เศรษฐกิจโลก

ทรัมป์ยืนยัน สหรัฐฯ กำลังคุยกับอิหร่าน จวกผู้นำเตหะรานตีสองหน้า

ทรัมป์ยืนยัน สหรัฐฯ กำลังคุยกับอิหร่าน จวกผู้นำเตหะรานตีสองหน้า

สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางยังคงร้อนระอุ เมื่อล่าสุด ทรัมป์ยืนยัน สหรัฐฯ กำลังคุยกับอิหร่าน ท่ามกลางกระแสข่าวที่สวนทางกันอย่างสิ้นเชิง โดยทางทำเนียบขาวเปิดเผยว่ามีความคืบหน้าในการเจรจาเพื่อยุติความขัดแย้งที่ดำเนินมานานกว่า 6 เดือน แต่ทางฝั่งเตหะรานกลับออกมาปฏิเสธและยืนยันว่าไม่มีการพูดคุยใดๆ ทั้งสิ้น ทำให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ออกมาโพสต์ข้อความโจมตีผู้นำอิหร่านว่ามีพฤติกรรมตีสองหน้าอย่างชัดเจน

ความขัดแย้งครั้งนี้ไม่ได้ส่งผลกระทบเพียงแค่สองประเทศเท่านั้น แต่ยังสร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราคาน้ำมันที่ผันผวน หรือการขนส่งสินค้าผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งทรัมป์ระบุว่าเขาสั่งระงับแผนการโจมตีทางทหารเพื่อเปิดโอกาสให้การทูตทำงาน แต่ดูเหมือนอิหร่านจะยังคงเล่นเกมการเมืองในระดับสูงอยู่

เบื้องหลังการเจรจาที่คลุมเครือ

จากการรายงานข่าวล่าสุด ทรัมป์ยืนยัน สหรัฐฯ กำลังคุยกับอิหร่าน โดยมีประเด็นสำคัญที่ต้องจับตามอง ดังนี้:

  • การหารือเรื่องความปลอดภัยในช่องแคบฮอร์มุซเพื่อให้เรือสินค้าสัญจรได้ปกติ
  • การถกเถียงเรื่องโครงการนิวเคลียร์ที่ทั่วโลกกำลังจับตา
  • ความพยายามของตัวกลางอย่างประเทศโอมาน ซาอุดีอาระเบีย และปากีสถาน

นายทรัมป์ย้ำว่านี่อาจเป็น “โอกาสสุดท้าย” ของอิหร่าน ก่อนที่สหรัฐฯ จะต้องใช้มาตรการขั้นเด็ดขาด ซึ่งถือเป็นการกดดันที่หนักหน่วงที่สุดในรอบหลายปี

หากเรามองในมุมมองเชิงยุทธศาสตร์ การที่ ทรัมป์ยืนยัน สหรัฐฯ กำลังคุยกับอิหร่าน สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของทรัมป์ที่ต้องการจบสงครามที่ยืดเยื้อ เพื่อลดแรงกดดันทางการเมืองในประเทศก่อนการเลือกตั้งครั้งสำคัญ อย่างไรก็ตาม การเจรจาจะสำเร็จได้ต้องอาศัยความจริงใจจากทั้งสองฝ่าย หากอิหร่านยังคงท่าทีปฏิเสธและตีสองหน้าเช่นนี้ เราอาจได้เห็นความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในสมรภูมิตะวันออกกลางในเร็วๆ นี้แน่นอน

คุณคิดว่าการเจรจาระหว่างมหาอำนาจทั้งสองนี้จะลงเอยด้วยข้อตกลงสันติภาพ หรือจะเป็นเพียงการซื้อเวลาของทั้งสองฝ่ายเพื่อเตรียมตัวรับมือความขัดแย้งครั้งใหม่? มาร่วมแสดงความคิดเห็นกันได้ครับ

ที่มา – ทรัมป์ยืนยัน สหรัฐฯ กำลังคุยกับอิหร่าน จวกผู้นำเตหะรานตีสองหน้า

อนุทิน จ่อโชว์วิสัยทัศน์ รับมือเศรษฐกิจโลก–ภูมิรัฐศาสตร์ ดึงดูดการลงทุน

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามีเรื่องราวที่น่าสนใจเกี่ยวกับการขับเคลื่อนประเทศไทยมาฝากกันครับ เมื่อล่าสุดมีข่าวว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล เตรียมออกมาเผยแผนยุทธศาสตร์สำคัญ ซึ่งหัวข้อที่น่าจับตามองที่สุดคือ อนุทิน จ่อโชว์วิสัยทัศน์ รับมือเศรษฐกิจโลก–ภูมิรัฐศาสตร์ ดึงดูดการลงทุน บนเวทีระดับประเทศครับ

อนุทิน จ่อโชว์วิสัยทัศน์ รับมือเศรษฐกิจโลก–ภูมิรัฐศาสตร์ ดึงดูดการลงทุน

หลายคนอาจจะสงสัยว่าทำไมเวทีนี้ถึงสำคัญ? ต้องบอกว่าโลกของเราในปัจจุบันกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงแบบหน้ามือเป็นหลังมือ ทั้งเรื่องของระเบียบโลกใหม่ การแข่งขันระหว่างมหาอำนาจ และความผันผวนทางเศรษฐกิจ ซึ่งประเทศไทยจำเป็นต้องมีทิศทางที่ชัดเจนครับ

การที่ อนุทิน จ่อโชว์วิสัยทัศน์ รับมือเศรษฐกิจโลก–ภูมิรัฐศาสตร์ ดึงดูดการลงทุน ในงาน The INTANIA Forum ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยครั้งนี้ จะเป็นการถอดรหัสความเสี่ยงและโอกาสที่ซ่อนอยู่ เพื่อยกระดับขีดความสามารถของไทยให้ไม่เป็นเพียงแค่ผู้ตาม แต่เป็นผู้กำหนดทิศทางในเวทีโลก

ก้าวต่อไปของประเทศไทยกับเวที The INTANIA Forum

ภายในงานจะมีการพูดคุยและเสนอแนวทางสำคัญหลายด้าน ได้แก่:

  • การปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการลงทุนยุคใหม่
  • การใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่มาสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ
  • กลยุทธ์การทูตเชิงรุกเพื่อสร้างความมั่นคงในภูมิรัฐศาสตร์โลก

รัฐบาลชุดนี้มุ่งเน้นที่จะเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาส โดยเฉพาะการดึงเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติเข้ามาเพื่อพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน เราต้องมาลุ้นกันครับว่าวิสัยทัศน์ที่ท่านนายกฯ จะนำเสนอนั้น จะช่วยให้คนไทยมีความหวังและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นมากน้อยเพียงใด

ในมุมมองของผม นี่ถือเป็นก้าวที่กล้าหาญและจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะถ้าเราไม่เตรียมตัวรับมือกับความผันผวนของโลกตั้งแต่วันนี้ เราอาจจะเสียโอกาสสำคัญไปอย่างน่าเสียดาย การร่วมมือกันระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา ถือเป็นหัวใจสำคัญที่จะขับเคลื่อนประเทศไทยไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคงครับ มาร่วมติดตามกันต่อไปว่าผลลัพธ์จากเวทีนี้จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่จับต้องได้จริงหรือไม่

ที่มา – “อนุทิน” จ่อโชว์วิสัยทัศน์ รับมือเศรษฐกิจโลก–ภูมิรัฐศาสตร์ ดึงดูดการลงทุน

อภิสิทธิ์ ขอบคุณรัฐบาลพับแผนแลนด์บริดจ์ ชี้ตัดสินใจถูกต้อง

อภิสิทธิ์ ขอบคุณรัฐบาลพับแผนแลนด์บริดจ์ ชี้ตัดสินใจถูกต้อง

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนกำลังให้ความสนใจ เมื่อ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมาแสดงความเห็นต่อสถานการณ์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานภาคใต้ โดยระบุว่า อภิสิทธิ์ ขอบคุณรัฐบาลพับแผนแลนด์บริดจ์ ชี้ตัดสินใจถูกต้อง เพราะเป็นการก้าวเดินที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงและความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้จริง การตัดสินใจครั้งนี้ถือเป็นการเปลี่ยนทิศทางจากการลงทุนขนาดใหญ่ที่มีความเสี่ยงสูง ไปสู่แนวทางที่ประชาชนในพื้นที่จะได้รับประโยชน์โดยตรงมากกว่าเดิม

นายอภิสิทธิ์กล่าวเสริมว่า การยกระดับภาคใต้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเมกะโปรเจกต์ที่ใช้งบมหาศาลเสมอไป แต่คือการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเดิมให้มีประสิทธิภาพ ทั้งระบบราง ถนน และท่าเรือ เพื่อเชื่อมโยงเศรษฐกิจโลกเข้าสู่พื้นที่ได้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งการที่รัฐบาลหันมาให้ความสำคัญกับโครงการ Missing Link แทนนั้น ถือว่าเป็นทางเลือกที่เหมาะสมและมีความเสี่ยงน้อยกว่าหลายเท่าตัว

เหตุผลที่การยกเลิกแลนด์บริดจ์เป็นแนวทางที่ใช่

โครงการ Missing Link ที่ถูกหยิบยกขึ้นมานั้น มีความสอดคล้องกับแนวคิด อภิสิทธิ์ ขอบคุณรัฐบาลพับแผนแลนด์บริดจ์ ชี้ตัดสินใจถูกต้อง ซึ่งรวมถึงแนวคิดต่อเนื่องอย่าง “Southern Connect” ของพรรคประชาธิปัตย์ โดยมีข้อดีที่น่าสนใจดังนี้:

  • ต้นทุนต่ำกว่า: การใช้โครงสร้างพื้นฐานเดิมที่มีศักยภาพอยู่แล้ว ทำให้ลดงบประมาณลงทุนมหาศาลเมื่อเทียบกับโครงการแลนด์บริดจ์
  • ความคุ้มค่าสูง: เน้นการใช้งานจริงทั้งการขนส่งสินค้าและการเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เส้นทางสงขลา-ปีนัง
  • ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม: มีผลกระทบต่อพื้นที่น้อยกว่า ทำให้ภาคประชาสังคมยอมรับได้ง่าย
  • การสนับสนุนจากทุกภาคส่วน: การดึงศักยภาพจากการรถไฟฯ มาต่อยอดเป็นการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด

นายอภิสิทธิ์ยังได้ให้ข้อเสนอแนะเพิ่มเติมว่า หากรัฐบาลต้องการสร้างการเติบโตที่ยั่งยืน ควรนำผลการศึกษาของพรรคประชาธิปัตย์ที่เคยทำไว้ไปพัฒนาต่อทันที แทนการเริ่มนับหนึ่งใหม่ ซึ่งจะช่วยประหยัดเวลาและงบประมาณแผ่นดินได้มาก สิ่งสำคัญที่สุดคือการจัดลำดับความสำคัญของโครงการคมนาคมให้สอดคล้องกับการใช้งานจริงของประชาชนในพื้นที่เป็นหลัก

สำหรับมุมมองส่วนตัว การตัดสินใจครั้งนี้ไม่ได้สะท้อนถึงการแพ้หรือชนะทางการเมือง แต่คือชัยชนะของประชาชนที่รัฐบาลเลือกเดินในทางที่สร้างประโยชน์ได้จริง ในท้ายที่สุดไม่ว่าโครงการไหนจะถูกหยิบยกขึ้นมา สิ่งที่สำคัญที่สุดคือความโปร่งใสในการดำเนินงานและความคุ้มค่าที่ภาษีของประชาชนต้องถูกใช้ไปอย่างสมเหตุสมผลที่สุดครับ

ที่มา – “อภิสิทธิ์” ขอบคุณรัฐบาลพับแผน “แลนด์บริดจ์” ชี้ตัดสินใจถูกต้อง

“ศุภจี” เร่งหารือสหรัฐฯ หลังประกาศอัตราภาษีนำเข้าใหม่

สถานการณ์การค้าระหว่างประเทศกำลังเป็นประเด็นร้อนแรง เมื่อล่าสุด “ศุภจี” เร่งหารือสหรัฐฯ หลังประกาศอัตราภาษีนำเข้าใหม่ ที่มีการปรับขึ้นเป็น 12.5% ส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกไทยในหลายภาคส่วน อย่างไรก็ตาม รัฐบาลไทยไม่ได้นิ่งนอนใจและกำลังเร่งเจรจาเพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศอย่างเต็มที่

มุมมองจาก “ศุภจี” เร่งหารือสหรัฐฯ หลังประกาศอัตราภาษีนำเข้าใหม่

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้แสดงจุดยืนที่ชัดเจนในการเจรจาครั้งนี้ว่า หัวใจสำคัญไม่ใช่แค่การสรุปผลให้เร็ว แต่ต้องเป็นการสร้างความตกลงที่ให้ประโยชน์อย่างสมดุล (Balanced Trade Agreement) เพื่อรักษาความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระยะยาว โดยที่ไทยยังคงสามารถรักษาสิทธิในการกำหนดนโยบายสาธารณะและความมั่นคงของประเทศไว้ได้อย่างครบถ้วน

รายละเอียดมาตรการและข้อยกเว้นสำหรับสินค้าไทย

สำหรับการตัดสินใจของสหรัฐฯ ภายใต้มาตรา 301 ที่ประกาศเรียกเก็บภาษีเพิ่ม 12.5% จากไทยและอีก 37 ประเทศนั้น ถือเป็นการปรับขึ้นจากเดิมที่เก็บอยู่ที่ 10% ภายใต้มาตรา 122 อย่างไรก็ตาม ข่าวดีคือมีสินค้าไทยจำนวนกว่า 2,120 รายการที่ยังได้รับการยกเว้นภาษีนี้ ซึ่งถือเป็นมูลค่ามากกว่าครึ่งหนึ่งของยอดการส่งออกทั้งหมดไปสหรัฐฯ โดยกลุ่มสินค้าที่ปลอดภัย ได้แก่:

  • วงจรรวมและหน่วยเก็บข้อมูล (HDD)
  • ชิ้นส่วนอากาศยาน
  • ยางธรรมชาติ ยางแผ่น และยางแท่ง
  • ผลไม้สดและแปรรูป อาทิ สับปะรด มะพร้าวสด น้ำมะพร้าว
  • อาหารและสินค้าแปรรูปอื่นๆ เช่น แป้งมันสำปะหลัง

อย่างไรก็ตาม ในประเด็นที่สหรัฐฯ ยังคงไต่สวนเรื่องกำลังการผลิตส่วนเกินนั้น ทางกระทรวงพาณิชย์ยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและเตรียมมาตรการรองรับไว้แล้ว เพื่อลดผลกระทบต่อภาคส่วนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกร ผู้ผลิต และผู้ส่งออก

มาตรการภาครัฐเพื่อรับมือและเสริมความแกร่ง

เพื่อตอบรับกับความท้าทายนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้เดินหน้ามาตรการคู่ขนานหลายด้าน เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยสามารถแข่งขันได้ในระยะยาว ดังนี้:

  • มาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ: เพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้แก่ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบทางอ้อม
  • การสนับสนุนด้านภาษี: ช่วยลดภาระให้แก่ผู้ส่งออก
  • การบริหารจัดการโลจิสติกส์: เน้นลดต้นทุนค่าขนส่งและเพิ่มประสิทธิภาพการส่งออก
  • การหาตลาดใหม่: กระจายความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ เพียงอย่างเดียว

การที่ “ศุภจี” เร่งหารือสหรัฐฯ หลังประกาศอัตราภาษีนำเข้าใหม่ ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการปกป้องผลประโยชน์ของชาติ แม้ไทยจะมีข้อจำกัดทางกฎหมายภายในบางประการ แต่เราเชื่อมั่นว่ากลยุทธ์ที่นำมาใช้จะช่วยเสริมสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขันของไทยในเวทีโลกให้ยั่งยืนยิ่งขึ้น

ที่มา – “ศุภจี” เร่งหารือสหรัฐฯ หลังประกาศอัตราภาษีนำเข้าใหม่ ย้ำต้องสร้างผลประโยชน์สมดุล

สหรัฐฯ เก็บภาษีไทย 12.5% ปมแรงงานบังคับ หอการค้าฯ ยันสินค้าไทยยังแข่งได้

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินข่าวเรื่องที่สหรัฐอเมริกาประกาศเรียกเก็บภาษีนำเข้าในอัตรา 12.5% กับสินค้าจากไทยโดยอ้างประเด็นเรื่องแรงงานบังคับ ซึ่งสร้างความกังวลให้กับผู้ส่งออกอยู่ไม่น้อย แต่ล่าสุด นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทย ได้ออกมาให้ข้อมูลที่น่าสนใจว่า สหรัฐฯ เก็บภาษีไทย 12.5% ปมแรงงานบังคับ หอการค้าฯ ยันสินค้าไทยยังแข่งได้ โดยมองว่าไม่ได้เป็นปัจจัยลบที่น่ากังวลจนเกินไปนัก

สหรัฐฯ เก็บภาษีไทย 12.5% ปมแรงงานบังคับ หอการค้าฯ ยันสินค้าไทยยังแข่งได้

เหตุผลสำคัญที่ทำให้หอการค้าไทยยังคงมั่นใจ แม้ว่าเราจะโดนภาษีในอัตรานี้ คือเมื่อมองไปที่กลุ่มประเทศคู่แข่งในตลาดสหรัฐฯ หลายประเทศก็ถูกเรียกเก็บภาษีในอัตราที่ใกล้เคียงกัน ทำให้ในเชิงเปรียบเทียบนั้น สินค้าไทยก็ยังพอที่จะรักษาส่วนแบ่งทางการตลาดเอาไว้ได้ แต่แน่นอนว่าเราก็ไม่อาจจะนิ่งนอนใจได้ เพราะมาตรการกีดกันทางการค้าเหล่านี้มักจะเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ

ความเคลื่อนไหวล่าสุดเมื่อ สหรัฐฯ เก็บภาษีไทย 12.5% ปมแรงงานบังคับ หอการค้าฯ ยันสินค้าไทยยังแข่งได้

นอกจากประเด็นเรื่องแรงงานแล้ว หอการค้าไทยยังมีข้อเสนอแนะในการรับมือกับสถานการณ์นี้ ดังนี้:

  • เร่งยกระดับกฎหมายเกี่ยวกับแรงงานให้เป็นมาตรฐานสากล เพื่อลบข้อครหาเรื่องแรงงานบังคับเชิงระบบ
  • เจรจาความตกลงต่างตอบแทน หรือ ART เพื่อลดอุปสรรคทางการค้าในระยะยาว
  • จับตาดูมาตรการเรื่องกำลังการผลิตส่วนเกินที่ทางสหรัฐฯ กำลังพิจารณาเพิ่ม
  • ภาครัฐและเอกชนต้องประสานงานอย่างใกล้ชิดในการเตรียมข้อมูลเพื่อการเจรจา

ในมุมมองของภาคเอกชน เราไม่ได้มีปัญหาเรื่องแรงงานบังคับในเชิงระบบแต่อย่างใด แต่การที่จะก้าวข้ามผ่านปัญหานี้ไปให้ได้ เราต้องมีความโปร่งใสในห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ให้ชัดเจนที่สุด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับคู่ค้าทั่วโลก ไม่ใช่แค่เฉพาะในสหรัฐฯ เท่านั้น สำหรับผู้ประกอบการทุกท่าน นี่อาจเป็นโอกาสดีที่จะใช้จังหวะนี้ปรับปรุงระบบภายในองค์กรให้ได้มาตรฐานระดับโลกอย่างเต็มตัวครับ เพราะในอนาคตสินค้าที่ตรวจสอบย้อนกลับได้จะยิ่งได้รับความนิยมและอยู่รอดในตลาดโลกได้ดีกว่าแน่นอน

ที่มา – สหรัฐฯ เก็บภาษีไทย 12.5% ปมแรงงานบังคับ หอการค้าฯ ยันสินค้าไทยยังแข่งได้

ทรัมป์ลั่น ต้องหยุดไม่ให้อิหร่านมีนิวเคลียร์ แม้เสี่ยงเศรษฐกิจโลกตกต่ำ

สถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางดูเหมือนจะทวีความรุนแรงขึ้นอีกครั้ง เมื่อ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ออกมาประกาศจุดยืนอย่างชัดเจนว่า ทรัมป์ลั่น ต้องหยุดไม่ให้อิหร่านมีนิวเคลียร์ แม้เสี่ยงเศรษฐกิจโลกตกต่ำ ซึ่งถือเป็นประเด็นที่คนทั่วโลกต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด เพราะความขัดแย้งในครั้งนี้อาจส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อตลาดการเงินและเสถียรภาพของโลกในอนาคต

มุมมองของทรัมป์กับวิกฤตความมั่นคง

ผู้นำสหรัฐฯ ได้ออกมาให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนถึงประเด็นที่ว่า หากอิหร่านไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงและเดินหน้าพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ต่อไป เขาพร้อมที่จะใช้มาตรการขั้นเด็ดขาด โดยย้ำว่าการที่ ทรัมป์ลั่น ต้องหยุดไม่ให้อิหร่านมีนิวเคลียร์ แม้เสี่ยงเศรษฐกิจโลกตกต่ำ นั้น เป็นเพราะเขาเล็งเห็นว่าภัยคุกคามจากนิวเคลียร์มีความสำคัญเหนือกว่าความกังวลเรื่องการถดถอยของเศรษฐกิจที่หลายฝ่ายเป็นห่วง

เหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจครั้งใหญ่

ทรัมป์มองว่าภาวะเศรษฐกิจตกต่ำเป็นเรื่องที่น่ากังวลก็จริง แต่ถ้าอิหร่านสามารถครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ได้จริง ภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้อาวุธร้ายแรงนั้นจะสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจโลกได้รวดเร็วและรุนแรงยิ่งกว่าหลายเท่าตัว การเลือกทางเลือกทางทหารจึงเป็นสิ่งที่เขาพร้อมจะทำหากอิหร่านยังคงเดินหน้าทำตัวไม่เหมาะสมหรือไม่ยอมทำตามข้อตกลงที่เคยตกลงกันไว้

หากเราวิเคราะห์จากถ้อยแถลงดังกล่าว จะเห็นได้ว่านโยบายต่างประเทศของทรัมป์เน้นไปที่การสร้างความมั่นใจในด้านความปลอดภัยเหนือสิ่งอื่นใด โดยมีปัจจัยสำคัญหลายประการที่โลกควรพิจารณา:

  • ความเสี่ยงของการเผชิญหน้าทางทหารในพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญ
  • ผลกระทบต่อราคาน้ำมันและห่วงโซ่อุปทานระดับโลก
  • เสถียรภาพของตลาดการเงินที่อาจผันผวนจากข่าวสารความขัดแย้ง

ท้ายที่สุดแล้ว แม้ข้อความที่ว่า ทรัมป์ลั่น ต้องหยุดไม่ให้อิหร่านมีนิวเคลียร์ แม้เสี่ยงเศรษฐกิจโลกตกต่ำ จะฟังดูดุดันและสร้างความกังวลให้กับนักลงทุนทั่วโลก แต่ในมุมมองของรัฐบาลสหรัฐฯ นี่คือการป้องกันเหตุการณ์เลวร้ายที่สุดที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต เราคงต้องรอดูกันต่อไปว่าสถานการณ์จะคลี่คลายไปในทิศทางใด และอิหร่านจะมีท่าทีตอบโต้อย่างไรภายใต้แรงกดดันจากมหาอำนาจในครั้งนี้

ที่มา – ทรัมป์ลั่น ต้องหยุดไม่ให้อิหร่านมีนิวเคลียร์ แม้เสี่ยงเศรษฐกิจโลกตกต่ำ

หลุดคลิป “ภาวุธ” โผล่อวยโบรกเกอร์ฟอเร็กซ์ โชว์แต้มแลกมือถือ-ทริปฝรั่งเศส

หลุดคลิป “ภาวุธ” โผล่อวยโบรกเกอร์ฟอเร็กซ์ โชว์แต้มแลกมือถือ-ทริปฝรั่งเศส

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองและธุรกิจออนไลน์ เมื่อมีรายงานการขุดพบคลิปวิดีโอของนายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ที่ปรากฏตัวในสื่อประชาสัมพันธ์ของ QRS Global ซึ่งเป็นหนึ่งในโบรกเกอร์ฟอเร็กซ์ที่ถูกกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ตรวจสอบ ความน่าสนใจอยู่ตรงที่ว่า หลุดคลิป “ภาวุธ” โผล่อวยโบรกเกอร์ฟอเร็กซ์ โชว์แต้มแลกมือถือ-ทริปฝรั่งเศส นี้ ขัดแย้งกับคำยืนยันก่อนหน้าที่บอกว่าตนเองไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับธุรกิจดังกล่าวโดยสิ้นเชิง

เปิดเบื้องลึกคลิปฉาวที่สังคมกำลังตั้งคำถาม

ในคลิปวิดีโอดังกล่าว นายภาวุธได้บอกเล่าประสบการณ์การเป็นนักเทรดมือใหม่ที่ผ่านการเรียนในคลาสเพียงไม่กี่เดือน จนกลายเป็นนักเทรดที่เชี่ยวชาญ และมีการกล่าวถึงการแลกของรางวัลจากการสะสมแต้ม ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์มือถือ หรือสิทธิพิเศษอย่างทริปท่องเที่ยวประเทศฝรั่งเศส เหตุการณ์นี้ทำให้เกิดคำถามที่สำคัญต่อสังคมว่า บุคคลที่มีสถานะเป็นผู้แทนราษฎรควรแสดงบทบาทในการสนับสนุนธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูงและถูกตรวจสอบโดยหน่วยงานรัฐหรือไม่

ประเด็นที่น่าจับตามอง มีดังนี้:

  • การเชื่อมโยงระหว่างบริษัท Pay Solutions กับโบรกเกอร์ฟอเร็กซ์ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยไม่ได้รับรอง
  • ความสอดคล้องระหว่างคำให้การกับหลักฐานที่เป็นคลิปวิดีโอชิ้นนี้
  • ผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของพรรคประชาชนหากมีการพิสูจน์ได้ว่าผู้เกี่ยวข้องมีพฤติกรรมผิดกฎหมาย

หลายคนมองว่าการที่นักธุรกิจชื่อดังระดับประเทศออกมาโปรโมตโบรกเกอร์ฟอเร็กซ์โดยตรง อาจเป็นปัจจัยดึงดูดให้ประชาชนทั่วไปหลงเชื่อและนำเงินมาลงทุน ซึ่งในกรณีของ หลุดคลิป “ภาวุธ” โผล่อวยโบรกเกอร์ฟอเร็กซ์ โชว์แต้มแลกมือถือ-ทริปฝรั่งเศส นั้น ถือเป็นเครื่องเตือนใจชั้นดีว่าการลงทุนในแพลตฟอร์มที่อยู่นอกเหนือการกำกับดูแลของ ก.ล.ต. หรือธนาคารแห่งประเทศไทย มีความเสี่ยงสูงมากที่เงินลงทุนจะสูญเปล่า

ในฐานะนักลงทุนหรือประชาชนทั่วไป สิ่งสำคัญที่สุดคือการตรวจสอบที่มาที่ไปของโบรกเกอร์ให้ชัดเจนก่อนตัดสินใจลงทุนทุกครั้ง อย่าปล่อยให้คำโฆษณาชวนเชื่อหรือโปรโมชั่นล่อใจอย่างเช่นทริปต่างประเทศหรือของรางวัลมาบดบังความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้ หากเรื่องนี้มีความคืบหน้าอย่างไร เราจะรีบนำมาอัปเดตให้ทุกท่านทราบต่อไปอย่างทันท่วงที

ที่มา – หลุดคลิป “ภาวุธ” โผล่อวยโบรกเกอร์ฟอเร็กซ์ โชว์แต้มแลกมือถือ-ทริปฝรั่งเศส

เอกนิติ ยันต้องเร่งเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ใช้ กรอ. ขับเคลื่อน

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินข่าวเกี่ยวกับทิศทางเศรษฐกิจไทยในช่วงนี้กันมาบ้างแล้วนะครับ ล่าสุดทางคุณเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ออกมาเน้นย้ำถึงเรื่องสำคัญที่เป็นหัวใจหลักของการดำเนินธุรกิจและชีวิตประจำวันของเรานั่นก็คือ เอกนิติ ยันต้องเร่งเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ใช้ กรอ. เข้ามาทำหน้าที่เป็นกลไกหลัก เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศครับ

เอกนิติ ยันต้องเร่งเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ใช้ กรอ. เข้ามาทำหน้าที่เป็นกลไกหลัก

เหตุผลที่รัฐบาลต้องให้ความสำคัญกับเรื่องพลังงานเป็นอันดับต้นๆ ก็เพราะว่าประเทศไทยยังมีจุดอ่อนเรื่อง Energy Intensity หรือความเข้มข้นของการใช้พลังงาน ซึ่งเราอยู่ในอันดับที่ 67 ของโลกครับ สาเหตุหลักมาจากการที่เรายังต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในสัดส่วนที่สูงมาก จนคิดเป็นมูลค่าเกือบ 10% ของจีดีพี หากเราบริหารจัดการเรื่องนี้ไม่ได้ ความเสี่ยงของประเทศก็จะสูงขึ้นตามไปด้วย

กลยุทธ์การทำงานผ่านคณะกรรมการ กรอ.

สำหรับการขับเคลื่อนครั้งนี้ จะใช้กลไกของคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ หรือ กรอ. เข้ามาเป็นหัวหอกสำคัญ โดยเน้นย้ำว่า เอกนิติ ยันต้องเร่งเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ใช้ กรอ. เข้ามาทำหน้าที่เป็นกลไกหลัก ในการปรับโครงสร้างพื้นฐานใหม่ เพื่อให้เกิดการเติบโตที่ยั่งยืนมากกว่าเดิม การทำงานของ กรอ. ในชุดนี้จะเน้นความร่วมมือเหมือนสมัยรัฐบาลพล.อ.เปรม คือให้ภาคเอกชนนำภาครัฐสนับสนุน โดยมีเป้าหมายหลักคือ:

  • การปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบทางธุรกิจให้คล่องตัว
  • การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีและพลังงานสะอาด
  • การพัฒนาทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับโลกยุคใหม่
  • การลดขั้นตอนผ่านโครงการต้นแบบอย่าง Thailand Fast Pass

นอกจากนี้ ในประเด็นเรื่องอันดับความสามารถในการแข่งขันของ IMD ที่ประเทศไทยขยับขึ้นมาอยู่อันดับที่ 26 ถือเป็นสัญญาณที่ดีครับ แม้ว่าเราจะยังมีเรื่องที่ต้องปรับปรุง เช่น ด้านการศึกษาและสิ่งแวดล้อม แต่การที่ภาครัฐเริ่มหันมาปรับกระบวนทัศน์จากการ “ใช้งบประมาณ” มาเป็นการ “ปลดล็อกกฎระเบียบ” ก็ถือเป็นแนวทางที่น่าจับตามองอย่างมากเลยทีเดียว

ในมุมมองของผม การที่คุณเอกนิติระบุว่า เอกนิติ ยันต้องเร่งเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ใช้ กรอ. เข้ามาทำหน้าที่เป็นกลไกหลัก นั้นไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลขทางเศรษฐกิจ แต่มันคือการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ ทั้งเรื่องค่าครองชีพและราคาสินค้าที่พุ่งสูงจากต้นทุนพลังงาน หากเราสามารถลดการนำเข้าและหันไปใช้พลังงานทางเลือกที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นได้ จะเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยเติบโตแบบก้าวกระโดดได้อย่างแน่นอนครับ

ที่มา – “เอกนิติ” ยันต้องเร่งเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ใช้ กรอ. เข้ามาทำหน้าที่เป็นกลไกหลัก

สหรัฐฯ คว่ำบาตร บริษัทช่วยอิหร่านขายน้ำมันให้จีน ก่อนทรัมป์พบสี จิ้นผิง

สหรัฐฯ คว่ำบาตร บริษัทช่วยอิหร่านขายน้ำมันให้จีน ก่อนทรัมป์พบสี จิ้นผิง เป็นข่าวใหญ่ที่กำลังเป็นกระแสในแวดวงการเมืองระหว่างประเทศ สร้างความตึงเครียดก่อนการประชุมสุดยอดสำคัญ

สหรัฐฯ คว่ำบาตร บริษัทช่วยอิหร่านขายน้ำมันให้จีน ก่อนทรัมป์พบสี จิ้นผิง

เมื่อวันจันทร์ที่ 11 พฤษภาคม 2569 รัฐบาลสหรัฐอเมริกาได้ประกาศมาตรการคว่ำบาตรรอบใหม่ต่อบริษัทและบุคคลรวม 12 ราย โดยกล่าวหาว่าพวกเขามีส่วนช่วยอำนวยความสะดวกในการขายและขนส่งน้ำมันจากอิหร่านไปยังจีน การเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันก่อนที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะเดินทางเยือนกรุงปักกิ่งเพื่อพบปะกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ในวันที่ 13-15 พฤษภาคมนี้

นายสกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ กล่าวในแถลงการณ์ว่า กระทรวงจะเดินหน้าตัดขาดระบอบการปกครองอิหร่านออกจากเครือข่ายทางการเงินที่ใช้ในการก่อการร้ายและบ่อนทำลายเสถียรภาพเศรษฐกิจโลก การคว่ำบาตรนี้มุ่งเป้าไปที่บริษัทที่ช่วยเหลืออิหร่านในการหลีกเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตรด้านน้ำมัน โดยจีนเป็นผู้ซื้อรายใหญ่ที่สุด

บริบทของการคว่ำบาตรและความสัมพันธ์สหรัฐ-จีน-อิหร่าน

ประเด็นจีนสนับสนุนอิหร่านน่าจะถูกหยิบยกขึ้นในการประชุมปักกิ่งครั้งนี้ เมื่อเดือนที่แล้ว CNN รายงานจากแหล่งข่าวกรองสหรัฐฯ ว่าจีนกำลังเตรียมส่งระบบป้องกันทางอากาศรุ่นใหม่ให้อิหร่าน ซึ่งอาจยกระดับความขัดแย้งในตะวันออกกลาง นอกจากนี้ ทรัมป์ยังกล่าวถึงข้อตกลงหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่ยังคงมีผลหลังปะทะในช่องแคบฮอร์มุซ แต่สถานการณ์กำลังย่ำแย่

การ สหรัฐฯ คว่ำบาตร บริษัทช่วยอิหร่านขายน้ำมันให้จีน สะท้อนนโยบายกดดันสูงสุดของทรัมป์ต่ออิหร่าน โดยตั้งแต่ปี 2562 สหรัฐฯ ถอนตัวจาก JCPOA และเพิ่มมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันเพื่อลดรายได้ของอิหร่านที่ใช้สนับสนุนกลุ่มก่อการร้าย จีนซึ่งนำเข้าน้ำมันอิหร่านราว 10% ของการนำเข้าทั้งหมด กลายเป็นเป้าหมายหลัก แม้ปักกิ่งจะปฏิเสธ แต่ข้อมูลข่าวกรองชี้ว่ามีการค้าลับผ่านบริษัทกลาง

ผลกระทบทางเศรษฐกิจและการเมือง

  • ต่ออิหร่าน: รายได้น้ำมันลดลง ส่งผลต่อเศรษฐกิจที่กำลังย่ำแย่จากเงินเฟ้อและการประท้วง
  • ต่อจีน: อาจกระทบห่วงโซ่อุปทานพลังงาน แม้จีนจะหันไปน้ำมันรัสเซียมากขึ้น
  • ต่อสหรัฐฯ: เสริมภาพลักษณ์แข็งกร้าวก่อนเลือกตั้ง แต่เสี่ยงสงครามการค้าครั้งใหม่กับจีน

ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่า การคว่ำบาตรนี้อาจเป็นกลยุทธ์เจรจาของทรัมป์ เพื่อแลกเปลี่ยนประเด็นการค้าหรือไต้หวันในการพบปักกิ่ง สถานการณ์ในตะวันออกกลางยังร้อนระอุจากความขัดแย้งอิสราเอล-ฮามาส และการโจมตีโดยกลุ่มฮูธีที่หนุนโดยอิหร่าน

นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังจับตาการขนส่งน้ำมันผ่านทะเลจีนใต้ ซึ่งจีนอ้างสิทธิ์ ทำให้การคว่ำบาตรมีมิติทางยุทธศาสตร์ด้วย หากจีนไม่ยอมรับผลกระทบ อาจนำไปสู่การตอบโต้ทางเศรษฐกิจ เช่น เพิ่มภาษีสินค้าสหรัฐฯ

มุมมองอนาคตและข้อเสนอแนะ

ในมุมมองของผู้เขียน การ สหรัฐฯ คว่ำบาตร บริษัทช่วยอิหร่านขายน้ำมันให้จีน ก่อนทรัมป์พบสี จิ้นผิง เป็นสัญญาณว่าสหรัฐฯ จะไม่ยอมให้จีนเป็น “ช่องโหว่” ในนโยบายต่ออิหร่าน การประชุมครั้งนี้อาจนำไปสู่ข้อตกลงลับหรือการยกระดับความตึงเครียด นักลงทุนควรติดตามราคาน้ำมันโลกที่อาจพุ่งสูง

ติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมเพื่ออัปเดตสถานการณ์ล่าสุด และแบ่งปันความเห็นของคุณในคอมเมนต์ด้านล่าง!

ที่มา – สหรัฐฯ คว่ำบาตร บริษัทช่วยอิหร่านขายน้ำมันให้จีน ก่อนทรัมป์พบสี จิ้นผิง

Scroll to top