จะดูท้าทาย แต่ก็เป็นโอกาสสำหรับผู้ส่งออกอินเดียในการปรับปรุงประสิทธิภาพในการผลิต, ค้นหาตลาดใหม่ๆ และสร้างความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งกับพันธมิตรทางการค้าอื่น ๆ การปรับตัวและความยืดหยุ่นจะเป็นกุญแจสำคัญในการเอาตัวรอดและเติบโตในสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไป

โดยสรุป ผู้ส่งออกอินเดียรับสภาพ ภาษีทรัมป์อัตรา 50% เริ่มบังคับใช้วันพุธนี้ และต้องเตรียมตัวรับมือกับความท้าทายต่างๆ พร้อมทั้งมองหาโอกาสใหม่ๆ เพื่อความอยู่รอดและเติบโตในอนาคต

ที่มา – ผู้ส่งออกอินเดียรับสภาพ ภาษีทรัมป์อัตรา 50% เริ่มบังคับใช้วันพุธนี้

Scroll to top